รวยด้วยระบบเงิน4ด้าน

รวยด้วยระบบเงิน4ด้าน ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก รวยด้วยระบบเงิน4ด้าน, หน่วยงานราชการ, Phetchabun.

"หลักการคิด 8 วิถี แห่งเศรษฐีแนวใหม่"1.ให้คนอื่นทำงานให้ แทนที่จะทำงานให้ตัวเอง2.ทำงานให้น้อยที่สุด เท่าที่จำเป็นต้องทำ ...
13/08/2015

"หลักการคิด 8 วิถี แห่งเศรษฐีแนวใหม่"
1.ให้คนอื่นทำงานให้ แทนที่จะทำงานให้ตัวเอง
2.ทำงานให้น้อยที่สุด เท่าที่จำเป็นต้องทำ
เพื่อให้ได้ผลลัพท์ตามเป้าหมาย
3.แบ่งสรรเวลาเพื่อพักผ่อนหรือผจญภัย
ให้กลายเป็นเรื่องปกติ เหมือนการเกษียณขนาดเล็ก
แทนที่จะรอจนเกษียณจริงตอนอายุมาก
แล้วค่อยพักผ่อนหรือผจญภัย
4.ใช้ชีวิตเพื่อทำทุกสิ่งที่คุณอยากทำ
และเป็นทุกอย่างที่คุณอยากเป็น
แทนที่จะรอเกษียณตอนอายุมาก แล้วค่อยซื้อทุกอย่างที่อยากได้
5.เป็นเจ้าของ แล้วให้คนอื่นช่วยดูแล
แทนที่จะเป็นเจ้านาย ที่ต้องออกคำสั่ง หรือนายตัวเอง ที่ต้องใช้แรงงานตัวเอง
6.ทำเงินให้ได้มากๆ เพื่อไว้ใช้กับเป้าหมายที่ชัดเจน
และเพื่อทำประโยชน์แก่โลก
แทนที่ทำเงินให้ได้มากๆ เพื่อเลี้ยงตัวเองหลังจากเกษียณ
7.เพื่อให้ชีวิตมีคุณภาพมากขึ้น วุ่นวายน้อยลง
แทนที่แค่จะให้มีมากกว่าเดิม
8.เพื่อให้มีอิสรภาพในการไล่ตามความฝัน
โดยไม่ต้องกลับไปทำงานไปวันๆ
แทนที่จะได้อิสรภาพจาการที่ต้องทำในสิ่งที่ไม่ชอบ
---
"เพราะบางสิ่งบางอย่าง ถ้าคุณไม่ได้ทำมันตอนนี้
ตอนที่ยังมีแรง มีกำลัง คุณอาจจะไม่ได้ทำมันอีกเลยทั้งชีวิต"

"7 นิสัยที่ต่อให้เงินเดือนสูง..ก็จนอยู่ดี"1. พอได้เงินเดือนเพิ่ม ก็หาภาระมาใส่ตัวเป็นไหมครับ พอเงินเดือนขึ้น ก็หาห้องเช่...
12/08/2015

"7 นิสัยที่ต่อให้เงินเดือนสูง..ก็จนอยู่ดี"
1. พอได้เงินเดือนเพิ่ม ก็หาภาระมาใส่ตัว
เป็นไหมครับ พอเงินเดือนขึ้น ก็หาห้องเช่าใหม่ ดีกว่าเดิม แพงขึ้นอีกนิด พอสิ้นปีโบนัสออก+ปรับเงินเดือน ก็เอาไปดาวน์รถคันที่แพงขึ้น
คนเราส่วนใหญ่จะคิดว่าเมื่อมีเงินก้อนจากโบนัส หรือเมื่อมีเงินเดือนเพิ่มขึ้น ก็รู้สึกว่าอยากจะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ก็ใช้จ่ายมากขึ้น เข้าภัตตาคารบ่อยขึ้น ซื้อของแบรนด์ดังเกรดดีขึ้น
ดังนั้น ไม่ว่าจะมีเงินเท่าไหร่..ก็หมด
2. อยู่กับปัจจุบัน แต่ไม่มองอนาคต
หลายคน..เวลาเจอปัญหาอะไร ยากๆ ก็ไม่อยากแก้ ปล่อยได้ปล่อยไป ถูไถไปวันๆ และนี่คือ “สูตรแห่งความหายนะ” เลย เพราะนิสัยนี้จะติดไปสู่เรื่องของ “การเงิน” ไปด้วย บางทีอยากได้อะไรก็ซื้อๆ หมุนๆ ใช้เงินไปก่อน ตอบสนองความต้องการในปัจจุบัน แต่ไม่ได้มองภาพใหญ่/ภาพรวม
มองไม่ออกว่าตอนนี้ “สถานะการเงิน” ของเราเป็นยังไง เรามีทรัพย์สินเท่าไหร่ หนี้สินเท่าไหร่ เงินสดเท่าไหร่ (ถ้าเป็นบริษัท..ก็คืองบดุล) ไม่รู้ว่าทุกวันนี้รายได้น้อยกว่ารายจ่ายหรือเปล่า ชักเงินเก็บออกมาอุดทุกเดือนแล้วทำไม่รู้ไม่ชี้ (ถ้าเป็นบริษัท..ก็คืองบกำไรขาดทุน)
ผมแนะนำตรงนี้เลยว่า ไม่ว่าคุณอายุเท่าไหร่ ต่อให้เพิ่งเรียนจบก็ตาม ต้องมองเห็นภาพแล้วว่า ตอนเกษียณ ตอนที่ไม่มีรายได้/ไม่ได้ทำงาน เราต้องมีรายได้เท่าไหร่ (รายได้จากการลงทุน หรือรายได้จากการที่ไม่ต้องทำงานอีกแล้ว) แล้วรายได้จะมาจากไหน ถ้าเป็นรายได้จากผลตอบแทนของการลงทุน ก็ต้องรู้ว่าเป็นการลงทุนประเภทไหน อัตราผลตอบแทนเท่าไหร่ ต้องมีเงินต้นหรือ Port ใหญ่แค่ไหน แล้วจากวันนี้ไปถึงวันนั้นจะสะสมเงินเพื่อสร้าง Port การลงทุนขนาดนั้นได้อย่างไร
3. คิดว่าวันนี้ยังไม่ต้องรีบออมเงิน
คิดว่ายังไม่สาย อีกแปปค่อยเริ่มเก็บเงินก็ได้ เราอายุยังน้อย สนุกๆ ไปก่อน เดี๋ยวอีกสักพักค่อยเริ่มมองเรื่องการออมเงินหรือการลงทุน
ผมบอกได้เลยว่าคิดผิดถนัด และสิ่งที่หลายคนไม่รู้ก็คือ การเริ่มออมเร็วกว่าคนอื่นแค่ 5 ปี ตอนปลายทางคุณจะมีเงินเก็บต่างกันลิบลับ เพราะด้วยพลังของดอกเบี้ยทบต้น
ถึงแม้จะไม่ได้เป็นการเก็บออมเพื่อการลงทุน แต่นิสัยการออมก็เป็นสิ่งที่ดี ที่ถูกต้องคือถ้าเราอยากได้อะไร เราควรวางแผนตั้งเป้าออมเงินไว้ให้ได้เท่านั้นก่อนค่อยเอาไปซื้อ แบบนี้จะไม่มีภาระ
แต่ถึงแม้จะซื้อแบบผ่อน..ก็สามารถทำให้หนี้นี้เป็นการผ่อนที่ฉลาดได้ เช่น ออมเงินก้อนไปลงทุน แล้วเอาดอกเบี้ยไปผ่อนชำระสินค้า เท่ากับได้ของฟรี และเงินต้นก็ยังอยู่
4. ไม่เคยจดบันทึกเรื่องการใช้เงิน
เราส่วนใหญ่มักจะคิดว่าเรารู้แล้ว ก็มีรายได้อยู่แหล่งเดียว (เงินเดือน) แล้วแต่ละเดือนก็มีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง เรื่องใหญ่ๆ ก็มีไม่กี่เรื่อง ผ่อนรถ ผ่อนบ้าน/ค่าห้อง ค่าน้ำ-ค่าไฟ ค่าอาหาร หลักๆ ก็แค่นี้ ไม่เห็นต้องจดบันทึกเลย หรือจะจำไปทำไม
ซึ่งนั่นคิดผิดถนัด เพราะบางทีเรื่องเล็กๆ หลายเรื่องรวมกันทำให้มีค่าใช้จ่ายที่ควรจะประหยัดได้ แต่ก็ไม่ได้ทำ (เพราะมันเล็กๆ น้อยๆ จนไม่รู้ตัว) แล้วสุดท้ายจะพบว่า “เงินไปไหนหมดเนี่ย” แต่ก็ตอบไม่ได้ แล้วจะประหยัดตรงไหนดี ก็ตอบไม่ได้เช่นกัน
ดูรูปทางขวา อย่างผมเองจะจดบันทึก ทำเป็น Excel File ไว้เลยทุกเดือน แต่ละเดือนมีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง หมดไปกับเรื่องอะไร เดือนไหนมีเรื่องพิเศษอะไรเข้ามา ทำให้ผมวิเคราะห์แยกแยะได้ว่าจะปรับปรุงวิธีการใช้เงิน/ออมเงิน/ลงทุนอย่างไร ไฟล์แบบนี้ผมมีจนถึงเดือนปัจจุบัน
5. แยกไม่ออกว่าอะไรจำเป็น อะไรแค่อยาก แถมยังไม่มีเป้าหมายทางการเงิน
บางทีมันก็สับสนปนเป บางเรื่องเป็นแค่ความอยาก แต่คิดว่ามันเป็นเรื่องจำเป็น เอ้อ..ช่วงนี้รถเสียบ่อย ‘จำเป็น’ ต้องเปลี่ยนแล้วหละ
เอ้อ..มือถือรุ่นใหม่ออกมา ‘จำเป็น’ ต้องเปลี่ยนแล้วหละ feature ใหม่ในนั้นจะทำให้เราทำงานคล่องตัวขึ้นแน่เลย (คิดไปเอง)
แล้วเป้าหมายทางการเงินล่ะ เกี่ยวอะไรกับข้อนี้ ก็เพราะบางทีคนส่วนใหญ่ไม่มีเป้าหมายทางการเงินกันไง ก็ทำให้ไม่มีอะไรฉุดรั้งความคิดเลยว่า
เอ..อันนี้เอาไว้ก่อนดีกว่า เราต้องกันเงินอีกส่วนไว้ลงทุน
เอ..อันนี้ยังไม่จำเป็น ยอมลงทุนซ่อมใหญ่ครั้งนึงแล้วใช้ไปได้อีกนานๆ ดีกว่า
เคล็ดลับของข้อนี้ก็คือ ถ้าคุณมีเป้าหมายทางการเงินที่ชัดเจน คุณจะสามารถอดเปรี้ยวไว้กินหวานได้ คุณจะยับยั้งชั่งใจเป็น หลีกเลี่ยงและรอดพ้นจากความต้องการหรือความพึงพอใจระยะสั้นไปได้ คุณจะยอมเสียสละบางอย่าง..เพราะมองเป็นเป้าที่อยู่ไกลๆ
เคล็ดลับของเคล็ดลับในการวางแผนการเงิน (และวางเป้าหมายในชีวิต) ก็คือ “เขียนมันลงบนกระดาษ” แล้วแปะไว้หน้ากระจกแต่งตัว หรือหน้าตู้เสื้อผ้า เอาเป็นว่าแปะไว้ในที่ที่คุณเห็นมันทุกวัน มันจะย้ำเตือน และตอกย้ำลงไปในจิตใต้สำนึกให้ร่างกายและสมองของคุณตอบสนองต่อเฉพาะสิ่งที่จะนำพาไปสู่เป้าหมายนี้เท่านั้น
6. มีหนี้ไม่รีบใช้
ถือว่ายังผ่อนไหว หรือผ่อนไปตามระยะเวลาที่ตั้งไว้ คุณเคยลองสังเกตใบเสร็จรับเงินค่างวดผ่อนบ้านหรือเปล่า ว่าค่าดอกเบี้ยน่ะ..มันแพงกว่าเงินต้นซะอีก (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงต้นๆ ของการผ่อน) และเกือบจะร้อยทั้งร้อย ตราบใดที่ยังมีเงินเดือนอยู่ ก็จะผ่อนชำระไปเรื่อยๆ เวลามีเงินก้อนมา เช่นโบนัส แทนที่จะเอาไปโปะ เอาไปปิด ก็เอาไปซื้อของฟุ้งเฟ้อซะแทน ปล่อยให้ดอกเบี้ยมันกัดกินอยู่นั่นแหละ ไม่สนใจ
อ่านบทความนี้จบแล้วจำเลยครับว่า มีเงินก้อนเมื่อไหร่ ให้เอาไปจ่ายหนี้ที่ดอกเบี้ยสูงสุดก่อนเสมอ ปิดให้เร็วที่สุด แม้ว่าเขาจะเปิดโอกาสให้คุณผ่อนได้นานชั่วชีวิตก็ตาม (ก็นั่นคือวิธีทำมาหากินของธนาคารหรือเจ้าหนี้เขาไง) เอ้อ..ไม่รู้อีกสิ..ว่าหนี้อันไหนอัตราดอกเบี้ยสูงสุด เพราะก็ไม่เคยสนใจอีกเหมือนกันใช่ม๊าาา
7. อัพเกรดอุปกรณ์รอบกายตลอดเวลา
ผู้หญิงบางคน..เป็นไง กระเป๋า-เสื้อผ้า-รองเท้า mix & match กันจน…จน
เสื้อใหม่มา..รองเท้าไม่มี match | รองเท้ามา..กระเป๋าไม่เข้ากัน | กระเป๋ามา..ดูกระโปรงเพิ่มอีกตัวดีกว่า | อุ๊ย..แฟชั่นใหม่ออกมาอีกแล้ว..ต้องตาม เฮ่อ..อย่างนี้จะเหลือรึ
พนักงานใน office ผม มือถือรุ่นใหม่ออกเป็นไม่ได้ ต้องขวนขวายไป “ถอย” มันมา อ้างว่าชอบเทคโนโลยี ชอบศึกษา (ฟังดูดีไหมครับ)
คุณต้องให้ความชอบของคุณมันทำเงินได้บ้าง ไม่ใช่ให้ความชอบทำให้เสียเงินอย่างเดียว
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่อันตรายมากเรื่องหนึ่งครับ เพราะทุกวันนี้การพัฒนาเทคโนโลยีทำได้เร็วมาก อุปกรณ์ไฮเทคต่างๆ ออกรุ่นใหม่กันเป็นว่าเล่น มันเป็นความตั้งใจของผู้ผลิต/ผู้ขายที่จะมาดูดเงินออกไปจากกระเป๋าพวกเรา ถ้าเราไม่ระมัดระวังละก็..กลับไปอ่านหัวข้อบทความอีกครั้งครับ..ก็จนอยู่ดี

วันนี้ครับ ผมจะพูดถึงเรื่องการตั้งเป้าหมายในชีวิตการตั้งเป้าหมายในชีวิตนั้นมีตั้งแต่ก่อนสมัยพุธกาลผมขออัญเชิญบาระมีของ อ...
09/08/2015

วันนี้ครับ ผมจะพูดถึงเรื่องการตั้งเป้าหมายในชีวิต
การตั้งเป้าหมายในชีวิตนั้นมีตั้งแต่ก่อนสมัยพุธกาล
ผมขออัญเชิญบาระมีของ องค์พระสัมมาสัมพุธเจ้า มายกตัวอย่าง
ที่ผมกล่าวเช่นนี้เพราะ พระพุธองค์ ก่อนที่จะตรัสรู้เป็น พระสัมมาสัมพุธเจ้า พระองค์ ตั้งเป้าหมายในชีวิตไว้ว่า จะพ้นจากวงเวียนชีวิตของการเป็นมนุษย์คือการ เกิด แก่ เจ็บ ตาย และเกิดเป็นมนุษย์ครั้งสุดท้าย จากนั้น พระพุธองค์ ตัดสินใจที่จะลงมือทำเพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายในชีวิต พระพุธองค์ ลงมือปฏิบัติโดยที่ไม่รู้ว่าจะสำเร็จหรือไม่วิธีที่ปฏิบัติถูกต้องหรือไม่ พระพุธองค์ ปฏิบัติ ล้มเหลว ปฏิบัติ และล้มเหลวอีกครั้ง แต่พระพุธองค์ไม่เลิกที่จะปฏิบัติจนสุดท้าย พระพุธองค์ บรรลุหลักธรรม และครัสรู้เป็นองค์สัมมาสัมพุธเจ้าตราบจนทุกวันนี้
++++การตั้งเป้าหมายทุกคนตั้งได้อยู่ที่ว่าจะกล้าที่จะลงมือกระทำให้เป้าหมายของตนเองนั้นสำเร็จหรือไม่++++
ข้าแต่ พระพุธองค์สัมมาสัมพุธเจ้า
ถ้าการกระทำของข้าพเจ้าในวันนี้เป็นกุศลขอให้ผลบุญผลกุศลในครั้งนี้หนุนนำข้าพเจ้าให้เจริญยิ่งๆขึ้นไป
แต่ถ้าเป็นกรรม พระพุธองค์จงอโหสิกรรมให้ข้าพเจ้าด้วยเทิญญ

“30 บทเรียนแห่งความมั่งคั่ง”1. ถ้าคุณอยากมีชีวิตที่ดีกว่าเดิม คุณก็ต้องเต็มใจที่จะปล่อยวางวิธีคิดและการใช้ชีวิตแบบเดิมๆ ...
08/08/2015

“30 บทเรียนแห่งความมั่งคั่ง”

1. ถ้าคุณอยากมีชีวิตที่ดีกว่าเดิม คุณก็ต้องเต็มใจที่จะปล่อยวางวิธีคิดและการใช้ชีวิตแบบเดิมๆ แล้วนำวิธีคิดแบบใหม่เข้ามาสู่ชีวิต แล้วคุณจะประจักษ์ถึงผลที่ตามมาในที่สุด
2. โลกภายนอกของคุณเป็นเพียงเสียงสะท้อนของโลกภายในเท่านั้น ถ้าสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นนอกตัวคุณไม่ได้เป็นได้ด้วยดี นั่นเป็นเพราะสิ่งต่างๆภายในตัวคุณก็ไม่ได้เป็นไปด้วยดีเช่นเดียวกัน
3. ความคิดนำไปสู่ความรู้สึก ความรู้สึกนำไปสู่การกระทำ การกระทำนำไปสู่ผลลัพธ์
4. เงินเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับทุกเรื่องที่ต้องใช้เงิน ในขณะเดียวกัน มันก็ไม่มีความสำคัญแม่แต่นิดเดียวสำหรับทุกเรื่องที่ไม่ต้องใช้เงิน
5. เมื่อคุณบ่น คุณกำลังกลายร่างเป็น “แม่เหล็กดึงดูดความเลวร้าย” ที่มีชีวิต!
6. จำไว้ว่าคุณเป็นผู้ลิขิตชะตาชีวิตทางการเงินของตัวคุณเอง ว่าจะมั่งคั่ง ถังแตก หรือมีฐานะในระดับใดก็ตาม
7. เหตุผลอันดับแรกที่คนส่วนใหญ่ไม่ได้สิ่งที่ต้องการ ก็เพราะพวกเขาไม่รู้ว่าตนเองต้องการอะไร
8. ถ้าคุณไม่มุ่งมั่นกับการสร้างฐานะอย่างเต็มตัวและสุดหัวใจ คุณก็จะไม่มีโอกาสร่ำรวย
9. การคิดเล็กและทำแต่เรื่องเล็กจะนำไปสู่การสิ้นเนื้อประดาตัวและความไม่พอใจในตนเอง ส่วนการคิดใหญ่และทำการใหญ่จะนำไปสู่การมีพร้อมทั้งเงินและความหมายในชีวิต คุณเลือกเอาได้ตามใจ!
10. ไม่มีทางที่โชค หรือสิ่งอื่นใดที่มีค่า จะมาถึงตัวคุณได้เลยถ้าคุณไม่ลงมือทำการใดๆ (เพื่อเตรียมตัวรับโชคหรือสิ่งนั้นๆ)
11. คนรวยให้ความสนใจกับสิ่งที่พวกเขาต้องการ ส่วนคนจนให้ความสนใจกับสิ่งที่พวกเขาไม่ต้องการ
12. คนรวยมองเห็นโอกาส กระโจนใส่มัน และร่ำรวยยิ่งขึ้น แล้วคนจนล่ะ มัวทำอะไรอยู่? พวกเขาก็ยัง“เตรียมตัว”อยู่นะสิ!
13. คนรวยมักเป็นผู้นำ และผู้นำที่ยิ่งใหญ่ล้วนแต่เป็นนักโปรโมทที่ยอดเยี่ยม การเป็นผู้นำย่อมมีผู้ตามและผู้สนับสนุน นั่นหมายความว่าคุณต้องช่ำชองด้านการขาย การสร้างแรงบันดาลใจ และการจูงใจให้ผู้คนเชื่อในวิสัยทัศน์ของคุณ
14. ถ้าคุณเชื่อว่าสิ่งที่คุณมีสามารถช่วยเหลือคนอื่นได้อย่างแท้จริง หน้าที่ของคุณก็คือการบอกให้คนจำนวนมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้รับรู้ และวิธีนี้ไม่เพียงแต่จะทำให้คุณช่วยเหลือคนอื่นได้เท่านั้น แต่คุณยังจะร่ำรวยอีกด้วย!
15. เคล็ดลับสู่ความสำเร็จไม่ใช่การพยายามหลีกเลี่ยง ปัดหรือหันหลังให้กับปัญหา สิ่งที่คุณต้องทำคือ การพัฒนาตนเองให้ยิ่งใหญ่เหนือกว่าทุกๆปัญหา
16. ถ้าคุณบอกว่าคุณมีค่า คุณก็มีค่า ถ้าคุณบอกว่าคุณไร้ค่า คุณก็ไร้ค่า ไม่ว่าอย่างไรคุณก็จะดำเนินชีวิตไปตามเรื่องราวที่คุณแต่งขึ้นเอง
17. คนจนแลกเวลากับเงิน กลยุทธ์นี้มีปัญหาเพราะเวลาของคุณมีอยู่อย่างจำกัด นั่นหมายความว่าคุณกำลังแหกกฎแห่งความมั่งคั่งที่สำคัญที่สุด ซึ่งระบุว่า “อย่าให้มีเพดานจำกัดรายได้ของคุณ”
18. มาตรวัดความมั่งคั่งที่แท้จริง คือ "มูลค่าทรัพย์สิน" ไม่ใช่รายได้จากการทำงาน
19. ถ้าคุณไม่ควบคุมเงินของคุณ มันก็จะควบคุมคุณ การจะควบคุมเงินของคุณ คุณต้องรู้จักบริหารเงิน
20. อิสรภาพทางการเงิน คือ ความสามารถที่จะดำเนินชีวิตในรูปแบบที่ต้องการโดยไม่ต้องทำงานหรือพึ่งพาคนอื่นในเรื่องเงิน
21. คุณจะมีอิสรภาพทางการเงินเมื่อรายได้งอกเงย (รายได้จากทรัพย์สินหรือธุรกิจที่ทำงานแทนคุณและสร้างรายได้ด้วยตัวของมันเอง) ของคุณมีจำนวนมากกว่ารายจ่าย
22. คนจนทำงานหนักและใช้เงินทั้งหมดที่ทำมาหาได้ พวกเขาจึงต้องทำงานหนักตลอดไป ส่วนคนรวยทำงานหนัก สะสมเงิน และนำไปลงทุน พวกเขาจึงไม่จำเป็นต้องทำงานหนักอีก
23. ความผิดพลาดอันยิ่งใหญ่ที่สุดของคนส่วนใหญ่ คือ การรอให้ความกลัวลดน้อยลงหรือจางหายไปก่อนจะเริ่มลงมือทำ (บางสิ่งบางอย่างไปสู่ความมั่งคั่ง) และคนเหล่านี้ก็มักลงเอยด้วยการนั่งรอตลอดไป
24. คนรวยและผู้ที่ประสบความสำเร็จก็มีความกลัว ความไม่แน่ใจ และความกังวลเช่นกัน เพียงแต่พวกเขาไม่ยอมปล่อยให้ความรู้สึกเหล่านั้นมาหยุดยั้งตนเอง
25. ความสุขไม่ได้มาจากการใช้ชีวิตอย่างสบายๆไปวัน พร้อมๆกับนึกสงสัยตลอดเวลาว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นกับชีวิตบ้าง แต่ความสุขเกิดจากการเติบโตตามอัตราการเติบโตที่ควรจะเป็นและการใช้ชีวิตด้วยศักยภาพสูงสุดของตัวเรา
26. การฝึกฝนและบริหารความคิดของคุณ เป็นทักษะที่สำคัญที่สุดที่คุณควรมีไว้ครอบครอง เพื่อให้บรรลุความสุขและความสำเร็จ
27. น้อยคนนักจะรู้ว่าวิธีที่รวดเร็วที่สุดในการสร้างและรักษาความมั่งคั่งเอาไว้ก็คือ การพัฒนาตัวคุณเอง เพื่อให้คุณเติบโตเป็นคนที่ “ประสบความสำเร็จ”
28. คนจนและชนชั้นกลางส่วนใหญ่เชื่อว่า “ถ้าฉันมีมากๆ ฉันก็จะสามารถทำในสิ่งที่ฉันต้องการและเป็นคนที่ประสบความสำเร็จได้” ส่วนคนรวยเข้าใจว่า “ถ้าฉันกลายเป็นคนที่ประสบความสำเร็จ ฉันจะสามารถทำในสิ่งที่ฉันจำเป็นต้องทำเพื่อให้มีสิ่งที่ฉันต้องการ รวมไปถึงจำนวนเงินมากๆด้วย”
29. คนรวยคือผู้เชี่ยวชาญในงานที่ตัวเองทำ ชนชั้นกลางคือพวกที่ทำงานของตัวเองได้ดีในระดับปานกลาง และคนจนคือพวกที่ทำงานของตัวเองไม่ได้เรื่องเลย
30. การจะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้อย่างถาวรนั้น มันต้องเกิดขึ้นในระดับที่ลึกซึ้ง....เครือข่ายในสมองคุณต้องถูกสร้างขึ้นใหม่ นั่นหมายความว่าคุณต้องนำมันไปปฏิบัติจริง อย่าเพียงแต่อ่าน อย่าเพียงแต่พูดถึงมัน...และอย่าเอาแต่คิด "จงลงมือทำจริงๆ"
จากหนังสือ "ถอดรหัสลับสมองเงินล้าน" โดย T.Harv Eker

ผ่านมาครึ่งทาง วัยกลางคนแล้ว ยอมรับว่ามีหลายอย่างที่เปลี่ยนไปจากตอนเป็นวัยรุ่นเยอะเหมือนกันบางอย่างถึงเพิ่งจะเห็น และเข้...
07/08/2015

ผ่านมาครึ่งทาง วัยกลางคนแล้ว ยอมรับว่ามีหลายอย่างที่เปลี่ยนไปจากตอนเป็นวัยรุ่นเยอะเหมือนกัน
บางอย่างถึงเพิ่งจะเห็น และเข้าใจ เอาข้อคิดชีวิตดีๆมาแบ่งปัน แลกเปลี่ยน
ไม่รู้เหมือนกัน ว่าพอใกล้ถึงปลายทางของชีวิต มันจะเปลี่ยนไปอีกไหม ^ ^

ชีวิต

1. ชีวิตคุณยาวนานแค่ไหน
ยาวนานแค่ลมหายใจ เข้าและออก
มีอาจารย์คนนึงเคยถาม พวกเราขำกันกลิ้ง แต่พอผ่านไปๆ เชื่อมั้ยว่าคนใกล้ตัวเราที่ดูไม่น่าจะไป ก็ตายกันไปเยอะ
พอคิดอย่างนี้ เลยทำทุกอย่างให้เต็มที่ และดีที่สุดเสมอ อยากทำอะไร ไม่หนักหัวใคร ไม่เดือดร้อนใครก็ทำเลยจ้า
ผลคือ เราไม่เคยผิดหวังกับชีวิต เพราะได้เต็มที่ในทุกวัน ไม่เคยต้องเสียใจ ว่าทำไมวันนั้นไม่ได้ทำ
เราไม่โกรธใครข้ามคืน เพราะพรุ่งนี้อาจไม่มีโอกาสได้ขอโทษ
เคยเห็นพ่อลูกที่โกรธกันนานหลายปี สุดท้ายจากกันด้วยความเจ็บปวด เศร้าแทน

2. เรียนอะไร ทำงานอะไรดี
เรียนอย่างที่อยากเรียน และทำอย่างที่อยากทำ
เราเคยคิดว่าจะเรียนภาษาอะไรดี ได้คุยกับอาจารย์ที่ปรึกษา คำตอบอาจารย์อาจจะแค่สั้นๆ ว่าทำในสิ่งที่อยากทำ แต่เชื่อไหมว่าพลิกชีวิตเรา
เราถามอาจารย์ว่า เรียนเกาหลี (ตอนนั้นยังไม่มีใครเรียน) หรือญี่ปุ่น อาจารย์ตอบได้น่าคิดว่า เรียนอะไรก็ได้ที่อยากเรียน แต่ทำให้ดี ถ้าเรียนญี่ปุ่น งานเยอะ เงินดี แต่มีตัวเลือกมาก เราอยากได้งานดีๆ ก็ต้องเป็นตัวเลือกที่ดี เรียนเกาหลี งานน้อย แต่คนเรียนก็น้อย เราเป็นตัวเลือกที่ดีก็ได้งานอยู่ดี
ทำให้ดี แล้วเงินจะมาเอง สรุปไม่ได้เรียนทั้งเกาหลี และญี่ปุ่น ลองเรียนแล้วไม่ถูกจริต อย่ามัวแต่คิดอยาก คิดแล้วต้องลอง
บางอย่างมองข้างนอก ฟังคนนู้นเป็นอย่างนี้ ฟังคนนี้เป็นอย่างนั้น
แต่ละคนมีปัจจัยและพื้นฐานไม่เหมือนกัน เราเลยเรียนแต่ภาษาจีนและอังกฤษ
ตอนทำงาน ช่วงแรกย้ายงานบ่อยมากๆๆๆ 3 ปี 5 งาน ทำงานแปลแล้วมันไม่ใช่ ไม่ชอบแปลให้คนอื่น อยากเสนอความเห็นตัวเอง
เปลี่ยน ไปเรียนโทสายอื่นแล้วเปลี่ยนงาน เราว่างานทุกงานมีค่าในตัวเอง และถ้าเราทำได้ดี รู้จริง เจ๋งจริง ใครๆก็อยากใช้บริการ
แต่สิ่งสำคัญคือ เราต้องรู้จักตัวเอง
แล้วไม่รู้ ทำไงดี ลองทำไปเลย เดี๋ยวรู้เอง เราลองทำงานหลายสิ่งมากทั้งงานประจำ งานพิเศษ
ครูสอนหนังสือเด็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่ ล่ามประจำตัว แปลหนังสือ เลขา admin งานการตลาด งานบริหารเงิน งานพัฒนาผลิตภัณฑ์ งานโปรเจ็ค งานบุคคล งานเซลล์ งานกลยุทธ์ ทำให้พอรู้ว่าอ๋อ งานแบบนี้ใช้ทักษะนี้ เราทำได้ ชอบ หรือ ทำได้ แต่ไม่ชอบ
คนจ่ายเงินเดือน ไม่มีคำว่าแพงเกินไป ถ้าเราทำได้เกินค่าตัว
ตอนนี้เรามีทดลองขายของออนไลน์ อยากเป็นเจ้านายตัวเองบ้าง แต่ยากเหมือนกันกว่าจะได้เงินแต่ละบาท
จุดนี้รู้แค่เป็นมนุษย์เงินเดือนที่พอไปได้ เป็นเจ้านายตัวเอง ยังคงต้องเสาะแสวงหาต่อไป ^ ^

3. โกรธคนอื่น ทำยังไงดี
สำหรับเรา วิธีที่ดีที่สุด คือ แผ่เมตตา
เคยทะเลาะกับป้าบ้าอำนาจในออฟฟิต โกรธสุดๆ เป็นอยู่เป็นปีๆ วันนึงเรามาคิดว่า จริงๆนางน่าสงสาร ไม่มีเพื่อนที่รักและสะท้อนพฤติกรรมอันน่ารังเกียจของหล่อน จมจ่อมอยู่กับการใช้อำนาจกับเด็กๆ หลังจากนั้นเราไม่ทะเลาะกับชี โกรธละเปลี่ยนมาแผ่เมตตา ไม่น่าเชื่อ ชีเปลี่ยนไป ดีกับเราแหะ มาคิดตอนนี้ ชีคงเบื่อกับการทะเลาะกับเหล่าเด็กๆเหมือนกัน ^ ^

4. ดวงไม่ดี ไม่มีโอกาส ทำไงดี
เราเชื่อนะว่าเก่งไม่สู้เฮง แต่เชื่อเถอะ คนที่เฮงไม่ใช่ว่าเค้านอนนิ่งๆ แล้วสิ่งดีๆมันลอยมาเอง
เคยอ่านเจอ "หากคุณเอื้อมมือไขว่คว้าในดวงดาว สุดท้ายแม้ไม่ได้มา แต่คุณจะไม่จบด้วยมือที่เปื้อนโคลน"
จำไม่ได้เป๊ะๆ เรามีซื้อที่ดิน แล้วราคาขึ้นหลายเท่า เราบอกแฟนว่าโชคดีจัง แฟนเราบอกเธอคิดว่าเป็นโชครึ
ถ้าเราไม่ดิ้นรนซื้อที่ เราจะมีโอกาสมีโชคไหม
เพื่อนเราได้เป็นผจก.ตั้งแต่อายุ 20 กว่าๆ เพราะหัวหน้าลาออกกันไปหมด เหลือเพื่อนเรานี่หละ
แต่ถ้าเพื่อนเราไม่โชว์ว่ามีดี บริษัทหาคนอื่นมาดีกว่าโปรโมตเพื่อนเรา ตอนนี้ที่เราได้เป็นหัวหน้า
เราจะบอกน้องๆเสมอว่าให้ทำให้ดี เวลาคนอื่นมีโอกาสดีๆ เค้าจะคิดถึงเรา

5.รู้ได้ไงว่าเราตัดสินใจถูก
ชีวิตนี้ไม่มีอะไรที่บอกได้แม่นยำขนาดนั้น แค่คิดให้ดีถึงผลดี ผลเสีย
แล้วเดินหน้าต่อไป ไม่ถอยหลัง ไม่โทษตัวเอง และไม่เสียใจซ้ำซาก
จุดเวลาที่เปลี่ยน เงื่อนไขที่เปลี่ยนทำให้ไม่มีคำว่าถูกต้องที่สุด
และเราไม่ต้องตัดสินใจเหมือนคนอื่น
มีหลายสิ่งที่มีแต่เราเท่านั้นที่รู้ เชิดหน้าสู้ ยอมรับการตัดสินใจตัวเองนะคะ

ครอบครัว
1. รู้ได้ไงคนนี้ใช่
สำหรับเราง่ายมาก ตื่นมาแล้วอยากเจอคนนี้ทุกวันอย่างไม่ลังเล

2. ช่วยหาแฟนดีๆแบบนี้ให้คนนึงได้ไหม
ไม่ได้อวยสามี แต่โดยรวมถือว่าเป็นผู้ชายที่ดีมากๆคนหนึ่ง ไม่เพอร์เฟคหรอก แต่ข้อเสียเราโอเค
เราเคยคิดว่าเราโชคดีที่เจอแต่คนดีๆ แต่จริงๆพอมาคิดๆดู เราก็เจอคนไม่ดีนะ แต่เราพาตัวเองออกมา
(เพื่อนผู้ชายคนนึงเก่งมาก ได้ทุน ได้ประกาศนียบัตรหลายเล่ม แต่อารมณ์รุนแรง ใช้สารเสพติด
คุยๆกันพักนึง ตอนนี้ฆ่าตัวตายไปแล้ว เรามาคิดๆตอนนี้ เราว่าสงสัยเค้าจะเป็นโรคจิตอ่อนๆ)
ผู้ชายที่ดีในความคิดเราคือ มีพื้นฐานจิตใจดี ดูง่ายๆจากการที่เค้าดูแลพ่อแม่ครอบครัวเค้า >> สกรีนพ่อแม่สามีได้อีกขั้น
และมีศักยภาพ รู้จักทำมาหากิน เดินด้วยตัวเองได้
ส่วนผู้ชายที่เหมาะกับเราคือ มีข้อเสียที่เรารับได้ รู้จักคิดรับผิดชอบ และรักเรา >
ไม่ต้องดีล้นฟ้า แต่ข้อเสียขอให้เรารับได้ สามีเราเจ้ากี้เจ้าการ คิดแทนมากๆ บางคนอาจจะอึดอัด แต่เราไม่แคร์เท่าไหร่
รักกันเดี๋ยวมันก็เปลี่ยน เอาที่รู้จักคิดผิดชอบชั่วดีมาด้วย ทำอะไรจะได้คิดหน้าคิดหลัง
ไม่ต้องหล่อ เพราะแก่ละเหี่ยวเหมือนกัน
ไม่ต้องรวย เพราะช่วยกันหาได้
เราอยากได้อะไร ใช้สิ่งนั้น อยากได้ใจ ก็ต้องให้ใจ ^ ^

3.รักเค้าแล้วเค้าไม่รัก หรือหมดรักกันแล้ว ทำไง
เคยอ่านเจอ ชอบนะว่า "ความรักเหมือนพระอาทิตย์ที่ส่องแสงอบอุ่น ไม่ใช่แผดเผา“
ถ้ารักกันแล้วมันแย่ ถอยดีกว่า หันกลับมารักตัวเอง
รักแฟนรักสามียังไงก็ต้องไม่ลืมพ่อแม่
สามีคือคนที่ใกล้ชิดที่สุด แต่หย่ากันเลิกกันแล้วคือคนที่ห่างไกลที่สุด
แต่สายสัมพันธ์พ่อแม่เหมือนสายน้ำ ที่ไม่มีวันเหือดหาย
แต่ก่อนเราไม่เคยเข้าใจเลยนะ จนมีลูก ตอนนี้รักพ่อแม่มากขึ้นเยอะมาก
กว่าเด็กคนนึงจะเติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ พ่อแม่ต้องทุ่มเท เสียสละแรงกายแรงใจไปไม่น้อย ^ ^

4.รักษาความรักไว้ยังไง

5.เลี้ยงลูกยังไงให้ได้ดี

2 ข้อหลังนี้เรากำลังลองถูกลองผิด ^ ^ ชีวิตหลังแต่งงาน 6ปี มีลูกไม่ง่ายอย่างที่คิด
80%ยังคงมีความสุข แต่ก็ยังต้องทำให้ดีต่อไป ขอให้ทุกคนที่เข้ามาอ่านโชคดี มีความสุขจ้า

"7 มุมมองชีวิตของคนประสบความสำเร็จในชีวิต"1. do what you love เลือกงานที่ทำแล้วมีความสุข รู้สึกตื่นเต้นที่จะได้ลุกขึ้นไป...
07/08/2015

"7 มุมมองชีวิตของคนประสบความสำเร็จในชีวิต"
1. do what you love เลือกงานที่ทำแล้วมีความสุข รู้สึกตื่นเต้นที่จะได้ลุกขึ้นไปสร้างสรรค์อะไรบางอย่าง
2. พัฒนาตนเองสม่ำเสมอ เพื่อเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ชีวิตเสมอ — ถ้าโลกไม่คิดจะหยุดหมุน ชีวิตก็อย่าหยุดเรียนรู้
3. มีเป้าหมายชีวิต มีสติรู้ตัวเสมอว่ากำลังทำอะไรและจะทำไปเพื่ออะไร
4. เรียนรู้ที่จะแบ่งปัน เลือกใช้เวลาทุกวินาทีให้มีค่าในการสร้างประโยชน์แก่ผู้อื่น
5. ไม่มีคำว่าโชคร้าย ทั้งหมดเป็นเพียงผลลัพธ์ที่ต่ำกว่าความคาดหวัง เพราะทุกผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นล้วนมาจากการตัดสินใจของเราเอง เรามีสิทธิเลือก และเรากำหนดโชคดีให้เกิดขึ้นได้
6. ฟังให้มากแล้วตั้งคำถามให้เยอะ เรียนรู้จากผู้มีประสบการณ์ ทุกความสำเร็จทิ้งร่องรอยไว้เสมอ
7. don't live on wishes — thrive on goals. เชื้อไฟของความอยากมีไม่มากพอที่จะผลักดันใครให้สูงขึ้น สิ่งที่จับต้องได้อย่างเป้าหมายและการวางแผนทรงพลังกว่ามาก ตั้งเป้าหมายแล้วหาทางทำมันให้สำเร็จซะ

"10 ความรู้ทางการเงินที่ทำให้เปลี่ยนชีวิต"1."วิธีปลดหนี้ที่ดีที่สุดคือการสร้างทรัพย์สิน"การสร้างทรัพย์สินจะทำให้เกิดกระแ...
05/08/2015

"10 ความรู้ทางการเงินที่ทำให้เปลี่ยนชีวิต"

1."วิธีปลดหนี้ที่ดีที่สุดคือการสร้างทรัพย์สิน"
การสร้างทรัพย์สินจะทำให้เกิดกระแสเงินสด พอมีกระแสเงินสดเราก็สามารถนำไปผ่อนชำระหนี้ เมื่อหนี้หมดเราก็เอามากลบรายจ่าย พอกระแสเงินสดมากกว่ารายจ่าย มันก็จะกลายเป็นรายได้ (Passive income) นั่นเอง

2."กระแสเงินสดคือสิ่งสำคัญในธุรกิจ"
ชีวิตมันต้องมีกำไร ทำยังไงก็ได้ให้รายรับมากกว่ารายจ่าย (มีเงินเหลือ) ดังนั้นไม่ว่าจะลงทุนทำธุรกิจ หรือบริหารการเงินส่วนบุคคลก็ตามแต่ ต้องมีเงินเหลือ แล้วนำเงินเหลือไปใช้ลงทุนหาผลตอบแทนต่อไป

3."ไม่มี High Risk High Return"
ไม่มีหรอกที่ว่าลงทุนในสินทรัพย์ที่เสี่ยงมากแล้วจะได้ผลตอบแทนมาก บนโลกนี้มีแต่ High Understanding High Return ผลตอบแทนที่เราจะได้รับมันขึ้นกับความสามารถของคุณเอง จงทำงานหนักแล้วผลตอบแทนจะกลับมาเอง

4."การลงทุนคือแผนการ"
ไม่ว่าคุณจะทำธุรกิจ เล่นหุ้น หรือลงทุนอสังหา ทุกอย่างต้องมีแผนการ จังหวะไหนควรเข้าซื้อ จังหวะไหนควรขาย จังหวะไหนควรออกมารอดู เราต้องมีแผนเสมอ คนที่ลงทุนแล้วมีปัญหาคือคนที่ไม่วางแผน

5."เงินจะวิ่งตามคุณค่า"
เคยมั้ย? เรียกร้องเงินเดือนสูงๆ จากที่ทำงาน แต่ไม่เคยถามตัวเองเลยว่ามีความสามารถแค่ไหน อยากได้เงินเยอะๆ แต่ไม่เคยลงมือทำ หรือพัฒนาตัวเองเลย เปลี่ยนใหม่

ลองเริ่มจากงานประจำนี่ละ พัฒนาตัวเอง ทำงานให้หนัก ฝึกฝนตัวเองให้เชี่ยวชาญ สุดท้ายเงินมันจะวิ่งตามคุณค่าของสิ่งที่คุณมีเอง

6."ทรัพยากรทั้งโลกเป็นของเรา"
เราจะคิดจะทำอะไรก็ได้ อย่าปิดกั้นตัวเองด้วยข้อจำกัดที่เราคิดขึ้นเอง

คนที่ประสบความสำเร็จมักเอาไอเดียมาก่อน แต่คนธรรมดามักเอาเงินเป็นตัวตั้ง เอามาขวางการเริ่มต้นต่างๆ ลืมเรื่องเงินไปซะ หากคุณตั้งใจ มุ่งมั่นอยากทำจริงๆ ยังไงมันก็ต้องหาทางได้
และวิธีคุมความเสี่ยงที่ดีให้ถามกับตัวเองว่า หากทำแล้วเจ๊งเนี่ย เจ็บสุดหน่ะแค่ไหน แล้วเรารับได้ไหม ถ้ารับได้ ก็ลุยเลยครับ

7."กติกาพิเศษเป็นของคนพิเศษเท่านั้น"
โลกใบนี้เป็นโลกของผลประโยชน์ทั้งนั้น ถ้าเรายื่นสิ่งที่คนอื่นต้องการ เราก็จะได้สิ่งที่เราต้องการเช่นกัน เพราะฉะนั้นต้องถาม ต้องร้องขอ ต้องอ้าปากพูดในสิ่งที่คุณอยากได้

8."ยิ่งให้ยิ่งมั่งคั่ง"
อย่าคิดทำอะไรคนเดียว มันเหนื่อยและหนักเกินไป เราควรหาหุ้นส่วน หา partner แล้วแบ่งผลประโยชน์กัน เพื่ออะไร เพื่อที่เราจะได้เอาเวลาไปทำอย่างอื่นได้อีก 1 ชั่วโมงของเราจะมากกว่า 1 ชั่วโมงของคนอื่น หากเรามีคนช่วย

9."นิยามของอิสรภาพทางการเงิน"
นิยามของอิสรภาพทางการเงิน คือ สิทธิในการเลือกใช้ชีวิตโดยไม่มีเงินมาเป็นพันธนาการ อยู่ในที่ๆ เราเป็นคนเลือก เข้าใจตัวเอง และใช้ชีวิตให้มีความสุข

10."ความรู้ทางการเงินที่สำคัญที่สุด คือ รู้จักและเข้าใจตัวเอง"
เราไม่ได้เกิดมาเพื่อหาเงิน แต่เราเกิดมาเพื่อมีความสุข เราไม่รู้อนาคต ไม่รู้ว่าชาติหน้าหรือวันพรุ่งนี้ อันไหนจะมาก่อนกัน เพราะฉะนั้นจงใช้ชีวิตให้มีความสุข

อย่าไปสนคำพูดคนอื่นให้มากนัก คนเราใช้ชีวิตผิดเพี้ยนเพราะมัวแต่ฟังคนอื่น ต้องใช้มือถือยี่ห้อนั้นนะ ต้องขับรถรุ่นนี้นะ ต้องอยู่บ้านแบบนี้สิ เลิกสนใจคำพูดคนอื่นซะบ้าง หัดก้าวร้าว และทำในสิ่งที่เราอยากทำ

หน่วยงานนาซ่า (NASA) ได้จัดงานแถลงข่าวใน 24 กรกฏาคม ประกาศว่าพวกเขาได้ส่งกล้องโทรทรรศน์เคปเลอร์ไปยังอวกาศเมื่อปี 2009 โด...
04/08/2015

หน่วยงานนาซ่า (NASA) ได้จัดงานแถลงข่าวใน 24 กรกฏาคม ประกาศว่าพวกเขาได้ส่งกล้องโทรทรรศน์เคปเลอร์ไปยังอวกาศเมื่อปี 2009 โดยใช้เงินทั้งสิ้นประมาณ 600 ล้านดอลลาร์ นาซ่าได้มีการค้นพบ "เขตที่สิ่งมีชีวิตอาจอาศัยอยู่ได้" (habitable zone) ซึ่งเป็นความฝันของมนุษยชาติที่ผ่านมานับพันปี นั่นก็คือ "โลกใบที่ 2"!
"เขตที่สิ่งมีชีวิตอาจอาศัยอยู่ได้" (habitable zone) มีอุณหภูมิพื้นผิวของดาวเคราะห์ใกล้เคียงกับโลกเรามาก และอาจจะมีน้ำอยู่ ซึ่งสามารถเอื้อต่อการพัฒนาของชีวิต และอาจจะมีสิ่งมีชีวิตคล้ายโลก
นาซ่าจะตั้งชื่อดาวเคราะห์นอกนี้ระบบว่า "Kepler-452b" แม้ว่าตอนนี้ยังไม่สามารถบอกองค์ประกอบหลักของดาวเคราะห์นี้ได้ แต่ "Kepler-452b" มีโอกาสกลายเป็นดาวเคราะห์คล้ายโลก ดาวเคราะห์นี้มีขนาดใหญ่กว่าโลกถึง 60% และมีมวลสารมากกว่าโลกถึง 5 เท่า ก็เหมือนกับ "ลูกพี่ลูกน้องของโลก"!ดาวเคราะห์นี้มีอายุมากกว่าดวงอาทิตย์ 1 พัน 5 ร้อยล้านปี ระยะเวลาการโคจร 385 วัน
นอกจากนี้ยังมีการชี้ให้เห็นว่า ถ้าองค์ประกอบของดาวเคราะเป็นหินคล้ายโลก รวมกับขนาดดังกล่าว การระเบิดของภูเขาไฟจะค่อนข้างบ่อยเลยทีเดียว
นี่เป็นข้อมูลเล็กน้อยของ "Kepler-452b" ก็เหมือนกับที่นาซ่ากล่าว ดาวเคราะห์จะเหมือนโลกของเรามาก และจะมีจำนวนภูเขาไฟกับหินเยอะมากเหมือนกัน
ลักษณะของกล้องโทรทรรศน์อวกาศเคปเลอร์ (Kepler telescope)
แต่เนื่องจากดาวเคราะห์ตั้งอยู่ 1,400 ปีแสง ออกไปจากโลกในกลุ่มดาวหงส์ (Cygnus) แม้ว่าจะมีสิ่งมีชีวิต แต่คงใช้เวลานานน่าดูกว่าจะไปถึง
กล้องโทรทรรศน์อวกาศเคปเลอร์ถูกส่งไปตั้งแต่ปี 2009 ได้ยืนยันดาวเคราะห์นอกระบบกว่า 1,028 ดวง!และยังมีดาวเคราะห์นอกระบบอีก 4,661 รอการยืนยันอยู่ นักดาราศาสตร์เชื่อว่าจะมีดาวเคราะห์นอกระบบอีก 22 ดวง ที่อาจจะเหมาะสำหรับการอยู่รอดได้ เหมือนกับหนังเรื่อง "Interstellar" เลย!มีดาวเคราะห์จำนวนมากที่รอการยืนยันอยู่ เราคงต้องการนักบินอวกาศมากขึ้น อีกเยอะเลย…

03/08/2015

Charlie Wright : เพราะว่าการลงทุนอย่างเป็นระบบ (Systematic Trading) ช่วยให้เราสามารถขจัดอารมณ์และวิจารณญาณส่วนตัวออกไปจากการลงทุนได้เป็นอย่างดี ความคิดสร้างสรรค์และการวิเคราะห์ตัดสินใจของคุณจะถูกนำไปใช้ในช่วงเวลาของการออกแบบและค้นคว้าระบบการลงทุนเป็นหลัก และด้วยการทดสอบและวิจัยแทนที่จะเป็นการเผชิญกับอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละวัน เมื่อคุณมีระบบการลงทุนที่อยู่ตัวแล้ว งานของคุณก็จะเหลือแค่เพียงพยายามซื้อขายให้ถูกต้องตามระบบไปเท่านั้น ความสามารถในการซื้อขายไปตามระบบนั้นจะไม่ถูกบดบังโดยอารมณ์ของคุณในแต่ละช่วงเวลาครับ
แต่ในทางกลับกัน นักลงทุนที่ใช้วิจารณญาณของตนเองเป็นหลัก (Discretionary Trader) จะทำกำไรได้ดีที่สุดเท่าที่สภาวะจิตใจและอารมณ์ของเขาจะเอื้ออำนวยในแต่ละช่วงเวลาเท่านั้น และถึงแม้ว่าพวกเขาจะมีหลักการในการลงทุนที่ชัดเจนระดับหนึ่ง แต่ถ้าในขณะนั้นเกิดข่าวสารในเชิงลบมากๆขึ้นมาในระหว่างวัน หรือพวกเขาเกิดปัญหาในชีวิตส่วนตัวอะไรขึ้นมาสักอย่าง หรือแม้กระทั่งเขาดันปารตี้และดื่มหนักจนเกินไปในวันก่อนหน้า วิจารณญาณของพวกเขาก็จะลดลงในระดับหนึ่งอย่างแน่นอน และนี่คือสิ่งที่การลงทุนอย่างเป็นระบบจะช่วยขจัดอุปสรรคต่างๆเหล่านี้ทิ้งไป การลงทุนจะช่วยขจัดตัวแปรที่ว่า “คุณรู้สึกอย่างไรบ้างในวันนี้?”

17/07/2015

Different people have different paths to go.

ความสำเร็จในทางที่ชอบชีวิตต่อสู้ของพ่อค้าคลองถม บทเรียนการต่อสู้ล้มลุกคลุกคลานเรื่องจริงที่ยิ่งกว่านิยายของ "ไพโรจน์ ร้อ...
17/07/2015

ความสำเร็จในทางที่ชอบ
ชีวิตต่อสู้ของพ่อค้าคลองถม บทเรียนการต่อสู้ล้มลุกคลุกคลานเรื่องจริงที่ยิ่งกว่านิยายของ "ไพโรจน์ ร้อยแก้ว” ที่ไต่ขึ้นมาเป็นเจ้าของโครงการ “ตลาดนัดรถไฟ” มูลค่าไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท แลนด์มาร์คใหม่ของคนกรุงเทพฯ

โรจน์เล่าความทรงจำให้ฟังว่า เกิดและเติบโตที่จ.พระนครศรีอยุธยา โดยเป็นคนที่มี "รสนิยม" ต่างจากชาวบ้านมาตั้งแต่เล็ก โดยเฉพาะตัวพ่อในการหลงใหลของเก่า เพื่อนๆจะฟังเพลงป๊อปแต่เขาฟังเพลงสากลยุค 70-80 รักและสะสมอัลบั้มนักร้องฝรั่งตั้งแต่เด็กๆ

"ผมจะแตกต่างจากคนอื่นค่อนข้างมาก ชอบฟังวิทยุจุฬาฯ คลื่นที่เปิดเพลงสากล ชอบฟังเพลงของมาโนช พุฒตาล ชอบใส่เสื้อยืดกางเกงยีนส์ ชอบรถฝรั่ง แต่เพื่อนชอบรถญี่ปุ่น ชื่นชอบจนมาขายเป็นแอนทีคในปัจจุบัน”

อายุ 15 ปีโรจน์เริ่มต้นอาชีพพ่อค้า ไปเที่ยวบ้านเพื่อนที่หาดใหญ่ จ.สงขลา ตอนปิดเทอมเพราะเป็นแหล่งของเก่าจากอเมริกา ตั้งแต่เสื้อทหาร กางเกง กระเป๋า เป้ รองเท้า หาเงินจากของพวกนี้เพื่อจ่ายค่ารถ ค่าเที่ยวฟรี หลังๆยอมตีตั๋วรถไปหาดใหญ่ เพื่อซื้อของจากหาดใหญ่มาขายที่ตลาดโต้รุ่ง จ.อยุธยา ก่อนจะค่อยขยับจากหาดใหญ่ สู่การพัฒนาเส้นทางการค้าใหม่ ที่อ.โรงเกลือ จ.สระแก้ว ด่านชายแดนไทย-กัมพูชา

ยุคนั้นเขากำเงินเทียวไปเทียวมาหิ้วกระเป๋าใบใหญ่ขึ้นรถไฟไปซื้อของกลับมาขาย ไม่น่าเชื่อเมื่ออายุ 17 ปี โรจน์ก้าวขึ้นมามีเงินซื้อรถเป็นของตัวเอง เรียกว่าขายของระหว่างเรียนมาโดยตลอด

โรจน์ยังเล่าว่า จุดเปลี่ยนที่เขาเริ่มจริงจังกับการเข้าสู่ถนนสายพ่อค้าอาชีพ เริ่มขึ้นเมื่ออายุ 21 ปี ตอนอยู่ปี 3 ในคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง โดยมีหนังสือเล่มหนึ่งที่เปลี่ยนความคิดเขาให้ตัดสินใจทิ้งชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย ไปสร้างความมั่งคั่ง

"ผมอาจจะอ่านหนังสือผิดรูปผิดทางไปบ้าง จึงออกทะเล ทำให้รู้สึกว่าไม่อยากเรียนแล้ว เพราะมีความคิดจุดประกายตัวเองว่า กว่าเพื่อนจะเรียนจบ เราคงรวยไปแล้ว งั้นเราไปก่อนเพื่อนเลยดีกว่า” โรจน์เล่าถึงความคิดห่ามในวัยเรียน

ทว่าเส้นทางชีวิตกลับไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ โรจน์เล่าต่อพร้อมกับยิ้มว่า "ลำบากจริงๆ ต้องไปขายของลุ่มๆ ดอนๆ ไปเป็นคนทำพร็อพ จัดอุปกรณ์ประกอบฉากทำหนังอยู่พักนึงก็กลับมาขายของตามเดิม"

ถนนสายนี้ไม่ง่าย เมื่อโรจน์ จะเอาดีในทางค้าขาย เขาเล่าถึงความทรงจำวันแรกที่ถูกรับน้องโหดเมื่อเดินเข้าสู่ "คลองถม" ทะเลใหญ่แห่งวงการการค้า ที่อัดแน่นด้วยความเคี่ยวเข้มข้น

เด็กหนุ่มพบเงินก้อนใหญ่ติดตัวไป 8,000 บาท นั่งรถไปซื้อของเก่ามาเต็มกระเป๋าใหญ่เหลือเงินติดตัวไม่ถึงพัน เดินหิ้วกระเป๋าไปมาเพื่อหาที่สักจุดเพื่อตั้งแผงขายริมฟุตบาท แต่พอจะวางของก็มีแต่คนไล่

“เขาบอกว่าน้องๆ ที่นี่มันเป็นที่ของพี่ !!!”

เขาลากกระเป๋าภายในบรรจุของมือสองไปจนเกือบสุดตลาดคลองถม ก่อนจะยึดทำเลได้ในที่สุด โดยเล่นมุกตอกหน้าคนอื่นบ้าง เมื่อมีคนมาบอกว่าน้องที่นี่มันที่ของพี่

โรจน์ฮึด ฮึดเปล่งเสียงแข็งกลับไปบ้าง "ผมก็เอามั่ง ไม่ใช่ๆ ที่นี่มันเป็นที่ของผม ผมขายมาหลายปี" จากวันนั้นธุรกิจที่เริ่มด้วยเงินทุน 8,000 บาท ก็ขยับมาเป็นหมื่นเป็นแสน กำไรเพิ่มขึ้นทุกสัปดาห์ ผ่านไป 2-3 ปีที่สุดเขาก็สามารถถอยรถได้

ขณะที่สินค้าขายดีขึ้นเรื่อยๆ ทุกวันเสาร์ เขาจะมีลูกค้าประจำมายืนรอชม เลือกซื้อของเก่าในกระเป๋าของโรจน์ ก่อนเขาเอารถไปจอดซะอีก

ผ่านร้อนผ่านหนาวจนทำให้เขาหันไปทำตลาดที่เข้าใจชีวิตพ่อค้าด้วยกัน

"ผมเกิดมากับมัน โตมากับมัน ผมเข้าใจรสชาติมันดี พื้นถนน พื้นตลาด ผมผ่านมาพอสมควร ทั้งตากฝน คลุกคลีอยู่กินบนท้องถนนตลาดนัด “ โรจน์บรรยายชีวิตพ่อค้าฟุตบาท

ชีวิตถึงจุดเปลี่ยนอีกครั้งในช่วงระหว่างอายุประมาณ 30 ปีต้นๆ หรือเมื่อ 7-8 ปีที่ผ่านมา เมื่อขยับไปหาตลาดย่านจตุจักร แทนคลองถม

โรจน์ทุ่มหมดหน้าตัก ขายรถไป 1 คัน รวมทุนรอนได้ 3 แสนบาทเพื่อมาใช้เซ้งร้านราคา 1 แสนบาท เขาเปิดร้านขายของในเวลานานกว่าคนอื่น ทำมากกว่าคนอื่น ก็เพื่อให้คืนทุนเร็วที่สุด

"คนอื่นเปิด 10 โมง ผมเปิด 8 โมงเช้า คู่แข่งปิด 6 โมง ผมปิด 4 ทุ่ม ผลจากทำมากได้มาก คืนทุนใน 3 เดือน หาเงินมาเซ้งร้านต่อขยายไปได้อีก 9 ห้องติดกัน ขยายเป็นอาณาจักร Rod’s Antique ร้านของเก่า ร้านอาหารและ มีบาร์"
ก่อนจะขยับมาทำตลาดนัดรถไฟ ข้างอตก. โกดังเก่า รกร้อง ที่โรจน์บอกว่า "หญ้าสูงท่วมหัว ฝุ่นยาวครึ่งเข่า ไม่มีอะไรเลยนอกจากหมากับกะเทย” โรจน์ปล่อยมุก ก่อนจะถูกเวนคืนที่ดินจากการรถไฟฯ

"ไม่ง่ายเลย ชวนเพื่อนที่เคยทำตลาดเก่งๆ ไม่ว่าใครก็ขอบาย มองเห็นความรกร้างแล้วไม่คิดว่าตลาดจะไปรอด" โรจน์เล่า พร้อมบอกว่า เขาเลยต้องลงทุนโซโล่เอง คราวนี้ถึงกับน้ำตาตกเพราะตัดใจขายรถโบราณสุดรักสุดหวงราคาล้าน เพื่อมาลงทุนตลาด

โรจน์บอกว่าเข้าไปครั้งแรกจัดการปัดกวาด ทำความสะอาด ตัดหญ้า และล้างฝุ่น ต่อน้ำต่อไฟ และค่อยนั่งร่างจัดวางล็อค แน่นอนว่ายากที่สุดก็ตอนเริ่มต้นหาคนมาเช่า 3 เดือนแรกทำโปรโมชั่น เข้ามาขายก่อนไม่เก็บค่าเช่า เลือกออกประกาศด้วยการไปซื้อโฆษณาตามหน้าเฟซบุ๊ค ตามแหล่งรถมือสอง จำนวนพ่อค้าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ด้วยตำราเดิมของเค้า

"อยากได้ต้องให้ก่อน" โปรโมชั่นก่อนเรียกพ่อค้าให้มารวมกันนตลาดจตุจักร โดยการที่ยอมให้ขายฟรี 3 เดือนแรก เอาพ่อค้ามากองรวมกันเยอะๆ เป็นแม่เหล็กดึงคนมาเดินให้มาก

"ให้ขายฟรี แถมยังแจกเบียร์ และข้าวฟรี ในวันฝนตก" ปรากฏว่าตลาดติดอย่างรวดเร็วในเวลา 6 เดือนจนในที่สุดโรจน์และก๊วนพ่อค้าจึงเกาะเกี่ยวติดตามกันมาปักหลักใหม่ ที่ตลาดนัดรถไฟ ศรีนครินทร์

วิทยายุทธเอาตัวรอดฉบับ "โรจน์"

-เชื่อในสัญชาตญาณ (Instinct)
-ชอบและทำในสิ่งที่แตกต่าง ไม่ตามใคร
-ทำสิ่งที่คุ้นเคย ไม่ไกลเกินตัว
-อยากได้เงินเยอะ ต้องทำงานเยอะ
-อยากได้ต้องให้ก่อน
-ทำตลาดต้องติดดิน เห็นหน้างาน เห็นปัญหา รู้ทางแก้

เคยไหม ที่ ณ ช่วงเวลาหนึ่ง ท่านมีแผนการจะทำอะไรก็แล้วแต่โดยมีเป้าหมายสำคัญในชีวิตว่าจะต้องไปให้ถึงจุดสูงสุด หรือจุดที่ดี...
16/07/2015

เคยไหม ที่ ณ ช่วงเวลาหนึ่ง ท่านมีแผนการจะทำอะไรก็แล้วแต่โดยมีเป้าหมายสำคัญในชีวิตว่าจะต้องไปให้ถึงจุดสูงสุด หรือจุดที่ดีที่สุดของชีวิตตามที่ท่านคิดเอาใว้
แต่พอเริ่มที่จะทำเท่านั้นล่ะ ชีวิตกลับยิ่งตกต่ำลง แย่ลงๆ และแย่ลงอีก คำถามก็เกิดขึ้นในใจคือ หรือว่าหนทางชีวิตที่เรากำลังเดินตอนนี้มัน ไม่ใช่ มันผิดทางรึป่าว ทำไมยิ่งทำยิ่งแย่ลงๆ
เท่าที่ผมเคยอ่านหนังสือมา ประวัติคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิต ร่ำรวยมหาศาล ก่อนที่เขาจะสำเร็จ ชีวิตเขามักจะบัติซบก่อนเสมอ
อาชีพเดียวที่ผมทำอยู่ตอนนี้คือการเทรด Forex ผมจึงคิดได้ว่า ชีวิตมนุษย์น่าจะไม่ต่างจากกราฟสักเท่าไหร่ เพราะทุกสิ่งในโลกนี้เกิดขึ้นมาจาก ธรรมชาติ ทุกสิ่งคือธรรมชาติ หลักการย่อมไม่ต่างกัน
หนังสะติ๊กครับ หลักการที่ผมนึกถึง ณ ช่วงเวลานึงที่ท่านตัดสินใจเปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเอง ท่านยืนอยู่ที่ ปลายง่ามหนังสะติ๊ก แต่พอท่านเริ่มลงมือทำ ทันใดนั้นชีวิตท่านก็ถูกง้างเพื่อถดถอยลงมา ชีวิตยิ่งแแย่มากเท่าไหร่ คงเหมือนกันการง้างหนังสะติ๊กที่ลึกมากเท่านั้น
และถ้าง้างจนสุดแล้วปล่อยมันล่ะ จะเป็นไง มันก็จะพุ่งไปอย่างแรงไงครับ ยิ่งง้างมากยิ่งพุ่งไกล ชีวิตยิ่งแย่ ยิ่งทำให้ใจเราแข็งแรง พร้อมกับประสบการณ์ชีวิตที่ได้รับมากขึ้น สมบูรณ์แบบครับ ท่านจะได้รับประสบการณ์ชีวิตแบบครบทุกมุุม ชีวิตคนชั้นกลาง ชีวิตคนที่ตกต่ำ ชีวิตที่ดีสมบูรณ์แบบ
สรุป กระสุนหนังสะติ๊ก หรือเปรียบก็คือชีวิตเรา จะพุ่งไปไกลได้ไง ถ้าไม่ถูกง้างก่อน จริงไหมครับ
ชีวิตผมตอนนี้ก็กำลังถูกง้างอย่างสุดๆเหมือนกัน ผมก็ยังหวังอยู่ในใจว่ามันจะง้างสุดแล้วปล่อยให้ผมได้พุ่งทะยานไปสักที
เป็นกำลังใจให้นะครับทุกท่าน

ที่อยู่

Phetchabun
67110

เวลาทำการ

จันทร์ 08:00 - 16:00
อังคาร 08:00 - 16:00
พุธ 08:00 - 16:00
พฤหัสบดี 08:00 - 16:00
ศุกร์ 08:00 - 16:00
เสาร์ 08:00 - 12:00
อาทิตย์ 08:00 - 16:00

เบอร์โทรศัพท์

+66866556152

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ รวยด้วยระบบเงิน4ด้านผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ องค์กรนั้น

ส่งข้อความของคุณถึง รวยด้วยระบบเงิน4ด้าน:

แชร์