28/05/2026
วันที่ 27 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.30 น. เจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอวิเชียรบุรีลงพื้นที่ให้บริการคลินิกพืชนอกสถานที่ตรวจสอบความผิดปกติของมันสำปะหลังผลการตรวจสอบพบว่าเป็นมือโรคใบด่างมันสำปะหลัง
🚨การจัดการโรคใบด่างมันสำปะหลัง (Cassava Mosaic Disease: CMD) ที่มีประสิทธิภาพที่สุดคือการ "ตัดวงจรการระบาด" เนื่องจากโรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัสและมีแมลงหวี่ขาวยาสูบเป็นพาหะ โดยมีแนวทางปฏิบัติสำคัญตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตรและกรมส่งเสริมการเกษตร ดังนี้
1. การสำรวจและเฝ้าระวัง (สำคัญที่สุด)
ความถี่: ควรสำรวจแปลงอย่างสม่ำเสมอ ทุก 2 สัปดาห์ โดยเน้นสังเกตใบบริเวณส่วนยอดและใบอ่อน
วิธีสำรวจ:
✨ถ้าต้นมันฯ ยังเล็ก (ต้นไม่สูงมาก): เดิน 1 แถว เว้น 5 แถว
✨ถ้าต้นมันฯ เริ่มโต (ต้นสูง): เดิน 1 แถว เว้น 3 แถว
✨ใช้รูปแบบการเดินสำรวจเป็นรูป ตัว U เพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่
2. การกำจัดต้นที่เป็นโรค
เมื่อพบต้นที่แสดงอาการ (ยอดด่างเหลือง, ใบหงิกงอเสียรูปทรง) ต้องกำจัดทันทีเพื่อไม่ให้เป็นแหล่งแพร่เชื้อ โดยมี 3 วิธีหลักที่ได้รับการยอมรับ:
✨วิธีฝังกลบ: ขุดหลุมลึกไม่น้อยกว่า 2-3 เมตร ราดด้วยสารกำจัดวัชพืช (เช่น อะมีทรีน, ซัลเฟนทราโซน หรือไดยูรอน) แล้วกลบด้วยดินหนาไม่น้อยกว่า 0.5 เมตร
✨วิธีใส่ถุง/กระสอบ: ตัดต้นที่เป็นโรคใส่ถุงหรือกระสอบ มัดปากให้แน่น แล้วนำไปตากแดดจนกว่าต้นจะแห้งตาย (อย่างน้อย 7 วัน)
✨วิธีบดสับ: นำต้นที่เป็นโรคมาบดหรือสับบนพลาสติกรองพื้น แล้วคลุมด้วยพลาสติกตากแดดให้แห้งสนิท
3. การควบคุมแมลงพาหะ (แมลงหวี่ขาวยาสูบ)
หากพบแมลงหวี่ขาวยาสูบในระดับที่เกินกว่าระดับเศรษฐกิจ (ตัวอ่อนมากกว่า 2 ตัวต่อใบ) ให้พ่นสารกำจัดแมลงตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร
✨สารเคมีแนะนำ: เช่น อิมิดาโคลพริด (Imidacloprid) หรือ ไทอะมีทอกแซม (Thiamethoxam) ตามอัตราส่วนที่กำหนด
4. การจัดการท่อนพันธุ์และพื้นที่ปลูก
ใช้ท่อนพันธุ์สะอาด: เลือกใช้ท่อนพันธุ์จากแหล่งที่เชื่อถือได้ หรือสายพันธุ์ที่ทนทานต่อโรค เช่น ระยอง 72, เกษตรศาสตร์ 50 และห้วยบง 60
🚨หลีกเลี่ยง: การนำท่อนพันธุ์จากพื้นที่ที่มีการระบาดมาปลูก และไม่ควรปลูกพันธุ์ที่อ่อนแอต่อโรค (เช่น ระยอง 11)
จัดการแปลง: ควบคุมวัชพืชในแปลงอย่างสม่ำเสมอ เพราะวัชพืชอาจเป็นพืชอาศัยของแมลงพาหะหรือเชื้อไวรัสได้
5. การใช้เชื้อจุลินทรีย์ควบคุมแมลง (Biopesticides)
เชื้อรากลุ่มที่ทำลายแมลงเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและได้ผลดีหากฉีดพ่นอย่างต่อเนื่อง:
✨เชื้อราบิวเวอร์เรีย (Beauveria bassiana): เป็นวิธีที่นิยมที่สุด ใช้สำหรับทำลายตัวเต็มวัยและตัวอ่อนของแมลงหวี่ขาวยาสูบ
วิธีใช้: ผสมเชื้อบิวเวอร์เรียกับน้ำตามอัตราส่วนที่กำหนด (แนะนำให้ผสมสารจับใบ) ฉีดพ่นให้ทั่ว โดยเฉพาะใต้ใบและบริเวณยอดอ่อน
เทคนิค: ควรฉีดพ่นในช่วงเย็นที่มีความชื้นสูง เพื่อให้เชื้อราเจริญเติบโตได้ดี
6. การอนุรักษ์และใช้แมลงตัวห้ำตัวเบียน
การสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมเพื่อให้แมลงที่เป็นศัตรูธรรมชาติของแมลงหวี่ขาวอาศัยอยู่:
✨แตนเบียน (Parasitoid Wasps): เช่น Encarsia formosa ซึ่งเป็นแตนเบียนตัวจิ๋วที่จะเข้าไปวางไข่ในตัวอ่อนของแมลงหวี่ขาว ทำให้ตัวอ่อนแมลงหวี่ขาวตายไป
✨แมลงตัวห้ำ: เช่น แมลงช้างปีกใส และเต่าทอง ซึ่งกินตัวอ่อนและไข่ของแมลงหวี่ขาวเป็นอาหาร
✨การส่งเสริม: ลดการใช้สารเคมีฆ่าแมลงแบบครอบจักรวาล เพื่อให้ศัตรูธรรมชาติเหล่านี้สามารถขยายพันธุ์ได้เองตามธรรมชาติในแปลง
7. การใช้สารสกัดจากพืช
เป็นการใช้สารสกัดที่มีฤทธิ์ขับไล่หรือลดการวางไข่ของแมลงหวี่ขาว:
✨สารสกัดสะเดา : มีสารอะซาดิแรคติน ช่วยยับยั้งการกินอาหาร การเจริญเติบโต และการวางไข่ของแมลงหวี่ขาว
✨น้ำส้มควันไม้: ช่วยในการปรับสภาพดินและลดความหนาแน่นของแมลงได้บ้างเมื่อฉีดพ่นอย่างต่อเนื่อง (ความเข้มข้นที่เหมาะสมคือ 5-10% ของปริมาณน้ำ)
8. การจัดการเชิงนิเวศ
✨ปลูกพืชไล่แมลง: การปลูกพืชที่มีกลิ่นฉุนหรือพืชที่แมลงหวี่ขาวไม่ชอบ เช่น ดาวเรือง ตะไคร้หอม หรือพืชตระกูลโหระพา กะเพรา ไว้รอบขอบแปลง เพื่อช่วยลดปริมาณการเคลื่อนย้ายของแมลงเข้าสู่แปลงมันสำปะหลัง
✨การจัดการวัชพืช: วัชพืชบางชนิดในตระกูลผักโขม หรือกะเม็ง เป็นแหล่งสะสมของแมลงหวี่ขาวและเชื้อไวรัส การถางวัชพืชให้เตียนจึงถือเป็นการจัดการทางชีวภาพที่สำคัญมาก
#คลินิกพืช อารักขาพืช เพชรบูรณ์