10/04/2026
ในปี 2573 หรืออีก 4 ปีข้างหน้า จะเป็นช่วงเวลาสำคัญที่มีหลายเหตุการณ์ครบรอบ และเราไม่อยากให้คุณลืม
ในอีก 4 ปี:
👉 เหตุการณ์การสลายการชุมนุมคนเสื้อแดง ในเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 จะครบรอบ 20 ปี และคดีอาญาที่เกี่ยวข้องจะหมดอายุความ
👉 รัฐประหาร 2557 จะครบรอบ 16 ปี ซึ่งส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อสิทธิมนุษยชน เช่น นโยบายทวงคืนผืนป่า การเรียกปรับทัศนคติ และการใช้มาตรา 44 ที่นำไปสู่การลี้ภัยทางการเมืองจำนวนมาก
👉 การชุมนุมประท้วงของเยาวชนในปี 2563 ที่เริ่มจากสกายวอล์กหน้าหอศิลป์ จะครบรอบ 10 ปี
👉 การสลายการชุมนุมประท้วงปี 2563 ด้วยกระสุนยาง แก๊สน้ำตา และเครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง จะครบรอบ 10 ปี
👉 วาฤทธิ์ สมน้อย จะเสียชีวิตครบ 9 ปี หลังถูกยิงหน้าสถานีตำรวจนครบาลดินแดง ระหว่างการชุมนุม
👉 วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ จะหายสาบสูญครบ 10 ปี
👉 ลูกคนเล็กของ อานนท์ นำภา จะเข้าเรียนชั้นประถมศึกษา ขณะที่พ่อของเขาอาจต้องอยู่ในเรือนจำครบ 7 ปี หากไม่มีการนิรโทษกรรมประชาชน
👉 สมชาย นีละไพจิตร จะหายสาบสูญครบ 26 ปี
แม้ในคำแถลงนโยบายของรัฐบาล จะระบุถึงการยึดมั่นในหลักนิติธรรม ความเป็นธรรม และธรรมาภิบาล อย่างไรก็ตาม เราไม่พบนโยบายที่ชัดเจนในนโยบายของพรรคภูมิใจไทยก่อนการเลือกตั้ง ในประเด็น สิทธิในเสรีภาพในการแสดงออก การรวมกลุ่ม และการมีส่วนร่วมของประชาชน ความยุติธรรมที่เท่าเทียมสำหรับทุกคน และการคุ้มครองประชาชนจากความรุนแรงและการละเมิดในความควบคุมของรัฐ
ย้อนกลับไปวันที่ 10 เมษายน 2553 เจ้าหน้าที่ทหารพยายามสลายการชุมนุมของกลุ่ม นปช. ในกรุงเทพฯ ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 25 คน และบาดเจ็บอีกกว่า 800 คน โดยมีการใช้อาวุธที่มีอำนาจสังหาร
ตาม “หลักสากล” สำหรับการชุมนุมและการสลายการชุมนุม
🚨 เจ้าหน้าที่สามารถใช้อาวุธได้เฉพาะเมื่อจำเป็นจริงและต้องใช้เท่าที่จำเป็นเท่านั้น
🚨 การใช้อาวุธถึงชีวิตทำได้เฉพาะเพื่อปกป้องชีวิตและเมื่อหลีกเลี่ยงไม่ได้
อย่างไรก็ตาม การสลายการชุมนุมเกิดขึ้นต่อเนื่องจนถึงวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 และคดีเหล่านี้กำลังจะหมดอายุความในอีก 4 ปี ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ครอบครัวผู้เสียชีวิตยังคงเรียกร้องความยุติธรรม แต่กลับต้องเผชิญกับอุปสรรค การข่มขู่ และกระบวนการยุติธรรมที่ล่าช้า
และเราไม่อยากให้คุณลืมเรื่องราวเหล่านี้
ตลอดเวลา 16 ปีที่ผ่านมา ผู้เสียหายยังไม่ได้รับความเป็นธรรม ผู้กระทำความผิดยังไม่ได้ถูกนำมาลงโทษ กระบวนการยุติธรรมดำเนินการอย่างล่าช้า แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย จึงได้นำเสนอวาระสิทธิมนุษยชนในการเลือกตั้งที่ผ่านมา ผ่านแคมเปญ Human Rights Agenda: วาระสิทธิมนุษยชน
และหนึ่งในวาระที่สำคัญคือ 'ความยุติธรรมที่เท่าเทียมสำหรับทุกคน'
เพราะความยุติธรรมไม่ควรเป็นสิ่งที่ต้องแลกมาด้วยอำนาจ เงิน หรือสายสัมพันธ์ แต่ควรเป็นหลักประกันขั้นพื้นฐานที่ทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม โดยไม่คำนึงถึงสถานะทางเศรษฐกิจ ความคิดทางการเมือง เพศสภาพ ชาติพันธุ์ หรือถิ่นที่อยู่อาศัย อย่างไรก็ตาม ในประเทศไทย ผู้คนจำนวนมากยังเผชิญกับระบบยุติธรรมที่ไม่สามารถปกป้องพวกเขาได้อย่างแท้จริง เช่นกรณีการสลายการชุมนุมตากใบ ที่หมดอายุความไปในปี 2567 โดยไม่สามารถนำจำเลยมารายงานตัวเพื่อรับผิด และคืนความยุติธรรมให้กับผู้เสียหาย และกรณีการสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงในเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 ที่กำลังจะหมดอายุความในปี 2573
ในประเด็นความยุติธรรมที่เท่าเทียมสำหรับทุกคน แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เรียกร้องให้พรรคการเมืองและรัฐบาลไทย
👉 รับรองสิทธิในการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม และรับรองสิทธิของผู้เสียหายในการเข้าถึงความจริง ความยุติธรรม และการเยียวยาอย่างเป็นธรรม มีประสิทธิภาพ และทันท่วงที
👉 รับรองให้การสอบสวนคดี โดยเฉพาะคดีละเมิดสิทธิมนุษยชน เป็นอิสระ โปร่งใส ตรวจสอบได้ และปราศจากการแทรกแซง
👉 รับรองความรับผิดของเจ้าหน้าที่รัฐต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยไม่มีเอกสิทธิ์ ความคุ้มกัน หรือข้อยกเว้น
อ่านเนื้อหาเพิ่มเติมได้ที่ลิงก์นี้: https://bit.ly/41WfSJd