07/10/2025
#ภาวะเจ็บหน้าอกจากหัวใจขาดเลือด (Angina) คืออาการเจ็บหน้าอกที่เกิดจากกล้ามเนื้อหัวใจไม่ได้รับเลือดและออกซิเจนเพียงพอ มักรู้สึกเหมือนถูกบีบหรือกดทับ และอาจปวดร้าวไปส่วนอื่น ๆ เช่น ไหล่ แขน คอ กราม หรือหลัง ภาวะนี้เป็นอาการของ #โรคหัวใจ แต่ไม่ใช่โรคหัวใจเอง ซึ่งอาจเกิดขึ้นจาก #ภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบ และเป็นสัญญาณเตือนถึงภาวะหัวใจที่ร้ายแรงกว่า เช่น #โรคหลอดเลือดหัวใจตีบชนิดเฉียบพลัน
ลักษณะอาการ
ความรู้สึก: #เจ็บแน่นเหมือนถูกบีบ, #กดทับ, #ปวดร้าว, หรือ #แสบร้อนบริเวณหน้าอก
อาการอื่น ๆ: #อาจมีอาการหายใจลำบาก #อ่อนเพลีย #คลื่นไส้ หรือ #ผิวหนังซีด
การปวดร้าว: ปวดร้าวไปที่ไหล่ แขน (ทั้งสองข้าง) คอ กราม หรือหลัง
ระยะเวลา: อาการอาจเกิดขึ้นชั่วคราวระหว่างออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมที่ต้องใช้แรง แต่หากอาการรุนแรงขึ้นหรือไม่ทุเลาลง ควรไปพบแพทย์ทันที
สาเหตุ
#โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ (CAD): เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด เกิดจากการสะสมของคราบพลัคในหลอดเลือด ทำให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงหัวใจได้จำกัด
ปัจจัยเสี่ยง:
#โรคเบาหวาน
#โรคความดันโลหิตสูง
#ไขมันในเลือดสูง
#การสูบบุหรี่
#ภาวะหยุดหายใจระหว่างหลับ
#วิถีชีวิตที่ไม่ค่อยเคลื่อนไหว
ประเภทของ
ชนิดคงที่ (Stable angina): เป็นชนิดที่พบบ่อยที่สุด เกิดขึ้นเมื่อหัวใจทำงานหนักขึ้น เช่น ออกกำลังกายหรือมีอารมณ์รุนแรง และมักจะดีขึ้นเมื่อพักผ่อน
ชนิดไม่คงที่ (Unstable angina): เป็นอาการที่รุนแรงกว่า อาจเกิดขึ้นโดยไม่คาดคิดระหว่างพัก หรืออาการเจ็บแย่ลง แตกต่างจากชนิดคงที่ ภาวะนี้ถือเป็นภาวะฉุกเฉินและต้องการการรักษาทันที เนื่องจากอาจนำไปสู่ภาวะหัวใจวายได้
ชนิดกระตุก (Prinzmetal's angina): เกิดจากการหดเกร็งของหลอดเลือดหัวใจอย่างกะทันหัน มักเกิดขึ้นในขณะพัก
การดูแลเบื้องต้น
เมื่อมีอาการ: หากรู้สึกเจ็บหน้าอก ให้หยุดกิจกรรมทันที
ยาอมใต้ลิ้น: อมยาอมใต้ลิ้น 1 เม็ด หากอาการยังไม่ทุเลาลง ให้ยาซ้ำห่างกัน 5 นาที แต่ไม่ควรเกิน 3 เม็ด
ปรึกษาแพทย์: หากอาการไม่ทุเลาลงใน 15-20 นาทีหลังใช้ยา หรืออาการเริ่มแย่ลง ควรรีบไปพบแพทย์
การรักษาที่โรงพยาบาล: ในกรณีภาวะไม่คงที่ อาจต้องรับการรักษาที่โรงพยาบาลทันที
การป้องกัน
#ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
#จัดการความเครียด
#หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง รส #เค็มและหวาน
#งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และงดสูบบุหรี่
#ควบคุมโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน และไขมันในเลือดสูง