17/03/2026
เรื่องเล่าในรอบยี่สิบ
ราวๆ ปลายเดือนมีนาคม ๒๕๔๙ หลังจากเสร็จงานศพแม่ และกลับไปขนของจากบ้านเช่าในซอยตรงข้ามโรงพยาบาลสัตว์ ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยใช้รถหกล้อเต็มคัน เอามาไว้ที่ชั้นล่างของบ้านที่อาศัยนอนอยู่ทุกวันนี้และทยอยขนบางอย่างขึ้นไปชั้นบน ช่วงเย็นๆ ก็จะปั่นจักรยานไปรอบๆ เมือง บางครั้งจะเปลี่ยนไปเส้นทางใหม่ๆ เห็นบ้านไม้หลายหลังรู้สึกอบอุ่นเหมือนได้เจอญาติผู้ใหญ่ที่คุ้นเคย แต่พอไม่ได้ผ่านไปสองสามสัปดาห์บ้านไม้สวยๆ หลายหลังถูกรื้อหายไปเหลือแต่ที่ดินเปล่าให้ดู เหมือนญาติผู้ใหญ่ท่านนั้นจากไปไม่มีวันกลับ กระทั่งวันหนึ่งพี่เลื่อน (ศรีพนา วงศ์บุรี ภรรยา พี่ “นกกิต” สหยศ วงศ์บุรี) เรียกให้มาเจอกับ พี่ ประสาท ประเทศรัตน์ พี่สุนันท์ธนา แสนประเสิรฐ และ พี่วุฒิไกร ผาทอง ที่บ้านหลังเล็ก ในบริเวณบ้านวงศ์บุรี จำไม่ได้ว่าคุยเรื่องอะไรกัน แต่ส่วนตัวเสนอกับพี่พี่ว่า ผมเจอเหตุการณ์รื้อบ้านไม้ อยากขวนกันทำเรื่องการอนุรักษ์บ้านไม้ในแพร่ เพราะในเวลานั้นสังคมกำลังตื่นตัวเรื่องย่านเก่า มีการพัฒนาย่านเก่าที่เคยเป็นย่านการค้าและย่านพักอาศัยสำคัญในหลายจังหวัดให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เช่น ตลาดสามชุกจังหวัดสุพรรณบุรี ย่านการค้าอำเภอปายจังหวัดแม่ฮ่องสอน ถนนคนเดินอำเภอเขียงคานจังหวัดเลย และการเปิดตัวของ “เพลินวาน” แหล่งท่องเที่ยวที่จำลองบรรยากาศย้อนยุค พ.ศ. ๒๕๐๐ ที่คิดออกตอนนั้นคือ ช่วยกันรักษาบ้านไม้ในแพร่ที่เป็นความชอบส่วนตัวและพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว และตัวเองจะได้มีอาชีพ ทำของที่ระลึก ทำเสื้อยืด หรืออะไรก็ได้ที่จะทำให้มีรายได้ เพราะตัดสินใจว่าจะอยู่ดูแลพ่อและเครือญาติ ในช่วงนั้นก็ยังพอมีงานจากคนทีรู้จักส่งงานทางอินเทอร์เน็ตกลับไปกรุงเทพ นั่นทำให้ชีวิตง่ายขึ้น มีเวลาให้หลายอย่าง แต่กว่าจะได้เริ่มงานเกี่ยวกับอนุรักษ์สถาปัตยกรรมจริงๆ ก็เกือบหนึ่งปีและ ก่อตั้ง “ชมรมอนุรักษ์สถาปัตยกรรมท้องถิ่นเมืองแพร่ ๒๕๕๐” หลังจากได้พูดคุยกับพี่ๆ สามท่านที่ตั้งกลุ่มลูกหลานเมืองแพร่ ก็ได้รับการชักชวนไปร่วมพูดคุยกับท่านอื่นๆ อีก เช่น พี่สามชาย พนมขวัญ พี่โชคชัย พนมขวัญ และพี่ชาญชัย ศิลปอวยชัย โดยมีครูน้อย ศิริกร ไชยมา ช่วยตรวจสอบเอกสารโครงการไปเสนอพี่ชาญชัย ซึ่งเป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดในขณะนั้น แต่เนื่องจากเป็นช่วงท้ายของปีงบประมาณ พี่ชาญชัยเลยบอกให้เอาไปลองทบทวนและเพิ่มเติมเนื้องานใาแล้วค่อยเสนอใหม่อีกรอบ
ระหว่างนั้นเลยเปิดสอนศิลปะสำหรับเด็กที่ใต้ถุนบ้านพ่อในเช้าวันอาทิตย์ โชคดีมีลูกๆ ของข้าราชการจากศาลจังหวัดแพร่ที่มีบ้านพักถัดไปไม่ไกลมาเรียน และลูกของเพื่อนสมัยมัธยม(วรวิทย์ “กิจประพาส” เลขะวิพัฒน์) อีกสองคน รวมแล้วประมาณ ๕-๖ คน เก็บค่าเรียนคนละไม่มาก ๒๐๐-๓๐๐ บาทต่อคนต่อเดือน สอนไปสักพัก วรวิทย์ที่ทำงานเป็นผู้จัดการโรงเรียนเจริญศิลป์ก็ชวนให้ไปสอนศิลปะชั้นอนุบาล และช่วงนั้นได้รู้จัก อาจารย์วิทยา สุริยะ ท่านก็ชวนให้ไปสมัครเป็นครูที่วิทยาลัยอาชีวะศึกษาแพร่ หลังจากที่ตั้งใจจะเป็นสถาปนิกที่เทศบาลเมืองแพร่แต่พอเห็นหน้างานและมีน้องสาวิตรี ณ หงสา ที่เป็นสถาปนิก จบมาหมาดๆ มาสมัครสอบด้วยเลยสละสิทธิ์ และสละสิทธิ์ที่วิทยาลัยอาชีวะศึกษาด้วย เพราะดูเนื้องานน่าจะต้องทำงานเยอะมาก ทำให้ไม่มีเวลากลัับไปดูแลพ่อได้ อีกอย่างงานสอนศิลปะชั้นอนุบาลสอนแค่ครึ่งเช้าเลยขอทำงานแค่เช้าไม่เป็นครูประจำ ก่อนจะไปสอนก็ไปเรียนรู้วิธ๊คุยกับเด็ก วิธีสอน โชคดีที่ข้างบ้านมีอดีตข้าราชการจากศึกษานิเทศก์ท่านมีหนังสือเกี่ยวกับการเป็นครูสอนศิลปะสำหรับเด็กเล็ก ส่วนตัวก็ไปหาหนังสือมาอ่านเพิ่มด้วยอีกสองสามเล่ม ไปสอนวันแรกสามคาบ กินข้าวกลางวันเสร์จหมดแรงหลับไปเลย จากนั้นมาช่วงบ่ายหลังจากสอนเสร็จก็จะมาเตรียมกับข้าวเที่ยง และข้าวเย็นให้พ่อบางวันท่านอยากหาอะไรที่ชอบกินเองก็จะโทรมาบอก บางวันพี่วุฒิไกรหรือพี่สุนันท์ธนาชวนไปอำเภอลอง ไปวัด ส่วนใหญ่ไปพูดคุยเยี่ยมเยียนกัน ก็ตามไปหลับบนรถตื่นมาก็จะงงว่า อยู่ไหน พี่สุนันท์ธนาเป็นลูกของพ่อเสรี ชมภูมิ่งและเป็นหลานของพ่อทัศน์ทรง ชมภูมิ่งทั้งสองท่านเป็นนักเขียนเชิงสารคดี พ่อเสรี ได้รับรางวัลนราธิป ซึ่งเป็นรางวัลเกียรติยศที่มอบให้แก่นักเขียนและบรรณาธิการอาวุโสที่มีผลงานเป็นที่ยกย่อง จัดโดยสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ประจำปี ๒๕๕๓ ปีเดียวกับ อาจารย์คำสิงห์ ศรีนอก (ลาว คำหอม)
พี่สุนันท์ธนา เช่าบ้านหลังหนึ่งหน้าวัดหัวข่วง ตั้งใจจะทำเป็นห้องสมุดและแหล่งเรียนรู้ มีน้องผู้หญิงชื่อเน็ต คอยดูแลเรื่องต่างๆ และเป็นบรรณารักษ์ด้วย เนื่องจากพี่สุนันทฺธนา เป็นข้าราขการกระทรวงสาธารณสุขจะมาดูแลได้เฉพาะเสาร์-อาทิตย์ ไม่นานนักเน็ตที่ขับมอเตอร์ไซค์เดินทางมาทำงานจากบ้านแถวป่าแดงเกิดอุบัติเหตุถูกรถชนล้มลงอยู่ข้างทางแถวบ้านพักโรงพยาบาลแพร่ กว่าจะมีคนมาเจอเน็ตก็ไม่ไหวแล้ว ช่วงนั้นลุงนันบ้านอยู่ถัดไปและชาวบ้านใกล้เคียงจึงอาสามาช่วยดูแลบ้านหลังนี้ ที่เรียกกันว่า “บ้านหนังสือ” ให้เด็กนักเรียนโรงเรียนวัดหัวข่วงแวะมาอ่านหนังสือ มาทำการบ้าน พี่ชั้นโตกว่าช่วยสอนการบ้านน้องๆ พี่สุนันทฺธนาได้ชักชวนให้คณะทำงานจากศูนย์ภูมิภาคโบราณคดีและวิจิตรศิลป์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นหน่วยงานระหว่างประเทศในความดูแลของกระทรวงศึกษาธิการของกลุ่มประเทศในอาเซียน (CEA-Meo spafa) สำนักงานตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกับกรมศิลปากร หลังหอสมุดแห่งชาติ มาทำงานด้านประวัติศาสตร์ท้องถิ่น การฟื้นฟูมรดกวัฒนธรรม ในคณะทำงานนี้มี ดร.พรธรรม ธรรมวิมล ภูมิสถาปนิกเชี่ยวชาญจากสำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร คือผู้อยู่เบื้องหลังการออกแบบภูมิทัศน์และงานภูมิสถาปัตยกรรมในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (รัชกาลที่ ๙) และมีสถาปนิกอีกหลายท่าน (พี่เอียด ยอด เปรี้ยง เดือน น้อยเป็นพนักงานของสปาฟาที่คอยประสานงาน) เดี๋ยวนี้ก็แยกย้ายไปพัฒนางานตามบทบาท มีผู้จัดการโครงการในการลงพื้นที่แพร่ คือ ดร.พัชรวีร์ ตันประวัติ ปัจจุบันทำงานในตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายศิลปะและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ บริติช เคานซิล (ประเทศไทย) ทำงานที่บริติช เคานซิลมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๕๗ มีบทบาทสำคัญในการดูแลโครงการด้านศิลปะ วัฒนธรรม และส่งเสริมอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ รวมถึงการสนับสนุนเครือข่ายแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างไทยและสหราชอาณาจักร คณะทำงานของ CEA-Meo spafa มีบทบาทสำคัญในการเป็นพี่เลี้ยง ที่ปรึกษา จัดหาทุนและบุคลากรมาสนับสนุนกิจกรรมของกลุ่มลูกหลานเมืองแพร่ และ ชมรมอนุรักษ์สถาปัตยกรรมท้องถิ่นเมืองแพร่ เป็นอย่างมาก ตั้งแต่การชวนเด็กๆ มาทำแผนที่เดินดิน สอนทำโมเดลกระดาษบ้านไม้ สืบค้นประว้ติบ้านไม้แต่ละหลัง และการค้นพบโครงกระดูกโบราณจากถ้ำปู่ปันตาหมี ที่บ้านนาตอง อำเภอเมืองจังหวัดแพร่ และนำชิ้นส่วนกระดูกไปทดสอบเพื่อตรวจหาค่าคาร์บอน๑๔ เพื่อให้ทราบอายุของโครงกระดูกจนพบว่า มีอายุประมาณ ๔๕๐๐ ปี เป็นที่มาของกิจกรรมโบราณคดีชุมชนบ้านนาตอง และการจัดทำพิพิธภัณฑ์โบราณคดีบ้านนาตอง ซึ่งเจ้าอาวาสท่านก่อนได้ยกกุฎฺิเจ้าอาวาสให้เป็นอาคารพิพิธภัณฑ์หลังจากได้สร้างอาคารเสร็จ