20/08/2026
รักษ์ไต รณรงค์ชะลอไตเสื่อม #ใช้ยาสมเหตุผล
ไทยติด 1 ใน 5 ประเทศที่เกิดโรคไตสูงสุดในโลก สสส.ร่วมภาคี ขับเคลื่อนความร่วมมือคณะเภสัชศาสตร์รักษ์ไต รณรงค์ชะลอไตเสื่อม ใช้ยาสมเหตุผล
---------
ไทยพบผู้ป่วยโรคไตสะสมกว่า 8 ล้านคน ติด 1 ใน 5 ประเทศที่เกิดโรคไตสูงสุดในโลก สสส. ผนึกกำลัง สคภท.-กพย. ขับเคลื่อนความร่วมมือคณะเภสัชศาสตร์รักษ์ไต นำร่องทดลองรูปแบบการทำงานในพื้นที่ 5 แห่ง
เมื่อวันที่ 19 ส.ค. 2569 ที่โรงแรมอมารี ดอนเมือง แอร์พอร์ด กทม. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส) ร่วมกับ สภาคณบดีคณะเภสัชศาสตร์แห่งประเทศไทย (สคภท.) ศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.) และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง แถลงข่าว "ความร่วมมือคณะเภสัชศาสตร์รักษ์ไต"
ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) บรรยายถึง บทบาท สสส. ในการสนับสนุนการณรงค์ป้องกันไตเสื่อม ว่า สถานการณ์ปัญหาโรคไตเสื่อม มีเกิดได้ 2 ลักษณะ คือการเกิดแบบเฉียบพลัน Acute Kidney Injury (AKI และ การเกิดแบบเรื้อรัง Chronic Kidney Diseases (CKD)
1. สถานการณ์โรคไตระดับสากล ทั่วโลกมีผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังประมาณ 850 ล้านคน คิดเป็น 1 ใน 10 ของประชากรโลก และเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี จนปัจจุบันขยับขึ้นมาอยู่ในกลุ่ม 10 อันดับแรกของสาเหตุการเสียชีวิตสูงสุดทั่วโลก โดยมีอัตราการเสียชีวิต 1 รายทุกๆ 20 วินาที
2. สถานการณ์โรคไตของไทย มีผู้ป่วยสะสมกว่า 8 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 17.6 ของประชากรไทย ในจำนวนนี้มีผู้ป่วยไตวายระยะสุดท้ายกว่า 80,000 ราย ส่งผลให้ไทยติดอันดับ 1 ใน 5 ของประเทศที่มีอัตราการเกิดโรคไตสูงที่สุดในโลก และเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขอย่างต่อเนื่อง
สสส. มีบทบาทสำคัญในการป้องกันและลดความเสี่ยงโรคไตเรื้อรัง (CKD) โดยมุ่งเน้นการจัดการปัจจัยเสี่ยงระดับมหภาคและชุมชน และการบูรณาการป้องกันโรคไต ได้แก่
- การเฝ้าระวังคัดกรองโรคไตเชิงรุก
- การขับเคลื่อนนโยบายลดเค็มและโซเดียม ผ่านการรณรงค์สังคมไทยลดการกินเค็มผ่านเครือข่ายลดบริโภคเกลือและโซเดียม และผลักดันมาตรการอาหารปลอดภัยและร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ ในการควบคุมปริมาณโซเดียมในผลิตภัณฑ์อาหาร
- การจัดการด้านโรค NCDs โดยการควบคุมโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคไต
- การเฝ้าระวังระบบยาและการใช้ยาอย่างสมเหตุผลผ่านเครือข่าย ของ กพย. และเครือข่ายเภสัชกรรมเพื่อการสร้างเสริมสุขภาพ รวมถึงเฝ้าระวังพฤติกรรมการซื้อยาแก้ปวดและยาชุดกินเอง การขายยาออนไลน์
- การสร้างความรอบรู้และปรับเปลี่ยนพฤติกรรม โดยการสนับสนุนข้อมูลความรู้ผ่านสื่อและกิจกรรมชุมชน เพื่อป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น เบาหวานและความดันโลหิตสูงที่เป็นต้นเหตุของโรคไต และการสร้างแกนนำสุขภาพชุมชนให้มีความสามารถในการคัดกรองและให้คำแนะนำวิธีดูแลสุขภาพไตขั้นพื้นฐาน
ด้าน ศ.ดร.ภก.พรศักดิ์ ศรีอมรศักดิ์ ประธานสภาคณบดีคณะเภสัชศาสตร์แห่งประเทศไทย (สคภท.) ซึ่ง สคภท. ประกอบด้วยคณบดีคณะเภสัชศาสตร์ทั่วประเทศ จำนวน 22 แห่ง ได้ยืนยันว่า บทบาทของคณะเภสัชศาสตร์ในการร่วมมือสนับสนุนทั้งทางด้านวิชาการและวิชาชีพเพื่อป้องกันการเกิดโรคไตเสื่อม โดยเฉพาะที่มีสาเหตุเกี่ยวข้องกับการใช้ยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพต่าง ๆ
ทั้งนี้ คณะเภสัชศาสตร์ มีกลไกที่ช่วยสนับภารกิจด้านเภสัชกรรม เช่นร้านยาของคณะเภสัชศาสตร์ เป็นส่วนหนึ่งของหน่วยบริการสุขภาพปฐมภูมิ นอกจากนี้คณะมีงานวิจัยสาขาต่าง ๆ มีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะเภสัชศาสตร์สาขาโรคไต การเรียนการสอน รวมถึงงานบริการวิชาการในชุมชน ทำให้สามารถเสริมกลไกการป้องกันโรคไตให้ได้ครบถ้วนจากสาเหตุต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการลดเค็ม การจัดการที่โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และการสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ
นอกจากนี้ การผลิตเภสัชกรลงปฏิบัติหน้าที่จัดการระบบยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพมีบทบาทสำคัญร่วมในบริการสุขภาพครบวงจรป้องกันไตเสื่อม โดยร่วมมือกับบุคลากรสุขภาพสาขาต่าง ๆ ในการทำงานเชิงรุกเพื่อช่วยคัดกรองกลุ่มเสี่ยง การเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพของระชาชน จะช่วยป้องกันปัญหาลุกลาม และช่วยประหยัดเงินค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประเทศ ตามนโยบาย ‘สร้างนำซ่อม’
ผศ.ภญ.ดร.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี ผู้จัดการศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา เน้นย้ำว่า ความสำคัญของคณะเภสัชศาสตร์ และเครือข่ายเภสัชกรในระบบบริการสุขภาพ เช่น โรงพยาบาล และ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ในการป้องกันโรคไตเสื่อม โดยร่วมช่วยคัดกรองเชิงรุกเพื่อค้นหาผู้ป่วยโรคไตแต่เนิ่น ๆ ก่อนจะลุกลามไปจนต้องล้างไต มีความสำคัญมากทั้งต่อสุขภาพของผู้ป่วย และงบประมาณประเทศ ช่วยประหยัดงบประมาณที่เสียไปกับการล้างไตได้ เป็นสิทธิที่ผู้ป่วยได้รับทราบสถานการณ์เจ็บป่วยโรคไตของตนเอง
อ่านข่าวเวอร์ชันเต็มในคอมเมนต์
#โรคไต #ไตเสื่อม #ยาชุด #ข่าวสุขภาพ #ข่าวสาธารณสุข