22/03/2026
โฉนดไปค้ำหนี้ไว้กับเจ้าหนี้โดยไม่ได้ไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ณ สำนักงานที่ดินโฉนดไม่ได้หายจริง แล้วมาขอออกใบแทน มีความผิดนะคะแนน
⚖️ สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8094/2568
📌 เรื่อง
#เอาโฉนดไปประกันหนี้แล้วแจ้งเท็จว่าหาย เพื่อขอออกใบแทนโฉนด
📚 ประเด็นข้อกฎหมาย
• เจ้าหนี้ผู้ยึดถือโฉนดที่ดินไว้เป็นประกันการกู้ยืมเงิน เป็นผู้เสียหายในความผิดฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ และใช้หรืออ้างเอกสารราชการดังกล่าวหรือไม่
• การแจ้งความเท็จต่อพนักงานสอบสวน แล้วนำรายงานประจำวันดังกล่าวไปใช้ต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อขอออกใบแทนโฉนดที่ดิน เป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรมต่างกัน
🧾 ข้อเท็จจริง
จำเลยทั้งสองมอบโฉนดที่ดินให้แก่ ข. เพื่อยึดถือไว้เป็นประกันการกู้ยืมเงิน
แต่ต่อมาจำเลยทั้งสองกลับไปแจ้งต่อพนักงานสอบสวนว่าโฉนดที่ดินดังกล่าวหายไป อันเป็นความเท็จ พนักงานสอบสวนหลงเชื่อ จึงจดข้อความลงในรายงานประจำวันว่าโฉนดที่ดินนั้นหายไป
ต่อมาจำเลยทั้งสองนำรายงานประจำวันดังกล่าวไปแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดิน เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการขอออกใบแทนโฉนดที่ดิน โดยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จว่าโฉนดที่ดินหาย จนเจ้าพนักงานที่ดินหลงเชื่อและออกใบแทนโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยทั้งสอง
ทั้งที่ความจริง โฉนดที่ดินมิได้หายไป แต่อยู่กับ ข. ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยทั้งสอง
🔍 #คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8094/2568 วินิจฉัยว่า
การกระทำของจำเลยทั้งสองก่อให้เกิดความเสียหายแก่พนักงานสอบสวนและเจ้าพนักงานที่ดิน เพราะเป็นผู้ที่หลงเชื่อข้อความอันเป็นเท็จและดำเนินการออกเอกสารไปตามนั้น
แต่ความเสียหายดังกล่าว “มิได้เกิดแก่ ข. โดยตรง” เพราะจำเลยทั้งสองมอบโฉนดที่ดินให้แก่ ข. “เพื่อยึดถือไว้เป็นประกันการกู้ยืมเงินเท่านั้น”
อีกทั้ง “ข. ไม่มีสิทธิที่จะบังคับเอากับโฉนดที่ดินดังกล่าว หรือใบแทนของโฉนดที่ดินดังกล่าวได้ตามกฎหมาย”
และ “สิทธิของ ข. ในฐานะเจ้าหนี้ของจำเลยทั้งสองมีอยู่เท่าใดก็คงมีอยู่เท่านั้น มิได้ลดน้อยถอยลง” เพราะเหตุที่จำเลยทั้งสองนำข้อความอันเป็นเท็จไปแจ้งต่อพนักงานสอบสวนหรือต่อเจ้าพนักงานที่ดิน
ดังนั้น ข. จึง “ไม่ใช่ผู้เสียหายในความผิดฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ และใช้หรืออ้างเอกสารราชการ” ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4)
และย่อม “ไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์” ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 30
⚠️ ส่วนลักษณะการกระทำของจำเลยทั้งสองนั้น ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การแจ้งความเท็จต่อพนักงานสอบสวน แล้วนำรายงานประจำวันอันเป็นเท็จไปใช้ประกอบการขอออกใบแทนโฉนด เป็นการกระทำที่ “เกี่ยวเนื่องกันโดยมีเจตนาเดียว”
คือเพื่อให้ทางราชการออกใบแทนโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยทั้งสอง
จึงถือว่า “เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท”
📌 ผลคำพิพากษาเกี่ยวกับความผิดของจำเลย
ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดจริง แต่ไม่ใช่ความผิดหลายกรรมต่างกันอย่างที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยไว้
โดยให้แก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็น กรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท และให้ลงโทษฐาน ร่วมกันใช้เอกสารราชการอันเกิดจากการแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 267 แต่กระทงเดียว
ศาลกำหนดโทษจำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 20,000 บาท
แต่เนื่องจากจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ อันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา จึงลดโทษให้กึ่งหนึ่ง
คงเหลือ จำคุกคนละ 3 เดือน และปรับคนละ 10,000 บาท
โดย นอกจากที่แก้ ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
✅ สรุป
คดีนี้วางหลักว่า เจ้าหนี้ที่ยึดถือโฉนดที่ดินไว้เป็นประกันหนี้ ไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง ในความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเพื่อขอออกใบแทนโฉนด จึงไม่มีสิทธิเข้าร่วมเป็นโจทก์
และหากผู้กระทำแจ้งความเท็จว่าโฉนดหาย แล้วนำรายงานประจำวันนั้นไปใช้ขอออกใบแทนโฉนดต่อเจ้าพนักงานที่ดิน โดยมีเป้าหมายเดียวกัน การกระทำดังกล่าวย่อมเป็น “การกระทำที่เกี่ยวเนื่องกันโดยมีเจตนาเดียว” และเป็น “ความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท”
📖 กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
• ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 90, 267, 268
• ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4), 30
• พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4
#ฎีกาศึกษา #โฉนดที่ดิน #แจ้งความเท็จ