08/07/2026
แอดพามาดูความ งดงาม ของ
วัดทุ่งศรีเมือง
ประเภท แกะสลัก ขนาดใหญ่ ปี 2567
ตอน ปราบพญามาร
ขบวนรถต้นเทียนวัดทุ่งศรีเมือง
ความยาวของขบวนรถต้นเทียน ยาว ๑๙.๙๕ เมตร
ความกว้างของรถต้นเทียน กว้าง ๓.๐๐ เมตร
ความสูงของต้นเทียนจากฐานรองรับถึงยอด สูง ๕.๐๐ เมตร
ใช้บุคลากรทำต้นเทียน จำนวน ๒๐ คน
สิ้นงบประมาณทั้งสิ้น จำนวน ๘๐๐,๐๐๐ บาท
ตอนหน้า
ต้นเทียนประเภทแกะสลักวัดทุ่งศรีเมือง ได้จำลองเหตุการณ์สมัยพุทธกาลและหลักธรรมคำสอน ปริศนาธรรม ไว้วัดนี้ ก่อนที่พระพุทธองค์จะตรัสรู้ ได้มีเหตุการณ์มารผจญเกิดขึ้นกับพระองค์ ดังในพุทธประวัติได้กล่าวว่า เมื่อวันเพ็ญเดือนหก ก่อนการตรัสรู้ไม่นาน ขณะที่พระสิทธัตถะกำลังบำเพ็ญเพียรทางจิตที่ใต้ต้นโพธิ์นั้น ได้ตั้งปณิธานอย่างแน่วแน่ว่า "ถ้าเรายังไม่บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณตราบใด เราจักไม่ยอมลุกขึ้นตราบนั้น แม้ว่าเนื้อและเลือดในกายจะเหือดแห้งไป เหลือแต่หนัง เอ็น และกระดูกก็ตามที" ขณะนั้นเองได้มีเหล่ามารจำนวนมาก ถือหอกดาบและอาวุธอื่น ๆ มุ่งหน้ามาที่ประทับของพระองค์ เพื่อจะขับไล่ให้ทรงลุกขึ้นไปให้ได้ตามที่มารได้กล่าวอ้างว่าพระสิทธัตถะแย่งบัลลังก์ที่ได้ต้นโพธิ์ ซึ่งเป็นเป็นของตนไปโดยได้อ้างพยานที่เป็นมารพวกเดียวกัน ขณะนั้น พระพุทธองค์ไม่อาจหาใครเป็นพยานได้ว่าที่บัลลังก์ที่นั่งนั้นเป็นของพระองค์ จึงทรงยื่นพระหัตถ์ชี้ลงที่พื้นดินเพื่อขอให้แผ่นดินเป็นพยาน เพื่อเป็นพยานให้กับพระองค์ พร้อมบันบวยผลบุญที่ทรงเคยเล่าอามรจนพ่ายแพ้ไป ซึ่งบัดที่ออกจากกวยผมนั้น เป็นน้ำที่พระพุทธองค์เคยกรวดไว้ตอนที่ทรงบำเพ็ญบารมีทุก ๆ ชาติ จึงรวมเป็นน้ำจำนวนมหาศาลช่วยพระองค์ให้ชนะมารได้
ในขณะนั้น ความมหาอัศจรรย์ก็บังเกิด พื้นมหาปุพพียันกว้างใหญ่ก็สั่นหวั่นไหว พฤกษชาติทั้งหลาย ก็ผลิดอกออกช่องานตระการตา พระพรหม พร้อมด้วยเทพเจ้าทุกชั้นฟ้าเชื่อสรวงสวรรค์ โปรยปรายบุปผมาลัยชั้นสักการบูชา เปล่งวาจาว่า พระสัมมาพุทธเจ้าทรงอุบัติชัยแล้วในโลก ด้วยปีติยินดีเป็นอัศจรรย์ ที่ไม่เคยบังเกิดมีมาในกาลก่อน
คำว่า "มาร" ในพระพุทธศาสนา หมายถึง สิ่งที่มารบกวนขัดขวางมิให้บรรลุสิ่งที่ดีงาม มี ๕ ประการ ได้แก่
(๑) กิเลสมาร มารคือกิเลสที่เกิดขึ้นใจ (๒) ขันธมาร การขันธ์ ๕ อันเป็นองค์ประกอบของชีวิต ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ซึ่งองค์ประกอบทั้งนี้มีความแปรปรวนและเสื่อมสลายไปตามธรรมชาติ (๓) อภิสังขารมาร มารคือความนึกคิดปรุงแต่งที่คิดไปในทางเลว มารคือเจตนาบุตร ซึ่งจะคอยอยู่ในสวรรค์ชั้นกามาวจร มารคอยขัดขวางไม่ให้ทำความดีของผู้อื่น และ (๕) มัจจุมาร มารคือความตาย ที่เป็นอุปสรรคขวางกั้นโอกาสที่จะได้พบกับสิ่งที่ดีงาม
แต่มารที่เกิดกับพระพุทธองค์นั้น หมายถึง มาร คือ กิเลสที่เกิดขึ้นในหัวใจของพระองค์ ซึ่งจะเป็นตัวขวางกั้นให้หลงลืมอันได้แก่การต่อสู้ทางความคิดของพระครัวหรือกิเลสกับธรรมะ ด้านหนึ่งมุ่งจะบรรลุเป็นพระพุทธเจ้า แต่อีกด้านหนึ่งยังคิดถึงความสะดวกสบายในอดีตและความสุขทรมานในการบำเพ็ญเพียร
มารที่มาผจญพระองค์ตอนก่อนตรัสรู้นั้น เป็นกิเลสสองด้าน คือ ด้านแรก เป็นกิเลสด้าน อนิษฐารมณ์ (กิเลสฝ่ายลบ) คือความไม่ยอมรับ ความขัดเคือง ความย่อท้อ กับความทุกข์ยากลำบากที่ประสบ ซึ่งเปรียบเหมือนมารที่ดุร้าย กิเลสด้านที่สองเป็นด้านอิฏฐารมณ์ (กิเลสฝ่ายบวก) คือความยินดี ชอบใจ ความเพลิดเพลินหลงในความสุขสบายต่าง ๆ ที่จะทำให้พระองค์ระลึกถึงความสุขในครั้งตอนเป็นเจ้าชาย เปรียบเหมือนกับอิตถมารที่งดงามยั่วยุให้หลงใหล
กิเลสมารทั้ง ๒ ด้านนี้ พระพุทธองค์ทรงชนะได้ด้วยพระทัยที่หนักแน่น และบุญบารมีที่สั่งสมมานับ ๔ อสงไขย แสนกัปป จึงรวมเป็นพลังสามารถเอาชนะพญามารได้
ตอนกลาง ฐานต้นเทียน
ต้นเทียนวัดทุ่งศรีเมือง เป็นต้นเทียนแกลประเภทแกะสลัก ขนาดใหญ่ มีเส้นผ่าศูนย์กลาง ๗๕ เซนติเมตร สูง ๒ เมตร และส่วนยอดของต้นเทียน สูง ๓๐ ซม. แกะสลักเป็นยอดบัวคว่ำ บัวน้ำเต้า บาหราย ๓ ชั้น อันหมายถึง พระไตรปิฎก ซึ่งเป็นคัมภีร์รวบรวมคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่ประกอบด้วยพระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก และพระอภิธรรมปิฎก ที่หล่อหลอมจิตใจให้แสงสว่างนำทางชีวิตเชาอุบล เจริญรุ่งเรือง เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันยาวนานกว่า ๒๓๑ ปีมาแล้ว แวดล้อมไปด้วยเทพนคร ๓ ตน หมายถึง ไมหะ คือ ความหลงหรือผู้หลง ความลุ่มหลงสงสัยนั่นเอง พร้อมด้วย พญาคชนาคา มีเจ้าเป็นช้าง มีตัวเป็นนาค เรื่องราวบนลำต้นเทียน ประกอบด้วยเรื่องราวพระพุทธเจ้าประทานพร แต่พระอินทร์ทรงหับดีพรหม ให้เห็นถึงว่าพระองค์คลรัสรู้ อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณและทูลอาราธนาให้พระองค์แสดงธรรมโปรดเวไนยสัตว์ต่อไป
ลวดลายไทยอันประณีตบรรจงบนขบวนต้นเทียน ประกอบด้วยลายเครือ กนกเปลว กนกก้านเสียว กนกก้านขด ลายปากคาบ ดอกบัว แกรกด้วยลายดอกไม้นานาชนิดในลำต้น และลายที่ทีมงามช่างได้ผสมผสานกับลวดลายท้องถิ่น คือ ลายประเจียน ลายแก้วชิงดวง ลายพิกุล ลายกากบัว อันวิจิตรอ่อนช้อยสวยงามตระการตา
ตอนขบวนเทียน
ได้กล่าวถึงเรื่องราว เมื่อเหล่ามารได้พ่ายแพ้ไปแล้ว จึงได้คิดหาวิธีการใหม่ ที่จะเอาชนะพระพุทธองค์ให้ได้ก่อนที่จะตรัสรู้ เมื่อเห็นว่าใช้กำลังไม่ได้ผลได้ลองใช้ไม้อ่อนบ้าง แล้วจึงส่งลูกสาวพญามาร (ธิดามาร) ๓ คน ได้แก่ นางตัณหา นางอรดี และนางราคา มายั่วยวนให้พระองค์หลงใหล แต่ก็ไม่สำเร็จ พระทัยของพระองค์คงหนักแน่นมั่นที่ด้วยอิษฐานจิตไว้ จนได้บรรลุเป็นพระพุทธเจ้าในลำดับต่อมา หลังจากที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้แล้ว มารจึงหมดโอกาสที่จะขัดขวางรังควานได้อีกต่อไป
เรื่องราวขบวนประโลมพระพุทธเจ้าก็เป็นปุคคลาธิษฐาน ถอดความได้ว่าสามธิดามารนั้น ล้วนหมายถึงกิเลสทั้งนั้น อย่างหนึ่ง คือ ความยินดี อีกอย่างหนึ่ง คือ ความยินร้ายหรือความเกลียดชัง ความยินดีส่วนหนึ่งแยกออกเป็นตัณหา คือความอยากได้ไม่มีที่สิ้นสุด อีกส่วนหนึ่งเป็นราคะ หรือราคะ คือความใคร่หรือกำหนัด ความเกลียดชังหรือยินร้ายออกมาในรูปของอรดี อรดีในที่นี้คือความริษยา ความที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงแสดงพระอาการผิดปกติ แม้แต่ทรงเลิมพระเนตรนั้น ก็หมายถึงว่าพระพุทธเจ้าอยู่เหนือจากกิเลสดังกล่าวได้สิ้นเชิงนั่นเอง
ปราบพกาพรหม
ท้าวพกาพรหมที่ประทับบนหลังหงส์ มีความเห็นว่า สิ่งทั้งหลายของเทียนแท้ไม่แปรผัน ซึ่งขัดต่อคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ว่าสรรพสิ่งย่อมไม่เที่ยง เป็นไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา พระพุทธองค์ทรงโปรดให้ท้าวพกาพรหมแสดงฤทธิ์โดยให้ไปซ่อนตัวในที่ต่าง ๆ แต่ไพกำเนิดพระองค์ก็ทรงกราบ ต่อมาพระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมะเทศนาจนได้บรรลุโสดาปัตติผลเป็นพระโสดาบัน หมดที่พึ่งฟังธรรมเทศนา
ผู้สนับสนุนเทียนพรรษาวัดทุ่งศรีเมือง
เทศบาลนครอุบลราชธานี จำนวน ๒๗๗,๐๐๐ บาท
บริษัท ยงสงวน จำกัด จำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท
บริษัท ดูโฮม จำกัด จำนวน ๑๐,๐๐๐ บาท
โรงพยาบาลรรพสิทธิ์ประสงค์อุบลราชธานี จำนวน ๒๐,๐๐๐ บาท
ที่ปรึกษา
พระเดชพระคุณพระวิโรจน์รัตโนบล เจ้าอาวาสวัดทุ่งศรีเมือง
พระครูสังฆรักษ์จันดี สุนโท ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดทุ่งศรีเมือง
นายรักษา ศรีภา กรรมการวัดทุ่งศรีเมือง
คณะช่างทำเทียนพรรษาวัดทุ่งศรีเมือง
นายวิเชียร ภาดี
นายวิสุทธ์ ภาดี
นายพรม พรมสุวรรณ
นายสำลี ภูมรี
นายธนบูรณ์ สหชัย
นายณัชวุฒิ กละบุตร