16/05/2023
“กัณวีร์ สืบแสง” รุ่นหลาน “นพ.เจริญ สืบแสง” ทวงความเป็นธรรม คืนสังคมปาตานี
อิสมาอีล ฮายีแวจิ
นายกัณวีร์ สืบแสง (ชื่อ-สกุล อักษรโรมัน : Kannavee Suebsang, ชื่อ-สกุล อักษรมลายูยาวี : كنناوي سوبسيغ) ชื่อเล่น : “นล - NOL” เป็นเลขาธิการ พรรคเป็นธรรม (FAIR Party - ڤرتي عاديل)
นายกัณวีร์ เป็นนักมนุษยธรรม นักเคลื่อนไหวด้านสันติภาพ และนักการเมืองชาวไทย เคยรับราชการที่สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ อดีตเจ้าหน้าที่ให้ความคุ้มครองผู้ลี้ภัย ประจำประเทศไทย อดีตผู้ประสานงานข้าหลวงใหญ่ อดีตผู้ประสานงานภาคสนาม ประจำประเทศซูดาน ฟิลิปปินส์ บังกลาเทศ และบริเวณชายแดนไทย-พม่า ของสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยสหประชาชาติ (UNHCR)
เป็นประธาน มูลนิธิสิทธิเพื่อสันติภาพ อดีตว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตสวนหลวง-ประเวศ กรุงเทพมหานคร พรรคไทยสร้างไทย อดีตประธานยุทธศาสตร์และรองหัวหน้าพรรคเป็นธรรม แต่ปัจจุบันเป็นเลขาธิการ พรรคเป็นธรรม
นายกัณวีร์ อายุ 46 ปี เกิดและโตที่กรุงเทพมหานคร จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาที่โรงเรียนสวนกุหลาบ จบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง และจบการศึกษาระดับปริญญาโท คณะความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จาก University of Oregon
คุณปู่ของ นายกัณวีร์ ชื่อว่า นายมั่น สืบแสง เป็นญาติรุ่นเดียวกันกับ นพ.เจริญ สืบแสง และนายจรูญ สืบแสง ซึ่งดั้งเดิมพวกเขาเป็นคนจีนที่มีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดปัตตานี แต่หลังจากถูกเล่นงานโดยรัฐบาลในสมัยนั้น พวกเขาจึงอพยพหนีไปอาศัยอยู่ที่กรุงเทพมหานคร และมีลูกมีหลานในกรุเทพมหานครจวบจนถึงปัจจุบัน หนึ่งในนั้น คือ นายกัณวีร์ สืบแสง
เดิมที นายกัณวีร์ ไม่เคยทราบเรื่องเกี่ยวกับบทบาททางการเมืองและการงานเพื่อสังคมของบรรพบุรุษของตนเองเลยแม้แต่น้อย แต่ช่วงที่ลงพื้นที่งานราชการในจังหวัดยะลา กลับมีผู้คนถามถึงความเกี่ยวข้องกับ นพ.เจริญ และนายจรูญ สืบแสง อย่างไร เนื่องจากมี “นามสกุล” ที่เหมือนกัน
หลังจากนั้นเขาไม่รีรอที่จะค้นหาข้อมูลและศึกษาข้อมูลเก่าๆ เท่าที่มีอยู่ ปรากฏว่าบรรพบุรุษของเขามีบทบาทช่วยเหลือคนในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้เป็นอย่างมาก ทั้งงานด้านการเมือง และสังคม อีกทั้งยังเคยถูกดำเนินคดีในข้อหา “กบฎสันติภาพ” ด้วย
นพ.เจริญ สืบแสง หรือ ขุนเจริญวรเวชช์ เป็นบุตรคนที่ 2 จากพี่น้องทั้งหมด 8 คน ของนายซุ้ย สืบแสง หรือ ขุนวรเวชวิชกิจ และเป็นพี่ชายของนายจรูญ สืบแสง
งานด้านวิชาชีพ นพ.เจริญ สืบแสง เคยรับราชการในกรมสาธาณสุข เป็นแพทย์หลวงประจำจังหวัดปัตตานี และยังเปิดคลินิกรับรักษาให้ประชาชนทั่วไปในรูปแบบรักษาให้ฟรีสำหรับผู้คนที่ขาดแคลน
ส่วนงานด้านการเมือง นพ.เจริญ สืบแสง เคยเป็นสมาชิกสภาเทศบาลจังหวัดปัตตานี เคยเป็นนายกเทศมนตรีเมืองปัตตานี เคยเป็นประธานสภาเทศบาลจังหวัดปัตตานี และยังเคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปัตตานีถึง 3 สมัย อีกด้วย
นพ.เจริญ สืบแสง มีความสัมพันธ์ที่ดีกับ ฮัจยีสุหลง โต๊ะมีนา ผู้นำชาวปาตานีคนสำคัญในยุคนั้น ทั้งสองคอยช่วยเหลือเกื้อกูลกันในประเด็นเรื่องการเมืองและสังคมมาโดยตลอด ครั้งหนึ่ง ฮัจยีสุหลง โต๊ะมีนา เคยช่วย นพ.เจริญ สืบแสง หาเสียงเลือกตั้ง จนได้รับชัยชนะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของจังหวัดปัตตานี และได้สร้างคุณประโยชน์ต่อคนในพื้นที่อย่างมากในเวลาต่อมา
ด้าน นพ.เจริญ สืบแสง เองก็เคยช่วย ฮัจยีสุหลง โต๊ะมีนา ช่วงที่ถูกจับดำเนินคดีในข้อหา “กบฏภายในราชอาณาจักร” ด้วยการติดต่อหาทนายเก่งๆ ที่เป็นชาวไทยพุทธ เพื่อคอยช่วยเหลือด้านคดี รวมทั้งช่วยเป็นธุระจัดการช่วยเหลือครอบครัวของฮัจญีสุหลงในขณะที่ถูกคุมขังอีกด้วย
นพ.เจริญ สืบแสง เคยเป็นประธานกรรมการสันติภาพแห่งประเทศไทย และเคยเรียกร้องสันติภาพ ด้วยการคัดค้านสงครามรุกรานเกาหลี ต่อมาปรากฎว่าถูกจับกุมดำเนินคดีในข้อหา “กบฏสันติภาพ”
ส่วนนายจรูญ สืบแสง เป็นผู้ร่วมก่อตั้งคณะราษฎรสายพลเรือนที่มีนายปรีดี พนมยงค์ เป็นแกนนำ เคยรับราชการในตำแหน่งด้านการเกษตร กรมเพาะปลูก กระทรวงเกษตราธิการ เคยเป็นอธิบดี กรมศุลกากร อธิบดี กรมชลประทาน และยังได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของจังหวัดปัตตานีอีกด้วย
จะเห็นได้ว่านายกัณวีร์ สืบแสง สืบเชื้อสายมาจากนักการเมืองที่เคยมีบทบาทสำคัญ และมีคณูปการอย่างยิ่งต่อประเทศชาติ โดยเฉพาะสังคมในพื้นที่ปาตานี/จังหวัดชายแดนใต้
วันนี้นายกัณวีร์ กลับบ้านเกิดของบรรพบุรุษตนเองพร้อมนำองค์กรทางการเมืองมาปักหลักด้วย เขาตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่าจะสร้างพรรคการเมืองที่เป็นพรรคปาตานี เพื่อคนปาตานี โดยคนปาตานี ซึ่งจะคงคอนเซ็ป “หลักมนุษยธรรม นำการเมือง”
นายกัณวีร์ ประกาศอย่างชัดเจนว่า “นโยบายหลักของพรรคเป็นธรรม คือ ส่งทหารในพื้นที่กลับบ้าน สร้างสันติภาพที่กินได้”
เขาย้ำอยู่เสมอว่า “สันติภาพจะสร้างได้ก็ต่อเมื่อประชาชนกินอิ่ม และนอนหลับสบายโดยที่ไม่ต้องกังวลว่าจะมีทหารคอยมาก่อกวน ไม่ต้องกังวลว่าขับรถออกไปวันนี้จะถูกด่านสกัดที่มีเต็มบ้านเต็มเมืองถามเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง”
เขาระบุว่าทหารมองปัญหาเชิงระบบโครงสร้างของหน่วยงานความมั่นคงทั้งหมดเป็นของตนเอง ทั้งที่ทหารเป็นแค่เสี้ยวเดียวของความมั่นคงภายในประเทศ เพราะมันยังมีความมั่นคงของมนุษย์เป็นหลักด้วย แต่ทหารกลับไม่มีองค์ความรู้และมองข้ามในส่วนนี้
อนึ่ง ประสบการณ์ชีวิตการทำงานของ นายกัณวีร์ ที่ผ่านมาอยู่ระหว่างประเด็น “ความมั่นคง” และ “มนุยธรรม” มาโดยตลอด ฉะนั้น เขาย่อมเข้าใจใน 2 ประเด็นนี้เป็นอย่างยิ่ง เพราะครั้งหนึ่งเขาเคยเสนอผ่านรายการ Politik Move ว่า “การแก้ไขปัญหาความมั่นคง มันต้องเป็นการแก้ไขปัญหาความมั่นคงของมนุษย์เป็นหลัก”
นายกัณวีร์ เริ่มรับราชการที่สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เมื่อปี พ.ศ.2544 มีภารกิจเกี่ยวกับกิจการความมั่นคงแห่งชาติ โดยจะดูแลงานความมั่นคงด้านชายแดน เพื่อเสนอแนะในด้านนโยบายให้กับนายกรัฐมนตรี
ต่อมาได้ทำงานกับสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยสหประชาชาติ (UNHCR) เมื่อปี พ.ศ.2552 ด้วยบทบาทหัวหน้าสำนักงานภาคสนามใน 8 ประเทศ รวมเวลา 12 ปี โดยจะดูแลผู้ลี้ภัยที่หนีจากการถูกไล่ฆ่าจากประเทศตนเอง
และบทบาทสุดท้ายก่อนที่นายกัณวีร์ จะตัดสินใจลงสมัครเป็นนักการเมืองระดับชาติ เขายังเคยเป็น ประธาน มูลนิธิสิทธิเพื่อสันติภาพ อีกด้วย แต่บทบาทต่อจากนี้ไปเป็นสิ่งที่น่าติดตามมากกว่า ประชาชนจะให้โอกาสเขาเป็นตัวแทนในระบบรัฐสภาหรือไม่ และนโยบายที่เขาประกาศจะสามารถใช้ในพื้นที่ได้จริงหรือเปล่า เขาจะทวงความเป็นธรรมที่คนรุ่นปู่เขาเคยสร้างสู่สังคมปาตานีได้หรือไม่ ตรงนี้เป็นสิ่งที่ควรติดตาม
#พรรคเป็นธรรม
---------------
ติดตามอ่านเพิ่มเติมได้ที่ :
Website : https://www.the-motive.co
Twitter : https://twitter.com/themotive2020
Instragram : https://www.instagram.com/themotive_ig
Youtube :https://www.youtube.com/c/themotive2020
Telegram : https://t.me/themotive2020