สภ.เมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี - เพจ สภ.เมืองเพชรบุรี

สภ.เมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี - เพจ สภ.เมืองเพชรบุรี เพจนี้จัดทำขึ้นเพื่อประชาสัมพันธ์?

🟣สภ.เมืองเพชรบุรี💟เข้าร่วมกิจกรรม วิทยากรบรรยายให้ความรู้ ในหัวข้อ“วันงดสูบบุหรี่โลก 31 พฤษภาคม ประจำปี 2569ดังนี้1.เพื่...
02/06/2026

🟣สภ.เมืองเพชรบุรี

💟เข้าร่วมกิจกรรม วิทยากรบรรยายให้ความรู้ ในหัวข้อ“วันงดสูบบุหรี่โลก 31 พฤษภาคม ประจำปี 2569
ดังนี้
1.เพื่อปลูกฝังให้นักเรียน มีความรู้ความเข้าใจ ของตนเอง คนในครอบครัว และสังคมรอบข้าง
ภายในกิจกรรม
2.เพื่อให้นักเรียนได้ร่วมเรียนรู้เกี่ยวกับพิษภัยของบุหรี่ การป้องกันตนเองจากสิ่งเสพติด รวมถึงการสร้างค่านิยมที่ดีในการใช้ชีวิตอย่างสร้างสรรค์ ห่างไกลจากอบายมุข

📌ณ โรงเรียนเทศบาล 4 วัดไชยสุรินทร์

จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ

02/06/2026

สภ.เมืองเพชรบุรี
เรียนผู้บังคับบัญชา
วันนี้ 2 มิ.ย. 2569
เวลา 13.15 น.
พ.ต.ท.กดชา บรรเทิงจิต
สวป.(ชส)สภ.เมืองเพชรบุรี (มพ.22)
- ป้องกันเหตุ . Stop Walk and talk หัวข้อประชาสัมพันธ์ Application, Cyber เช็ค, Police Care จุด ห้างบิ๊กซี
เหตุการณ์ปกติ

30/05/2026
สภ.เมืองเพชรบุรี ภ.จว.เพชรบุรี วันนี้ ( 28 พ.ค.69)เวลาประมาณ 09.00 น. ภายใต้การอำนวยการของ👮🏻‍♂️พล.ต.ต.กิตติ สุขสมภักดิ์ผ...
28/05/2026

สภ.เมืองเพชรบุรี ภ.จว.เพชรบุรี
วันนี้ ( 28 พ.ค.69)
เวลาประมาณ 09.00 น.
ภายใต้การอำนวยการของ
👮🏻‍♂️พล.ต.ต.กิตติ สุขสมภักดิ์
ผบก.ภ.จว.เพชรบุรี
👮🏻‍♂️พ.ต.อ.ชัชชน นราวุฒิพร
รองผบก.ภ.จว.เพชรบุรี
👮🏻‍♂️พ.ต.อ.โชคชัย เนียลเซ็น
ผกก.สภ.เมืองเพชรบุรี
สั่งการให้
👮🏻‍♂️พ.ต.ท.สิทธิพร ฉ่ำมะนา
รอง ผกก.จร.สภ.เมืองเพชรบุรี
👮🏻‍♂️พ.ต.ท.ศักดิ์ระพี พูลพิพัฒน์
สว.จร.สภ.เมืองเพชรบุรี
👮🏻‍♂️ร.ต.อ.บุญมี สีสวัสดิ์
รอง สว.จร.สภ.เมืองเพชรบุรี
(เมืองเพชร 60)
พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร ชุดจิตอาสา สภ.เมืองเพชรบุรีทีมบริหาร โรงเรียนอนุบาลจังหวัด นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองเพชรบุรี เจ้าหน้าที่เทศกิจเทศบาลเมืองเพชรบุรี และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง ร่วมทำกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาจราจร ปรับปรุงเครื่องจราจรบนผิวทาง (ทางม้าลาย) เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาพัชรสุธาพิมลลักษณ์พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2569 โดยได้ดำเนินการทาสีทางม้าลาย ณ ถนนชี สระอินทร์ หน้าโรงเรียนอนุบาลจังหวัดเพชรบุรี
ขณะปฏิบัติหน้าเหตุการณ์ปกติ
จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ

สภ.เมืองเพชรบุรี จว.เพชรบุรีเรียนผู้บังคับบัญชาวันพุธที่ 27 พฤษภาคม 2569เวลา 13.00 น.พ.ต.อ.โชคชัย เนียลเซ็นผกก.สภ.เมืองเ...
27/05/2026

สภ.เมืองเพชรบุรี จว.เพชรบุรี
เรียนผู้บังคับบัญชา
วันพุธที่ 27 พฤษภาคม 2569
เวลา 13.00 น.
พ.ต.อ.โชคชัย เนียลเซ็น
ผกก.สภ.เมืองเพชรบุรี
มอบหมายให้
พ.ต.ท.สิทธิพร ฉ่ำมะนา
รอง ผกก.จร.สภ.เมืองเพชรบุรี
พ.ต.ท.สยุมภู สิทธิกุล
รอง ผกก.ป.สภ.เมืองเพชรบุรี
พ.ต.ท.โย บัวบาน
สวป.สภ.เมืองเพชรบุรี
พ.ต.ท.ศักดิ์ระพี พูลพิพัฒน์
สว.จร.สภ.เมืองเพชรบุรี
พ.ต.ท.กดชา บรรเทิงจิต
สวป.(ชส.)สภ.เมืองเพชรบุรี
พร้อมกำลังข้าราชการตำรวจสายตรวจและจราจร
ให้ความรู้เกี่ยวกับ การขับขี่รถ จยย.ให้สวมหมวก นิรภัย 100% ตามโครงการของโรงเรียน และ ว 4 โครงการ เปิดโรงเรียน โรงรถ เพื่อตักเตือน รถจยย. ที่แต่งท่อไอเสียเสียงดัง
โดยมี นางสิริรัตน์ พูลผล ผอ.วิทยาลัยอาชีวะเพชรบุรีและคณะครูให้ความร่วมมือ ณ วิทยาลัยอาชีวะเพชรบุรี
ผลการปฏิบัติ โครงการเปิดโรงรถ
-พบรถท่อดังจำนวน 4 คัน
ได้นัดหมายให้นำมาแก้ไขที่สภ.เมืองเพชรบุรี ต่อไป
จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ

-ใช้รูปโปรไฟล์ดูดี สร้างสัมพันธ์ เพิ่งรู้จัก บอกรักเร็ว-ชวนลงทุนอ้างว่าจะได้ผลตอบแทนดี-อ้างป่วย/เกิดอุบัติเหตุ ต้องใช้เง...
27/05/2026

-ใช้รูปโปรไฟล์ดูดี สร้างสัมพันธ์ เพิ่งรู้จัก บอกรักเร็ว

-ชวนลงทุนอ้างว่าจะได้ผลตอบแทนดี

-อ้างป่วย/เกิดอุบัติเหตุ ต้องใช้เงิน/ส่งของมาให้ แต่ต้องโอนค่าธรรมเนียม

-ไม่ยอมวีดีโอคอล พยายามเลี่ยงไม่ยอมให้เจอตัวจริง

-ขอทราบข้อมูลส่วนตัว/ รหัส OTP

https://www.facebook.com/share/v/18JVwrV7mW/
https://vt.tiktok.com/ZSxX5FQVy/
#เตือนภัยออนไลน์ #รู้ทันมิจฉาชีพ #ภัยไซเบอร์ #โรแมนซ์สแกม
#หลอกให้รัก

ถูกใจ 188 ครั้ง 4 ความคิดเห็น "CIB x Nation เตือนภัย "โรแมนซ์สแกม" รัก ลวง หลอก เหยื่อสูญเงิน . ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) มืออาชีพ ....

27/05/2026

-มิจฉาชีพปลอมอีเมลเป็นผู้บริหารหรือคู่ค้าธุรกิจ เปลี่ยนชื่ออีเมลโดยตัวอักษรสะกดผิดเพี้ยนเล็กน้อย
เพื่อไม่ให้เป็นที่สังเกต

-ปลอมอีเมลเป็นคู่ค้าธุรกิจ แจ้งเปลี่ยนเลขบัญชีรับเงิน

-ปลอมอีเมลเป็นผู้บริหาร สั่งให้โอนเงินเพื่อลงทุน/ชำระเงิน

-ในอีเมล มักใช้คำว่า ด่วนที่สุด/ภายในวันนี้/ห้ามบอกใคร

-ถ้ามีการให้ทำธุรกรรมเกี่ยวกับการเงิน ต้องวีดีโอคอลกับผู้สั่งการ
https://www.facebook.com/share/v/1G7SXJpp8t/
#เตือนภัยออนไลน์ #รู้ทันมิจฉาชีพ #ภัยไซเบอร์
# CEO Fraud #อีเมลปลอม

“พล.ต.อ.ธัชชัยฯ” ร่วมมือสถานทูต-ตำรวจจีน ช่วยเหลือ 4 ชาวจีน ถูกหลอกลวงไปทำงานแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในเมียนมา วันนี้ (26 พฤษภาค...
27/05/2026

“พล.ต.อ.ธัชชัยฯ” ร่วมมือสถานทูต-ตำรวจจีน ช่วยเหลือ 4 ชาวจีน ถูกหลอกลวงไปทำงานแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในเมียนมา

วันนี้ (26 พฤษภาคม 2569) เวลา 09.00 น. พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร./ผอ.ศตคม.ตร.) ประชุมและแถลงผลการช่วยเหลือชาวจีน 4 ราย ที่ถูกหลอกลวงไปทำงานแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในประเทศเมียนมา โดยมี พล.ต.ต.พงษ์สยาม มีขันทอง รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว, พล.ต.ต.ธนิต ไทยวัชรามาศ รองผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง, พล.ต.ต.ภานพ วรธนัชชากุล ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง , นายนิธี สีแพร รองผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, นางสิริเกศอนงค์ ไตรรัตนทรงพล ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียตะวันออก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมแถลง ณ ห้องประชุม ศูนย์คัดแยกและส่งต่อผู้เสียหายระดับชาติ ดอนเมือง

ทั้งนี้ ศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศตคม.ตร.) ได้รับแจ้งเหตุจากสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ว่าชาวจีนถูกกักขังในแก๊งคอลเซ็นเตอร์ซึ่งตั้งอยู่ในประเทศเมียนมานั้น พล.ต.อ.ธัชชัยฯ ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่จังหวัดตากและหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องทำการสืบสวนขยายผลนำไปสู่การช่วยเหลือชาวจีน จำนวน 4 ราย เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 โดยความสำเร็จในการช่วยเหลือครั้งนี้ เกิดจากการประสานงานอย่างใกล้ชิดระหว่างทางการไทย จีน และ เมียนมา โดยทำการกดดันอย่างหนัก จนชาวจีนทั้ง 4 ราย ถูกปล่อยตัวออกมา

จากการตรวจสอบพยานหลักฐานและเส้นทางการเดินทางพบว่า เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2569 คนจีนจำนวน 4 ราย ได้เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ผ่านช่องทางปกติ ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ภายหลังการเดินทางเข้าประเทศ คนจีนทั้ง 4 ราย ได้เดินทางไปเข้าพักยังโรงแรมในบริเวณใกล้เคียงสนามบินด้วยตนเอง ต่อมาทั้ง 4 ราย ได้เดินทางมุ่งหน้าไปยังพื้นที่จังหวัดตาก และข้ามพรมแดนไปยังประเทศเมียนมา โดยใช้ยานพาหนะที่ได้รับการจัดเตรียมจากเพื่อนชาวจีน ซึ่งเป็นบุคคลที่ชักชวนให้คนจีนทั้ง 4 ราย เข้ามาแสวงหาลู่ทางประกอบธุรกิจในประเทศไทย โดยจากการสัมภาษณ์คนจีนทั้ง 4 ราย ให้การว่า วัตถุประสงค์หลักในการเดินทางครั้งนี้คือการแสวงหาโอกาสทางธุรกิจ โดยมีจุดหมายปลายทางที่ตั้งใจไว้คือจังหวัดเชียงใหม่ โดยแต่ละคนได้เตรียมเงินสดติดตัวมาประมาณ 30,000 หยวน และ 10,000 บาท อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่พบข้อสังเกตสำคัญว่า ค่าใช้จ่ายในการเดินทางทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าพาหนะเดินทางภายในประเทศ และค่าที่พัก ล้วนได้รับการอำนวยความสะดวกและออกค่าใช้จ่ายให้โดยเพื่อนชาวจีนที่เป็นผู้ชักชวนทั้งสิ้น ทั้งนี้ คนจีนทั้ง 4 ราย เองได้มีความตระหนักและระมัดระวังตัวก่อนการเดินทาง โดยได้แจ้งกำชับกับทางครอบครัวไว้ล่วงหน้าว่า หากไม่สามารถติดต่อพวกตนได้ ให้รีบดำเนินการแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจในประเทศจีนทันที

จากการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด เส้นทางการเดินทาง และพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องในชั้นนี้ ยังไม่ปรากฏพยานหลักฐานว่าบุคคลดังกล่าวถูกลักพาตัว กักขัง หรือถูกบังคับควบคุมตัวระหว่างการเดินทางเข้าประเทศและการเดินทางภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ยังคงอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานและดำเนินกระบวนการคัดแยกตามกลไกการส่งต่อระดับชาติ (NRM) เพื่อพิสูจน์ทราบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้านว่ามีการหลอกลวง บังคับ ขู่เข็ญ หรือแสวงหาประโยชน์ในลักษณะที่เข้าข่ายความผิดฐานค้ามนุษย์หรือไม่ โดยในกระบวนการคัดแยกนั้นจะมีเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทยเข้าร่วมสังเกตุการณ์

ปัจจุบันบุคคลทั้ง 4 รายอยู่ระหว่างการเข้าสู่กระบวนการคัดแยกและคุ้มครองตามกลไกการส่งต่อระดับชาติ (National Referral Mechanism: NRM) เพื่อประเมินสถานะและจัดให้ได้รับการคุ้มครองตามสิทธิที่กฎหมายกำหนด โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการด้วยความคำนึงถึงความปลอดภัย ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และประโยชน์สูงสุดของผู้เสียหายเป็นสำคัญ

ถึงแม้ว่าประเทศไทยอาจถูกใช้เป็นทางผ่านของเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติในบางกรณีอย่างลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากมีระบบการขนส่งที่สะดวกในระดับภูมิภาค และมีพื้นที่ชายแดนทางธรรมชาติที่ติดกับประเทศเพื่อนบ้าน อย่างไรก็ตาม หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของไทยมีมาตรการยกระดับการเฝ้าระวัง ตรวจสอบ และตอบสนองต่อข้อมูลข่าวสารอย่างใกล้ชิด และพร้อมดำเนินการทุกกรณีที่ได้รับการประสานหรือร้องขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศ โดยไม่ยินยอมให้ผู้กระทำความผิดใช้ดินแดนไทยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการกระทำความผิดโดยเด็ดขาด

นอกจากนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะร่วมกับกรมการขนส่งทางบกกำลังพิจารณาดำเนินการกับแอปพลิเคชันรถรับจ้าง และรถยนต์รับจ้างที่ไม่มีใบอนุญาต เพื่อตัดช่องทางรถรับจ้างไม่ถูกต้อง ซึ่งอาจเข้าข่ายสนับสนุนการค้ามนุษย์ด้วย

พล.ต.อ.ธัชชัยฯ กล่าวว่า ประเทศไทยนั้นเป็นประเทศที่ปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยทางการไทยมีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด อย่างไรก็ตาม หากท่านต้องการเดินทางเข้ามาประเทศไทยเพื่อทำงานในประเทศไทยนั้นต้องทำการขอวีซ่าทำงาน และต้องตรวจสอบว่าเอเยนซี่รับสมัครงานในประเทศของท่านนั้นมีตัวตนอยู่จริง และเชื่อถือได้หรือไม่ หากท่านได้รับข้อเสนอให้มาทำงานในไทยและเดินทางเข้าประเทศด้วยวีซ่าท่องเที่ยว หรือ ยกเว้นการตรวจลงตรา (free visa) และมีผู้ออกค่าใช้จ่ายให้ ให้ระมัดระวังว่าอาจจะถูกหลอกลวง โดยสามารถตรวจสอบและสอบถามได้กับทางสถานทูต หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง

รอง ผบ.ตร. ยืนยันว่า ประเทศไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อความร่วมมือระหว่างประเทศในการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ การลักลอบนำพาบุคคล และอาชญากรรมข้ามชาติทุกรูปแบบ โดยเมื่อได้รับการร้องขอหรือประสานข้อมูลจากหน่วยงานต่างประเทศ เจ้าหน้าที่ไทยจะดำเนินการตรวจสอบ ให้ความช่วยเหลือ และคุ้มครองผู้ที่อาจตกเป็นผู้เสียหายโดยทันทีตามกฎหมายและมาตรฐานสากล โดยในส่วนของคดีนี้จะไม่สิ้นสุดเพียงการช่วยเหลือ แต่สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะร่วมมือกับสถานเอกอัครราชทูตจีนและตำรวจจีน ดำเนินการสืบสวนขยายผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำตัวผู้จัดหา ผู้รับส่ง ผู้ประสานงาน ผู้สนับสนุน และผู้สั่งการในเครือข่ายที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมาดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด พร้อมเดินหน้ายกระดับมาตรการป้องกันที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชนและประชาคมระหว่างประเทศว่า ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการปราบปรามการค้ามนุษย์และอาชญากรรมข้ามชาติอย่างจริงจังและต่อเนื่องมาโดยตลอด

ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์​ (ACSC) พบแก๊งแฮกเกอร์โจมตีหนัก สัปดาห์เดียวความเสียหายพุ่ง 4 เท่า พร้อมเตือนระวังกลโกงใหม่...
27/05/2026

ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์​ (ACSC) พบแก๊งแฮกเกอร์โจมตีหนัก สัปดาห์เดียวความเสียหายพุ่ง 4 เท่า พร้อมเตือนระวังกลโกงใหม่ "อีเมลปลอม CEO-คู่ค้า สั่งโอนเงิน" พบแล้ว 3 เคส
มูลค่าเสียหายรวมเกือบ 100 ล้านบาท

ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ภายใต้การอำนวยการ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์
รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร. และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. เปิดสถิติคดีและความเสียหายในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังมีการดำเนินการสืบสวนจับกุมพร้อมช่วยเหลือเหยื่อจากการถูกหลอกลวง ตั้งแต่วันที่ 17-23 พ.ค.69 มีคดีที่รับแจ้งเข้ามาผ่านทาง Thaipoliceonline จำนวน 5,583 คดี มูลค่าความเสียหาย 214,377,369 บาท ซึ่งคดีที่รับแจ้งรอบนี้ลดลงจากห้วงวันที่ 10-16 พ.ค.69 จำนวน 58 คดี และพบว่ามูลค่าความเสียหายเพิ่มขึ้น 12.5 ล้านบาท
ข้อมูลจากทีมวิเคราะห์พบว่าภาพรวมจำนวนคดีมีแนวโน้มทรงตัวในระดับที่ต่ำลง ส่วนมูลค่าความเสียหายเริ่มมีสัญญาณดีดตัวขึ้นสวนทางหลังจากมูลค่าความเสียหายทำจุดต่ำสุดในช่วงต้นเดือน และในสองสัปดาห์ล่าสุด มูลค่าความเสียหายกลับปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยขยับขึ้นมาที่ประมาณ 197 ล้านบาท และล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 214 ล้านบาท ตามลำดับ
พบว่าการหลอกลวงด้านสินค้าและบริการยังคงเป็นคดีอันดับ 1 ที่ประชาชนโดนหลอกบ่อยที่สุดกว่า 4,700 คดีต่อสัปดาห์ (คิดเป็น 84.9% ของคดีทั้งหมด) โดยมิจฉาชีพเน้นหลอกคนจำนวนมาก แต่ยอดเงินต่อครั้งไม่สูง
ขณะที่การหลอกลวงด้านการเงินและการลงทุน และการแอบอ้างเป็นบุคคลอื่น คดีสองประเภทนี้มีจำนวนรวมกันไม่ถึง 8% ในระบบ แต่มูลค่าความเสียหายสูงถึง 63%-65% ของมูลค่าความเสียหายทั้งหมด โดยสัปดาห์ล่าสุด “คดีหลอกลงทุน” พุ่งแซงขึ้นมาสร้างความเสียหายสูงที่สุดถึง 83.3 ล้านบาท ส่วนการโจมตีทางเทคนิคเชิงรุก แม้ตัวเลขจะดูน้อยแต่มีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็วในสัปดาห์ล่าสุด โดยจำนวนพุ่งขึ้นจาก 5 คดี เป็น 23 คดี และมูลค่าความเสียหายโตขึ้นเกือบ 4 เท่า (จาก 2.2 ล้านบาท พุ่งสู่ 8.4 ล้านบาท) เป็นสัญญาณเตือนว่าแก๊งแฮกเกอร์เริ่มปูพรมโจมตีหนักขึ้น
ขณะเดียวกันการวิเคราะห์ข้อมูลสถิติคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่าผู้หญิงตกเป็นเหยื่อมากกว่าผู้ชาย โดยกลุ่มอายุ 21-30 ปี เป็นกลุ่มเสี่ยงสูงสุดที่ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพอย่างต่อเนื่อง เมื่อจำแนกตามประเภทคดีพบว่า กลุ่มอายุ 21-30 ปี ครองสถิติจำนวนผู้เสียหายสูงสุดใน 3 อันดับแรก ได้แก่ อันดับ 1 คดีหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ อันดับ 2 คดีหลอกลวงโดยการแอบอ้างบุคคลอื่น และอันดับ 3 คดีหลอกลวงเสนอผลประโยชน์
ทั้งนี้ ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเคสรับแจ้งผ่านทางศูนย์ ACSC ที่ประสานงานร่วมกันกับทุกภาคส่วน ประกอบกับประสานให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่เข้าตรวจสอบพร้อมช่วยเหลือเหยื่ออย่างทันท่วงที โดยเป็นการเข้าตรวจสอบทั้งหมด 2 เคส และสามารถช่วยเหลือรวมทั้งระงับการโอนเงินของผู้เสียหายก่อนจะโอนเงินไปยังบัญชีของมิจฉาชีพได้ทั้งหมดจำนวน 15 ราย คิดเป็นจำนวนเงินกว่า 1,033,122 บาท
โดยมีผลการจับกุมที่น่าสนใจ ดังนี้
สำหรับเคสการช่วยเหลือที่น่าสนใจและมีมูลค่าความเสียหายสูง ได้แก่
เคสที่ 1 เจ้าหน้าที่ศูนย์ ACSC ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ทุ่งมหาเมฆ เข้าช่วยเหลือผู้เสียหายเป็นหญิงวัย 66 ปี หลังตรวจพบความผิดปกติโอนเงินไปยังบัญชีม้า โดยผู้เสียหายถูกมิจฉาชีพหลอกลวงให้ลงทุนซึ่งรู้จักกันผ่านทาง Facebook ก่อนจะแอดไลน์พูดคุยติดต่อกันนาน 1 เดือน เมื่อผู้เสียหายเริ่มไว้วางใจจึงชักชวนให้ลงทุนเทรดทองคำ ในช่วงแรกได้ผลตอบแทนจริงแต่ได้ไม่เต็มจำนวน แต่เมื่อยอดเงินลงทุนเริ่มสูงขึ้น ก็มีสายจากธนาคารโทรเข้ามา ประกอบกับมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินทางมาที่บ้าน จึงรู้ตัวว่าตนกำลังถูกมิจฉาชีพหลอกลวง มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 8.4 แสนบาท
เคสที่ 2 เจ้าหน้าที่ศูนย์ ACSC ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ตลิ่งชัน เข้าช่วยเหลือผู้เสียหายเป็นชายข้าราชการเกษียณวัย 69 ปี หลังตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพหลอกลงทุนเทรดหุ้น โดยคนร้ายใช้อุบายชักชวนและแนะนำขั้นตอนการลงทุน จนผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินเข้าสู่ระบบหลายครั้ง แต่เมื่อผู้เสียหายต้องการถอนเงินกลับไม่สามารถถอนเงินออกมาได้ อ้างว่าจะต้องโอนเงินค่าภาษีเข้าไปก่อน มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 7.2 แสนบาท เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้เร่งอธิบายให้ผู้เสียหายรู้ตัวว่ากำลังถูกหลอกลวง ให้หยุดโอนเงิน พร้อมแนะนำให้รวบรวมพยานหลักฐานเข้าแจ้งความดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
นอกจากนี้ทางศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ยังเปิดแผนประทุษกรรม มุกใหม่มิจฉาชีพที่เรียกว่า CEO Fraud/Business Email Compromise (BEC) โดยมิจฉาชีพจะใช้วิธีปลอมอีเมล หรือแอบอ้างเป็นผู้บริหารระดับสูงของบริษัท (CEO) รวมถึงอ้างตัวเป็นบริษัทแม่ หรือคู่ค้าทางธุรกิจ ส่งข้อความสั่งการให้พนักงานฝ่ายการเงินเร่งโอนเงินชำระค่าบริการ ค่าลงทุน หรือเปลี่ยนบัญชีรับเงิน โดยใช้คำว่า “ด่วน” เพื่อสร้างความกดดัน จนทำให้หลายองค์กรหลงเชื่อและสูญเสียเงินจำนวนมาก
ซึ่งรูปแบบที่พบบ่อย คือ การปลอมชื่อและอีเมลให้คล้ายของจริง เช่น เปลี่ยนตัวอักษรเพียงเล็กน้อย หรือใช้อีเมลที่มีชื่อผู้บริหารและโลโก้บริษัท เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ รวมถึงสั่งห้ามพนักงานแจ้งผู้อื่น อ้างว่าเป็น “เรื่องลับภายในองค์กร” สอดคล้องกับข้อมูลจากการแจ้งความที่พบว่าเฉพาะเดือนพฤษภาคม 2569 มีผู้เสียหายเข้าแจ้งความเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวเบื้องต้น พบ 3 เคส มูลค่ารวมแล้วเกือบ 93 ล้านบาท
โดยเคสแรก เกิดในพื้นที่ สน.ทองหล่อ บก.น.5 ผู้เสียหายระบุว่า เหตุเกิดตั้งแต่วันที่ 30 ธ.ค. 2568 บริษัทของตนได้รับอีเมลแจ้งเปลี่ยนบัญชีธนาคารจากบริษัทคู่ค้า จนกระทั่งวันที่ 9 ก.พ. 69 ทางตนจึงได้ส่งอีเมลยืนยันอีเมลผู้รับโอนอีกครั้ง ได้รับการยืนยันว่าถูกต้อง ทางตนจึงได้โอนเงินไปยังบริษัทดังกล่าว ในวันที่ 12 ก.พ. 68 เป็นจำนวน 3,774,582.68 บาท และวันที่ 13 ก.พ. 69 โอนเพิ่มไปอีกจำนวน 40,176,463.02 บาท หลังจากนั้นไม่นานบริษัทคู่ค้าได้มีการการทวงถามมาว่าทางตนยังไม่ชำระเงิน จึงได้ตรวจสอบอีเมลอีกครั้ง จึงทราบว่าอีเมลที่ได้รับมานั้น มีความใกล้เคียงกับอีเมลบริษัทคู่ค้ามาก จนทำให้หลงคิดว่าเป็นของจริง จึงรู้ตัวว่าถูกหลอกและรีบเข้าแจ้งความทันที สำหรับเคสนี้ รวมยอดความเสียหายทั้งหมด 43.9 ล้านบาท
เคสที่ 2 เกิดในพื้นที่ สภ.ปลวกแดง จ.ระยอง ผู้เสียหายรับมอบอำนาจกระทำแทนบริษัทระบุว่า ได้มีบุคคลแอบอ้างว่าเป็นผู้บริหารของบริษัทแม่ของบริษัทที่ตนทำงานอยู่ แจ้งให้ผู้บริหารของตน ติดต่อกับคู่ค้า เพื่อโอนเงินชำระค่าการลงทุนของกลุ่มบริษัท (Group) ทั้งนี้ ได้มีบุคคลแอบอ้างเป็นผู้บริหารจากต่างประเทศ เพื่อยืนยันข้อเท็จจริงดังกล่าวให้มีความน่าเชื่อถือ จนผู้เสียหายหลงเชื่อ ได้โอนเงินให้แก่ขบวนการมิจฉาชีพ รวม 3 รายการ ดังนี้ ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2569 โอนเงินเป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นมูลค่าเงินไทยโดยประมาณ 11,405,000 บาท ไปยังบัญชีปลายทาง โดยอ้างว่าเป็นการชำระค่าการลงทุนครั้งที่ 2 ต่อมาอ้างให้โอนเงินเพื่อการลงทุนเช่นเดียวกัน แต่ในเอกสารระบุว่าเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับการบริการ ผู้เสียหายหลงเชื่อ จึงได้โอนเพ่ิมไปเป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นมูลค่าเงินไทยประมาณ
3,739,000 บาท และครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 ผู้เสียหายได้โอนเงิน ครั้งนี้เป็นสกุลเงินบาท จำนวน 28,500,000 บาท
ไม่เพียงเท่านั้น ในวันที่ 21 พฤษภาคม 2569 ได้มีผู้ใช้บัญชีแอปพลิเคชัน Telegram ติดต่อมายังผู้เสียหายอีกครั้งหนึ่ง โดยให้ติดต่อคู่ค้าเพื่อโอนเงินเพิ่มเติม ด้วยข้อความในลักษณะเดียวกันกับครั้งก่อนๆ แต่ผู้เสียหายเห็นว่ามีพิรุธและผิดสังเกต จึงได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงไปยังบริษัทโดยตรงอีกครั้ง ได้รับคำตอบว่า บุคคลที่ผู้เสียหายติดต่อด้วยก่อนหน้านั้น ไม่ใช่ผู้บริหารตัวจริงของบริษัทแต่อย่างใด ผู้เสียหายจึงทราบว่าถูกหลอกลวง รีบแจ้งความดำเนินคดีทันที เบื้องต้นพบการโอนเงินไป 3 ครั้ง มูลค่าความเสียหายรวม 41 ล้านบาท
เคสที่ 3 พื้นที่รับผิดชอบของ กก.2 บก.สอท.1 บช.สอท. บริษัทผู้เสียหายได้รับอีเมล แจ้งเตือนให้ชำระค่าบริการ โดยในอีเมลดังกล่าวมีการแอบอ้างเป็น CEO ของบริษัทฯ ทำให้พนักงานบัญชีของบริษัทฯ เข้าใจว่ารายการค่าบริการดังกล่าวเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัทฯ และทำรายการโอนจ่ายชำระค่าบริการดังกล่าวไปที่บัญชีธนาคารต่างประเทศตามที่ระบุในใบแจ้งหนี้ที่ได้รับมาใน อีเมลดังกล่าว รวมจำนวนทั้งสิ้น 4 รายการ เป็นจำนวนเงินรวมความเสียหาย ทั้งสิ้นกว่า 8.8 ล้านบาท
ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ขอเตือนภัยให้ระวังมิจฉาชีพในลักษณะนี้ โดยสามารถป้องกันได้ ดังนี้
1. อย่ารีบโอนเพียงเพราะคำว่า “ด่วน” มิจฉาชีพมักใช้คำว่า
- “ด่วนมาก”
- “ต้องจ่ายภายในวันนี้”
- “ห้ามแจ้งคนอื่น”
- “CEO สั่งเอง”
**จำไว้ว่า ยิ่งรีบ ยิ่งต้องตรวจสอบก่อน**


2. ตรวจสอบอีเมลทุกครั้ง สังเกตให้ละเอียด
เช่น * company.com → cornpany.com
มองผ่าน ๆ อาจเหมือนกันมาก แต่แท้จริงแล้ว มีการเปลี่ยน **m → rn**

3. ห้ามตัดสินใจโอนเงินจากคำสั่งในอีเมลเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะคำสั่งที่ระบุว่า
- เปลี่ยนบัญชีรับเงิน
- ชำระเงินด่วน
- โอนเงินลงทุน
- จ่ายค่าบริการใหม่
**ต้อง โทรหรือวิดีโอคอลยืนยันกับผู้สั่งโดยตรง**

4. ตั้งกฎ “ยืนยัน 2 ชั้น”
**หากมีการโอนเงินหรือเปลี่ยนบัญชีรับเงิน ต้องมีผู้ตรวจสอบอย่างน้อย 2 คน”

5. หากคู่ค้าแจ้งเปลี่ยนเลขบัญชี
**ต้องตรวจสอบโดยการ โทรกลับเบอร์ที่บริษัทเคยติดต่อกันจริง ไม่ใช่เบอร์ที่ส่งมาใหม่ในอีเมล**

6. อบรมพนักงานสม่ำเสมอ เพราะระบบป้องกันดีแค่ไหน ก็ยังมีช่องโหว่จาก “ความเชื่อใจ”
ทั้งนี้ ขอประชาชนและภาคธุรกิจเพิ่มความระมัดระวัง เนื่องจากมิจฉาชีพมักอาศัย “ความเร่งรีบและความไว้ใจ” เป็นช่องทางในการก่อเหตุ ดังนั้น “ก่อนโอนเงินทุกครั้ง ต้องหยุด เช็ก และยืนยัน อย่าเชื่อเพียงข้อความหรืออีเมล”

“พล.ต.ท.ไตรรงค์ฯ” ลงพื้นที่สระแก้ว กำชับการปฏิบัติหน้าที่ สภ.วังสมบูรณ์ พร้อมติดตามคดีอุ้มรีดทรัพย์ 5 ชาวจีน ล่าสุดจับตำ...
27/05/2026

“พล.ต.ท.ไตรรงค์ฯ” ลงพื้นที่สระแก้ว กำชับการปฏิบัติหน้าที่ สภ.วังสมบูรณ์ พร้อมติดตามคดีอุ้มรีดทรัพย์ 5 ชาวจีน ล่าสุดจับตำรวจเพิ่มอีกราย และเตรียมดำเนินคดีข้อหามีส่วนร่วมองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ เพิ่ม 3 ราย ไทย-จีน-กัมพูชา พร้อมสั่งเร่งตรวจสอบชาวจีน 5 ราย มีส่วนร่วมด้วยหรือไม่

วันนี้ (24 พฤษภาคม 2569) เวลา 11.00 น. พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ/โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เดินทางไปตรวจสอบและกำชับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.วังสมบูรณ์ จ.สระแก้ว เน้นย้ำการปฏิบัติตามกฎ ระเบียบ คำสั่งของสำนักงานตำรวจแห่งชาติอย่างเคร่งครัด กำชับไม่ให้กระทำผิดทั้งวินัยและอาญา และกำชับให้ผู้บังคับบัญชาทุกระดับดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาโดยใกล้ชิด

พร้อมกันนี้ พล.ต.ท.ไตรรงค์ฯ ได้ประชุมติดตามความคืบหน้าคดีจับกุมตำรวจและพลเรือนอุ้มรีดทรัพย์ชาวจีน 5 คน ที่บ้านพักแห่งหนึ่งในตำบลวังใหม่ อำเภอวังสมบูรณ์ จังหวัดสระแก้ว เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม ที่ผ่านมา โดยมี พล.ต.ต ศุภณัฏฐ์ เจริญเรืองสกุล รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2, พ.ต.อ.ไกลเขต บุรีรักษ์, พ.ต.อ.ปรีชา สมสถาน และ พ.ต.อ.จตุรภัทร สิงหัษฐิต รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสระแก้ว, พ.ต.อ.วิสาขะ เพ็ชรเกษม ผู้กำกับการ สภ.วังสมบูรณ์, พ.ต.อ.เอกฤทธิ์ จีระมณีมัย ผู้กำกับการ สภ.คลองหาด, พ.ต.อ.ปัญญา เรือนดี ผู้กำกับการ สภ.บ้านแปลง, พ.ต.อ.ดำรง เอี่ยมไพโรจน์ ผู้กำกับการสืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดสระแก้ว, พ.ต.อ.พีรพล เสลารัตน์ ผู้กำกับการสืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดจันทบุรี และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมประชุม

พล.ต.ท.ไตรรงค์ฯ เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้สืบสวนสอบสวนขยายผล พบมีข้าราชการตำรวจที่มีส่วนเกี่ยวข้องอีก 1 ราย ซึ่งได้เข้ามอบตัวเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2569 รวมผู้ต้องหา 7 ราย เป็นข้าราชการตำรวจ 6 ราย และพลเรือน 1 ราย โดยข้าราชการตำรวจทั้ง 6 ราย ดำเนินคดีข้อหา “ร่วมเป็นเจ้าพนักงานเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ, ร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น หรือกระทำด้วยประการใดๆ ให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย และเป็นเจ้าหน้าที่รัฐร่วมกันกระทำให้บุคคลสูญหาย” สั่งดำเนินการทั้งทางวินัยและอาญาเด็ดขาด พร้อมขยายผลผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกราย

นอกจากนี้ จากการสืบสวนสอบสวนพบมีผู้ที่เกี่ยวข้องอีก 3 คน ซึ่งเข้าข่ายมีส่วนร่วมองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ในมูลฐานความผิดเกี่ยวกับการนำพาคนลักลอบข้ามแดนโดยผิดกฎหมาย ได้แก่ นายสีเด่น ชาวไทย, นายเรียจ ซีฮ ชาวกัมพูชา และนายอาหลง ชาวจีน ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจะแจ้งข้อกล่าวหาและติดตามตัวมาดำเนินคดี พร้อมสั่งการสืบสวนสอบสวนขยายผลชาวจีนทั้ง 5 ราย โดยให้ชุดสืบสวนร่วมกับตำรวจไซเบอร์ กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ตรวจสอบเส้นเงินอย่างละเอียด หากพบความเชื่อมโยงก็จะแจ้งข้อกล่าวหามีส่วนร่วมกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ดำเนินคดีเพิ่มเติม พร้อมขยายผลถึงผู้มีส่วนร่วมที่เกี่ยวข้องต่อไป

โอกาสนี้ พล.ต.ท.ไตรรงค์ฯ ได้มอบรางวัล "โฆษกยกนิ้ว" ให้กับ 2 ข้าราชการตำรวจ ที่นำทีมปฏิบัติหน้าที่ในการจับกุมและช่วยเหลือในคดีนี้ ได้แก่ พ.ต.ท.วิศิษฎ์พร ใจกล้า สารวัตรสืบสวน สภ.วังสมบูรณ์ และ พ.ต.ท.บุญเลิศ พลแก้ว สารวัตรตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสระแก้ว เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่

ที่อยู่

3 ถนนราชวิถี
Phetchaburi
76000

เบอร์โทรศัพท์

+6632425500

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ สภ.เมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี - เพจ สภ.เมืองเพชรบุรีผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์