ปชส.จังหวัดภูเก็ต

ปชส.จังหวัดภูเก็ต ทุกข่าวภาคราชการ รวมอยู่ที่เรา

คณะสื่อมวลชน,ผู้ประกอบการนำเที่ยวและผู้เกี่ยวข้อง  ร่วมประเมินศักยภาพการท่องเที่ยวโดยชุมชนของชุมชนท่องเที่ยวบ้านเขาหลัก ...
08/05/2018

คณะสื่อมวลชน,ผู้ประกอบการนำเที่ยวและผู้เกี่ยวข้อง ร่วมประเมินศักยภาพการท่องเที่ยวโดยชุมชนของชุมชนท่องเที่ยวบ้านเขาหลัก อำเภอจังหวัดตรัง เพื่อส่งเสริมพัฒนาการท่องเที่ยวให้มีความยั่งยืนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เพียบพร้อมด้วยคุณธรรม นำพาเศรษฐกิจพอเพียง

วันที่ 7 พฤษภาคม 2561 เวลา 16.00 น.ที่วัดภูเขาทอง จังหวัดตรังนางศิรวี วาเล๊าะ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดภูเก็ตในฐานะกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการพัฒนาการท่องเที่ยวประจำเขตพัฒนาการท่องเที่ยวอันดามันเป็นประธานนำคณะสื่อมวลชน,ผู้ประกอบการนำเที่ยวและผู้เกี่ยวข้อง กว่า 30 คน ตามโครงการพัฒนาศักยภาพเครือข่ายการท่องเที่ยวโดยชุมชน CBT ของเขตพัฒนาการท่องเที่ยวอันดามัน ( จังหวัดภูเก็ต,พังงา,กระบี่,ตรังและสตูล) ลงพื้นที่เยี่ยมชมการกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวของชุมชนท่องเที่ยวบ้านเขาหลัก อำเภอ จังหวัดตรัง โดยมีนายสวัสดิ์ ขุนนุ้ย ประธานชุมชนท่องเที่ยวบ้านเขาหลักให้การต้อนรับ และบอกเล่าความเป็นมาของ ชุมชนท่องเที่ยวบ้านเขาหลัก ตั้งอยู่ที่บ้านเขาหลักหมู่ที่ 7 ตำบลน้ำผุด อำเภอเมือง จังหวัดตรัง มีการบริหารจัดการ การท่องเที่ยวชุมชนภายใต้แนวคิด"เที่ยวเขาหลัก ร่วมอนุรักษ์ป่า พาล่องแก่ง แหล่งวัฒนธรรม" มีจุดเด่นของการท่องเที่ยวเป็นหมู่บ้านในวงล้อมของหุบเขาทําให้มีภูมิทัศน์ที่สวยงามมีความโดดเด่นด้านความสมบูรณ์ของธรรมชาติป่าไม้น้ำตกและลำคลองรวมถึงวิถีชีวิตชุมชนและกลิ่นอายของวัฒนธรรมที่พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวในการเข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้พร้อมพร้อมกับสัมผัสและเพื่อการจัดกิจกรรมการท่องเที่ยวที่หลากหลาย นอกจากนี้ยังได้รับรางวัลชนะเลิศการบริหารจัดการการท่องเที่ยวดีเด่นและมีการบริหารจัดการด้านขยะที่ดี สำหรับกิจกรรมของชุมชนท่องเที่ยวบ้านเขาหลักมีอย่างหลากหลายได้แก่ ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม ณ วัดภูเขาทองไหว้สักการะพระนอนทรงเทริดมโนราห์ซึ่งมีประวัติความเป็นมาหลายร้อยปีมีเรื่องเล่าเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ, ท่องเที่ยวทางธรรมชาติได้แก่น้ำตกเขาหลัก เล่นน้ำพักผ่อนชมธรรมชาติป่าเขาลำเนาไพร,คลองเขาหลักเพลิดเพลินกับกิจกรรมการล่องแก่งเพื่อชื่นชมทัศนียภาพ 2 ฝั่งคลอง, ป่าต้นน้ำกิจกรรมเดินป่าศึกษาพันธุ์ไม้ร่วมกันปลูกป่าเพื่อคืนความอุดมสมบูรณ์แก่ธรรมชาติ, มีถ้ำเงาะและถ้ำน้ำทะลุเดินป่าชมความอัศจรรย์ความสวยงามของหินงอกหินย้อยและม่านยี่เก
นอกจากนี้ในส่วนของการท่องเที่ยวด้านการเกษตรยังมีกิจกรรมเรียนรู้วิถีชีวิตชมสวนยางพาราสวนปาล์มน้ำมันสวนผลไม้และศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงให้พี่น้องประชาชนนักท่องเที่ยวได้เรียนรู้วิถีชีวิตการประกอบอาชีพของชุมชนและเลือกซื้อผลไม้ตามฤดูกาลที่มีมากมายทั้งต้นทุเรียน 100 ปี ชมความใหญ่โตของต้นทุเรียนพร้อมลิ้นชิมรสหอมหวานของผลทุเรียนในช่วงฤดูกาล และอาหารท้องถิ่นที่ปรุงจากวัตถุดิบในชุมชนเช่น แกงคั่วหยวกไก่ดำ ,กล้วยหิน,ยำผักกูดและน้ำพริกและมีผลิตภัณฑ์ของดีของชุมชน ได้แก่เรียนรู้วิธีการทำกล้วยฉาบ,ขนมพื้นบ้านร่วมกันกับคนในชุมชนพร้อมเลือกซื้อเป็นของที่ระลึกและบ้านพักโฮมสเตย์เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์และวัฒนธรรมที่ดีต่อกันระหว่างนักท่องเที่ยวและเจ้าบ้านด้วย ทั้งนี้ชุมชนท่องเที่ยวบ้านเขาหลักยังคงมุ่งมั่นพัฒนาการท่องเที่ยวให้มีความยั่งยืนตามเป้าหมาย ที่ต้องอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เพียบพร้อมด้วยคุณธรรม นำพาเศรษฐกิจพอเพียงเพราะที่นี้ คือ บ้านเขาหลัก จังหวัดตรัง

จังหวัดภูเก็ตพร้อมผลักดัน ให้ภูเก็ตเป็นเมืองนำร่อง การใช้รถยนต์ไฟฟ้า Electrical Vehicle หรือ EV ตอบสนองความเป็นเมือง Sma...
08/05/2018

จังหวัดภูเก็ตพร้อมผลักดัน ให้ภูเก็ตเป็นเมืองนำร่อง การใช้รถยนต์ไฟฟ้า Electrical Vehicle หรือ EV ตอบสนองความเป็นเมือง Smart City

เวลา 13.30 น. ที่ห้องประชุม ศาลากลางจังหวัดภูเก็ต วันที่ 7 พฤษภาคม 2561 นายนรภัทร ปลอดทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานประชุมการศึกษาความเป็นไปได้ในการวางระบบโครงสร้างพื้นฐานและกำหนดนโยบายเพื่อผลักดันการใช้รถยนต์ไฟฟ้า Electric vehicle ในจังหวัดภูเก็ตอย่างเป็นรูปธรรมโดยมีนายประสิทธิพร เวทย์ประสิทธิ์ เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์ นายถาวรวัฒน์ คงแก้ว รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต พร้อมด้วย Mr.Sture Portuik ตัวแทนจากเทศบาลกรุงออสโล Mr.Snorre Sletvold ตัวแทนภาคเอกชน หัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ตัวแทน หอการค้าจังหวัดภูเก็ต เข้าร่วม

ที่ประชุมได้ร่วมหารือความร่วมมือในการศึกษาความเป็นไปได้ในการวางระบบโครงสร้างพื้นฐาน และกำหนดนโยบายเพื่อผลักดันการใช้รถยนต์ไฟฟ้าหรือ EV ในจังหวัดภูเก็ตอย่างเป็นรูปธรรมโดยนายประสิทธิพร เวทย์ประสิทธิ์ เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงออสโล กล่าวว่า รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าเพื่อลดมลภาวะลดปัญหาโลกร้อนที่กำลังเป็นปัญหาสำคัญในหลายประเทศทั่วโลกปัจจัยสำคัญมาจากการใช้น้ำมันสำหรับรถยนต์ ทางออกแห่งอนาคตในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวคือการใช้รถยนต์ไฟฟ้าหรือ EV ซึ่งขณะนี้ในหลายประเทศเริ่มผลักดันส่งเสริมให้ประชาชนหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้ากันมากขึ้น โดยที่กรุงออสโลประเทศนอร์เวย์ เป็นหนึ่งในประเทศที่มีผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากในกลุ่มยุโรป การเดินทางมาร่วมประชุมครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการขอความร่วมมือในระยะยาวต่อไปที่จะผลักดันให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

ด้านนายนรภัทร ปลอดทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า จังหวัดภูเก็ตมีความพร้อมที่จะผลักดันให้โครงการดังกล่าวบังเกิดผลเป็นรูปธรรมและจังหวัดภูเก็ตจะนำร่องให้สอดคล้องกับความเป็นเมือง Smart City ที่มีความทันสมัยโดยเฉพาะการเป็น Smart Environment และเป็น Green City จะได้กำหนดในแผนพัฒนาจังหวัดส่งเสริมให้มีการใช้รถยนต์ไฟฟ้าหรือ EV อาจจะเริ่มต้นที่รถบริการสาธารณะสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่ได้ส่งเสริมให้มีการใช้รถยนต์ไฟฟ้าเพื่อลดมลภาวะและตอบรับการเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคต……สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดภูเก็ต/ ข่าว /สำนักงานจังหวัดภูเก็ต/ภาพ

ผู้ว่าฯ ภูเก็ต เยี่ยมวัดป่าอร่ามรัตนาราม ตามโครงการผู้ว่าราชการจังหวัดเยี่ยมศาสนสถาน  พบปะพี่น้องประชาชน  ขอความร่วมมือช...
07/05/2018

ผู้ว่าฯ ภูเก็ต เยี่ยมวัดป่าอร่ามรัตนาราม ตามโครงการผู้ว่าราชการจังหวัดเยี่ยมศาสนสถาน พบปะพี่น้องประชาชน ขอความร่วมมือช่วยกันรักษาบ้านเมืองให้สะอาด

เวลา 08.30 น.วันนี้ (7 พ.ค. 61) นายนรภัทร ปลอดทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต พร้อมด้วย
นายประกอบ วงศ์มณีรุ่ง รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต หัวหน้าส่วนราชการ ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เทศบาลตำบลรัษฎา เยี่ยมวัดป่าอร่ามรัตนาราม อ.เมือง จ. ภูเก็ต ตามโครงการผู้ว่าราชการจังหวัดเยี่ยมศาสนสถาน เพื่อพบปะพี่น้องประชาชนในวันธรรมสวนะ หรือวันพระหมุนเวียนไปตามวัด และมัสยิดต่าง ๆ ในพื้นที่ โดยมี พระครูเสมียน จารุธัมโม เจ้าคณะตำบลและเจ้าอาวาสวัดป่าอร่ามรัตนาราม บรรยายธรรมเทศนา
จากนั้น ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ได้พบปะพี่น้องประชาชน ที่มาร่วมกิจกรรม ประมาณ 200 คน พร้อมกล่าวถึงนโยบายสำคัญ ๆ ของจังหวัด ที่ขับเคลิ่อน ผลักดันหลายเรื่อง อาทิ เรื่องความสะอาด ขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชน ช่วยกันรักษาความสะอาด ทิ้งขยะลงถัง เพราะภูเก็ตเป็นเมืองท่องเที่ยว มีรายได้จากการท่องเที่ยวเป็นลำดับที่ 2 รองจากกรุงเทพฯ มีนักท่องเที่ยวเข้ามาปีละกว่า 15 ล้านคน การใช้ทรัพยากรที่มีอย่างจำกัด การใช้ระบบโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ การคมนาคมขนส่ง จึงต้องช่วยกันแก้ไขผลกระทบเชิงลบที่เกิดขึ้น จังหวัดภูเก็ต เป็นเมืองท่องเที่ยวขายทรัพยากรธรรมชาติ และแหล่งท่องเที่ยว หาดทราย ชายทะเล ที่สวยงาม และขณะนี้ทางจังหวัดได้สร้างสถานที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ที่อนุสรณ์สถานทุ่งถลาง เชื่อมโยงกับแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ทั้งที่ประตูเมือง (Gateway) และ อุทยานสวนนก เขาพระแทว ที่กำลังอยู่ระหว่างดำเนินการ
นอกจากนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตยังได้ชี้แจงเรื่องการวางแผนแม่บทแก้ปัญหาระบบน้ำเสียของจังหวัดภูเก็ต โดยมอบหมายให้ท้องถิ่นจัดหาสถานที่สร้าง ระบบบำบัดน้ำเสียก่อนปล่อยน้ำลงสู่แม่น้ำลำคลองหรือทะเล เรื่องการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม เรื่องการปรับปรุง บ้านพักพิงสุนัขจรจัดที่สวนป่าบางขนุน ที่ขณะนี้มีความคืบหน้าไปมาก ขอให้พี่น้องประชาชนที่จะทำบุญวันเกิดหรือวันครบรอบแต่งงานได้ทำบุญโดยการซื้ออาหารสุนัข บริจาคให้กับบ้านพักพิงสวนป่าบางขนุน เป็นการทำบุญ และยังได้ช่วยแก้ปัญหาสุนัขจรจัดในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตอีกด้วย เรื่องการแก้ปัญหาลิงในพื้นที่โดยขณะนี้ทาง จังหวัดได้จัดทำแผนในการเตรียมสถานที่อยู่ใหม่ให้กับลิง เพื่อสามารถบริหารจัดการได้ ไม่เป็นอันตรายกับพี่น้องประชาชนและนักท่องเที่ยวและการแก้ไขปัญหายาเสพติด ในกลุ่มเด็กและเยาวชน……. สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดภูเก็ต /ภาพ/ข่าว

คณะสื่อมวลชน,ผู้ประกอบการนำเที่ยวและผู้เกี่ยวข้อง    ร่วมประเมินศักยภาพการท่องเที่ยวโดยชุมชนของชุมชนท่องเที่ยวบ้านนาหมื่...
07/05/2018

คณะสื่อมวลชน,ผู้ประกอบการนำเที่ยวและผู้เกี่ยวข้อง
ร่วมประเมินศักยภาพการท่องเที่ยวโดยชุมชนของชุมชนท่องเที่ยวบ้านนาหมื่นศรี อำเภอนาโยง จังหวัดตรัง เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวให้ยั่งยืนพร้อมรองรับนักท่องเที่ยว

วันที่ 7 พฤษภาคม 2561 เวลา 11.00 น.ที่ ชุมชนท่องเที่ยวบ้านนาหมื่นศรี จังหวัดตรัง
นางศิรวี วาเล๊าะ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดภูเก็ตในฐานะกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการพัฒนาการท่องเที่ยวประจำเขตพัฒนาการท่องเที่ยวอันดามันเป็นประธานนำคณะสื่อมวลชน,ผู้ประกอบการนำเที่ยวและผู้เกี่ยวข้อง กว่า 30 คน ตามโครงการพัฒนาศักยภาพเครือข่ายการท่องเที่ยวโดยชุมชน CBT ของเขตพัฒนาการท่องเที่ยวอันดามัน ( จังหวัดภูเก็ต,พังงา,กระบี่,ตรังและสตูล) ลงพื้นที่เยี่ยมชมการกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวของชุมชนท่องเที่ยวบ้านนาหมื่นศรี ตำบลนาหมื่นศรี อำเภอนาโยง จังหวัดตรัง
โดยมีนางอารอบ เรืองสังข์ ประธานชุมชนท่องเที่ยวบ้านนาหมื่นศรี จังหวัดตรัง พร้อมด้วยสมาชิกชุมชนและหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในจังหวัดตรังให้การต้อนรับและบอกเล่าความเป็นมาของชุมชนท่องเที่ยวบ้านนาหมื่นศรี จังหวัดตรัง พร้อมชื่นใจกับน้ำมะพร้าวอัญชัน อร่อยกับขนมฝามีและชมการแสดงรำไทยจากเยาวชน
โอกาสนี้คณะได้เดินทางไปที่ "ถ้ำเขาช้างหาย" ตำบลนาหมื่นศรี อำเภอนาโยง จังหวัดตรัง โดยภายในถ้ำจะมีหินงอกหินย้อย ดังนั้นนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยี่ยมชมจะต้องระมัดระวังไม่จับหินงอกหินย้อยดังกล่าวซึ่งมีอายุราว 200 ถึง 250 ปี เพราะจะทำให้ หินงอกหินย้อยได้รับความเสียหาย หักพังหรือหยุดการเจริญเติบโต ทั้งนี้ระยะทางภายในถ้ำเขาช้างหายใช้เวลาเดินทาง 1-2 ชั่วโมง เพื่อชมหินงอกหินย้อยประมาณ 2 กิโลเมตรซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลรักษาความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวตลอดเส้นทางเนื่องจากภายในจะมีความมืดดังนั้นการเดินทางจำเป็นต้องใช้ไฟฉายเพื่อเพิ่มแสงสว่าง
โดยภายใน จะพบกับความมหัศจรรย์ของหินงอกหินย้อยมากมายอาทิจะมีห้องโถงใหญ่ในอดีต เป็นสถานที่ประชันหนังตะลุงของคณะหนังตะลุงในภาคใต้ ,มีทวดไชยหาญ ให้สักการะบูชา ,แอ่งน้ำขนาดเล็กมีลักษณะเป็นบ่อเรียกว่า "บ่อสองพี่น้อง " ,มีบ่อน้ำ "วังจระเข้", ถ้ำเพชรพลายพญา ,ถ้ำประกายเพชร ฯลฯ ซึ่งล้วนแล้วแต่มีความสวยงาม จุดเด่นคืออากาศภายในถ้ำมีความปลอดโปร่งเย็นสบาย
สำหรับตำนานถ้ำเขาช้างหาย หลังจากสยามประเทศได้รับอิทธิพลจากศาสนาพุทธจากศรีลังกา ยุคสมัยที่เมืองนครศรีธรรมราช เป็นศูนย์กลางแห่งพระพุทธศาสนาในภูมิภาคนี้ เจ้าเมืองนครศรีธรรมราชได้สร้างพระบรมธาตุเจดีย์เพื่อบรรจุพระสารีริกธาตุจึงได้ประกาศไปยังหัวเมืองต่างๆให้ผู้เลื่อมใสในพุทธศาสนาได้นำทรัพย์สมบัติทองคำของมีค่ามาบรรจุใต้พระธาตุเข้าด้วยกัน เมื่อข่าวนี้ทราบถึงหัวเมืองต่างๆได้มีขบวนนักแสวงบุญจากหัวเมืองในภูมิภาคนี้ได้เดินทางไปยังหัวเมืองนครศรีธรรมราช
ครั้นมีขบวนนักแสวงบุญคณะหนึ่งพร้อมด้วยขบวนช้างได้ผ่านมายังบริเวณนี้ และได้หยุดพักแรมบริเวณหนองน้ำแห่งหนึ่ง ได้มีช้างพังท้องแก่เชือกหนึ่ง คลอดลูกพอดี
ชาวบ้านจึงเรียกหนองน้ำที่ว่า "หนองช้างทอก" หลังจากรอจนลูกช้างแข็งแรงขบวนได้เดินทางไปยังหนองน้ำอีกแห่งหนึ่งไม่ไกลกันมากนัก แม่ช้างและลูกช้างได้ลงเล่นน้ำ ลูกช้างได้พ่นน้ำเข้าใส่แม่ช้าง ชาวบ้านแห่งนี้ จึงเรียกหนองน้ำแห่งนี้ว่า"หนองถวายน้ำ" หรือหนองหวายน้ำ(ภาษาถิ่น) อยู่ทางทิศตะวันออกของเขาช้างหายอย่างนี้ จากนั้นก็เดินทางมาถึงที่ราบเชิงเขา ก็ได้หยุดพักลูกช้างดังกล่าว ได้วิ่งเล่นพลัดหลงกับแม่ช้างและเดินหายเข้าไปในถ้ำ เมื่อควาญช้างรู้ จึงเกณฑ์ผู้คนจุดคบไฟเข้าตามหาจนพบ และควาญช้างได้ใช้คาถาอาคมจับลูกช้างด้วยด้ายแดงด้ายขาว คีบด้วยเท้าเพียง 3 เส้นเท่านั้น ขณะเดินนำลูกช้างออกจากถ้ำจนถึงทุ่งนาได้พบกับชาวบ้านกำลังทำนาได้ตะโกนร้องเตือนว่าช้างจะขาด "ด้ายจะขาด" หลายๆครั้งด้วยความหวังดีจึงทำให้อาคมที่บังคับลูกช้างเสื่อมลงด้ายที่มัดช้างก็ขาดในทันที ลูกช้างได้หันกลับหลังวิ่งหนี ควาญช้างจับหางลูกช้างได้ทันและใช้มีดฟันถูกหางลูกช้างจนขาดติดมือ หางช้างที่ว่าต่อมากับกลายเป็นทองคำด้วยอภินิหาร ส่วนลูกช้างได้วิ่งหายเข้าไปในถ้ำอีกครั้งตามหาไม่เจอ ชาวบ้านจึงเรียกถ้ำแห่งนี้ว่า"ถ้ำเขาช้างหาย" จวบจนปัจจุบัน

และคณะได้กลับมารับประทานอาหารพื้นบ้านที่ทำการของชุมชนท่องเที่ยวบ้านนาหมื่นศรี โดยสมาชิกได้รังสรรค์ เมณูอาหารพื้นบ้านทั้ง แกงขมิ้น,ยำมะมุด,น้ำพริกหัวทือ,แกงกะทิมะเม่าและปลาเต้าเจี้ยว ตบท้ายด้วยขนมหวานลอดช่องรสชาติกลมกล่อม จากนั้นคณะได้เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ผ้าทอนาหมื่นศรี เพื่อชมการวิถีการทอผ้า และรับทราบประวัติความเป็นมาของกลุ่มทอผ้านาหมื่นศรี
สำหรับกลุ่มทอผ้านาหมื่นศรีเกิดจากการรวมกลุ่มชาวบ้านในตำบลนาหมื่นศรีซึ่งประกอบอาชีพทำนาทำสวนและได้ทอผ้าใช้เองมาหลายชั่วอายุคนแล้วจนเกิดเป็นวิถีชีวิตทั้งทอผ้าใช้เองภายในครอบครัวและส่งออกไปจำหน่ายในหมู่บ้านใกล้เคียงในอดีตการทอผ้าของชาวนาหมื่นศรีหนุ่มสาวจะทอผ้าให้กับคู่รัก,แม่จะทอผ้าให้กับบุตรชายที่จะบวช ทอผ้าภูษาโยงไว้ให้ตนเองใช้เมื่อเสียชีวิตและปู่ย่าตายายจะทอผ้าให้กับหลานที่จะเข้าพิธีออกพราน
เมื่อครั้งเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 การทอผ้าได้อยู่หยุดชะงักลง กระทั่ง ปี 2514 ได้มีการกลุ่มทอผ้าอีกครั้ง โดยได้นำเอากี่ทอผ้าสมัยก่อน นำกลับมาซ่อมแซม ช่วยกันค้นหาลายผ้ากระทั่ง สามารถรักษาลายผ้าโบราณที่ใช้ได้มากกว่า 30 ลายและได้ร่วมกันฟื้นฟูภูมิปัญญาท้องถิ่นในการทอผ้าลวดลายต่างๆซึ่งเป็นผ้าทอที่ทอด้วยความละเอียดอ่อนหลากหลายลายศิลป์เป็นลายเฉพาะตัวของกลุ่มทอผ้านาหมื่นศรีมาจนถึงปัจจุบันซึ่งขณะนี้มีลายผ้า โบราณจำนวน 32 ลายและลายผ้าที่คิดค้นขึ้นใหม่ 7 ลายรวมทั้งสิ้น 39 ลาย

ในเวลาต่อมาได้มีการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ผ้าทอโดยได้รับการสนับสนุนจากบริษัทกลุ่มเซ็นทรัลจำกัดเข้ามาช่วยจัดสร้างพิพิธภัณฑ์ผ้าทอให้มีความสมบูรณ์และเปิดให้บริการนักท่องเที่ยวผู้ที่สนใจเข้าเยี่ยมชมศึกษาความรู้ตลอดจนสามารถเรียนรู้ขั้นตอนของการทอผ้ามีการสาธิตการใช้กี่กระตุกในการทอผ้าจากช่างทอซึ่งก็คือชาวบ้านดั้งเดิมที่มากด้วยประสบการณ์ทั้งยังสามารถฝึกทอผ้าด้วยตนเองและนำกลับไปเป็นของที่ระลึกได้ด้วย

ปัจจุบันทางกลุ่มได้เปิดหน้าร้านจำหน่ายสินค้าอยู่เลขที่ 119 หมู่ที่ 8 ตำบลนาหมื่นศรี อำเภอนาโยง อำเภอเมืองจังหวัดตรัง ซึ่งเป็นทั้งสถานที่ผลิตหรือทอผ้าอยู่บริเวณด้านหลังร้านและชั้นบนจะเป็นส่วนของพิพิธภัณฑ์แสดงประวัติข้อมูลลวดลายผ้าในแบบต่างๆจำนวนมากทางกลุ่มได้ในการจำหน่ายผ้าทอมายาวนานกว่า 40 ปีแล้ว ผลิตภัณฑ์ของทางกลุ่มได้แก่ผ้าตัดชุด,ผ้าซิ่น,โสร่งผู้ชาย,ผ้าขาวม้า,ผ้าคลุมไหล่,เสื้อผ้าสำเร็จรูปทั้งสตรีและบุรุษและของใช้เบ็ดเตล็ดอื่นๆได้แก่ผ้าเช็ดหน้า,กระเป๋าเป้,กระเป๋าสตางค์,ขนาดเล็กกระเป๋าใส่มือถือ,กล่องดินสอ,เนคไท,ร่ม เป็นต้นนอกจากนี้ยังได้เพิ่มช่องทางการจำหน่ายในรูปแบบออนไลน์ทางเว็บไซต์ด้วย

คณะสื่อมวลชน,ผู้ประกอบการนำเที่ยวและผู้เกี่ยวข้อง   เดินทางลงพื้นที่ชุมชนท่องเที่ยวบ้านนาตีน อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ ร่...
07/05/2018

คณะสื่อมวลชน,ผู้ประกอบการนำเที่ยวและผู้เกี่ยวข้อง
เดินทางลงพื้นที่ชุมชนท่องเที่ยวบ้านนาตีน อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ ร่วมประเมินศักยภาพการท่องเที่ยวโดยชุมชน

วันที่ 6 พฤษภาคม 2561 เวลา 13.00 น.ที่ ชุมชนท่องเที่ยวบ้านนาตีน ตำบลอ่าวนาง อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่นางศิรวี วาเล๊าะ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดภูเก็ตในฐานะกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการพัฒนาการท่องเที่ยวประจำเขตพัฒนาการท่องเที่ยวอันดามันเป็นประธานนำคณะสื่อมวลชน,ผู้ประกอบการนำเที่ยวและผู้เกี่ยวข้อง กว่า 30 คน ตามโครงการพัฒนาศักยภาพเครือข่ายการท่องเที่ยวโดยชุมชน CBT ของเขตพัฒนาการท่องเที่ยวอันดามัน ( จังหวัดภูเก็ต,พังงา,กระบี่,ตรังและสตูล) ลงพื้นที่เยี่ยมชมการกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวของ ชุมชนท่องเที่ยวบ้านนาตีน โดยมีนายบัญชา แขวงหลี ประธานชุมชนท่องเที่ยวบ้านนาตีน และวิทยากรท้องถิ่นของชุมชนบ้านนาตีน ร่วม ให้การต้อนรับและบอกเล่าเรื่องราวของชุมชน กล่าวว่า ชุมชนบ้านนาตีนเป็นชุมชนมุสลิมประชาชนร้อยละ 97 นับถือศาสนาอิสลาม ประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพการเกษตรทำสวนยางพาราสวนปาล์มน้ำมันและรองลงมาคือการประกอบอาชีพธุรกิจการท่องเที่ยวเช่นการทําประมงพื้นบ้าน,การขับเรือโดยสารบริการนักท่องเที่ยว นอกจากนี้มีการประกอบอาชีพเสริมทำสินค้าที่ระลึกเช่นผลิตภัณฑ์จากกะลามะพร้าว, การทำผ้าบาติก โดยชุมชนบ้านนาตีน ได้เริ่มดำเนินการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนเมื่อปี 2544 โดยเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนในชุมชน ทั้งนี้ชุมชนท่องเที่ยวบ้านนาตีนมีกิจกรรมให้นักท่องเที่ยว ได้สัมผัสอย่างหลากหลายของการสาธิตและการลงมือทำผ้าบาติกด้วยตนเองทั้งการลงสีและกระบวน
การลงแว๊กซ์ ลงเกลือ หรือน้ำตาลและการตากแดด จนออกมาเป็นผ้าบาติกที่งดงาม พร้อมทั้งได้ชม วิธีการบีบน้ำอ้อยแบบโบราณโดยใช้ต้นมะพร้าวเป็นเครื่องมือการบีบคั่นน้ำอ้อยมาจนได้รับประทานน้ำอ้อยที่อร่อยหวานชื่นใจ
จากนั้นการลงพื้นที่เรียนรู้การเลี้ยงแพะในฐานกิจกรรมวิชาแพะของกลุ่มเลี้ยงแพะบ้านนาตีนซึ่งมีสมาชิก 15 คน มีแพะในความดูแล 50-60 ตัว สำหรับแพะที่เลี้ยงส่วนใหญ่คือแพะสายพันธุ์พื้นบ้านซึ่งมีตลาดรองรับค่อนข้างดี โดยส่วนใหญ่นำไปใช้ในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ซึ่งกำหนดจำหน่ายแพะ เป็นตัวๆ ละ 4,000 บาท
สำหรับแพะเป็นสัตว์ให้เนื้อและให้นมที่นิยมเลี้ยงชนิดหนึ่ง ,นมแพะมีคุณค่าทางอาหารสูงใกล้เคียงหรือสูงกว่านมโค,กระบือและมนุษย์ มีไขมันในระดับต่ำกว่าเนื้อสัตว์ชนิดอื่นๆ โมเลกุล ไขมันมีขนาดเล็กง่ายต่อการย่อยและการดูดซึมในระบบทางเดินอาหาร,เนื้อแพะมีโปรตีนที่ย่อยได้ในระดับสูงกว่าเนื้อโคสุกรและไก่ และมีไขมันในระดับต่ำกว่าเนื้อสัตว์ชนิดอื่นๆ,ขนและหนังแพะนำมาใช้ประโยชน์ได้หลายด้านเช่นทำกระเป๋าเสื่อพรมและเชือก,มูลแพะใช้ทำปุ๋ย,เขาและกีบนำมาทำเป็นเครื่องประดับ
ส่วนเลือดและกระดูกนำมาแปรรูปเป็นอาหารสัตว์
โดยพบว่าแหล่งเลี้ยงแพะที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทยอยู่ในพื้นที่ภาคใต้และเป็นแหล่งบริโภคแพะแหล่งใหญ่ของประเทศเนื่องจากกลุ่มผู้นับถือศาสนาอิสลามนิยมบริโภคโดยเฉพาะในช่วงวันสำคัญทางศาสนาที่ต้องใช้ประกอบพิธีกรรม
และคณะไปที่บริเวณถนนหน้าถ้ำคลองสน ที่ฐานเรียนรู้การ ชมไพรวิถี ชมป่าจาก ความหลากหลายทางชีวภาพ เรียนรู้การดักจับปูดำ การลอกใบจาก การเย็บใบจาก การทำขนมจาก นอกจากนี้ยังมีฐานการเรียนรู้การทำผลิตภัณฑ์จากกะลามะพร้าวเพิ่มมูลค่าให้กับวัตถุดิบที่มีในท้องถิ่นเป็นอาชีพเสริมเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนได้อีกด้วย

จึงนับได้ว่าชุมชนท่องเที่ยวบ้านนาตีนประสบความ สำเร็จในการบริหารจัดการการท่องเที่ยวโดยชุมชนที่เน้นความสามัคคีของประชาชนคงไว้ซึ่งความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ และขายมนต์เสน่ห์ของวิถีชีวิตของประชาชนในชุมชนอย่างแท้จริง

เชิญชวนผู้สนใจเข้าร่วมรับฟัง การอบรมฟรีสุขอนามัยอาหาร 23,24 พ.ค. มีการลุ้นรับทองคำหนัก 1 สลึง ต่อวันด้วยนะคะ สมัครได้ที่...
07/05/2018

เชิญชวนผู้สนใจเข้าร่วมรับฟัง การอบรมฟรีสุขอนามัยอาหาร 23,24 พ.ค. มีการลุ้นรับทองคำหนัก 1 สลึง ต่อวันด้วยนะคะ สมัครได้ที่

อบรมฟรี ณ โรงแรมภูเก็ตเมอร์ลิน อ.เมือง จ.ภูเก็ต เวลา 8.30-16.30 น. รุ่นที่ 1 วันที่ 23 พฤษภาคม 2561 รุ่นที่ 2 วันที่ 24 พฤษภาคม ...

07/05/2018

IAEA ผนึกกำลัง ปส. เฝ้าระวังภัยทางรังสีแบบออนไลน์ ทั่วภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ชี้เพื่อป้องกันความปลอดภัยของประชาชนและสิ่งแวดล้อม

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) ร่วมกับทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (International Atomic Energy Agency, IAEA) จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการภายใต้โครงการความร่วมมือทางวิชาการในระดับภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก เน้นเสริมศักยภาพการตรวจวัดระดับรังสีแกมมาในสิ่งแวดล้อมผ่านทางระบบออนไลน์ เพื่อป้องกันผลกระทบทางรังสีที่อาจเกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อมและประชาชน

วันนี้ (๗ พฤษภาคม ๒๕๖๑) เวลา ๐๙:๓๐ น. นางรัชดา เหมปฐวี รองเลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ได้รับมอบหมายจากเลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง Regional Workshop on Online Environmental Monitoring System ณ ห้องประชุมพลาซ่า ๒ โรงแรมดีวาน่า พลาซ่า ภูเก็ต ป่าตอง จังหวัดภูเก็ต การประชุมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ เพื่อเรียนรู้หลักการในการเลือกสถานที่ตั้งของระบบตรวจวัดระดับรังสีแกมมาแบบออนไลน์ แลกเปลี่ยนข้อมูลทางเทคนิคในการติดตั้งระบบตรวจวัดระดับรังสีในสิ่งแวดล้อมของประเทศต่างๆ รวมถึงการถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ของบุคลากรของ ปส. ในการพัฒนาระบบตรวจวัดระดับรังสีแกมมาในสิ่งแวดล้อมแบบออนไลน์แก่บุคลากรจากประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก

การประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ กำหนดจัดระหว่างวันที่ ๗ - ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๖๑ โดยมีผู้เชี่ยวชาญจาก IAEA จำนวน ๒ ท่าน และเจ้าหน้าที่ผู้มีความชำนาญจาก ปส. จำนวน ๔ ท่าน เป็นวิทยากรร่วมถ่ายทอดความรู้ทั้งภาคทฤษฏีและภาคปฏิบัติในการจัดทำระบบตรวจวัดระดับรังสีแกมมาในสิ่งแวดล้อมแบบออนไลน์ รวมไปถึงการบริหารจัดการข้อมูลการตรวจวัด ให้กับผู้เข้าร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการจากประเทศในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกที่มีความพร้อมในเรื่องระบบตรวจวัดระดับรังสีแกมมาแบบออนไลน์ จำนวน ๒๑ ราย จาก ๑๕ ประเทศ ได้แก่ บาห์เรน บังคลาเทศ กัมพูชา จีน อิหร่าน จอร์แดน เลบานอน มาเลเซีย มองโกเลีย ปากีสถาน ฟิลิปปินส์ กาตาร์ ศรีลังกา สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และไทย

นางรัชดา กล่าวต่อไปว่า โครงการ Strengthening Public and Environmental Radiological Protection in the Asia-Pacific Central Region (RAS9078) เป็นกิจกรรมภายใต้โครงการความร่วมมือทางวิชาการระดับภูมิภาค ที่ ปส. เป็นหน่วยงานหลักของประเทศไทยในการประสานความร่วมมือดังกล่าว ซึ่งนับเป็นโอกาสดีและเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยในการแสดงศักยภาพ ความพร้อมในการเป็นศูนย์กลางการถ่ายทอดความรู้ด้านการวิจัยและพัฒนาระบบเฝ้าระวังระดับรังสีแกมมาในสิ่งแวดล้อมแบบออนไลน์ และด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูลระดับรังสีแกมมาในสิ่งแวดล้อมกับระบบฐานข้อมูลการเฝ้าระวังภัยทางรังสีระว่างประเทศ (International Radiation Monitoring Information System; IRMIS) ของ IAEA สำหรับใช้เป็นข้อมูลระดับรังสีพื้นฐานของแต่ละประเทศในสถานการณ์ปกติ และใช้เป็นค่าอ้างอิงในกรณีฉุกเฉินทางนิวเคลียร์และรังสี นอกจากนี้ยังเป็นการส่งเสริมให้เกิดการบูรณาการทำงานร่วมกันของประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ซึ่งจะส่งผลให้การป้องกันอันตรายจากรังสีที่อาจมีต่อสิ่งแวดล้อมและประชาชนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

คณะสื่อมวลชน,ผู้ประกอบการนำเที่ยวและผู้เกี่ยวข้อง   เดินทางลงพื้นที่ชุมชนท่องเที่ยวบ้านหนองทะเล อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่...
07/05/2018

คณะสื่อมวลชน,ผู้ประกอบการนำเที่ยวและผู้เกี่ยวข้อง
เดินทางลงพื้นที่ชุมชนท่องเที่ยวบ้านหนองทะเล อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ ร่วมประเมินศักยภาพการท่องเที่ยวโดยชุมชน เพื่อสร้างอาชีพ สร้างรายได้แก่ประชาชนอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการรักษาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

วันที่ 6 พฤษภาคม 2561 เวลา 07.00 น.ที่ บึงหนองทะเล หมู่ที่ 1 ตำบลหนองทะเล อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ นางศิรวี วาเล๊าะ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดภูเก็ตในฐานะกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการพัฒนาการท่องเที่ยวประจำเขตพัฒนาการท่องเที่ยวอันดามันเป็นประธานนำคณะสื่อมวลชน,ผู้ประกอบการนำเที่ยวและผู้เกี่ยวข้องกว่า 30 คน ตามโครงการพัฒนาศักยภาพเครือข่ายการท่องเที่ยวโดยชุมชน CBT ของเขตพัฒนาการท่องเที่ยวอันดามัน (จังหวัดภูเก็ต,พังงา,กระบี่,ตรังและสตูล) ลงพื้นที่เยี่ยมชมกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวของชุมชนท่องเที่ยวบ้านหนองทะเล อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่

ประธาน กล่าวว่าชุมชนท่องเที่ยวบ้านหนองทะเลได้ก่อตั้งมาประมาณ 2 ปี เน้นการจัดการการท่องเที่ยวด้วยความเข้มแข็งของการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม ให้ประชาชนมีส่วนร่วมเพราะ "ธรรมชาติสร้างชีวิตเศรษฐกิจสร้างชุมชน"

โดยคณะได้ทำกิจกรรมร่วมกันเริ่มตั้งแต่การเลือกลงแพหรือการเลือกพายเรือคายัคล่องไปตามบึงหนองทะเลเพื่อไปชมพระอาทิตย์ขึ้นและชมทะเลหมอก จากนั้นลงจากแพขึ้นบนเนินป่าพรุเพื่อชื่นชมธรรมชาติจิบกาแฟยามเช้า ทานข้าวยำ อาหารพื้นบ้านมีจุดเด่นที่นำสมุนไพรพื้นบ้านมาเป็นวัตถุดิบในการทำ อาหารไปด้วยความสุขพร้อมเพลิดเพลินกับการฟังเพลง รัก (บึงหนองทะเล) ที่ บอกเล่าเรื่องราวความสวยงามของบึงหนองทะเล โดยเมื่อรับประทานอาหารเสร็จสิ้น เดินทางไปชมป่าพรุซึ่งมีต้นไม้หลากหลายชนิดทั้งต้นจิก,ต้นหว้า,ต้นเสม็ด รวมทั้งมีนกเป็ดน้ำ,นกกระสาและสัตว์อื่นๆ จากนั้นคณะจะได้ทำกิจกรรมร่วมกันคือการทำนกกระสาจากวัตถุดิบธรรมชาติ
เสร็จสิ้นกิจกรรมผจญภัยคณะขึ้นแพและพายเรือคายัคกลับมายังจุดที่ตั้งของชุมชนท่องเที่ยวบ้านหนองทะเลเพื่อมาชิมน้ำมะขามหวานอมเปรี้ยวเย็นชื่นใจรวมถึงชิมขนมไทยไทย เช่น ขนมชั้น,ขนมถั่วแปบ ซึ่งมีกลุ่มแม่บ้านในพื้นที่มาสาธิตและทำให้ชิมกันสด ๆ เลยทีเดียว

สำหรับจุดเด่นของชุมชนท่องเที่ยวบ้านหนองทะเล คือควรมาท่องเที่ยวในช่วงเวลา 06.00-09.00 น. หรือช่วงฤดูฝน ซึ่งเป็นช่วงที่มีทัศนียภาพที่สวยงามอากาศเย็นสบาย สายหมอกยามเช้า ทิวเขางดงาม บึงน้ำกว้างใหญ่ โดยธรรมชาติยังคงมีความอุดมสมบูรณ์รวมทั้งมีเสน่ห์ด้านภูมิปัญญาชาวบ้านทั้งเรื่องการทำขนมไทยการทำของที่ระลึกจากวัตถุดิบพื้นบ้าน อาทิ การทำนกกระสา จากไม้ระกำ และเปลือกมะพร้าวแห้ง เป็นต้น

06/05/2018

กต. เตรียมพร้อมให้บริการหนังสือเดินทางรูปแบบใหม่ ขยายอายุจาก 5 ปี เป็น 10 ปี ปรับปรุงระบบป้องกันการปลอมแปลงเป็นมาตรฐานสากลมากขึ้น คาดสามารถให้บริการกลางปีหน้า

ปัจจุบันกระทรวงการต่างประเทศอยู่ระหว่างการจัดซื้อจัดจ้าง โครงการจ้างผลิตและให้บริการจัดทำหนังสือเดินทางอิเล็กทรอนิกส์ ระยะที่ 3 เพื่อยกระดับการให้บริการประชาชนให้รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนมากยิ่งขึ้น โดยมีจุดเด่นที่การขยายอายุหนังสือเดินทาง จาก 5 ปี เป็น 10 ปี สำหรับผู้บรรลุนิติภาวะ ซึ่งเอื้อต่อบางประเทศที่มีอายุวิซ่า 10 ปี และยกระดับการปลอมแปลงหนังสือเดินทาง ตามมาตรฐานสากล คาดว่ากระบวนการออกหนังสือเดินทางรูปแบบใหม่ จะสามารถดำเนินการได้ประมาณเดือนมิถุนายน 2562

06/05/2018

ที่ประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เผยร่างแผนการปฏิรูปประเทศแล้วเสร็จ 11 ด้าน ซึ่งรัฐบาลจะเร่งขับเคลื่อน 5 เรื่องหลัก คือ “แก้จน-แก้โกง-แก้เหลื่อมล้ำ-มีส่วนร่วม-ปฏิรูปราชการ”

คณะสื่อมวลชน,ผู้ประกอบการนำเที่ยวและผู้เกี่ยวข้อง   เดินทางลงพื้นที่ชุมชนท่องเที่ยวเกาะยาวน้อย อำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา...
06/05/2018

คณะสื่อมวลชน,ผู้ประกอบการนำเที่ยวและผู้เกี่ยวข้อง
เดินทางลงพื้นที่ชุมชนท่องเที่ยวเกาะยาวน้อย อำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา ร่วมประเมินศักยภาพการท่องเที่ยวโดยชุมชน เพื่อสร้างอาชีพ สร้างรายได้แก่ประชาชนอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการรักษาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
วันที่ 5 พฤษภาคม 2561 เวลา 14.20 น.ที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวชุมชนท่องเที่ยวเกาะยาวน้อย นางศิรวี วาเล๊าะ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดภูเก็ตในฐานะกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการพัฒนาการท่องเที่ยวประจำเขตพัฒนาการท่องเที่ยวอันดามันเป็นประธานนำคณะสื่อมวลชน,ผู้ประกอบการนำเที่ยวและผู้เกี่ยวข้อง กว่า 30 คน ตามโครงการพัฒนาศักยภาพเครือข่ายการท่องเที่ยวโดยชุมชน CBT ของเขตพัฒนาการท่องเที่ยวอันดามัน ( จังหวัดภูเก็ต,พังงา,กระบี่,ตรังและสตูล) ลงพื้นที่ชุมชนท่องเที่ยวเกาะยาวน้อย อำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา โดยได้รับเกียรติจาก
นายสุรสิทธิ์ ขันติพันธุกุล นายอำเภอ เกาะยาว กล่าวต้อนรับ สำหรับ อำเภอเกาะยาว ประกอบด้วย 3 ตำบล 18 หมู่บ้าน ประชาชน 90 % ประชาชนนับถือศาสนาอิสลาม
โอกาสนี้ นายสำเริง ราเขต ประธานชุมชนท่องเที่ยวเกาะยาวน้อย กล่าวว่า ชุมชนท่องเที่ยวเกาะยาวน้อย อำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา รวมตัวกันเมื่อประมาณ 20 ปีที่ผ่านมาเพื่อร่วมกันฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติทรัพยากรทางทะเลให้ฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์เพิ่มมากยิ่งขึ้นประชาชนในพื้นที่ร้อยละ 80 ประกอบอาชีพประมง
ต่อมาในปี 2540 เมื่อทรัพยากรมีความอุดมสมบูรณ์เพิ่มมากขึ้นกลุ่มชุมชนจึงรวมตัวกันส่งเสริมเรื่องราวของการท่องเที่ยวชุมชนโดยบริหารจัดการเป็นโฮมสเตย์ให้นักท่องเที่ยวที่มาพักได้เข้ามาพักผ่อนเมื่อชาวประมงในชุมชนออกไปทำการประมง ดักอวนจับปลาจับปู
นักท่องเที่ยวก็สามารถเดินทางไปชมทำการประมงร่วมกับชาวประมงได้ จึงทำให้ชุมชนท่องเที่ยวเกาะยาวน้อยมีความโดดเด่นด้านการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนโดยเฉพาะการท่องเที่ยวด้านโฮมสเตย์ เพราะยังคงมีธรรมชาติที่อุดมความสมบูรณ์และมีการคงไว้ซึ่งวิถีชีวิตชาวประมงพื้นบ้านและภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ จนเป็นมนต์เสน่ห์ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางมาพักผ่อนและชื่นชมธรรมชาติสร้างอาชีพสร้างรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี รวมทั้งมีจุดเด่น ของการ บริหารจัดการชุมชนที่ดีมีการจัดทำผังเมืองมีการออกกฎหมายของชุมชน เป็นต้น นอกจากนี้ ชุมชนท่องเที่ยวเกาะยาวน้อยให้ความสำคัญ กับการสอดแทรกวิถีชีวิตพื้นบ้านจนประสบความสำเร็จ มาอย่างต่อเนื่องจึงได้รับรางวัลการันตีมากมาย อาทิ ปี2545 ได้รับรางวัล World Legacy award จากนิตยสารสหรัฐอเมริกา ,ปี 2545 และ 2547 ได้รับรางวัลดีเด่นจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, ปี 2548 ถึง 2561 ได้รับรางวัลมาตรฐานโฮมสเตย์ไทยจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, ปี 2552 ได้รับรางวัลยอดเยี่ยม tourism award จากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย,ปี 2559 ได้รับรางวัลโฮมสเตย์ยอดเยี่ยมอาเซียน ซึ่งทุกรางวัลถือเป็นการการันตี คุณภาพ
ด้านการบริหารจัดการการท่องเที่ยวโดยชุมชน จากความสำเร็จดั่งกล่าวชุมชนท่องเที่ยวเกาะยาวได้มีโครงการที่จะถ่ายทอดองค์ความรู้ของการจัดการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ให้กับชุมชนใกล้เคียงในอนาคตต่อไปด้วย

เมื่อรับฟังบรรยายสรุปได้ลงพื้นที่เยี่ยมชมการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ที่ศาลาเรียนรู้ ศพก. อำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา ของชุมชนเกาะยาวน้อย โดยมีนายมงคล กล้าสมุทร เป็นวิทยากรบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับกระบวนการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ว่า กลุ่มผลิตปุ๋ยอินทรีย์
ฯได้มีการนำขยะอินทรีย์จากชุมชนมาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตปุ๋ยหมักอินทรีย์ ซึ่งสามารถสร้างอาชีพสร้างรายได้ให้กับประชาชนโดยมีต้นทุนในการผลิตปุ๋ยกิโลกรัมละ 7 บาทแต่สามารถจำหน่ายได้ในราคากิโลกรัมละ 10 บาท โดยมีกำลังการผลิต 300 กิโลกรัมต่อวัน จุดเด่นของการดำเนินการของศาลาเรียนรู้การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ของชุมชนแห่งนี้คือมีการผลิตปุ๋ยที่ปลอดสารพิษจำหน่ายให้แก่ประชาชนในชุมชนในราคาที่ถูกโดยจากเดิมประชาชนต้องซื้อปุ๋ยเคมีในราคากิโลกรัมละ 20 - 30 บาทแต่เมื่อมีการผลิตปุ๋ยหมักชีวภาพปุ๋ยอินทรีย์ในพื้นที่ทำให้ประชาชนสามารถหาซื้อปุ๋ยอินทรีย์ไปใช้ในการทำการเกษตรได้ในราคาถูกขึ้นและปุ๋ยที่ใช้ไม่มีสารพิษตกค้างทำให้เป็นการรักษาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปได้ด้วย โดยส่วนใหญ่ปุ๋ยอินทรีย์ดังกล่าวถูกนำไปใช้ในการทำการเกษตรการทำนาข้าว,ทำสวนยางพาราและสวนผลไม้ในพื้นที่

เมื่อเสร็จจากกลุ่มปุ๋ยอินทรีย์คณะทั้งหมดเดินทางไปเยี่ยมชมแปลงเรียนรู้เกษตรอินทรีย์ของนายอุสัน บัวทอง หมู่ที่ 3 ตำบลเกาะยาวน้อย อำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา โดยมีลักษณะเป็นสวนมะพร้าว และสามารถเยี่ยมชมการเลี้ยงควายในทุ่งนาและต่อเนื่องด้วยการดูการทำนาข้าว 800 ไร่ได้อีกด้วย จากภาคการเกษตรคณะได้เดินทางต่อไปเยี่ยมชมด้านการประมง โดยชมกระชังการเลี้ยงกุ้งมังกรและเลี้ยงปลาชนิดต่างๆ ได้แก่ ปลาม่อง 150 บาท/ก.ก.,ปลาเก๋า 280 บาท/ก.ก.,ปลาช่อนทะเล 150 บาท/ก.ก. นอกจากนี้ยังมีปลาฉลามเสือ,ปลาหูช้าง ,ปลาดาว,ปลาฉลามหนู,แมงดาทะเล,ปลางัว และปลาสิงโตทะเล เป็นต้น

ทั้งนี้เมื่อคณะได้เยี่ยมชมกิจกรรมต่างๆจนครบเป็นที่เรียบร้อยจากนั้นได้เดินทางมาประชุมระดมความคิดเห็นบอกกล่าวปัญหาอุปสรรคร่วมสรุปข้อมูลเพื่อประเมินศักยภาพการท่องเที่ยวโดยชุมชนของชุมชนท่องเที่ยวบ้านเกาะยาวน้อยเพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ได้นำข้อมูลไปใช้ในการพัฒนาบริหารจัดการการท่องเที่ยวของชุมชนท่องเที่ยวบ้านเกาะยาวน้อยให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นพร้อมในการที่จะรองรับนักท่องเที่ยวต่อไป

สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และคณะ ลงพื้นที่พบปะประชาชน ให้คำปรึกษาในประเด็นที่มีปัญหา พร้อมสนับสนุนขวัญและกำลังใจให้แก...
05/05/2018

สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และคณะ ลงพื้นที่พบปะประชาชน ให้คำปรึกษาในประเด็นที่มีปัญหา พร้อมสนับสนุนขวัญและกำลังใจให้แก่เจ้าหน้าที่ และประชาชนที่เข้าร่วมโครงการไทยนิยมยั่งยืน ในโครงการสภานิติบัญญัติแห่งชาติพบประชาชนตามวิถีไทยนิยม ยั่งยืน จังหวัดภูเก็ต..//

วันนี้ (5 พ.ค.61) เวลา 09.30 น. ที่หอประชุมระดมพลโรงเรียนเมืองถลาง ตำบลเทพกระษัตรี อำเภอถลางจังหวัดภูเก็ต พลเรือเอกชุมนุม อาจวงษ์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และคณะ ลงพื้นที่พบปะประชาชนอำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต ในโครงการสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติพบประชาชน ตามวิถีไทยนิยม ยั่งยืน จังหวัดภูเก็ต โดยมี นายสนิท ศรีวิหค รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต กล่าวต้อนรับและสรุปผลการขับเคลื่อนโครงการไทยนิยม ยั่งยืน ในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต พร้อมด้วย นายถาวรวัฒน์ คงแก้ว และ นายประกอบ วงศ์มณีรุ่ง รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต, นายศักดิ์ชัย คุณานุวัฒน์ชัยเดช ปลัดจังหวัดภูเก็ต , นายกองโท อดุลย์ ชูทอง นายอำเภอถลาง, และ หัวหน้าส่วนราชการ ร่วมให้การต้อนรับ โดยมีคณะวิทยากรถ่ายทอดโครงการไทยนิยมยั่งยืน ระดับจังหวัดภูเก็ต (ครู ก) เป็นคณะวิทยากรถ่ายทอดนโยบายสู่ระดับพื้นที่ และมี หน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถาบันการศึกษา ทหาร ตำรวจ ผู้นำชุมชน และประชาชนในพื้นที่อำเภอถลาง จำนวนมาก เข้าร่วมรับฟังแนวนโยบายของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ตามนโยบายการขับเคลื่อนตามโครงการสภานิติบัญญัติแห่งชาติพบประชาชน ตามวิถีไทยนิยม ยั่งยืน

พลเรือเอก ชุมนุม อาจวงษ์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ กล่าวภายหลังจากการพบปะพี่น้องประชาชน ว่า บรรยากาศโดยรวมของการจัดโครงการ สนช.พบประชาชนตามวิถีไทยนิยม ยั่งยืน จังหวัดภูเก็ต ในวันนี้ถือว่าดีมาก ได้รับความร่วมมือจากประชาชนเป็นอย่างดีและทางจังหวัดภูเก็ต ได้เชิญหัวหน้าส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมรับฟังเพื่อจะได้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับโครงการไทยนิยม ยั่งยืน ร่วมกัน และเข้าใจว่าเป้าประสงค์ที่แท้จริงของโครงการคืออะไร ซึ่งบรรยากาศเป็นไปด้วยความเป็นกันเองมาก ผู้ที่มาร่วมประชุมทุกคนมีความสุขและมีความยินดีที่ได้ร่วมโครงการนี้

สำหรับปัญหาที่ประชาชนได้ร่วมกันสะท้อนส่วนใหญ่จะเป็นปัญหาพื้นฐาน สิ่งสำคัญคือปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาต่อเนื่องมาเป็นเวลานานและไม่สามารถที่จะแก้ไขให้จบสิ้นได้ในเวลาอันรวดเร็ว ซึ่งการพัฒนาประเทศนั้นหากเรายังแก้ปัญหาเดิมไม่ได้ ก็จะเป็นตัวถ่วงทำให้การพัฒนาประเทศเป็นไปอย่างล่าช้าไม่สามารถที่จะไปแข่งขันกับประเทศอื่นได้ ในการพัฒนาประเทศจุดสำคัญในการจัดแก้ไขตรงนี้คือ การต้องมีฐานข้อมูลซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลพยายามจะดำเนินการในเรื่องของการทำ Big Data คือฐานข้อมูลใหญ่ของประเทศ ซึ่งจะมีฐานข้อมูลการแก้ปัญหาหรือปัญหาต่างๆ ที่จะเป็นในระดับพื้นที่อย่างแท้จริง และพยายามแก้ปัญหาให้หมดไปอย่างแท้จริง เพื่อจะทำให้การพัฒนามีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น

ในส่วนบริบทของภูเก็ต ปัญหาจริงๆลึกๆ ที่จะเห็นก็คือภูเก็ตมีความเจริญและมีการพัฒนาไปมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาเรื่องจำนวนคนที่เข้ามาอยู่ในภูเก็ตมีมากเกินไปกว่าที่ผังเมือง หรือที่เรียกว่าประสิทธิภาพในการรองรับคนเมือง ว่าควรจะมีประชาชนเท่าไหร่ ซึ่งขณะนี้ภูเก็ต มีจำนวนมากเกินกว่าที่ควรจะเป็น เช่นเดียวกับในเรื่องการท่องเที่ยว ปกติจะต้องมีกระบวนการประเมินประสิทธิภาพในการรองรับจำนวนนักท่องเที่ยว ซึ่งถ้าเกินจะต้องหยุดการเติบโตเสียก่อน ถ้าหากไม่มีตัวชี้วัดนี้ปล่อยให้เติบโตไปมากเกินไปปัญหาต่างๆก็จะตามมา ปัญหาเมืองท่องเที่ยว จะเป็นเรื่องขยะ สิ่งแวดล้อมต่างๆ การใช้ทรัพยากรทางทะเล ทรัพยากรธรรมชาติทั้งหลาย ในขณะเดียวกันปัญหาอีกประการหนึ่ง คือเรื่องของค่าครองชีพ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการที่มีคนต่างชาติเข้ามา ซึ่งอาจจะต้องมีการคำนึงถึงเรื่องนี้ด้วย
และจะต้องมีการจำกัดจำนวนให้พอเหมาะ จึงจะทำให้ภูเก็ต สามารถรักษาความเป็นเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญของประเทศได้ต่อไป

ทั้งนี้ ในส่วนของ สนช. จะมีส่วนสำคัญในเรื่องของการพิจารณาจัดสรรงบประมาณ สนช. จะสามารถเข้าไปดูแลตรงนั้นด้วย แลอีกประการคือในเรื่องของกำกับช่วยรัฐบาลในการช่วยกันดูแลแก้ไขปัญหาของประชาชน สนช. สามารถเข้าไปได้ดำเนินการ เห็นจุดอะไรสำคัญ สนช. จะมีกระบวนการในรัฐสภาหลายอย่างด้วยกัน อาทิ การตั้งกระทู้ถามในเรื่องสำคัญที่ต้องการให้รัฐบาลมีการแก้ไขอยากเร่งด่วน

พร้อมขอฝากถึงพี่น้องประชาชนว่าโครงการนี้ เป็นโครงการสำคัญในการที่จะให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ เพื่อให้เกิดความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ซึ่งทุกอย่างไม่สามารถที่จะเกิดขึ้นได้โดยกระบวนการภาครัฐ เพียงอย่างเดียว แต่จะเกิดขึ้นได้โดยกระบวนการภาคประชาชนนั่นเอง ที่จะพัฒนาไปได้ และส่วนหนึ่งภาคประชาชนจะต้องเสียสละด้วย ทั้งในเรื่องของการปรับตัวเองให้ทันกับสภาพแวดล้อมของโลกที่เป็นไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของเทคโนโลยี อยากฝากให้พี่น้องประชาชน ได้สละเวลาและให้ความสำคัญหันมาสนใจเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศครั้งนี้ด้วย..//

ที่อยู่

ศาลากลางจังหวัดภูเก็ต
Phuket
83000

เบอร์โทรศัพท์

+6676216118

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ปชส.จังหวัดภูเก็ตผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ องค์กรนั้น

ส่งข้อความของคุณถึง ปชส.จังหวัดภูเก็ต:

แชร์