เรื่องเล่าชาวทุ่ง

เรื่องเล่าชาวทุ่ง เรื่องรางของสิ่งที่เคยเป็นมาในอดี?

(ต่อจากคราวที่แล้ว)...หลังจากที่สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชได้เสร็จศึกจากหัวเมืงอเหนือทั้งสิ้นทั้งปวงแล้ว พระองค์ทร...
16/06/2021

(ต่อจากคราวที่แล้ว)...หลังจากที่สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชได้เสร็จศึกจากหัวเมืงอเหนือทั้งสิ้นทั้งปวงแล้ว พระองค์ทรงเห็นพระพุทธรูปและจารึกต่างๆกระจัดกระจายหักพังไปทั่วเมืองเก่าสุโขทัย เป็นที่สลดหดหู่ใจแก่ผู้พบเห็น จึงมีพระราชหฤทัยที่เป็นกุศลที่จะบำรุงรักษาองค์พระปฏิมาแลจารึกต่างๆเหล่านั้น จึงมีพระบรมสุรสีหนาทราชโองการบัญชา ให้ทะแกล้วทหารทั้งน้อยใหญ่ ได้อัญเชิญพระพุทธรูปทั้งหลายและเก็บศิลาจารึกที่ถูกทอดทิ้งทำลาย ตามวัดวาอารามต่างๆใส่ล้อเกวียนบ้างล่องไปตามคลองแม่รำพันบ้าง แล้วจึงสร้างเรือแพไว้ที่ริมฝั่งแม่น้ำยมจากนั้นก็ชะลอลงไป ตามแม่น้ำล่องลงไปตามน้ำแม่เจ้าพระยา นำพระพุทธรูปไปไว้ที่วัดต่างๆในกรุงเทพมหานคร โดยพระพุทธรูปที่สมบูรณ์ก็จะนำมาประดิษฐานไว้ในโบสถ์ในศาลาทั้งองค์ขนาดใหญ่และขนาดย่อม แต่ด้วยความที่มีจำนวนมากมายมหาศาล ในพื้นที่ของวัดหลวงที่กว้างขวางใหญ่โต ก็ไม่เพียงพอที่จะนำมาเก็บไว้ได้ทั้งหมดจึงต้องอาศัยฝากเก็บไว้กับ วัดเล็กๆเพื่อรอทำการบูรณะปฏิสังขรณ์ต่อไปในภายหน้า ส่วนจารึกที่พอสรรหาเก็บมาได้นั้น ส่วนใหญ่จะเก็บไว้ที่วัดหลวงแต่การขนส่งที่มีอยู่หลายต่อหลายตอน และเนื่องด้วยเรือแพที่ชะลอลำเลียงมานั้นบางลำ ก็ล่มจมหายไปเสียก่อนถึงเมืองหลวง บ้างก็ถูกเบียดบังด้วยคนละโมบโลภทรัพย์ แอบขัดพระบัญชาพระเจ้าอยู่หัว เบียดบังเก็บไว้เป็นของส่วนตนบ้างก็มี จารึกที่แตกหักสภาพย่ำแย่ก็มักถูกนำไปเก็บไว้ที่วัดเล็กๆ ที่อยู่รายรอบพระนครส่วนที่ถึงมือเจ้าหน้าที่ จึงได้ทำบัญชีเป็นของหลวงนั่นเอง ที่วัดเล็กๆชานพระนครมีสมภารผู้รู้ธรรมรูปหนึ่ง มีความสามารถอ่านภาษาขอมและจารึกโบราณต่างๆได้มีลูกศิษย์ไว้คอยรับใช้ และถ่ายทอดความรู้ของตน พระลูกศิษย์ของสมภารรูปนี้ชื่อว่า"พระสุด" พระสุดเป็นผู้มีเชวว์ปัญญาดีกว่าพระสงฆ์รูปอื่นๆ ซึ่งเป็นศิษย์สำนักเดียวกัน ท่านสมภารเองก็เมตตาต่ิพระสุดมาก พระสุดมีหน้าที่แปลถอดความในจารึกออกมา และบังเอิญไปแปลจารึกอันหนึ่ง กล่าวถึงห้องมหาสมบัติในสมัยสุโขทัย หากทว่าข้อความนั้นไม่ครบ เพราะผู้จารึกเจตนาแยกส่วนของลายแทงออกจากกันแล้วใส่ลายแทงนั้นไว้ในพระพุทธรูปสำคัญ๔องค์ ต่อมาพระสุดได้ลาสิขามาเป็นฆราวาสและได้เข้ารับราชการในกรมอาลักษณ์จึงได้พยายามค้นหาจารึกแผ่นที่เหลือ จนมาพบว่าจารึกอีกแผ่นนึงนั้นอยู่กับคนแจวเรือ โดยคนแจวเรือคิดว่าเป็นแผ่นหินลงอาคมจึงใส่แผ่นจารึกนั่นไว้ในโอ่งน้ำ นายสุดอาศัยตำแหน่งหน้าที่ของตนบังคับเอาจารึกนั้นมาจากคนแจวเรือจนได้ แต่จารึกก็ยังขาดหายไปอีก 2 แผ่น นายสุดพยายามหาเพิ่มเติมแต่ก็หาไม่พบ จนก่อนที่จะเสียชีวิตด้วยวัยชรา นายสุดจึงสั่งเสียให้ลูกของตนเป็นผู้ค้นหาต่อไป จารึก 2 แผ่นนั้นได้ถูกมอบเป็นมรดกตกทอดมาเรื่อยๆจากรุ่นสู่รุ่น แล้วต่อไปนี้คือเรื่องราวของแผ่นจารึกศิลาที่จะนำไปสู่ห้องมหาสมบัติแห่งนั้น...(มีต่อ)

ในการนี้ พญาราม ราชบุตรจากศรีสัชนาลัยถูกเรียกตัวมา ช่วยในการศึกโดยยกทัพไปขวางไว้ถึงเมืองตาก เมื่อทั้งสองมาพบกันจึงเกิดกา...
16/04/2021

ในการนี้ พญาราม ราชบุตรจากศรีสัชนาลัยถูกเรียกตัวมา ช่วยในการศึกโดยยกทัพไปขวางไว้ถึงเมืองตาก เมื่อทั้งสองมาพบกันจึงเกิดการกระทำยุทธหัตถีขึ้น ช้างข้างฝ่ายพ่อขุนศรีเกิดพลาดท่าเสียทีให้แก่ช้างของขุนสามชนจนต้องล่าถอยหนียามนั้นช้างของพระยารามราชบุตรจึงเข้าขวางต่อตีเพื่อปกป้องพระราชบิดาขุนสามชนสู้ไม่ได้ ทัพเมืองสุโขทัยได้ทีจึงไล่ทัพของขุนสามชนถอดช้างถอยหนีกลับเมืองฉอดไป ครั้นพอยกทัพกลับเมืองสุโขทัยพ่อขุนศรีจึงมอบพระนามรามคำแหงแก่ญารามราชบุตรคนกล้าและมีพระบัญชาให้ไปครอบครองศรีสัชนาลัยนครตามเดิม จากการศึกที่ผ่านมาทั้ง สองครั้ง พระนางเสืองจึงทรงเล็งเห็นว่า ต่อไปภายภาคหน้าหากเกิดศึกสงครามขึ้นอีก เมืองสุโขทัยก็คงจะได้ยาก เพราะในการทำศึกแต่ละครั้งต้องใช้ไพร่ฟ้าข้าคน และเงินทองเป็นจำนวนมาก พระนางจึงมีดำริว่าสมควรต้องสร้างพระคลังมหาสมบัติลับ เพื่อนำมาใช้กอบกู้บ้านเมืองในคราวที่เกิดศึกสงครามนั่นเอง พระนางจึงได้คิดปรึกษานายสังข์พระญาติสนิท แล้วขุดเจาะถ้ำขนาดใหญ่เพื่อหาทรัพย์มาใส่ไว้ในถ้ำแห่งนั้น นายสังข์จึงนำเสนอให้ขุดถ้ำเอาไว้ในเขตอรัญญิกอันศักดิ์สิทธิ์ ด้านทิศตะวันตกของเมืองสุโขทัยตามแนวเทือกเขาพระเจ้าเข้านิพพานหรือเทือกเขาพระนอนนั่นเอง. เมื่อพบกับสถานที่อันสมควรแล้วจึงสั่งให้ข้าไพร่ทั้งหลายเจาะภูเขาสกัดหินสร้างห้องขนาดมหึมา โดยรักษาเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ แล้วเอาหินสกัดได้ทั้งหลายนั้น ไปสร้างวัดมากมายในเขตอรัญญิก ส่วนตัวพระนางก็ถือบวชเป็นพระมหาเถรีในวัดที่พระนางมีบัญชาให้ขุดถ้ำ เพื่อพระนางจะได้บัญชาด้วยตัวพระนางเอง หลายครั้งที่พระราชโอรสทั้งสองของพระองค์ ตีหนังวังช้างได้เงินได้ทอง อีกทั้งสินสมบัติต่างๆส่วนหนึ่งก็จะนำมาถวายแด่พระนางโดยคิดช่วยพระราชมารดาทำนุบำรุงวัดวาต่างๆในเขตอรัญญิก ทรัพย์สินเกือบทั้งหมดก็ถูกนำ ไปรวมเก็บไว้ในห้องลับของพระนางนั่นเอง จนถึงสมัยของสมเด็จพระมหาธรรมราชา ก่อนที่พระนางจะสิ้นพระชนม์พระนางได้เผยความลับห้องมาสมบัติเหล่านี้แก่พระราชนัดดาของพระนาง สมเด็จพระมหาธรรมราชาห้องนี้เป็นความลับเช่นเดียวกับพระอัยกีของพระองค์ จนถึงเมื่อปลายรัชสมัย หลังจากที่พระองค์เสด็จกลับมาจากเมืองพิษณุโลกมายังสุโขทัย โดยพระองค์ทรงนำไพร่พลอีกหลายสิบเมืองเคารพบูชารอยพระพุทธบาท บนจอมเขาสุมนะกูฏมหาบรรพตนั้น พระองค์ก็นำมหาสมบัติจากเมืองต่างๆมาเก็บไว้ในห้องลับนี้อีกด้วย รุ่งปีต่อมาสมเด็จพระมหาธรรมราชาก็ทรงบัญชาให้สร้างพระพุทธรูปสำคัญ 4 องค์ ประดิษฐานไว้ในเมืองสุโขทัย ทั้งยังให้นายสมซึ่งเป็นบุตรของนายสังข์ทำจารึกไว้ใต้ฐานพระพุทธรูปเหล่านั้นอีกด้วย ต่อมาอีกไม่นานสมเด็จพระมหาธรรมราชาก็เสด็จสวรรคตและนายโสมก็ไม่มีผู้ใดได้พบเห็นท่านอีกเลยจนปลายรัชสมัยของราชวงศ์พระร่วงเมืองสุโขทัย กรุงศรีอยุธยาเข้ามามีอำนาจเหนือกรุงสุโทัยมากขึ้นเรื่อยๆไพร่ฟ้าข้าคนถูกกวาดต้อนไปอยู่เมืองอื่นๆจนเกือบหมดสิ้น เหลือบ้างเพียงเล็กน้อยส่วนใหญ่เป็นพวกพราหมณ์หรือปู่ครูและพวกพรานป่าที่อาศัยอยู่ ตามแนวเขาที่สลับซับซ้อนๆยากแก่การกวาดต้อน เมืองสุโขทัยที่เคยเจริญรุ่งเรืองจึงถูกทิ้งร้างหลงลืมไปตามกาลเวลา หมู่บ้านทั้งวัดวัง กลายเป็นป่ารกชัฏเต็มไปด้วยสัตว์ป่าทั้งน้อยทั้งใหญ่ผ่านมาจนในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์...(มีต่อ)..

นิยาย:ทรัพย์นางเสือง(๑)โดย:พรานกบ ณรงค์ชัยโตอินทร์ "กูผู้นามโสมลือคำแดง ข้ารองบาทแห่งเจ้าเหนือหัวองค์กมรเดงอัญพระมหาธรรม...
04/04/2020

นิยาย:ทรัพย์นางเสือง(๑)
โดย:พรานกบ ณรงค์ชัยโตอินทร์
"กูผู้นามโสมลือคำแดง ข้ารองบาทแห่งเจ้าเหนือหัวองค์กมรเดงอัญพระมหาธรรมราชา ผู้เป็นปราชญาในไตรโลก แลบัดนี้กูผู้รับพระบัญชา ได้สนองเดชานุภาพเจ้าเหนือหัวแห่งข้าจนสิ้นแล้ว จึงตัดรังลายสือซ่อนมหาสมบัติได้สี่อัน ฝังไว้ในอกพระเจ้าสี่ตนนั้น หากเมืองสุโขทัยรนั้นสิ้นศึก ขอท่านผู้มีปัญญา จงนำเอาศิลาทั้งกลม ขัดต่อกัน เพื่อแลเป็นหนทาง ลงไปเอามหาสมบัติทั้งสิ้น มายอยกปกปักษ์พระศาสนา เลิกพระปรีชาแห่งองค์สมเด็จพระมหาธรรมราชาเจ้า หากใครนำออกมาเพื่อยอยกตามพระบัญชา เจ้าเหนือหัวแห่งข้านี้ ขอคุณแห่งองค์พระศาสดา เถร มหาเถร แลปู่ครู จงค้ำชูกู้หนุนแก่มันผู้นั้นเถิด ผิ หากมัน แลอ้ายอีผู้ใด คิดไคร่ได้ในทรัพย์เป็นของตัว กูผู้นามโสมลือคำแดง ผู้นั่งอยู่เฝ้าห้องมหาสมบัตินี้ จะน้าวหักคอพวกมึงให้สิ้นเสียทั้งโคตร"
จารึก:โสมลือคำแดง
เจ้าของ:เอกชน
สถานภาพ:ยังมิได้ขึ้นทะเบียน.

ปฐมบท.
เมื่อเสร็จศึกกำหราบขับไล่พวกชาวขอมออกจากเมืองสุโขทัยและศรีสัชนาลัยสิ้นแล้ว พระนางเสืองเจ้าแม่อยู่หัวแห่งเมืองสุโขทัย หลังจากที่พระเชษฐาของพระองค์ ทรงมอบเมืองสุโขทัยให้พระสวามีของพระนางขึ้นนั่งเมือง เมืองสุโขทัยในครานั้น อยู่ในสภาพย่ำแย่ และยับเยินจากภัยสงคราม บ้านเรือนทั้งวัดวังได้รับผลกระทบหักพังทุกหย่อมหญ้า พ่อขุนศรีผู้เป็นพระสวามีจึงมีพระบัญชา ให้ย้ายเมืองจากที่เดิมทางทิศเหนือซึ่งมีขนาดเล็กลงมาทางด้านใต้ โดยก่อร่างสร้างเมืองขึ้นมาใหม่ ก่อทำนบคันดิน ค่ายคูประตูหอรบขึ้นมาอีกครั้ง โดยมีพระราชบุตรทั้งสองคือพญาบานและพญาราม เป็นผู้คอยดูแลการก่อสร้าง ฝ่ายพญารามครั้นไปปฏิสังขรณ์ซ่อมสร้างเมืองศรีสัชนาลัย ก็มีนายผาคำทหารเอกคนสนิทติดตามไปด้วย จนทั้งสร้างทั้งสองเมืองสำเร็จเรียบร้อย ต่อมาหลังจากนั้นอีกไม่กี่ขวบปี ขุนสามชนเจ้าเมืองฉอดเห็นว่า เมืองสุโขทัยซึ่งบัดนี้ ปกครองโดยพ่อขุนศรี กษัตริย์ผู้ชรา คงย่อหย่อนกำลังวังชา มิเจนจัดชำนาญในการศึกเหมือนกาลก่อน จึงยกทัพกรีฑาไพร่พลจากเมืองฉอด หมายเด็ดยอดเศวตฉัตร จัดกำลังเข้าตีหมายเข้ายึดเมืองสุโขทัย...(มีต่อ)

...หลังจากโพสต์นี้เป็นต้นไป ผมจะขอกลับมาเล่าเรื่องในอดีตอีกครั้งหนึ่ง ทั้งนี้เพื่อบันทึกความทรงจำของผมเอง จากที่เคยได้พบ...
22/10/2019

...หลังจากโพสต์นี้เป็นต้นไป ผมจะขอกลับมาเล่าเรื่องในอดีตอีกครั้งหนึ่ง ทั้งนี้เพื่อบันทึกความทรงจำของผมเอง จากที่เคยได้พบเห็นมา ได้ยินมา และจากประสบการณ์อื่นๆ ผ่านตัวหนังสือและตัวละครที่สมมุติขึ้น โดยผมเริ่มต้นเขียนตั้งแต่ปลายเดือนเมษายน พ.ศ.๒๕๕๙ จนถึงบัดนี้ก็ยังเขียนไม่จบเสียที และด้วยความกริ่งเกรงเอกสารต้นฉบับจะสูญหาย จึงขออาศัยบันทึกเอาไว้ในเพจนี้ เรื่องทั้งหลายที่กำลังจะกล่าวถึงนั้น ไม่สามารถนำมาเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ใดๆได้ เพียงแต่เขียนไว้เป็นมุขปาถะ ให้อ่านกันเล่นๆเท่านั้น ตัวละครในเรื่องเล่านี้ เป็นบุคคลสมมุติขึ้นมา แต่หลายๆเหตุการเป็นเหตุการณ์ที่เชื่อกันว่าเคยเกิดขึ้นจริง
ด้วยจิตคาราวะ
พรานกบ
๒๒ ตุลาคม. พ.ศ.๒๕๖๒.

.....นานมากมายหลายเพลานักแล้วในเมืองสุโขทัยนักขุดกรุมือฉมังสองคน เตรียมไก่ต้มเหล้าขาวและยาสูบ เพื่อจะไปขุดกรุพระที่วัดพร...
09/10/2016

.....นานมากมายหลายเพลานักแล้วในเมืองสุโขทัย
นักขุดกรุมือฉมังสองคน เตรียมไก่ต้มเหล้าขาวและ
ยาสูบ เพื่อจะไปขุดกรุพระที่วัดพระมหาธาตุ ชะแลง
สองด้ามพร้อมกับกระบก(จอบ)อีกหนึ่งด้ามถูกลับขึ้น
คมอย่างดี ท่ามกลางสายน้ำที่หลากมากลางฤดูฝน
ช่วงนี้นี่แหละ (ปี พ.ศ.๒๔๙๗ ) ที่ท่านเจ้าคุณซึ่งเป็น
พระสงฆ์มีสมณะฐานันดรศักดิ์ผู้นั้นเคร่งครัดนักหนา ไม่ให้
ใครคนใดเลยที่เป็นคนภายนอกมายุ่งเกี่ยวกับโบราณ
สถาณ ตำรวจเมืองเองก็มิได้เว้นว่างห่างขาดจากปัญ
หาโจรผู้ร้ายปล้นชิง พระสงฆ์ผู้ซึ่งมีเพียงใบลานจาร
พระธรรม เป็นอาวุธ...ใยเล่าจะมาหาญสู้คนที่มีปากท้อง ของลูกเมียเป็นที่มั่น วัดมหาธาตุกลางเมืองสุโข
ทัยเพลากลางวันผู้คนคล่ำคร่า ตกกลางคืนเงียบดัง
ผีในป่าช้ารุมเร้าเป่าสาก ..ชายวัยกลางคนสองคน
กำจอบเสียมและชะแลงย่ำเท้าลงบนฐานเจดีย์ด้าน
ทิศใต้ แม้หมาวัดที่สงฆ์ท่านทำทานให้กินอยู่ทุกวันวี่
จะทำหน้าที่สนองคุณเห่าหอนระงมขรมไปไม่หยุด
หย่อน แต่ดุจดังเหมือนมีมนต์แห่งรัตติกาลมาบดบัง
ดั่งเช่นพญามารจะมีชัย...ไม่มีใครได้ยินเสียงของหมาเหล่านั้นเลย..คมจอบและเสียมถูกบดและกดทับ
ไปหลายต่อหลายร้อยครั้ง ใหที่มีแต่พระพิมพ์และ
พระทองคำแสดงให้เห็นอยู่เบื้องหน้า แสงตะเกียงน้ำ
มันโซล่าจับพระทองและแววตาของคนขุดกรุไม่ห่าง
จากกันเลย..ฉับพลันนั้นเองเสียงของคนเฝ้าปากหลุม
ก็ระรัวพูดออกมามิได้ส่ำ...เฮ้ย..ทิดพระกับหมาต๋า
แม่งมายืนรอบเจดีย๋เลยว่ะ..คนอยู่ก้นหลุมกัดฟันก้ม
หน้าคล้ายจะเสียดายในโอกาส แต่ก็จำต้องพูดสาด
ออกไปในแสงไฟว่า...หนีเถอะ...ไม่คุ้มเสี่ยง...ว่าแล้ว
ทั้งสองจึงดับตะเกียงวิ่งฝ่าวงล้อมออกไปและหายไป
ในรัตติกาล..ยามเช้าหน้าบ้านของคนสองคนที่ร่วม
กันแหวกหนีความผิดกันมาตั้งแต่เมื่อคืน เขาถามหา
ข่าวพระและตำรวจที่มาล้อมจับโจรขุดกรุกัน แต่ไม่
มีข่าวสารใดๆเลยที่เป็นอย่างที่พวกเขารู้เห็น ..ทั้ง
สองคนยิ้มให้กันและก้มหน้า..ว่าพวกเขาโดนผีเสื้อวัด
หลอกมาอย่างเต็มเปา...หลายสิบปีต่อมาทั้งสองคน
พบจุดจบแบบที่คนธรรมดามิอาจพาลพบ คนหนึ่ง
เป็นมะเร็งตาย ส่วนอีกคนโดนรถชนร่างแหลกเหลว..ผมคงเล่าเรื่องของชาวทุ่งได้แต่เพียงเท่านี้...ถึงแม้
จะมีเรื่องเล่าอีกมากมายแต่เรื่องนี้จะเป็นเรื่องเล่า
เรื่องสุดท้ายในเพจนี้...ขอบคุณนะครับคนที่ให้กำลัง
ใจ จนผมเล่ามาได้จนปัจจุบัน....เรื่องราวในม่านและ
หมอกแห่งความทรงจำผมขอหยุดเล่าให้ท่านฟังแต่
เพียงนี้เถิดครับ...ขอจงสวัสดี..

..."ไผ่"เป็นไม้สารพัดประโยชณ์ครับ ชาวทุ่งอย่างเราสัมผัสกับไม้ไผ่ตั้งแต่แรกเกิดกันเลยทีเดียวการสร้างเรือนในสมัยก่อนนั้น ช...
04/08/2016

..."ไผ่"เป็นไม้สารพัดประโยชณ์ครับ ชาวทุ่ง
อย่างเราสัมผัสกับไม้ไผ่ตั้งแต่แรกเกิดกันเลยทีเดียว
การสร้างเรือนในสมัยก่อนนั้น ชาวเราจะใช้ไม้ไผ่ทำ
เป็นเครื่องผูก เสาเรือนทำมาจากโคนไม้ไผ่ซึ่งมีลักษณะแข็งแรงที่สุดในลำต้นมาทำกกเสา แต่หาก
ใครที่ต้องการให้อยู่ได้นานๆปลวกไม่กินก็จะนำไผ่ทั้ง
ลำไปแช่น้ำให้เน่าก่อน แล้วจึงนำขึ้นมาประกอบเป็น
เครื่องเรือน โครงสร้างหลักๆไม่ว่าจะเป็น รอด คาน
ตะพานหนู เสาดั้ง ลูกตั้ง ขือหรือแป ก็ใช้ไม่ไผ่ทั้งสิ้น
ส่วนพื้นเรือนเราก็จะใช้ลำไผ่ที่ใหญ่และตรงมาทำเป็นพื้นเรือนหรือที่ชาวเราเรียกว่า"ฟาก"ครับ ดังนั้น
เวลาที่เด็กๆสมัยโบราณรวมทั้งผู้เขียนเองด้วยช่วง
เวลาเกิดจึงเรียกกันว่า "เวลาตกฟาก" นั่นเอง เมื่อเด็ก
เกิดมาหมอตำแยก็จะมีไม้ไผ่รวกที่คมกริบอยู่ในมือ
เพื่อคอยตัดสายรกหรือสายสะดือของเราอีกที นอกจากนี้เรายังใช้ไม้ไผ่ทำฝาเรือนด้วยการขัดแตะ
แล้วนำใบตองควง ใบตาล มาประกอบให้เป็นผาอีก
ด้วย ส่วนเครื่องใช้อื่นๆเช่น กระบุง ตะกร้า เปล ด้าม
มีดฯลฯ ก็ล้วนทำจากไม้ไผ่อีกเช่นเดียวกัน รั้วของ
เรือนที่อยู่นอกบ้านเราก็ใช้ไม้ไผ่ป่าที่มีหนามแหลม
คมและแข็งมาทำรั้วเพื่อกีดกันกั้นขวางไม่ให้คนที่
ลักขโมยและสัตว์ร้ายต่างๆเข้าออกอาณาเขตของบ้านได้โดยสะดวก เพราะต้องติดข้องกับหนามไผ่ที่
มีประสิทธิภาพของมันดังกล่าวใว้ข้างต้นนั่นเอง อุปกรณ์ ในการทำมาหาเลี้ยงชีพ เช่น แร้วดักสัตว์
ลอบ ไซ สุ่ม คันเบ็ด หรือข้องใส่ปลาก็ล้วนทำมาจาก
ไม้ไผ่ทั้งสิ้น โดยเฉพาะไม่ไผ่ที่แทงลำไปทะลุไม้ต้นอื่นก็จะนิยมนำมาทำอุปกรณ์เหล่านี้ โดยมีนัยว่าสัตว์
ต่างๆจะมาติดแร้วของเรามากยิ่งขึ้น เมื่อถึงเวลาเรา
อายุครบบวช หรือมีงานบุญ เราก็จะเอาไม้ไผ่มาเหลา
ทำเป็นโครงติดด้วยกระดาษแก้วทำเป็นโคม แล้วเขียนข้อความใส่โคมไป ลมพัดไปทางใหนข่าวงาน
บุญก็ไปถึงนั่น เรียกกันว่า"ข่าวโคมลอย"นั่นเองต่อมา
ก็มีการแกล้งกันขึ้นโดยเขียนแกล้งให้คนอื่นเข้าใจผิด จึงมักมีคำกล่าวว่าข่าวโคมลอยเชื่อไม่ได้นั่นเอง
ส่วนหน้าบ้านงานเพราะสมัยโบราณมีแต่ป่า จึงนำต้น
ไผ่ทั้งต้นมาทำธงชัย เพื่อให้คนที่เดินทางมาร่วมงาน
บุญได้รู้ว่าบ้านงานอยู่ตรงนี้นั่นเองครับ ตอนที่แก่ชรา
ลงไปเราก็จะตัดไม้ไผ่ที่มีข้อลำถี่ๆหรือตันให้คนแก่
ได้ใช้ค้ำยันหรือพยุงร่างกายไม่ให้หกล้ม ส่วนหนุ่มๆ
ที่พอมีเชิงนักเลงในตัวก็จะทำไม้ตะพดใว้คอยแนบกาย บางคนก็มีเหล็กแหลมหรือมีดซ่อนเอาใว้ด้านใน
ไม้ตะพดที่ทำมาจากไม้ไผ่ด้วย และเมื่อเราต้องถึงคราอำลาโลก ชาวทุ่งอย่างเราก็จะสับฟากอีกเช่นเคย แล้วนำมาห่อศพคนตายเพื่อนำไปฝังหรือเผา
ตามแต่ว่าจะเห็นควรทำอย่างไร แต่ก็ต้องมีลำไม้ไผ่
ที่คอยให้ญาติหรือลูกหลานใว้หามหัวหามท้ายเพื่อไป
สู่เชิงตะกอนไม้นี้เราเรียกว่า"ไม้หามผี"ซึ่งคนมีวิชาอาคม จะนำมาสานเป็นโครงแล้วพอกด้วยขี้ครั่งทำเป็นควายธนูครับ แม้แต่ในสุภาษิตท้องถิ่นยังมีคำที่
บัญญัติใว้ว่า"แขนงมักแรงกว่ากิ่ง"ซึ่งแปลว่าพ่อแม่นั้น
รักลูกของตนเองแต่มักจะรักหลานมากกว่าลูกนั่นเอง
นี่เป็นเพียงส่วนน้อยที่ไม้ไผ่มีส่วนในชีวิตของชาวเรา
หากแม้นเอาให้ละเอียดถี่ยิบ คงต้องเขียนให้อ่านกัน
เป็นเล่มหนังสือแน่นอนขอรับ.

มีเรืองเล่าเก่าแก่ที่คนเฒ่าเขาสืบความกันมา กล่าวถึงผัวหนุ่มเมียสาวคู่หนึ่งที่เพิ่งตกร่องปล่องชิ้นอยู่กินกันมาหมาดๆ ตอนนั...
04/05/2016

มีเรืองเล่าเก่าแก่ที่คนเฒ่าเขาสืบ
ความกันมา กล่าวถึงผัวหนุ่มเมีย
สาวคู่หนึ่งที่เพิ่งตกร่องปล่องชิ้น
อยู่กินกันมาหมาดๆ ตอนนั้นเป็น
ช่วงวสันตฤดู ข้าวในนาสูงเพียง
เอว เมฆที่จับตัวกันเมื่อหัวเย็น พอ
ถึงยามดึกก็พรูพรั่งหลั่งใหล กบและ
เขียดในนาพากันร้องระงมอึง ประสา
ชาวทุ่งผัวชวนเมียออกหาตีกบ เมีย
สาวรับคำคว้าย่ามพร้ากับตะข้องเดิน
ตามต้อยผัวไปติดๆ แสงตะเกียงเจ้า
พายุกระทบในดวงตาของกบนา ราว
กับสีอำพัน ผัวหนุ่มตะครุบกำกบเอา
ใว้ในมือแล้วบรรจงบังคับเอากบใส่
ใว้ในข้องใบใหญ่ เดินจับกบเป็นทาง
ใกลอยู่หลายเส้น แต่น้ำหนักกบใน
ข้องยังเบาอยู่ก็แปลกใจ ตัวข้องก็มิ
ได้เก่าร้าวรานจนกบจะแทรกตัวหนี
ได้ อีกทั้งรอยรั่วรอยแยกก็เพิ่งซ่อม
แซมใว้แต่วานนี้เอง ...จึงเอะใจ..
นังเมียตัวดีของกูนี้คงจะใจดีแอบ
ปล่อยกบของกูกระมัง จึงตั้งใจตีกบ
ตัวใหญ่ๆใส่ในข้องที่เมียรักสะพาย
ใว้ เมื่อได้กบอีกตัวจึงยื่นกบให้แล้ว
ส่องตะเกียงดูเมีย แต่ก็ต้องตกใจจน
เข่าอ่อน นังเมียยื่นมือมารับกบที่ผัว
แต่ในปากของเมียยังมีกบตัวใหญ่อีก
ตัวที่ผัวเพิ่งจับมาได้สักครู่ ดิ้นกระ
แด่วในปากของมัน มึงเป็นปอบ ผัว
ละล่ำละลักพูดออกมา เมียคายกบที่
อยู่ในปากแล้วจึงสาปผัวเอาใว้..มึง
รอกูอยู่ตรงนี้แหละเดี๋ยวกูจะพาแม่กู
มากินมึงอร่อยกว่ากบเป็นใหนๆ..ว่า
แล้วเมียก็วิ่งลับหายไปในความมืด
ฝ่ายผัวเมื่อโดนสาปให้ตัวแข็งพยา
ยามฝืนขยับตัวแต่ก็ทำได้ยากเพราะ
ขาแข็งและชาไปหมดจึงล้มตัวลงใน
ป่าข้าวแล้วใช้มือจับกอข้าวทีละกอๆ
ขยับออกห่างคันนาไปเรื่อยๆสักพัก
ใหญ่ๆได้ยินเสียงคนวิ่งใกล้เข้ามา.ฉันสาปมันใว้ตรงนี้แหละแม่ไม่รู้มัน
หายไปใหนแล้ว..เสียงเมียของไอ้
หนุ่มผู้โชคร้ายเอ็ดตะโรลั่นทุ่ง..สงสัยมันจะใช้น้ำลายใต้ลิ้นทาหัวเข่า
แก้อาถรรภ์ วิ่งหนีมึงไปเสียแล้วกระ
มัง..เสียงแม่ยายซึ่งปกตินอนซมไข้
ทั้งวันดังขึ้นมาอีกคน..ช่วยกันหาดีๆ
แล้วกินมันเสีย เดี๋ยวมันจะไปบอกคน
อื่นๆ..แม่ยายสำทับลูกสาว..
ไอ้หนุ่มได้ยินดังนั้นจึงเอานิ้วแหย่
เข้าปากเอาน้ำลายใต้ลิ้นทาหัวเข่า
ทั้งสองข้างกำลังวังชาก็หวนกลับมา
ดังเดิม และรวบรวมกำลังวิ่งเข้าไป
ในหมู่บ้านเรียกพี่น้องให้ช่วยเหลือ
และเล่าเหตุการณ์ให้ฟัง แต่นับจาก
คืนนั้นก็ไม่มีใครเห็นสองแม่ลูกนั่น
อีกเลย..

ความเชื่อและความไม่เชื่อของคนเราเกี่ยวกับสิ่งลี้ลับที่ไม่อาจมองเห็นด้วยตาเปล่าของเรา มักมีวิธีการให้พิสูจน์ เพื่อสนับสนุ...
11/04/2016

ความเชื่อและความไม่เชื่อของคนเรา
เกี่ยวกับสิ่งลี้ลับที่ไม่อาจมองเห็น
ด้วยตาเปล่าของเรา มักมีวิธีการให้
พิสูจน์ เพื่อสนับสนุนความเชื่อนั้นๆ
และวิธีการนั้นก็สุดแสนจะพิศดาร จน
บางครั้งก็ยากที่จะทำให้สำเร็จได้
ในวงเหล้าของชาวทุ่งเรา เรื่องที่มัก
จะนำมาเล่าและพูดคุยกันมีอยู่หลาย
ต่อหลายเรื่อง และเรื่องที่มักจะถูก
หยิบยกขึ้นมาทุกครั้ง คือเรื่อง "ผี"
หรือวิญญาณของผู้ล่วงลับครับ บ่อย
ครั้งที่มีคนตายในหมู่บ้านไม่ว่าจะแก่
ตายปกติตามธรรมชาติ หรือจะตาย
ก่อนวัยอันควรหรือที่ชาวเราเรียกกัน
โดยทั่วไปว่า"ตายโหง"นั่นเองครับ
ส่วนใหญ่คนที่สนิทชิดเชื้อ เพื่อน
รวมไปถึงญาติของผู้ตายจะสามารถ
รับรู้ถึงการ"กลับมา"ของผู้ล่วงลับ
อย่างน้อยก็วันที่ทำบุญ ๗ วันตาม
ประเพณีของชาวพุทธซึ่งรูปแบบ
ของการรับรู้แตกต่างกันออกไป ส่วน
คนที่ไม่เชื่อถือจะด้วยเหตุผลใดก็
ตามที ชาวเราก็มีวิธีการให้พิสูจน์
ด้วยวิธีการ "เดินลากใบตาล"ครับ
การเดินลากใบตาลเพื่อที่จะพิสูจน์
เห็นวิญญาณนั้นเล่ามาจากปากของ
คนเฒ่าคนแก่ว่า ให้ไปที่กองฟอน
หรือเมรุที่เขาใช้เผาศพกันนั่นแหละ
โดยเอาใบตาลมาผูกเอวใว้ เอาขี้เถ้า
จากกองฟอนมาทาที่เปลือกตา แล้ว
เดินเวียนซ้ายให้ครบสามรอบ ซึ่งที่
ผู้เฒ่าแกเล่ามาเราจะเดินไม่ครบ
หรอกครับเพราะจะมี "บางสิ่ง"จะมา
เหยียบปลายใบตาลให้เราเดินต่อไป
ไม่ได้เพราะใบตาลจะหนัก ถึงตอนนี้
ให้คนที่ใจกล้าเดินพิสูจน์มองผ่านหัว
ใหล่ไปด้านหลังก็จะเห็นสิ่งที่ตนเอง
อยากพบเจอ จริงเท็จอย่างไรผมเอง
ก็ไม่เคยลองสักที ที่เล่าใว้ตรงนี้ก็
เพราะชาวทุ่งรุ่นเก่าๆเขาเล่ากันมา
เอาใว้เล่าต่อสืบไปในวันข้างหน้าเถิด
นะครับ.

"ผีกะ" เป็นผีพื้นบ้านแถวๆเมืองเก่าสุโขทัยนี่แหละครับ ผีกะเป็นผีที่มีฤทธิ์มาก มันสามารถแปลงร่างได้หลายอย่าง เช่นเป็นหมาดำ...
23/03/2016

"ผีกะ" เป็นผีพื้นบ้านแถวๆเมืองเก่า
สุโขทัยนี่แหละครับ ผีกะเป็นผีที่มี
ฤทธิ์มาก มันสามารถแปลงร่างได้
หลายอย่าง เช่นเป็นหมาดำอกขาว
เป็นม้าตัวใหญ่ หรือเป็นคนก็ได้ เคย
ได้ยินคนแก่ๆเล่ามาให้ฟังว่า สมัยที่
ถนนหนทางยังไม่สะดวกเช่นทุกวันนี้
ทางสัญจรยังเป็นดินลูกรังอยู่ คนเขา
กลับจากดำนากันตอนเย็นๆ เทียมวัว
กับเกวียนแล้วเดินทางกลับบ้าน แต่
ในระหว่างทางมีลูกหมาดำตัวน้อย
วิ่งไล่ตามล้อเกวียนอยู่ ทีแรกร้องทัก
ออกไป ลูกหมานั้นก็ตัวใหญ่ขึ้นเรื่อย
จนในที่สุดจากลูกหมากลายเป็นหมา
ดำอกขาวตัวใหญ่ไล่กวดล้อเกวียน
และหายไปกับความมืด ชาวทุ่งเรา
มักเชื่อว่า ผีชนิดนี้มีผู้มีอาคมเลี้ยง
เอาใว้ และจะออกหากินตอนกลาง
คืน แต่มันจักลัวใบหนาด คันสุน และ
ควายหรือวัวธนูครับ เมื่อมีข่าวว่ามี
ผีกะออกอาละวาด คนที่มีควายธนู
ก็จะนำมาใว้บริเวณหน้าบ้านเพื่อป้อง
กันและรักษาคนในบ้านให้ปลอดภัย
ทุกวันนี้ข่าวการอาละวาดของผีกะ
ได้เลือนหายไปกับกาลเวลาแล้ว คง
จะเห็นแต่ควายธนูคู่ปรับ ที่ชาวทุ่ง
เรายังเก็บรักษาเอาใว้ครับ.

คนสมัยก่อนมีความเชื่อเรื่องสิ่งลี้ลับมองด้วยตาเปล่าไม่เห็นอยู่มาก วิถีในท้องทุ่งนับแต่หลุดมาจากท้องแม่ความเชื่อก็ตามติดด...
09/03/2016

คนสมัยก่อนมีความเชื่อเรื่องสิ่งลี้ลับ
มองด้วยตาเปล่าไม่เห็นอยู่มาก วิถี
ในท้องทุ่งนับแต่หลุดมาจากท้องแม่
ความเชื่อก็ตามติดดั่งเงาตามตัว บาง
ครั้งก็ถูกมองว่างมงาย จนคนสมัยใน
ชั้นหลังพูดออกมาดังๆว่าโง่เง่า และ
ชาวทุ่งเราหลายครั้งบางสิ่งก็เป็นไป
ตามคำเขากล่าวครหา แต่บางอย่าง
ที่พบมากับตัวหรือได้เห็นมากับตา
แต่จะไปพร่ำสาธยายพรรณาก็ไม่มี
ใครมาเชื่อถืออยู่ดี ก่อนนี้นั้นเคยเล่า
ให้ฟังมาครั้งหนึ่ง ที่กล่าวถึงความรัก
ที่ผิดปกติวิถี ใช้ฝังรูปฝังรอยก็เคยมี
แต่วันนี้จะเล่าถึงการใช้ของในธรรม
ชาติครับ ตอนยามรักนั้นชาวทุ่งเราก็
จะหาวิธีที่เชื่อถือ กล่าวคือใช้ใบรัก
กับใบกาหลงมาเขียนชื่อของคนทั้งคู่
แล้วนำไปฝังใว้ในป่าช้าหรือทางสาม
แพร่งเชื่อว่าจะทำให้ทั้งคู่รักกันจนถึงวันที่ตายจาก แต่ถ้าหากจะพรากเขา
ออกจากกัน คนที่มีวิชานั้นก็จะนำใบ
จากกับใบเต่าร้าง มาเขียนชื่อทั้งคู่
อีกเช่นเดียวกันแล้วนำไปฝังใว้ ในที่
ทางสามแพร่งอีกเช่นเคย เชื่อว่าจะ
ทำให้เขาเลิกร้างกันได้ แต่คนที่ทำ
แบบนี้จะต้องแบกกรรมหนัก เพราะ
ถึงขั้นพรากผัวพรากเมียเขา เป็น
บาปอย่างสาหัส จะกลายเป็นปีศาจ
ที่ไม่ได้ผุดเกิดกันเลยทีเดียว สมัยนี้
คนเราไม่เชื่อเรื่องแบบนี้กันอีกแล้ว
ไม้ต้องห้ามอย่างต้นเต่าร้าง จึงนิยม
ปลูกประดับให้เห็นกันอยู่ทั่วไปครับ.

คางคกเป็นสัตว์ที่น่าขยะแขยงสำหรับหลายต่อหลายคน เพราะผิวหนังของมันเป็นตะปุ่มตะป่ำ ไม่น่ารักน่าชมเหมือนสัตว์ในตระกูลเดียวก...
28/01/2016

คางคกเป็นสัตว์ที่น่าขยะแขยงสำ
หรับหลายต่อหลายคน เพราะผิว
หนังของมันเป็นตะปุ่มตะป่ำ ไม่น่า
รักน่าชมเหมือนสัตว์ในตระกูลเดียว
กัน เรื่องราวของมันก็มากมายและ
พิศดารไม่ต่างจากหน้าตาของมันนัก
นิทานพื้นบ้านเก่าแก่ของเรา ก็มี
เรื่องนางอุทัยเทวี สมัยก่อนนี้มีให้
ชมทางโทรทัศน์ช่องหนึ่ง แรกๆจะ
ฉายตอนสามถึงสี่ทุ่มต่อมาเปลี่ยน
เวลามาฉายเช้าวันเสาร์และอาทิตย์
แทน ตำนานท้องถิ่นเมืองสุโขทัยก็
มีเรื่องนางนาคมาคายไข่เอาใว้ที่เขา
หลวง จนคางคกป่ามากินไข่นาคเข้า
เรื่องราวก็คล้ายๆกับละครนั่นแหละ
ชั่วแต่ว่าตำนานของสุโขทัยตัวเอก
เป็นชายมิใช่หญิง คนที่ชอบเสี่ยง
โชคด้านหวยเบอร์ก็เคยเห็นกันมา
ว่าเอาแป้งฝุ่นทาตัวคน มาทาตัวคาง
คกแล้วเลขหวยก็จะโผล่ให้เห็น แต่
สำหรับหนุ่มๆชาวทุ่งแล้วเจ้าสัตว์
ชนิดนี้คือกับแกล้มชั้นดีหนึ่งในเมนู
พิศดารยามฤดูแล้ง ว่ากันว่าเป็นกิน
เป็นยาแก้ปวดหลังได้ชงัดนัก แต่ใน
ปัจจุบันคนรุ่นหลังๆก็เลิกกินกันไป
แล้วครับ

พะอง คือสิ่งที่เราชาวทุ่งใช้ปีนป่ายไปบนต้นไม้สูงๆ ตอนที่เราจะตีมิ้นตีต่อ หรือ ตีผึ้ง เราชาวทุ่งจะตัดเอาไม้ไผ่ ซึ่งจะเลือ...
03/01/2016

พะอง คือสิ่งที่เราชาวทุ่งใช้ปีนป่าย
ไปบนต้นไม้สูงๆ ตอนที่เราจะตีมิ้น
ตีต่อ หรือ ตีผึ้ง เราชาวทุ่งจะตัดเอา
ไม้ไผ่ ซึ่งจะเลือกเอาที่มี ลูกขี่แม่
หรือ แขนง ออกมาจากต้น เพื่อจะ
ให้มีความขลังเชิงนามธรรม สิ่งที่
เราจะใช้ร่วมกันนี้คือ ลูกทอย หรือ
ไม้ไผ่ย่างไฟจนสุกและแข็ง รวม
ทั้งใส่อาคมตั้งแต่ตัดไม้จนถึงตอก
ทอย เพื่อความหวังในการ ปาด
เรียวน้ำผี้ง หากกระบวนการทั้งหมด
ทำในเดือน ๕ น้ำผึ้งที่ได้นับว่าเป็น
ของศักดิ์สิทธิ์ครับ

ที่อยู่

Sukhothai Thani
64210

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ เรื่องเล่าชาวทุ่งผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์