สมาคมส่งเสริมการตกปลาเชิงอนุรักษ์จังหวัดสงขลา

สมาคมส่งเสริมการตกปลาเชิงอนุรักษ์จังหวัดสงขลา จุดศูนย์ร่วม นักกีฬาตกปลา สงขลา

🛑 จังหวัดสงขลา ประชุมพิจารณาข้อเท็จจริงกรณีก่อสร้างอาคารในเขตโบราณสถานเมืองเก่าสงขลาป้อมหมายเลข 9 ย้ำดำเนินการตามกฎหมาย ...
21/04/2026

🛑 จังหวัดสงขลา ประชุมพิจารณาข้อเท็จจริงกรณีก่อสร้างอาคารในเขตโบราณสถานเมืองเก่าสงขลาป้อมหมายเลข 9 ย้ำดำเนินการตามกฎหมาย ควบคู่การพัฒนาอย่างเหมาะสม

วันนี้ (21 เมษายน 2569) ที่ห้องประชุม CEO ชั้น 5 ศาลากลางจังหวัดสงขลา นายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลามอบหมายให้นายสังคม เกิดก่อ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เป็นประธานการประชุมพิจารณาข้อเท็จจริงกรณีการก่อสร้างอาคารในเขตโบราณสถานบริเวณเมืองเก่าสงขลา (ป้อมหมายเลข 9) โดยมิได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากอธิบดีกรมศิลปากร ทั้งนี้ มีหัวหน้าส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อ เข้าร่วมมเพื่อกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาให้เป็นไปตามระเบียบกฎหมาย ควบคู่กับการอนุรักษ์คุณค่าทางประวัติศาสตร์ของพื้นที่

จากการลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่า พื้นที่ดังกล่าวมีที่ดินรวมจำนวน 10 แปลง โดยมีเพียง 1 แปลง เนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ ที่มีบางส่วนทับซ้อนอยู่ในเขตโบราณสถาน ซึ่งตรวจพบการก่อสร้างบ้านพักอาศัย จำนวน 1 หลัง ศาลา 1 หลัง ประติมากรรมรูปโค และแนวท่อร้อยสายไฟข้ามคูเมือง ทั้งนี้ สำนักศิลปากรที่ 11 สงขลา ยืนยันว่าไม่ปรากฏการยื่นคำขออนุญาตก่อสร้างในพื้นที่ดังกล่าว จึงเข้าข่ายเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2535 นอกจากนี้ ยังพบว่าพื้นที่บางส่วนมีลักษณะทับซ้อนกับที่ราชพัสดุ ซึ่งอยู่ในความดูแลของกรมธนารักษ์ โดยกรณีดังกล่าวจะต้องดำเนินการตรวจสอบและพิจารณาตามระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป

รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับที่มาของเอกสารสิทธิ์ในที่ดิน (โฉนด) ว่าถูกต้องตามกฎหมาย หรือได้มาก่อนการประกาศเขตเมืองเก่าสงขลาหรือไม่ เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย พร้อมให้สำนักงาน ป.ป.ช. เข้ามามีส่วนร่วมเป็นที่ปรึกษา

นายดุสิต ทุมมากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 11 สงขลา กล่าวว่า ภายหลังการลงพื้นที่ตรวจสอบ ได้มีการชี้แจงแนวเขตพื้นที่ที่เกิดการทับซ้อนให้เกิดความชัดเจนแล้ว โดยเจ้าของที่ดินได้แสดงความยินยอมดำเนินการตามข้อเสนอของกรมศิลปากรและคณะกรรมการ ด้วยการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออก และปรับเปลี่ยนพื้นที่ให้เป็นพื้นที่สีเขียว ตามข้อตกลงที่ได้ร่วมกันกับอธิบดีกรมศิลปากรไว้ก่อนหน้านี้ ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวจะมีการรายงานผลไปยังส่วนกลาง เพื่อรับทราบถึงความร่วมมืออันดีระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งถือเป็นต้นแบบในการพัฒนาเมืองสงขลาให้เติบโตอย่างยั่งยืนและมั่นคง พร้อมทั้งช่วยลดข้อขัดแย้งระหว่างภาคประชาชนกับหน่วยงานภาครัฐได้อย่างเป็นรูปธรรม

ขณะที่ผู้อำนวยการกลุ่มอนุรักษ์โบราณสถาน สำนักศิลปากรที่ 11 สงขลา เปิดเผยถึงความคืบหน้าการพัฒนาพื้นที่ศาสนสถานสำคัญว่า ภายหลังการตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว ขณะนี้ได้เริ่มดำเนินการตามแผนปรับปรุงภูมิทัศน์และพัฒนาพื้นที่โดยรอบ เพื่อให้เกิดความสอดคล้อง กลมกลืน และมีความงดงามทางสถาปัตยกรรม โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมและเชิดชูคุณค่าของวัดในฐานะโบราณสถานสำคัญ อันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่าให้คงอยู่สืบไป

ทั้งนี้ ผู้แทนเจ้าของที่ดิน (พื้นที่ประมาณ 10 ไร่) ได้แสดงความพร้อมในการปฏิบัติตามแนวทางของกรมศิลปากรอย่างเคร่งครัด พร้อมเสนอให้กรมศิลปากรเข้ามามีส่วนร่วมในการกำกับดูแลและให้คำแนะนำในรายละเอียดขั้นตอนการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันมิให้เกิดความผิดพลาดในลักษณะเดิมอีก โดยยืนยันถึงความตั้งใจในการมีส่วนร่วมพัฒนาเมือง ทั้งนี้ ยอมรับว่าที่ผ่านมาอาจยังขาดความรู้ความเข้าใจในข้อกฎหมายและรายละเอียดเชิงลึก โดยเฉพาะประเด็นกรรมสิทธิ์ที่ดินชายตลิ่งด้านหลังซึ่งเชื่อมต่อกับพื้นที่ของกรมธนารักษ์ และจะนำข้อมูลที่ได้รับไปใช้เป็นแนวทางในการดำเนินการให้ถูกต้องตามระเบียบต่อไป

นายราม วสุธนภิญโญ ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดสงขลา ได้ให้ข้อเสนอแนะว่า ในทางกฎหมาย เอกชนยังคงมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามเอกสารสิทธิ์โดยสมบูรณ์ แต่จะถูกจำกัดสิทธิ์บางประการในการใช้ประโยชน์ตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งต้องได้รับอนุญาตจากกรมศิลปากรควบคู่กันไป ทั้งนี้ เพื่อป้องกันปัญหาความขัดแย้งในระยะยาว จึงเสนอให้กรมที่ดินดำเนินการระบุข้อความสลักหลังโฉนดหรือเอกสารสิทธิ์ให้ชัดเจนว่าเป็นพื้นที่ที่มีข้อจำกัดในการใช้ประโยชน์

พร้อมกันนี้ ได้เสนอให้หน่วยงานท้องถิ่นและกรมศิลปากรเพิ่มความเข้มงวดในการแจ้งเงื่อนไขและแนวเขตโบราณสถานให้เจ้าของที่ดินรับทราบก่อนการอนุญาตดำเนินการใด ๆ เพื่อลดผลกระทบจากการบุกรุกโบราณสถานโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ตลอดจนส่งเสริมกระบวนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการดูแลรักษามรดกทางวัฒนธรรมของเมืองเก่าสงขลาให้คงอยู่อย่างยั่งยืน

แอด  #ตองเจชวนคุย เฉพาะแค่ ปลากะตัก กับ ปลาทู ประเด็นเรื่องการปลดล็อก มาตรา 69 แห่ง พ.ร.ก. การประมง เพื่อให้สามารถทำการป...
18/04/2026

แอด #ตองเจชวนคุย เฉพาะแค่ ปลากะตัก กับ ปลาทู
ประเด็นเรื่องการปลดล็อก มาตรา 69 แห่ง พ.ร.ก. การประมง เพื่อให้สามารถทำการประมงปลากะตักในเวลากลางคืนได้นั้น เป็นเรื่องที่มีการถกเถียงกันอย่างกว้างขวางในวงการประมงไทยครับ เพราะมันสะท้อนถึงความย้อนแย้งในระบบนิเวศและการจัดการทรัพยากรทางทะเลของเรา
​นี่คือสรุปภาพรวมของสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและความเชื่อมโยงกับ "ปลาทู" ครับ:
​1. ทำไมถึงปลดล็อกมาตรา 69 ?
​เหตุผลหลักคือความต้องการทางเศรษฐกิจครับ ปลากะตัก เป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมน้ำปลาและปลาป่น ซึ่งมีมูลค่ามหาศาล การอนุญาตให้ใช้เครื่องมือบางชนิด (เช่น อวนล้อมจับปลากะตัก) ทำการประมงได้สะดวกขึ้น จะช่วยลดการนำเข้าและเพิ่มผลผลิตในประเทศ
​2. ผลกระทบที่เป็น "ลูกโซ่" ต่อปลาทู
​ปัญหาทางเทคนิคที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ "สัตว์น้ำพลอยได้" (Bycatch):
​ลูกปลาทูติดมาด้วย: ในฝูงปลากะตัก มักจะมีลูกปลาเศรษฐกิจชนิดอื่น โดยเฉพาะ ลูกปลาทู ปะปนอยู่ด้วย เนื่องจากพวกมันอาศัยอยู่ในบริเวณเดียวกันและมีขนาดใกล้เคียงกันในบางช่วงวัย
​ตัดวงจรการเติบโต: เมื่อลูกปลาทูถูกจับขึ้นมาพร้อมปลากะตัก (ซึ่งมักจะกลายเป็นปลาป่นหรือเหยื่อตกปลา) ทำให้พวกมันไม่มีโอกาสเติบโตไปเป็นปลาทูแม่พันธุ์หรือปลาทูไซซ์ใหญ่
​3. วิกฤตการณ์นำเข้าปลาทู
​ในขณะที่เราพยายามไล่ตามปลากะตัก ทรัพยากรปลาทูในอ่าวไทยกลับลดลงอย่างน่าตกใจ จนเกิดปรากฏการณ์ "ปลาทูไทยหายไปจากจาน":
​ต้องนำเข้า: ปัจจุบันเราต้องนำเข้าปลาทูจากเพื่อนบ้านอย่าง อินเดีย ปากีสถาน หรือโอมาน (ที่คนมักเรียกว่าปลาทูอินโดหรือปลาทูแขก) เพื่อมาทำปลาทูนึ่งขายแทนปลาทูไทย
​คุณภาพที่ต่างกัน: ปลาทูนำเข้ามักมีเนื้อที่หยาบและรสชาติไม่หวานมันเท่า "ปลาทูโป๊ะ" หรือปลาทูในเขตอ่าวไทยตอนใน (ปลาทูแม่กลอง) ที่เติบโตในบริเวณดินดอนสามน้ำ
​4. ความท้าทายในอนาคต
​การบริหารจัดการประมงไทยจึงติดอยู่ในวังวนที่ว่า:
​ถ้าปล่อยให้จับปลากะตักเต็มที่ = อุตสาหกรรมน้ำปลาอยู่ได้ แต่ปลาทูเสี่ยงสูญพันธุ์
​ถ้าคุมเข้มเพื่อรักษาปลาทู = ต้นทุนปลากะตักสูงขึ้น อุตสาหกรรมต่อเนื่องเดือดร้อน
​สรุปสั้นๆ: ปัญหานี้คือการชั่งน้ำหนักระหว่าง "ผลประโยชน์ระยะสั้นของอุตสาหกรรมบางกลุ่ม" กับ "ความมั่นคงทางอาหารระยะยาวของคนในชาติ" ครับ การที่เราต้องกินปลาทูแช่แข็งนำเข้าจากต่างประเทศ ทั้งที่มีทะเลล้อมรอบ คือสัญญาณเตือนว่าการจัดการทรัพยากรของเราอาจจะยังไม่สมดุลเท่าที่ควรครับ

ฝากถึงเพื่อนๆนักตกปลา ควรทราบ🔊กรมประมงขอประชาสัมพันธ์🚫🐋 “13 สัตว์น้ำหายาก ห้ามนำขึ้นเรือประมง”ยกเว้นเพียงกรณี “ช่วยชีวิต...
10/04/2026

ฝากถึงเพื่อนๆนักตกปลา ควรทราบ
🔊กรมประมงขอประชาสัมพันธ์
🚫🐋 “13 สัตว์น้ำหายาก ห้ามนำขึ้นเรือประมง”
ยกเว้นเพียงกรณี “ช่วยชีวิต” เท่านั้น 💙

🪸ได้แก่🪸
1.เต่าทะเล
2.พะยูน
3.โลมาและวาฬทุกชนิด
4.ฉลามวาฬ
5.กัลปังหาดำ
6.กัลปังหาทุกชนิด
7.ปะการังฟ้า
8.ปะการังไฟ
9.ปะการังอ่อน
10.ดอกไม้ทะเล
11.ปะการังแข็ง
12.หอยมือเสือ
13.หอยสังข์แตร

#กรมประมง
#กองตรวจสอบเรือประมงสินค้าสัตว์นำและปัจจัยการผลิต
#ศูนย์บริหารจัดการด่านตรวจประมงเขต9สตูล
#ด่านตรวจประมงกระบี่
#กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์
#ชมรมตกปลาหัวเขื่อนสงขลา
#ชมรมท่องเที่ยวและกีฬาตกปลาสงขลา
#สมาคมสงเสริมการตกปลาเชิงอนุรักษ์จังหวัดสงขลา

หาดแก้ว ของแท้
27/02/2026

หาดแก้ว ของแท้

ปีนี้ น้ำมาหนักมาก
05/12/2025

ปีนี้ น้ำมาหนักมาก

เรียนเชิญทุกท่านที่มีจิตอาสา ร่วมด้วยช่วยกันสร้างบ้านปลาหมายเลข ๑๐ ณ ศูนย์เรียนรู้เขตอนุรักษ์สะพานชมพู สงขลา (หน้าตลาดสุ...
07/11/2025

เรียนเชิญทุกท่านที่มีจิตอาสา ร่วมด้วยช่วยกันสร้างบ้านปลาหมายเลข ๑๐ ณ ศูนย์เรียนรู้เขตอนุรักษ์สะพานชมพู สงขลา (หน้าตลาดสุขใจ) เรายังต้องการผู้ร่วมกิจกรรมในการทำโครงสร้างบ้านปลาจำนวนมากครับ

06/11/2025
กรมประมง..จัดเวิร์คช็อปทำแผน “นวัตกรรมและการลงทุน”นำร่องยกระดับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของไทย ภายใต้ความร่วมมือ FAO และ NAC...
23/10/2025

กรมประมง..จัดเวิร์คช็อปทำแผน “นวัตกรรมและการลงทุน”
นำร่องยกระดับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของไทย ภายใต้ความร่วมมือ FAO และ NACA

กรมประมง ร่วมกับ สำนักงานภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAORAP) และเครือข่ายศูนย์เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำแห่งภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก (NACA) จัดประชุมเชิงปฏิบัติการจัดทำแผนนวัตกรรมและการลงทุนภาคการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำประเทศไทย หนุนยกระดับการขับเคลื่อน ภาคประมงไทยสู่ความยั่งยืน ในระหว่างวันที่ 21 - 22 ตุลาคม 2568 ณ ห้องประชุมกองตรวจสอบคุณภาพสินค้าประมง 1 อาคารปรีดากรรณสูต กรมประมง
นางฐิติพร หลาวประเสริฐ รองอธิบดีกรมประมง รักษาราชการแทนอธิบดีกรมประมง เปิดเผยภายหลัง เป็นประธานเปิดการประชุมดังกล่าวว่า การพลิกโฉมภาคการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไปสู่ระบบการผลิตที่มีความยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ถือเป็นวาระสำคัญของประเทศไทยและภูมิภาคเอเชีย เนื่องจากกำลังเผชิญกับความท้าทายสำคัญ ทั้งจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ข้อจำกัดของทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับภาคการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำให้ก้าวสู่มาตรฐานสากล ด้วยนวัตกรรม เทคโนโลยี และการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการพัฒนาเกษตรกรรมสมัยใหม่บนฐานนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิต และใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ
กรมประมงจึงได้ร่วมกับ สำนักงานภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization of the United Nations Regional Office for Asia and the Pacific : FAORAP) และเครือข่ายศูนย์เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำแห่งภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก (NACA) ดำเนินโครงการความร่วมมือทางเทคนิค (Technical Cooperation Programme : TCP) รหัส TCP/RAS/4004 เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนนวัตกรรมและการลงทุนภาคการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ใน 4 ประเทศ ได้แก่ อินเดีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และไทย โดยประเทศไทยได้รับโอกาสสำคัญในการนำร่องดำเนินการโครงการฯ ดังกล่าวเป็นประเทศแรก ในการจัดทำแผนปฏิบัติการนวัตกรรมและการลงทุนระดับชาติ (National Innovation and Investment Plans : NIIPs) และพัฒนาระบบติดตาม ประเมินผล และการเรียนรู้เพื่อการพลิกโฉมภาคเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ (Aquaculture Transformation Monitoring, Evaluation and Learning System : ATMS) โดยการประชุมในครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมจากหลากหลายภาคส่วนที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนนวัตกรรมตลอดห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่ผู้ประกอบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทั้งน้ำจืดและชายฝั่ง ผู้ประกอบการภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมสัตว์น้ำ นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยง หน่วยงานภาครัฐที่กำหนดนโยบายและมาตรฐาน ตลอดจนองค์กรสนับสนุนการวิจัยและพัฒนา โดยมีผู้เชี่ยวชาญจาก FAO ถ่ายทอดความรู้และแนวทางในการจัดทำ NIIPs เพื่อให้ทุกภาคส่วนร่วมกันระดมความคิดเห็นและวางแนวทางพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของประเทศอย่างเป็นระบบ สำหรับการจัดทำแผนนวัตกรรมและการลงทุนภาคการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ (NIIPs) ซึ่งจะใช้เป็นแผนแม่บทที่ช่วยผลักดันการพลิกโฉมภาคเพาะเลี้ยงของไทยไปสู่ความยั่งยืนสนับสนุนการสร้างความมั่นคงด้านอาหาร การจ้างงาน และการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศต่อไป
รักษาราชการแทนอธิบดีกรมประมง กล่าวในตอนท้ายว่า การประชุมครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทยในการร่วมกันจัดทำ NIIPs ซึ่งจะเป็นแผนแม่บทที่จะช่วยผลักดันการพลิกโฉมภาคการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืนมากยิ่งขึ้น ตอบโจทย์การพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เกษตรกรมีอาชีพและรายได้ที่มั่นคง สามารถแข่งขันในเวทีโลกได้อย่างภาคภูมิ ซึ่งสอดคล้องกับกรอบแนวทางระดับภูมิภาคในเอกสาร FAO–NACA White Paper และแผนปฏิบัติการ Blue Transformation ของ FAO ด้วย

ที่อยู่

ซ. ประกันสังคม หลัง อบจ. สงขลา
Songkhla
90000

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ สมาคมส่งเสริมการตกปลาเชิงอนุรักษ์จังหวัดสงขลาผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์