05/06/2026
วิบุลสีลสมาจารวัตรวิปัสสนสุนทร : ทรงงดงามในพระวิปัสสนาธุระ ทรงพระศีลาจารวัตรอันไพบูลย์
“...ในสังคมไทยทุกวันนี้ มีข้ออภิปรายกันอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับมาตรฐานชี้วัด ‘ความดี‘ ว่าควรมีขอบเขตหรือนิยามเช่นไร จนเกิดคำถามว่าการประพฤติปฏิบัติตนอย่างไรจึงจะได้ชื่อว่าเป็นคนดีจริง และการจะระบุว่าหมู่ใดคณะใดควรได้รับยกย่องว่าเป็นหมู่คณะแห่งคนดี ควรใช้มาตรฐานใดเป็นสิ่งบ่งบอกได้อย่างถูกต้องแท้จริง อันที่จริงคำตอบสำหรับข้ออภิปรายนี้ไม่ใช่เรื่องยากในทางพระพุทธศาสนา เพราะสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเฉลยคำตอบไว้แล้วว่า ‘สีลํ กิเรว กลฺยาณํ‘ แปลความว่า ’ท่านว่าศีล เป็นความดี’
เบญจศีล เป็นศีลอย่างน้อยที่สุดสำหรับฆราวาส จัดเป็นคุณสมบัติพื้นฐานของมนุษย์ สังคมใดมีสมาชิกหมู่มากเป็นผู้รักษาศีล ๕ สังคมนั้นย่อมประสบความสงบสุขอย่างไม่ต้องสงสัย และถ้าปุถุชนคนใดรักษาศีล ๕ ได้อย่างบริสุทธิ์เป็นปรกติ บุคคลผู้นั้นย่อมใกล้ชิดกับความเป็นอริยบุคคลระดับพระโสดาบัน อันเป็นการปิดกั้นอบายภูมิได้โดยสิ้นเชิง...”
พระคติธรรม สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อมฺพรมหาเถร)
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
ประทานแก่การประชุมสรุปผลการดำเนินงานโครงการหมู่บ้านรักษาศีล ๕ วันที่ ๗ กันยายน ๒๕๖๐
สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อมฺพรมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงครองเนกขัมมปฏิปทาอจลพรหมจริยาภิรัตอย่างบริบูรณ์ ปราศจากข้อสงสัยเคลือบแคลง กอปรด้วยพระจริยวัตรอ่อนโยน สมถะ สันโดษและเรียบง่ายสมสมณสารูป โปรดใช้วัตถุปัจจัยสิ่งของต่าง ๆ อย่างคุ้มค่า หากไม่ชำรุดสิ้นสภาพจริง ๆ ก็จะไม่ทรงทิ้ง ในขณะที่การอันใดที่เกี่ยวข้องกับความประณีตงดงามของพระอารามและการถวายพุทธบูชาในพระบวรพุทธศาสนา จะทรงเอาพระทัยใส่รายละเอียด ประทานพระมติแนะนำอย่างรอบคอบ เหมาะสมกับเป็นเครื่องบูชาในพระศาสนาของสมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า
เจ้าพระคุณ สมเด็จพระสังฆราช มักทรงปรารภแก่ศิษยานุศิษย์และสาธุชนที่มาเฝ้าอยู่เสมอว่า ทรงรับฝึกฝนแบบอย่างสมณธรรมและแนวทางจรรยามารยาทของบรรพชิตมาจากสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวราลงกรณ สมเด็จพระอุปัชฌาย์ ซึ่งทรงกวดขันภิกษุและสามเณรในสำนักวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ให้ดำรงตนตามพระธรรมวินัยและแบบอย่างสมบัติผู้ดี เพื่อยังความศรัทธาเลื่อมใสของฆราวาส อันจะเป็นประโยชน์ต่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ดังเช่น การขึ้นแสดงพระธรรมเทศนา นับแต่กิริยาอาการขึ้นลงธรรมาสน์ การเลื่อนใบลานแทนการกวาดสายตา ยังกิริยาอาการที่สง่างามระหว่างแสดงธรรม ซึ่งเป็นที่ประจักษ์แก่อุบาสกอุบาสิกาผู้มารักษาศีลปฏิบัติธรรม ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เป็นประจำว่า นอกจากกิริยาอาการในระหว่างแสดงธรรมที่สง่างามน่าเลื่อมใสแล้ว เจ้าพระคุณ สมเด็จพระสังฆราช ยังมีพระปรีชาสามารถแสดงธรรมโดยปฏิภาณ สามารถยกข้อธรรมมาอธิบายให้สอดคล้องกับเหตุการณ์ซึ่งเกิดขึ้น ณ ปัจจุบันขณะอีกด้วย
แม้รายละเอียดเล็กน้อยในวัตรปฏิบัติของสงฆ์ ก็ทรงเป็นเนติแบบอย่างการรักษาพระธรรมวินัยโดยเคร่งครัด อาทิ ณ ที่ประทับเสวย จะทรงตั้งปฏิทินบอกเวลา “เที่ยงตรง” จากการคำนวณทางดาราศาสตร์สำหรับคณะสงฆ์ธรรมยุตอยู่เสมอ ซึ่งจะแตกต่างกันไปในแต่ละวัน หากถึงกำหนดเวลาเที่ยงตรงในแต่ละวันตามปฏิทินในเวลาใด ก็ทรงหยุดเสวยทันที แม้ในสิ่งของซึ่งจัดเป็น “เภสัช ๕” เมื่อมีสาธุชนนำมาถวายแล้ว หากทรงพิจารณาส่วนผสมที่ปรากฏในฉลากแล้ว เกิดความสงสัยเคลือบแคลงว่าถูกต้องตามพระธรรมวินัยหรือไม่ ก็จะไม่เสวย ทรงปรารภแก่ศิษย์ใกล้ชิดว่า “หากสงสัยว่าถูกต้องหรือไม่ ก็ไม่ควรทำ”
อนึ่ง ด้วยทรงพระอนุสรคำนึงถึงพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสยามเทวมหามกุฏ
วิทยมหาราช ครั้งยังทรงเป็น “วชิรญาณภิกขุ” ต้นวงศ์ธรรมยุต ผู้ทรงพื้นฟูวิปัสสนาธุระ เจ้าพระคุณ สมเด็จพระสังฆราช จึงทรงติดตามเจ้าพระคุณ สมเด็จพระอุปัธยาจารย์ ไปทรงบำเพ็ญสมณธรรมร่วมกับพระภิกษุฝ่ายอรัญวาสี และฝากองค์เป็นศิษย์ของเหล่าพระวิปัสสนาจารย์สำคัญ นับแต่ยังทรงเป็นพระมหาอัมพร อมฺพโร อาทิ พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร วัดป่าอุดมสมพร ตำบลพรรณานิคม อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร พระราชวุฒาจารย์ (อตุโล) วัดบูรพาราม อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ พระอาจารย์ขาว อนาลโย วัดถ้ำกลองเพล อำเภอเมืองหนองบัวลำภู จังหวัดหนองบัวลำภู พระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ (เทสรํสี) วัดหินหมากเป้ง อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย และพระธรรมวิสุทธิมงคล (ญาณสมฺปนฺโน) วัดป่าบ้านตาด อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี เจ้าพระคุณ สมเด็จพระสังฆราช จึงทรงมีวัตรปฏิบัติทางวิปัสสนาธุระและโปรดการเจริญพระกรรมฐานอย่างยิ่ง
เมื่อทรงเข้าอบรมพระธรรมทูตไปต่างประเทศรุ่นแรก ในพุทธศักราช ๒๕๐๙ ก็เป็นโอกาสให้ทรงฝึกฝนวิปัสนาธุระเพิ่มเติ่มยิ่งขึ้น ด้วยเป้าประสงค์ของการอบรมพระธรรมทูตประการหนึ่งนั้น คือ “...ให้พระธรรมทูตทุกรูปเป็นพระนักปฏิบัติกัมมัฏฐาน, การใช้ชีวิตในความฝืดเคือง, การอดทนต่อความลำบากตรากตรำ, การอดทนต่อเหตุการณ์และวิสภาคารมณ์...”
จึงทรงได้บำเพ็ญสมณธรรมเพิ่มพูนขึ้นด้วยการอบรมของพระธรรมวิสุทธิมงคล (ญาณสมฺปนฺโน) ผู้จัดให้คณะพระธรรมทูตไปอบรมวิปัสสนาขั้นสูงและออกจาริกในถิ่นทุรกันดารแถบจังหวัดอุดรธานี ๑๕ วัน พระธรรมธีรราชมหามุนี (ญาณสิทฺธิ) ซึ่งจัดให้ไปจำวัดที่วัดวชิรธรรมสาธิต เจริญวิปัสสนาด้วยระยะเวลาที่นานและเข้มข้นขึ้น จนถึงบำเพ็ญเนสัชชิก งดเว้นการนอนในช่วงการอบรม
รวมทั้งพระธรรมโกศาจารย์ (อินฺทปญฺโญ) หรือพุทธทาสภิกขุ แห่งสวนโมกขพลาราม ได้จัดให้อบรมที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ในหลักสูตรที่ออกแบบให้เข้มข้นเป็นอย่างยิ่ง โดย “...ให้ใช้ไตรจีวรชุดเดียวเท่านั้น ไม่ว่าจะสรงน้ำหรือปูนั่งนอนก็ตาม ให้จำวัดกับรุกขมูล กล่าวคือ นอนใต้ต้นไม้จริง ๆ และหนุนหมอนไม้ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สำคัญ จนถึงท่านให้เรียกวิชานี้ว่า ‘ชีวิตหมอนไม้แห่งค่ายธรรมบุตร’ เป็นต้น เวลาฉันก็ให้ฉันสำรวมคลุกกันไปทั้งหมด ซึ่งไม่ใช่แค่ไม่ยินดีในรส แต่ยังถึงขนาดไม่ชวนให้ฉันได้ลง จึงเป็นไปเพื่อยังอัตภาพเท่านั้น ท่านยังพาไปในที่ต่าง ๆ เช่น ขึ้นเขา เข้าชุมชน เป็นต้น ทำให้พระนักศึกษาได้ฝึกฝนตนในลักษณะที่ไม่เคยได้พบเป็นอันมาก...” ด้วยท่านถือว่า “...ผู้ที่เป็นพระธรรมทูต ประดุจนักรบ ต้องมีความเข็มแข็งอุทิศตนต่อความยากลำบากได้ จึงจะทำหน้าที่นี้ได้สำเร็จ...” บังเกิดผลให้เป็นศาสนทายาทในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาและสืบวงศ์ต่อมาอย่างเข้มแข็งเป็นที่ประจักษ์ในปัจจุบัน
เจ้าพระคุณ สมเด็จพระสังฆราช จึง “ทรงงดงามในพระวิปัสสนาธุระ ทรงพระศีลาจารวัตรอันไพบูลย์” ปรากฏพระเกียรติคุณผ่านพระกรณียกิจบำเพ็ญมาด้วยพระวิริยภาพ ซึ่งทรงรับฝึกฝนต่อมาจากพระบูรพาจารย์ อันมีพระธรรมวินัยของสมเด็จพระบรมศาสดาเป็นต้นธารดังนี้
ร่วมน้อมถวายสักการะและเรียนรู้รอยทางธรรมในซีรีส์พิเศษชุด "๙๙ พรรษา สมเด็จพระสังฆราช" พบกัน ทุกวันศุกร์ ณ เพจ ๙๙ พรรษา สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
#99พรรษาสมเด็จพระสังฆราช #สมเด็จพระสังฆราช
#วัดราชบพิธ #ธรรมะจากพระนาม
https://www.facebook.com/share/p/1EDjMRnjtg/