กลุ่มงานการพยาบาลชุมชน รพ.สระบุรี

กลุ่มงานการพยาบาลชุมชน รพ.สระบุรี พยาบาลชุมชน

🤘🤘
10/01/2026

🤘🤘

🏥 จบยุคตื่นตี 4 รอคิว? “นพ.บวรศม” ชี้คำตอบคือปฐมภูมิเข้มแข็ง ไม่ใช่เพิ่มเตียง

#เก็บตกจากวชิรวิทย์ ถอดละเอียด❗️ คลิป ”สุทธิชัย หยุ่น“ สัมภาษณ์ ”หมอบวรศม“ ยาว 1 ชม. จากนักวิชาการสู่ทีมบริหาร รัฐบาลพรรคประชาชน เสนอพลิกบทบาทกระทรวงสาธารณสุข ผู้นำกำหนดนโยบายสุขภาพทั้งระบบ มองสุขภาพไม่ควรเป็นสิทธิของคนมีเงิน ชงปฏิรูป ลดคิว–ลดเหลื่อมล้ำทั้งระบบ ชี้ 3 กองทุนสุขภาพแยกไซโล ไร้เจ้าภาพ เสนอรัฐกำหนดนโยบายกลาง ด้านปัญหากำลังคน ไม่ใช่หมอขาด แต่คิดแยกส่วน เสนอจ่ายตามหัตถการ สู่จ่ายตามคุณค่า ย้ำ ”Value-based Care“ กู้ระบบสุขภาพ

วันนี้ (10 ม.ค. 68) เปิดตัว “รศ.นพ.บวรศม ลีระพันธ์” รองหัวหน้าศูนย์นโยบายและการจัดการสุขภาพ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ม.มหิดล ในฐานะนักวิจัยระบบสาธารณสุขที่ติดตามเรื่องนี้มานาน เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านระบบสุขภาพและสาธารณสุข ร่วมเป็นหนึ่งใน “ทีมบริหารด้านสาธารณสุข” ของพรรคประชาชน (ปชน.)

◤ “สาธารณสุขไม่ใช่ภาระ แต่คือเมกะเทรนด์เศรษฐกิจของโลก”

นพ.บวรศม ระบุว่า การมองบทบาทของกระทรวงสาธารณสุขในฐานะ “ภาระงบประมาณ” เป็นกรอบคิดที่จำกัดศักยภาพประเทศ ทั้งที่ในความเป็นจริง สุขภาพคือ เมกะเทรนด์ระดับโลก และเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจขนาดใหญ่ หากรัฐลงทุนอย่างถูกทิศทาง

“ถ้าเรามองสุขภาพแค่การจัดบริการให้ประชาชน มันจะกลายเป็นภาระ แต่ถ้ามองว่าเป็นการลงทุนเพื่อคุณภาพชีวิตและศักยภาพคน มันคือโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศ”

เขาชี้ว่า นโยบาย S-Curve ด้านการแพทย์ที่ผ่านมา ยังจำกัดอยู่ที่การดึงชาวต่างชาติมารักษา ซึ่งสร้างประโยชน์ให้คนเพียงบางกลุ่ม หากต้องการให้เกิดผลจริง ต้องยกระดับมาตรฐานบริการสุขภาพของ “คนไทย” เป็นฐานก่อน พร้อมพัฒนาอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น เครื่องมือแพทย์ เทคโนโลยีชีวภาพ และนวัตกรรมทางการแพทย์ เพื่อลดการนำเข้าและการไหลออกของเงินตรา

◤ ความไม่เป็นธรรมในระบบสุขภาพ: คนรวยไม่รอ คนจนใช้เวลา

นพ.บวรศม สะท้อนภาพความเหลื่อมล้ำในระบบบริการสุขภาพไทยที่ยังฝังรากลึก โดยอ้างถึงมุมมองของนักวิชาการอาวุโสด้านสาธารณสุขว่า
• คนมีฐานะ ใช้เงิน เลี่ยงการรอคอย ไปโรงพยาบาลเอกชน
• ชนชั้นกลาง ใช้เครือข่ายหรือเส้นสาย ฝากแพทย์ ฝากคิว
• คนจน ไม่มีทางเลือก ต้อง “ใช้เวลา” ตื่นตั้งแต่ตี 4 เพื่อรอรับบริการ

“การรอคอยกลายเป็นสิทธิพิเศษที่ไม่ควรจะเป็น มันควรเป็นเรื่องธรรมดาที่ทุกคนเข้าถึงบริการได้อย่างเท่าเทียม”

เขาย้ำว่า หากคนส่วนใหญ่ของประเทศยังต้องรอคิวยาว ระบบสุขภาพย่อมสะท้อนความล้มเหลวเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะจุด

◤ ปัญหาไม่ใช่หมอขาด แต่คือคิดแยกส่วน ไม่มองเป็นระบบเดียว

นพ.บวรศม อธิบายว่า ปัญหาคิวรอ โรงพยาบาลขาดทุน บุคลากรลาออก และทรัพยากรไม่พอ ล้วนเป็น “ปัญหาเดียวกัน” ในระบบเดียวกัน แต่ที่ผ่านมา รัฐมักแก้แบบแยกส่วน

“หมอไม่พอก็ผลิตหมอเพิ่ม พยาบาลไม่พอก็เพิ่มพยาบาล ทำมา 30–40 ปี ก็ยังไม่พอ เพราะเราไม่เคยมองว่ามันคือระบบเดียวกัน”

เขาระบุว่า แนวคิด Systems Thinking ในสาธารณสุข ไม่ใช่แค่คิดเป็นขั้นตอน แต่ต้องมองทั้งระบบเป็นองค์รวม ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ หากแก้เฉพาะจุด ย่อมส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ และไม่ยั่งยืน

◤ 3 กองทุนสุขภาพ แยกไซโล ปัญหาที่ไม่มีใครเป็นเจ้าภาพ

อีกหนึ่งโจทย์ใหญ่คือโครงสร้างการเงินการคลังด้านสุขภาพ ที่มีหลายแหล่งงบประมาณ ได้แก่
• สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง)
• กรมบัญชีกลาง (สวัสดิการข้าราชการ)
• สำนักงานประกันสังคม

ซึ่งอยู่ภายใต้ รัฐมนตรีต่างกระทรวง และแทบไม่มีกลไกบูรณาการร่วมกัน

“รัฐมนตรี 3 คนไม่เคยนั่งคุยกันจริงจัง ต่างคนต่างดูงบของตัวเอง ระบบเลยแยกเป็นไซโล”

นพ.บวรศม ยกตัวอย่างประเทศอย่าง เยอรมนีและญี่ปุ่น ที่แม้มีหลายกองทุน แต่รัฐทำหน้าที่เป็น “ผู้กำหนดนโยบายกลาง” บริหารความเสี่ยงร่วมกัน ทำให้ระบบไม่ล้ม และเกิดความเป็นธรรมระหว่างกองทุน

◤ ตอบโจทย์ “คุณป้าตื่นตี 4” ต้องเริ่มที่ Primary Care เข้มแข็ง

เมื่อถูกถามว่า หากประชาชนยังต้องตื่นตี 4 มารอคิว พรรคประชาชนจะตอบอย่างไร นพ.บวรศม ชี้ชัดว่า คำตอบไม่ใช่ “ให้รอให้น้อยลง” แต่ต้อง “ไม่ต้องมารอ”

หัวใจสำคัญคือการสร้าง ระบบบริการปฐมภูมิ (Primary Care) ที่เข้มแข็ง ทำหน้าที่ดูแลประชาชนส่วนใหญ่ ตั้งแต่โรคทั่วไปจนถึงโรคเรื้อรัง พร้อมระบบส่งต่อที่เชื่อมโยงจริง ไม่ใช่ภาระของผู้ป่วย

“วันนี้ประชาชนต้องเอาตัวรอดในระบบเอง ไม่รู้ว่าป่วยแบบนี้ควรไปที่ไหน”

เขาเสนอให้ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ช่วยคัดกรองอาการ ให้ประชาชนรู้ว่า 70–80% ของปัญหาสุขภาพสามารถดูแลตัวเองได้ โดยไม่ต้องไปโรงพยาบาลใหญ่ ลดทั้งเวลารอและภาระบุคลากร

◤ ปฏิรูประบบจ่ายเงิน จากจ่ายตามบริการ สู่จ่ายตามคุณค่า

นพ.บวรศม เห็นว่า ระบบการจ่ายค่าบริการสุขภาพของไทยยังล้าหลัง โดยเน้นจ่ายตามจำนวนครั้งการรักษา มากกว่าผลลัพธ์ต่อผู้ป่วย

“รักษาแอดมิตหลายครั้งได้เงินมากกว่า ทั้งที่การดูแลต่อเนื่องที่ดีควรเป็นเป้าหมาย”

เขาเสนอให้ปรับไปสู่การจ่ายเงินตาม “คุณค่าและผลลัพธ์” (Value-based Care) เพื่อสร้างแรงจูงใจให้คลินิก โรงพยาบาล และบุคลากร ทำงานร่วมกัน ดูแลผู้ป่วยเป็นเส้นทางเดียวกัน ลดการตรวจซ้ำและความสูญเปล่า

◤ จากนักวิชาการสู่ทีมปฏิบัติการ ถ้าไม่เปลี่ยนโครงสร้าง ก็ไม่มา

สำหรับบทบาทกับพรรคประชาชน นพ.บวรศม ยืนยันว่า การตัดสินใจเข้าร่วมทีม เกิดจากความเชื่อว่า พรรคมีความเข้าใจเรื่อง การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง อย่างแท้จริง

“ถ้าเชิญมาทำงานแบบเดิม ผมก็ไม่มา”

เขามองว่า การปฏิรูประบบสุขภาพต้องอาศัยการทำงานข้ามกระทรวง ภายใต้การกำกับระดับนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่ต่างคนต่างทำเพื่อผลงานระยะสั้น

นพ.บวรศม บอกว่า การปฏิรูประบบสาธารณสุขไม่ใช่เพียงเรื่องลดคิวหรือเพิ่มโครงการ แต่คือการสร้างระบบที่ เป็นธรรม มีประสิทธิภาพ และเห็นคุณค่าทั้งประชาชนและผู้ให้บริการ

“คุณป้าที่ตื่นตี 4 ไม่ควรเป็นภาพปกติของประเทศนี้อีกต่อไป”

◤ ชี้แรงจูงใจผิดทิศ ดันคนไข้ไหลโรงพยาบาลใหญ่ ทำระบบแพง–ไม่ยั่งยืน

นพ.บวรศม อธิบายว่า ปัญหาความแออัดในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ ไม่ได้เกิดจากประชาชนเพียงฝ่ายเดียว แต่ส่วนหนึ่งมาจาก แรงจูงใจในระบบบริการสุขภาพ โดยเฉพาะภาคเอกชน ที่ยังเน้นการส่งต่อผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลใหญ่ เพราะสร้างรายได้มากกว่า ทั้งที่ในเชิงระบบถือว่าไม่ถูกต้อง

“ถ้าเราอยากเห็นระบบบริการสุขภาพที่เป็นธรรมและยั่งยืน การใช้เงินจำนวนมากโดยไม่จำเป็นคือสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง”

เขาชี้ว่า เมื่อแนวคิดเช่นนี้ฝังอยู่ในระบบมานานหลายสิบปี คนที่มีเงินหรือมีเส้นสายย่อมเลือกข้ามไปโรงพยาบาลใหญ่ ขณะที่คนไม่มีทางเลือกก็ใช้ “เวลา” เป็นต้นทุน เดินทางไปรอคิวในโรงพยาบาลเดียวกัน ส่งผลให้ต้นทุนทางสังคมสูงมากโดยไม่จำเป็น

◤ ความเชื่อใจคือหัวใจ ถ้าปฐมภูมิไม่แข็ง คนก็ไม่กล้าอยู่

อีกปัจจัยสำคัญคือ ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบปฐมภูมิ หากประชาชนไม่เชื่อว่าคลินิกหรือหน่วยบริการใกล้บ้านสามารถดูแลปัญหาสุขภาพส่วนใหญ่ได้จริง โรงพยาบาลใหญ่ก็จะยังคงแน่นตลอดเวลา

นพ.บวรศม เปรียบเทียบกับหลายประเทศที่ “คิวไม่ได้อยู่ที่โรงพยาบาล แต่ไปกระจุกอยู่ที่คลินิกปฐมภูมิ” ซึ่งมีจำนวนมาก กระจายตัวดี และเข้าถึงง่ายกว่า ส่งผลให้ระบบโดยรวมไม่แออัด

“ตรงนี้ไม่ใช่ปัญหาของ 30 บาทรักษาทุกโรค เพราะระบบหลักประกันสุขภาพวันนี้พัฒนาเป็นระบบใหม่แล้ว และตั้งแต่ต้นก็ออกแบบมาเพื่อให้ปฐมภูมิเป็นฐาน”

◤ Primary Care คือคำตอบเชิงหลักฐาน ไม่ใช่ความเชื่อ

นพ.บวรศม ย้อนประสบการณ์ช่วงทำงานเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลชุมชน ระบุว่า แนวคิดการลงทุนที่ระดับตำบลและอำเภอ ไม่ใช่เพราะทรัพยากรจำกัด แต่มี หลักฐานทางวิชาการระดับโลก ยืนยันว่า ระบบสุขภาพที่ใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ ต้องมีปฐมภูมิที่เข้มแข็ง

แม้ไทยจะพยายามพัฒนาระบบนี้มาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการผลิตแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว เพิ่มบทบาทพยาบาล และเสริมทีมสหวิชาชีพ แต่ยังติดปัญหาเรื่องทรัพยากรและความเชื่อมั่น

“เราต้องลงทุนตรงนี้ให้มากขึ้น และเปลี่ยนกรอบคิดทั้งของหมอและประชาชน ว่าหลายเรื่องดูแลนอกโรงพยาบาลได้ดีกว่า”

◤ ผู้ป่วยต้องดูแลตัวเองได้ หมอเป็นผู้สนับสนุน ไม่ใช่แค่สั่งยา

เขายกตัวอย่างโรคเรื้อรังอย่างเบาหวาน ซึ่งผู้ป่วยใช้ชีวิตดูแลตัวเองเกือบตลอดทั้งปี พบแพทย์เพียงไม่กี่วัน

“บทบาทของหมอไม่ใช่แค่สั่งยา 5–10 นาทีหลังคนไข้รอทั้งวัน แต่ต้องเป็นผู้สนับสนุนให้คนไข้จัดการสุขภาพตัวเองได้”

ระบบที่ดีต้องมีทีมสหวิชาชีพเข้ามาช่วย ไม่ใช่พึ่งแพทย์เพียงลำพัง ซึ่งปัจจุบันข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ทำให้แพทย์จำนวนมากไม่สามารถทำงานตามหลักวิชาชีพได้เต็มศักยภาพ

◤ ไม่เป็นธรรมทั้งคนไข้และผู้ให้บริการ

นพ.บวรศม ระบุว่า ระบบสุขภาพปัจจุบัน ไม่เป็นธรรมต่อผู้ให้บริการ เช่นกัน โดยเฉพาะภาระงานนอกเวลาของแพทย์และพยาบาล ซึ่งตามหลักขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) การทำ OT ควรเป็นข้อยกเว้น และต้องได้รับค่าตอบแทนสูงกว่าปกติ

แต่ในระบบสาธารณสุขไทย ค่าตอบแทน OT ต่ำ ต้องนำเงินบำรุงโรงพยาบาลมาเกลี่ยจ่าย ขณะที่ความเสี่ยงในการดูแลผู้ป่วยนอกเวลายังคงสูง

“เมื่อกระแสเงินสดของโรงพยาบาลรัฐลดลง คนที่เดือดร้อนจริง ๆ คือทั้งหมอและประชาชน”

◤ จากจ่ายตามครั้ง สู่จ่ายตามผลลัพธ์ ดูแลทั้งเส้นทาง

เขาเสนอให้ปรับระบบการเงินการคลังด้านสุขภาพไปสู่ การจ่ายตามคุณค่า (Value-based Care) ไม่ใช่จ่ายตามจำนวนครั้งการรักษา

หากระบบให้รางวัลกับการดูแลผู้ป่วยจนหายจริง โรงพยาบาล คลินิก และหน่วยบริการต้นทางจะมีแรงจูงใจร่วมกัน ตั้งแต่การวินิจฉัยเร็ว การส่งต่อเร็ว ไปจนถึงการป้องกันโรค

ยกตัวอย่างโรคมะเร็งของไทย ที่ผลลัพธ์ด้อยกว่าหลายประเทศ ไม่ใช่เพราะแพทย์ไม่เก่ง แต่เพราะผู้ป่วยส่วนใหญ่มาพบแพทย์ในระยะท้าย ทำให้ค่าใช้จ่ายสูง เจ็บปวดมาก และคุณภาพชีวิตลดลง

◤ 80% ของค่าใช้จ่าย อยู่ที่ 20% สุดท้ายของชีวิต

นพ.บวรศม ชี้ข้อมูลวิจัยระดับโลกและของไทยว่า ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพกว่า 80% ถูกใช้ไปกับช่วงท้ายของชีวิต ซึ่งสะท้อนว่าระบบลงทุนกับการรักษาเมื่อเจ็บหนัก มากกว่าการทำให้คนสุขภาพดีตั้งแต่ต้น

“ถ้าเราอยากให้ระบบยั่งยืน ต้องลงทุนกับ Health Span ไม่ใช่แค่ Life Span”

แนวคิดนี้รวมถึงการพัฒนาระบบดูแลระยะยาว (Long-term Care) สำหรับผู้สูงอายุและผู้พิการ เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิต ลดความเจ็บป่วยที่ไม่จำเป็น และลดค่าใช้จ่ายในระยะยาว

◤ สังคมสูงวัย = โอกาสเศรษฐกิจ ไม่ใช่ภาระ

นพ.บวรศม มองว่า การดูแลผู้สูงอายุไม่ควรถูกมองเป็นภาระของครอบครัวหรืออาสาสมัครเพียงอย่างเดียว แต่ควรยกระดับเป็น อุตสาหกรรมการดูแล ที่เป็นงานมีคุณค่า (Decent Work) ได้ค่าตอบแทนเหมาะสม มีทักษะ และมีศักดิ์ศรี

“ถ้าเราทำได้ จะเกิดอุตสาหกรรมใหม่ เป็นโอกาสใหญ่ของประเทศในอีก 30–40 ปีข้างหน้า”

ตั้งแต่เครื่องมือแพทย์ เตียงดูแล ผู้ดูแลมืออาชีพ ไปจนถึงนวัตกรรมสำหรับผู้สูงอายุ ซึ่งที่ผ่านมาไทยลงทุนในเรื่องนี้น้อยมาก

◤ ลงทุนสุขภาพไทยยังต่ำ หวังผลแบบประเทศพัฒนาแล้วไม่ได้

เขาระบุว่า ไทยใช้จ่ายด้านสุขภาพเพียงราว 5% ของ GDP ต่ำกว่าประเทศพัฒนาแล้วในกลุ่ม OECD ที่ใช้ 8–9% ต่อเนื่องหลายสิบปี ขณะที่ไทยเคยขยับขึ้นถึง 6% เพียงปีเดียวในช่วงโควิด

“เราหวังคุณภาพชีวิตสูง แต่ลงทุนน้อยมาก ไม่มีทางไปถึง”

การเพิ่มการลงทุนด้านสุขภาพจึงไม่ใช่ภาระ แต่เป็นโอกาสในการสร้างเศรษฐกิจใหม่ ผ่านความร่วมมือข้ามกระทรวงและรัฐ–เอกชน

◤ กรุงเทพฯ คือสนามทดสอบปฏิรูปสุขภาพ

นพ.บวรศม เสนอว่า หากพรรคประชาชนได้บริหารประเทศ การปฏิรูปควรเริ่มจาก กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ระบบปฐมภูมิอ่อนแอที่สุด แม้จะมีแพทย์และโรงพยาบาลมากที่สุด

ช่วงโควิด กรุงเทพฯ เป็นจังหวัดเดียวที่มีผู้เสียชีวิตก่อนเข้าถึงแพทย์ สะท้อนปัญหาการจัดการระบบบริการในเมืองใหญ่ที่มีประชากรแฝงจำนวนมาก

“ถ้าจัดระบบใหม่ในกรุงเทพฯ ได้ เรื่องที่คุยกันทั้งหมดจะถูกทดสอบทันที”

หน้าที่ของพรรคการเมืองไม่ใช่การรื้อระบบเดิมทั้งหมด แต่ต้องศึกษาข้อดีข้อเสียของนโยบายที่ผ่านมา และนำมาต่อยอดอย่างเป็นระบบ โดยหลายโมเดลสามารถพัฒนาให้เห็นผลเป็นรูปธรรมในพื้นที่เมืองใหญ่ได้

◤ ถึงเวลาขยายบทบาท สธ. จากผู้ให้บริการ สู่ผู้นำกำหนดนโยบายสุขภาพทั้งระบบ

นพ.บวรศม แพทย์นักวิชาการด้านระบบสุขภาพ และหนึ่งในทีมกำหนดนโยบายสาธารณสุขของพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงแนวคิดการปฏิรูประบบสุขภาพไทยว่า ถึงเวลาแล้วที่กระทรวงสาธารณสุขต้องขยายบทบาทจากการเป็น “ผู้ให้บริการสุขภาพภาครัฐ” ไปสู่การเป็น “ผู้กำหนดนโยบายสุขภาพของทั้งระบบ” ที่ครอบคลุมทั้งภาครัฐ เอกชน กองทุน และกลไกทางเศรษฐกิจ–กฎหมาย

นพ.บวรศม ระบุว่า ปัญหาสำคัญของระบบสุขภาพไทยในปัจจุบันคือ การคิดและบริหารแบบแยกส่วน ต่างคนต่างทำ ขาดการเชื่อมโยงข้อมูล กติกา และแรงจูงใจร่วมกัน ทำให้เกิดความซ้ำซ้อน ความไม่เป็นธรรม และความไม่ยั่งยืนในระยะยาว

◤“สุขภาพไม่ใช่เรื่องของหมออย่างเดียว” ต้องใช้เศรษฐศาสตร์–กฎหมาย–ไอทีร่วมออกแบบ

นพ.บวรศม กล่าวว่า การออกแบบระบบสุขภาพไม่ควรจำกัดอยู่ที่วิชาชีพแพทย์เท่านั้น เพราะคนที่เข้าใจสุขภาพในมิติต่าง ๆ อาจเป็นนักเศรษฐศาสตร์ นักกฎหมาย หรือผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยเฉพาะเรื่องการเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพให้ไร้รอยต่อ

ที่ผ่านมา นโยบายด้านดิจิทัลเฮลท์ของไทยมักเน้นการเปิดตัวแอปพลิเคชันใหม่ ๆ แต่กลับมีปัญหาว่ามีแอปจำนวนมากที่ไม่เชื่อมข้อมูลถึงกัน ประชาชนต้องกรอกข้อมูลซ้ำหลายครั้ง ซึ่งไม่ใช่ทิศทางที่ถูกต้องของระบบสุขภาพสมัยใหม่

“คนเดียวที่สามารถสร้างกติกาให้ทุกฝ่ายทำงานร่วมกันได้ คือผู้กำหนดนโยบายภาครัฐ ตั้งแต่รัฐมนตรี ไปจนถึงรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับหลายกระทรวง” นพ.บวรศม กล่าว

◤ 3 ความแตกต่างหลัก นโยบายสาธารณสุขพรรคประชาชน

นพ.บวรศม อธิบายว่า นโยบายสาธารณสุขของพรรคประชาชนมีความแตกต่างสำคัญ 3 ประการ

1) กระทรวงสาธารณสุขต้องเป็น “ผู้กำหนดนโยบาย” ไม่ใช่แค่ผู้ให้บริการ

ปัจจุบันหลายประเด็นสำคัญ เช่น ราคายาในโรงพยาบาลเอกชน กลับอยู่ในความดูแลของกระทรวงพาณิชย์ ไม่ใช่กระทรวงสาธารณสุข ทั้งที่ผู้มีความรู้เชิงเทคนิคด้านสุขภาพควรเป็นฝ่ายกำหนดนโยบาย

ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพไม่ได้แพงเฉพาะค่ายา แต่เชื่อมโยงกับการวินิจฉัย การใช้เทคโนโลยี และระบบส่งต่อข้อมูล ซึ่งต้องคิดเป็น “ระบบเดียว” ไม่ใช่แยกส่วน

2) สร้าง “ชุดสิทธิประโยชน์สุขภาพ” ให้เท่าเทียมทุกกองทุน

นพ.บวรศม ชี้ว่า ปัจจุบันคนทำงานที่จ่ายเงินสมทบประกันสังคม หรือพนักงานมหาวิทยาลัย อาจจ่ายเงินมากกว่าผู้ถือบัตรทองหรือข้าราชการ แต่กลับได้สิทธิประโยชน์ไม่เท่ากัน ซึ่งไม่เป็นธรรม

ความไม่เป็นธรรมนี้ทำให้คนจำนวนหนึ่ง “ถอนตัว” จากระบบ ไม่เรียกร้องให้ระบบดีขึ้น แต่หันไปซื้อประกันเอกชนและใช้บริการเอกชน ส่งผลให้ระบบรัฐไม่พัฒนา และความเหลื่อมล้ำยิ่งขยายตัว

แนวคิดคือ ต้องมี “ชุดสิทธิประโยชน์หลักของชาติ” ที่ทุกกองทุนได้รับเท่าเทียมกัน หากใครจ่ายเพิ่ม ควรได้สิทธิประโยชน์เสริมอย่างชัดเจน ไม่ใช่ซ้ำซ้อนหรือเหลื่อมล้ำแบบปัจจุบัน

3) เฉลี่ยความเสี่ยงระหว่างกองทุน ลดภาระโรงพยาบาลและบุคลากร

นพ.บวรศม ยกตัวอย่างประเทศเยอรมนีและญี่ปุ่น ที่แม้จะมีหลายกองทุน แต่สามารถกำหนดสิทธิประโยชน์เท่าเทียม และมีการเฉลี่ยความเสี่ยงร่วมกัน

ปัจจุบัน โรงพยาบาลรัฐต้องบริหารรายได้จากหลายแหล่ง นำเงินจากกองทุนหนึ่งไปอุดหนุนอีกกองทุน ซึ่งไม่ควรเป็นภาระของแพทย์หรือพยาบาล แต่ควรเป็นหน้าที่ของ “ระบบนโยบายระดับชาติ”

◤ วัดผลสุขภาพด้วยคุณภาพ ไม่ใช่แค่จ่ายตามหัตถการ

นพ.บวรศม เห็นว่า การจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลของไทยยังไม่เชื่อมโยงกับผลลัพธ์เชิงคุณภาพ ทั้งด้านผลลัพธ์ทางคลินิก ประสบการณ์ของผู้ป่วย และต้นทุนที่เหมาะสม

ในหลายประเทศ มีระบบวัดผลสุขภาพที่เชื่อมโยงกับการจ่ายเงิน โดยเฉพาะโรคเรื้อรัง ซึ่งไทยสามารถเรียนรู้และปรับใช้ให้เหมาะกับบริบทประเทศ ไม่ใช่ลอกแบบทั้งหมด

◤ ชี้ “เงินสุขภาพไม่พอ” ต้องลงทุนเพิ่ม แต่ต้องคิดเป็นระบบ

นพ.บวรศม ยอมรับว่า งบสุขภาพในระดับประมาณ 5% ของ GDP ไม่เพียงพอกับความคาดหวังและเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ก้าวหน้า แต่การเพิ่มเงินต้องมองเป็น “การลงทุน” ไม่ใช่ภาระ

หนึ่งในแนวคิดคือ การนำรายได้จาก Medical Tourism หรือกิจกรรมทางเศรษฐกิจด้านสุขภาพ มาสนับสนุนระบบสุขภาพภาครัฐ ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีกลไกที่ชัดเจน

◤ ปรับบทบาท อสม. สู่ “แนวหน้าสาธารณสุข” รองรับสังคมเมือง–สังคมสูงวัย

นพ.บวรศม ระบุว่า บทบาทของอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) ต้องได้รับการปรับใหม่ จากอาสาสมัครแบบเดิม ไปสู่การเป็นบุคลากรสุขภาพระดับชุมชนที่มีทักษะ มีความรับผิดชอบ และพัฒนาได้ต่อเนื่อง

ปัญหาปัจจุบันคือ อสม. ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ คนรุ่นใหม่ไม่เข้ามา และระบบยังไม่รองรับบริบทสังคมเมือง ซึ่งกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว

แนวคิดใหม่คือ “แนวหน้าสาธารณสุข” ที่ไม่จำกัดเฉพาะหมู่บ้าน แต่ครอบคลุมที่ทำงาน ชุมชนเมือง และการดูแลสุขภาพด้วยตนเองผ่านเทคโนโลยี

◤ สุขภาพไม่ใช่แค่รักษาโรค แต่คือการจัดการปัญหาสาธารณะ

นพ.บวรศม ย้ำว่า กระทรวงสาธารณสุขไม่ควรดูแลเฉพาะการรักษาพยาบาล แต่ต้องมีบทบาทในปัญหาสุขภาพเชิงโครงสร้าง เช่น ฝุ่น PM2.5 อุบัติเหตุจราจร และมลพิษทางอากาศ ซึ่งต้องอาศัยการทำงานข้ามกระทรวงและการปรับกฎหมาย

◤ “ไม่การันตี 100% แต่ถ้าไม่ทำ จะเสียใจ”

ท้ายที่สุด นพ.บวรศม กล่าวถึงการตัดสินใจเข้ามาทำงานการเมืองว่า แม้ไม่สามารถการันตีความสำเร็จเป็นเปอร์เซ็นต์ได้ แต่เชื่อว่าหากมีโอกาสและไม่ลงมือทำ จะเป็นความเสียใจมากกว่า

“ถ้าไม่ปฏิรูประบบ ความไม่เป็นธรรมจะเพิ่มขึ้น ระบบอาจไม่ล้มทันที แต่จะค่อย ๆ เสื่อมลง และทิ้งภาระให้คนรุ่นหลัง” นพ.บวรศม กล่าว พร้อมย้ำว่า การสร้างระบบสุขภาพที่เป็นธรรมและยั่งยืน ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกคน ทุกวัย และทุกภาคส่วน

#นักข่าวสาธารณสุข #เก็บตกจากวชิรวิทย์

10/01/2026

Presentation ..
#บันทึกไว้

🏭🏭..
Good morning and welcome to all nursing students. From University of Cincinnati.
I am Penpun Chongchirawongsa . Head of community Nursing Department.
it is a great pleasure to have you here today. You have chosen a noble and
meaningful profession-one that requires knowledge, compassion and
dedication
During your time with us, we hope you will gain valuable skills, confidence, and
inspiration to become professional nurses who truly care for Patients and the
community
We wish you every success in your studies and hope this experience will be
both rewarding and memorable.
Welcome to the Community nurses family, and thank you
We are proud to Present our community nursing wrok…
สวัสดีตอนเช้า และขอต้อนรับนักศึกษาพยาบาลทุกท่าน
พวกเรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับทุกท่านในวันนี้ทุกท่านได้เลือกวิชาชีพที่ทรงคุณค่า
และมีความหมาย ซึ่งต้องอาศัยทั้งความรู้ ความเมตตา เละความทุ่มเท
ในช่วงเวลาที่ท่านศึกษาอยู่กับเรา เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกท่านจะได้รับความรู้ ทักษะที่มีคุณค่า
มีความมั่นใจ เละแรงบันดาลใจในการก้าวสู่การเป็นพยาบาลวิชาชีพที่อูแลผู้ป่วยและขุมขนด้วย
หัวใจ
ขออวยวพรให้ทุกท่านประสบความสำเร็จในการศึกษา และหวังว่าประสบการณ์ครั้งนี้จะเป็น
ช่วงเวลาที่น่าจดจำและ มีคุณค่า
ขอต้อนรับสู่ครอบครัวพยาบาลชุมชน และ ขอขอบคุณค่ะ
เราภูมิใจนำเสนอผลงานการพยาบาลชุมชน

ขอบคุณ cr. ปานฝัน พิพิธ

🎉🎉9/1/69 ยินดีต้อนรับคณะนักศึกษาพยาบาลจาก University of Cincinnati, Ohio, USA💕 กับการเตรียมตัว กว่า 3 เดือน และการเตรียม...
10/01/2026

🎉🎉9/1/69 ยินดีต้อนรับคณะนักศึกษาพยาบาลจาก University of Cincinnati, Ohio, USA
💕 กับการเตรียมตัว กว่า 3 เดือน และการเตรียม English Presentation
🌸งาน scrip ก็มา 👉งาน Speak ก็ต้องมี
🎉ขอบคุณทีมที่เข้มแข็ง #พยาบาลชุมชนรพสระบุรี
💥ขอบคุณ Back..for good and beutiful English presentation ..สมกับที่นอนดึก 🏭🏭..

28/12/2025
30/09/2025

ที่อยู่

Saraburi
18000

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ กลุ่มงานการพยาบาลชุมชน รพ.สระบุรีผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์