02/05/2026
“สงขลา“
ถ้าเราไปถามคนสงขลา กับคนหาดใหญ่ ส่วนใหญ่ก็จะบอกว่าไม่เหมือนกัน
คนสงขลาก็คือคนที่อาศัยอยู่ในเมืองสงขลา คนหาดใหญ่ก็คือคนที่อาศัยอยู่ในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
ความต่างของสิ่งนี้คืออะไร?
ด้วยความที่แอดเป็นคนเมืองสงขลา (แอดเป็นวัยรุ่น Gen Z ย้ายไปกรุงเทพตั้งแต่เรียนมหาลัย)
สำหรับคนในอำเภอเมืองสิ่งที่นึกถึงความต่างได้ตั้งแต่วัยเด็กชัดๆ คือ “หาดใหญ่” เป็นเมืองแห่งความเจริญ
มีห้างสรรพสินค้า มีที่เรียนพิเศษ มีตลาดกิมหยงที่ขายของเยอะ ร้านอาหารเชนใหญ่ๆ ถ้าอยากกินหลายแบรนด์ก็ต้องรอมาหาดใหญ่
แต่สิ่งที่น่าแปลกใจคือ 2-3 ปีให้หลังมานี้ ความน่าสนใจของ ‘เมืองสงขลา’ กำลังเพิ่มขึ้น และมันยิ่งเห็นได้ชัดหลังจากน้ำท่วมครั้งใหญ่ของ ‘หาดใหญ่’
มีข้อมูลบอกว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GPP) สงขลา ปี 2567 มีมูลค่าประมาณ 268,679 ล้านบาท
แต่แค่ “หาดใหญ่” สร้างสัดส่วนประมาณ 40–45% ของ GPP ทั้งจังหวัดสงขลา หรือคิดเป็นมูลค่ากว่าแสนล้านบาท
มันเลยไม่แปลกนะที่ภาพจำของหลายคนจะมองว่า หาดใหญ่คือ “ศูนย์กลางเศรษฐกิจ” ของจังหวัดนี้
แต่ในอีกด้านหนึ่ง เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ที่ผ่านมาในหาดใหญ่ ที่สร้างความเสียหายราว 4 หมื่นล้านบาท
ก็เหมือนเป็นจุดเปลี่ยนเล็กๆ ที่ทำให้หลายอย่างเริ่ม “ขยับ”
ช่วงต้นปีที่แอดได้ลงพื้นที่มากับทีมไลน์แมน แม้ภาพรวมจะเริ่มฟื้นตัว แต่ก็ต้องยอมรับว่า ร้านค้าหายไปไม่น้อยเหมือนกัน
ความเปลี่ยนแปลงบางอย่าง มันไม่ได้มาในรูปตัวเลขใหญ่เสมอไป แต่มาในรูป “การตัดสินใจของคนตัวเล็กๆ”
มีแม่เพื่อนเล่าว่า ญาติของเขาเลือกไปเช่าล็อกใน “ตลาดทรัพย์สิน” ฝั่งเมืองสงขลา ซึ่งแต่ก่อนอาจจะไม่ได้คึกคักเท่านี้
แต่หลังน้ำท่วม กลับมีคนเข้าไปจับจองพื้นที่มากขึ้น แทนการไปตั้งร้านในหาดใหญ่เหมือนเดิม
หรือแม้แต่ในฝั่งคนทำงาน เพื่อนที่ทำสายเภสัชก็บอกตรงๆ ว่า รายได้ในหาดใหญ่อาจจะสูงกว่า แต่ไม่ได้ทิ้งกันขาด
พอชั่งน้ำหนักกับความเสี่ยงเรื่องน้ำท่วม สุดท้ายเลยเลือกย้ายมาอยู่สงขลา เพราะอย่างน้อย “ความสบายใจ” มันมีมูลค่าเหมือนกัน
มากไปกว่านั้นคือเพื่อนคนนี้ พอเขาได้ลองใช้ชีวิตจริง ทั้งในกรุงเทพฯ เมืองรองอื่นๆ และหาดใหญ่ สุดท้ายกลับรู้สึกว่า “สงขลา” ลงตัวที่สุด
ส่วนตัวแอดนะจากที่เคยคิดว่า “หาดใหญ่ = ความเจริญ” และ “สงขลา = เมืองเก่า เงียบๆ”
แอดมองว่า “สงขลา” วันนี้ มันไม่ใช่แค่การเป็นเมืองรองของหาดใหญ่
แต่มันกำลังค่อยๆ กลายเป็น “อีกตัวเลือก” ที่มีเสน่ห์คนละแบบ
เพื่อนแอดคนนึงบอกว่า กลับสงขลาปีละ 2–3 ครั้ง แต่ทุกครั้งที่กลับมา “เมืองมันไม่เหมือนเดิม”
เพื่อนบอกว่ากลับมาทีไรมีร้านเปิดใหม่เรื่อยๆ
ซึ่งจริง แอดกลับมาครั้งนี้ได้เห็นว่า มีคาเฟ่ มีงานคราฟต์ มีสตรีทอาร์ตเพิ่มขึ้นตามถนน
เช้าๆ ก็เห็นคนออกมาวิ่งริมทะเล เย็นๆ ก็ยังมีพื้นที่ให้คนได้นั่งชิว ทั้งริมทะเลและสวน
มันไม่ใช่เมืองเงียบแบบเมื่อก่อนแล้ว แต่มันก็ยังไม่วุ่นวายแบบหาดใหญ่
และบางที “ช่องว่างตรงนี้แหละ” ที่กลายเป็นโอกาส
เมืองที่มีครบ ทั้งโรงเรียน มหาวิทยาลัย โรงพยาบาล สวนสาธารณะ ค่าครองชีพยังไม่พุ่งเท่าเมืองใหญ่ แต่คุณภาพชีวิตเริ่มตอบโจทย์คนรุ่นใหม่มากขึ้น
ร้านค้าเล็กๆ ในสงขลามีเพิ่มมากขึ้น ลองไปเดินถนนวชิราที่เป็นย่านขายอาหารลูกค้าก็เดินคึกคักไปมา ร้านกาแฟชื่อดังแม้บ่าย 2-3 แล้วบางร้านลูกค้ายังเต็มอยู่
ยิ่งกับถนนนางงามที่เป็นย่านเมืองเก่า แอดเห็นได้ชัดคือการปรับตัวของร้านเก่าแก่ ที่ทำให้ทันสมัยมากขึ้น ส่วนแถบนั้นร้านกาแฟ ร้านคาเฟ่ ร้านชาใหม่ๆ เปิดขึ้นมากมาย
ตัวถนนเองก็เต็มไปด้วยภาพวาดฝาพนังให้เราได้เดินชมเดินเพลิน ถ่ายรูปเมืองเก่า
สำหรับแอดนะ ถ้าจะขยายภาพ “สงขลา” ให้ชัดขึ้นอีกนิด
มันจะเริ่มเห็นอีกบทบาทหนึ่งที่คนพูดถึงกันมากขึ้นเรื่อยๆ คือ การเป็น “เมืองสำหรับใช้ชีวิตระยะยาว” หรือแม้แต่ “เมืองเกษียณ”
เพราะสงขลาแค่ในเมืองนะประชากรหลักแสนคนตามทะเบียนบ้าน จำนวนที่น้อยกว่าหาดใหญ่
ไม่กี่วันมานี้มีโควทนึงในทวิตเตอร์ ถามแนวๆ ว่าถ้าจะซื้อบ้านที่ต่างจังหวัดได้จะซื้อที่ไหน
มีคนโควท “สงขลา (ฝั่งเมืองเก่า)” เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ถูกพูดถึงบ่อยแบบน่าสนใจ และมีคนคอมเมนต์ว่ามาอยู่แล้วติดใจ
อย่างแอดเอง นั่งช่วยเพื่อนขายของก็มักจะมีคนสูงวัยเดินมาซื้อบ่อยๆ มีคุณลุงคนนึงเดินมาพร้อมหมา
แล้วบอกว่าเดินมาเรื่อยๆ ระยะทางที่แอดคิดน่าจะราวๆ 7-10 โล เพื่อเดินมาร้านเพื่อนแอด มาซื้อของไม่กี่บาท ยืนคุยกับแอดและเพื่อนไปราวๆ 40 นาที
ลุงบอกว่า เดินมาเล่นๆ วันนี้จะเดินไปถึงทะเล เดินเรื่อยๆ จนกลับบ้านเลย และลุงก็เดินแบบนี้ทุกวัน
หรือแม้แต่อาม่าคนนึงที่เขามาตามหาของเฉพาะก็เดินมาแวะคุย เดินสำรวจร้านวนไป และพูดคุยกันสนุก และอาม่าก็บอกว่าทุกเย็นออกมาเดินแถวนี้บ่อยๆ
คนสูงวัยในเมืองนี้ดูจะชอบออกกำลังกายกันนะ ตามชายทะเลก็เต็มเลย
แอดว่า ‘สงขลา’ มันไม่ได้หวือหวา แต่ “ลงตัว” หลายมิตินะ
คืออย่างแรก“จังหวะของเมือง” สงขลาเป็นเมืองที่ไม่ได้เร่ง ไม่ได้แน่น แต่ก็ไม่เงียบจนรู้สึกขาดอะไร
เพราะอย่างที่บอกไปตอนต้น เมืองนี้ช่วงนี้ เทรนด์ออกกำลังกายมา ตอนเช้ามีคนออกกำลังกายริมทะเล มีจุดสตาร์ทบอกช่วงเริ่มวิ่งด้วยนะ
มีสวน มีพื้นที่สาธารณะ มีวิวน้ำ มีลมทะเล มันให้ฟีลใช้ชีวิตได้จริง ไม่ใช่แค่แวะมาเที่ยว
เมืองมีศิลปะอยู่หลายที่มาก แม้แต่ที่ถนนแถวทะเลก็มีกิมมิคทำลูกระนาดเป็นรูปคลื่น รูปปลา
อย่างที่สองคือ “ความครบแบบไม่อึดอัด” ตัวเมืองสงขลามีทั้งโรงพยาบาล โรงเรียน มหาวิทยาลัย ร้านอาหาร คาเฟ่ คืออยู่ได้แบบไม่ต้องออกไปไหนทุกวัน
อ่อ ที่น่าสนใจคือคนที่นี่ซื้อของใช้ที่ ‘ร้านลี’ ซึ่งแอดก็ซื้อมาตั้งแต่เด็กๆ เป็นร้านที่คล้ายๆ ห้าง
แต่สินค้าทั่วไปกลับถูกกว่าห้างบางแห่งอีก และผู้คนที่นี่ก็ไว้ใจร้านลี ถือว่าเป็นร้านที่ของใช้จำเป็นครบเลย
และก็นะ ถ้าอยู่ในเมืองแล้ววันไหนอยากได้ความ “ครบแบบเมืองใหญ่” แค่ขับรถประมาณ 20–30 นาที ก็ถึง ‘หาดใหญ่’ มีห้าง มีแบรนด์ มีสนามบิน มีทุกอย่างที่เมืองศูนย์กลางควรมี
แอดว่าสงขลามันเลยกลายเป็นสมดุลแปลกๆ ระหว่าง “ความสงบ” กับ “การเข้าถึงความเจริญ”
อย่างที่สามคือ “ค่าครองชีพกับโอกาส” เมื่อเทียบกับเมืองใหญ่ ค่าที่อยู่อาศัยยังไม่แรงเท่า ธุรกิจเล็กๆ ยังมีช่องว่างให้ลองทำ
วันนี้แอดลองซื้อข้าวเหนียวไก่ทอด ก็ 25 บาทอิ่มดีนะ น้ำเต้าหู้เย็นอีก 10 บาท หรือแม้แต่คาเฟ่ใดใดเองสำหรับแอดก็มองว่าราคากลางๆ ต่างจังหวัดนั่นล่ะ (อย่าเทียบกับกรุงเทพเลย มองข้ามไป)
การมาอยู่เมืองแบบนี้ ทำให้ “ใช้เงินน้อยลง แต่ได้ชีวิตมากขึ้น” เหมือนแอดที่เพิ่งกลับมาไม่กี่วัน ใช้ชีวิตได้สนุกมากเลย ทุกอย่างชิว ปล่อยวางชีวิตวุ่นวายจากกรุงเทพ
แต่ก็นะเมืองมันไม่ได้เพอร์เฟค 100% หรอก มันก็ยังมีข้อเสีย เช่น ขนส่งสาธารณะที่ไม่ค่อยเสถียร คนที่นี่เน้นใช้มอเตอร์ไซค์เป็นหลัก และรถยนต์รองลงมา
หรือธุรกิจแม้จะเปิดขึ้นใหม่เยอะ มีโอกาสที่คนเข้าเยอะแต่ก็ต้องเผื่อใจเรื่องความคึกคัก ซึ่งแอดก็มองว่าเป็นกันทั่วประเทศนั่นล่ะ
และก็เรื่องสถานพยาบาลที่ต้องยอมรับว่าตัวเลือกน้อย ถ้าเทียบกับหาดใหญ่ที่มีหลายโรงพยาบาล คนที่นี่เลยเน้นเข้าคลินิก ซึ่งคลินิกหมอรักษาโรคทั่วไปและเฉพาะทางก็ค่อนข้างเยอะ
และต้องทำใจ เมืองแห่งนี้น้ำท่วมทุกปี และมีแค่ฤดูร้อนกับฝน
และเรื่องสำคัญก็คงเป็นเรื่อง “ค่าแรง” ที่ยังไม่สูง ดึงดูดใจให้คนทำงานแล้วรีบกลับขนาดนั้น
แอดนะมองว่า คนที่อินกับสงขลา มักจะไม่ได้อินเพราะความหวือหวา แต่เป็นความรู้สึกว่า “อยู่แล้วมันพอดี”
ไม่ต้องรีบ ไม่ต้องแข่ง ขนาดนั้น
สุดท้ายแล้ว สงขลาอาจไม่ได้เป็นเมืองที่ทุกคนฝันอยากย้ายมาอยู่ทันที
แต่สำหรับคนที่เริ่มคิดเรื่องจังหวะชีวิตระยะยาว หรือมองหาที่ลงหลักปักฐานในวันที่ไม่อยากวุ่นวายมาก
เมืองนี้กำลังค่อยๆ โผล่ขึ้นมาในลิสต์ แบบเงียบๆ
และบางที “โอกาสของสงขลา” ก็อาจไม่ใช่การโตให้ใหญ่ที่สุด แต่คือการเป็นเมืองที่ พอได้ลองอยู่แล้วหลายคนไม่อยากย้ายออกไปไหนอีก
👶🏻🍼ทารกคนสุดท้ายบนโลกใบนี้