วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ JSBS

วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ JSBS 🔵JSBS Hotline: https://lin.ee/St1l0Ip

วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ JSBS    #ฉบับเต็ม  𝗝𝗼𝘂𝗿𝗻𝗮𝗹 𝗼𝗳 𝗦𝗮𝗲𝗻𝗴𝗞𝗵𝗼𝗺𝗞𝗵𝗮𝗺 𝗕𝘂𝗱𝗱𝗵𝗶𝘀𝘁 𝗦𝘁𝘂𝗱𝗶𝗲𝘀📖 ปีที่ 11 ฉบับที่ 1 (มกราคม - เมษายน 2...
26/04/2026

วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ JSBS #ฉบับเต็ม
𝗝𝗼𝘂𝗿𝗻𝗮𝗹 𝗼𝗳 𝗦𝗮𝗲𝗻𝗴𝗞𝗵𝗼𝗺𝗞𝗵𝗮𝗺 𝗕𝘂𝗱𝗱𝗵𝗶𝘀𝘁 𝗦𝘁𝘂𝗱𝗶𝗲𝘀
📖 ปีที่ 11 ฉบับที่ 1 (มกราคม - เมษายน 2569)
📖 Vol. 11 No. 1 (January - April 2026)
📍 วารสาร TCI 1 (2568 - 2572)
©บัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตพะเยา©

อ่านเพิ่มเติมได้ที่
👉 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jsbs/issue/view/18207

📘บทความที่ 𝟭𝟯📘 #วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ      #มหาวิทยาลัยมหาจุฬาฯ วิทยาเขตพะเยา𝗝𝗼𝘂𝗿𝗻𝗮𝗹 𝗼𝗳 𝗦𝗮𝗲𝗻𝗴𝗞𝗵𝗼𝗺𝗞𝗵𝗮𝗺 𝗕𝘂𝗱𝗱𝗵𝗶𝘀𝘁 𝗦𝘁𝘂𝗱𝗶𝗲𝘀🟦 ป...
25/04/2026

📘บทความที่ 𝟭𝟯📘
#วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ #มหาวิทยาลัยมหาจุฬาฯ วิทยาเขตพะเยา
𝗝𝗼𝘂𝗿𝗻𝗮𝗹 𝗼𝗳 𝗦𝗮𝗲𝗻𝗴𝗞𝗵𝗼𝗺𝗞𝗵𝗮𝗺 𝗕𝘂𝗱𝗱𝗵𝗶𝘀𝘁 𝗦𝘁𝘂𝗱𝗶𝗲𝘀

🟦 ปีที่ 11 ฉบับที่ 1 (มกราคม - เมษายน 2569)
🟦 Vol. 11 No. 1 (January - April 2026)
📍 วารสาร TCI 1 (2568-2572)
©บัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตพะเยา©

บทความวิชาการ: การวิเคราะห์เปรียบเทียบระบบเสียงสระของภาษาอังกฤษกับภาษาไทยในเชิงสัทวิทยา: แนวทางประยุกต์เพื่อการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ

𝗔𝗰𝗮𝗱𝗲𝗺𝗶𝗰 𝗔𝗿𝘁𝗶𝗰𝗹𝗲: A Contrastive Phonological Analysis of the Vowel Systems in English and Thai: Implications for English Language Pedagogy

ผู้เขียน: อาทิตย์ ถมมา
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย
พงษ์เทพ บุญเรือง
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย
อัมราภรณ์ หนูยอด
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย

𝐀𝐮𝐭𝐡𝐨𝐫𝘀: Atit Thomma
Faculty of Humanities and Social Sciences, Loei Rajabhat University
Pongthep Boonrueng
Faculty of Humanities and Social Sciences, Loei Rajabhat University
Aummaraporn Nooyod
Faculty of Humanities and Social Sciences, Loei Rajabhat University

✍️บทคัดย่อ✍️
บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเปรียบเทียบระบบหน่วยเสียงสระในภาษาอังกฤษกับภาษาไทย อันจะเป็นประโยชน์ต่อการเรียนการสอนภาษาอังกฤษอย่างถูกต้อง ผลการศึกษาพบว่า ระบบหน่วยเสียงสระของทั้งสองภาษามีจำนวนเสียงใกล้เคียงกัน โดยภาษาอังกฤษมีหน่วยเสียงสระทั้งหมด 25 หน่วยเสียง ขณะที่ภาษาไทยมี 21 หน่วยเสียง ซึ่งในจำนวนนี้มีบางเสียงที่ออกเสียงได้ใกล้เคียงหรือเหมือนกัน โดยเฉพาะสระเดี่ยวจะมีลักษณะคล้ายคลึงกันระหว่างสองภาษา ในส่วนของสระประสมพบว่า สระประสมตัวมีความแตกต่างในการออกเสียงค่อนข้างมาก และสระประสมสามเสียงจะพบเฉพาะในภาษาอังกฤษแบบบริติชเท่านั้น ไม่ปรากฏอยู่ในระบบเสียงของภาษาไทย ทำให้ผู้เรียนคนไทยออกเสียงได้ยาก ทั้งนี้ ปัญหาสำคัญที่พบ คือ คนไทยมักประสบความยากลำบากในการออกเสียงภาษาอังกฤษ เนื่องจากอิทธิพลของภาษาแม่ โดยเฉพาะการออกเสียงตามตัวอักษร A E I O U ซึ่งมักเกิดความคลาดเคลื่อนในการออกเสียง ดังนั้น ในการสอนการออกเสียงภาษาอังกฤษให้แก่ผู้เรียนชาวไทย ผู้สอนสามารถนำการวิเคราะห์เปรียบเทียบระบบหน่วยเสียงสระของทั้งสองภาษามาใช้เพื่ออธิบายความแตกต่างตามหลักสัทศาสตร์ อันจะช่วยให้ผู้เรียนสามารถออกเสียงสระภาษาอังกฤษได้อย่างถูกต้องและชัดเจนยิ่งขึ้น องค์ความรู้ใหม่ คือ การนำการวิเคราะห์ระบบสัทวิทยาของสระภาษาอังกฤษ-ไทยเชิงแผนที่เสียง และลักษณะพลวัตของสระประสมมาใช้เป็นเครื่องมือฝึกการออกเสียงสำหรับผู้เรียนชาวไทย จะช่วยให้ผู้เรียนมีการออกเสียงสระภาษาอังกฤษที่ชัดเจนและใกล้เคียงเจ้าของภาษามากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

คำสำคัญ: #การวิเคราะห์เปรียบเทียบ; #ระบบหน่วยเสียง; #สระภาษาอังกฤษ; #สระภาษาไทย; #การสอนภาษาอังกฤษ

👇สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่👇
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jsbs/article/view/281896

♦ติดต่อลงบทความ หรือสอบถามเพิ่มเติมที่♦
📞 โทร. 065-419-681-5
📧 E-mail: [email protected]
👉 page: วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ JSBS
🟩 LINE:

📘บทความที่ 𝟭𝟮📘 #วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ      #มหาวิทยาลัยมหาจุฬาฯ วิทยาเขตพะเยา𝗝𝗼𝘂𝗿𝗻𝗮𝗹 𝗼𝗳 𝗦𝗮𝗲𝗻𝗴𝗞𝗵𝗼𝗺𝗞𝗵𝗮𝗺 𝗕𝘂𝗱𝗱𝗵𝗶𝘀𝘁 𝗦𝘁𝘂𝗱𝗶𝗲𝘀🟦 ป...
23/04/2026

📘บทความที่ 𝟭𝟮📘
#วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ #มหาวิทยาลัยมหาจุฬาฯ วิทยาเขตพะเยา
𝗝𝗼𝘂𝗿𝗻𝗮𝗹 𝗼𝗳 𝗦𝗮𝗲𝗻𝗴𝗞𝗵𝗼𝗺𝗞𝗵𝗮𝗺 𝗕𝘂𝗱𝗱𝗵𝗶𝘀𝘁 𝗦𝘁𝘂𝗱𝗶𝗲𝘀

🟦 ปีที่ 11 ฉบับที่ 1 (มกราคม - เมษายน 2569)
🟦 Vol. 11 No. 1 (January - April 2026)
📍 วารสาร TCI 1 (2568-2572)
©บัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตพะเยา©

บทความวิจัย: การศึกษาองค์ความรู้ทางพระพุทธศาสนาและภูมิปัญญาท้องถิ่นในการอนุรักษ์ การใช้ประโยชน์และการแบ่งปันผลประโยชน์จากป่าชุมชนในลุ่มน้ำอิง จังหวัดพะเยาและเชียงราย

𝗥𝗲𝘀𝗲𝗮𝗿𝗰𝗵 𝗔𝗿𝘁𝗶𝗰𝗹𝗲: The Study on the Knowledge of Buddhism and Local Wisdom in Conservation, Utilization, and Benefit Sharing from Community Forests in the Ing Basin, Phayao and Chiang Rai Provinces

ผู้เขียน: ชูชาติ สุทธะ
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตพะเยา
นภาพร หงษ์ทอง
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตพะเยา
พงษ์ประภากรณ์ สุระรินทร์
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตพะเยา
พระครูใบฎีกาเฉลิมพล อริยวํโส
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตพะเยา

𝐀𝐮𝐭𝐡𝐨𝐫𝘀: Chuchat Sutta
Mahachulalongkornrajavidyalaya University, Phayao Campus
Napaporn Hongthong
Mahachulalongkornrajavidyalaya University, Phayao Campus
Phongprabhakorn Surarin
Mahachulalongkornrajavidyalaya University, Phayao Campus
Phrakhrubaideeka Chalermpon Ariyavamํso
Mahachulalongkornrajavidyalaya University, Phayao Campus

✍️บทคัดย่อ✍️
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิดและวิธีการทางพระพุทธศาสนาและภูมิปัญญาท้องถิ่นในการอนุรักษ์ การใช้ประโยชน์และการแบ่งปันผลประโยชน์จากป่าชุมชน เพื่อศึกษารูปแบบทางพระพุทธศาสนาและภูมิปัญญาท้องถิ่น และเพื่อสังเคราะห์องค์ความรู้ทางพระพุทธศาสนาและภูมิปัญญาท้องถิ่นในการอนุรักษ์ การใช้ประโยชน์และการแบ่งปันผลประโยชน์จากป่าชุมชนในลุ่มน้ำอิง จังหวัดพะเยาและเชียงราย กลุ่มเป้าหมายในการวิจัย ได้แก่ ผู้นำชุมชน คณะกรรมการป่าชุมชน เจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐและเอกชน ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวน 30 รูป/คน พื้นที่ในการศึกษา คือ 1) บ้านบัว ตำบลบ้านตุ่น อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา 2) บ้านปี้ ตำบลเวียง อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา และ 3) บ้านบุญเรือง ตำบลบุญเรือง อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย วิเคราะห์ข้อมูลใช้หลักการวิเคราะห์เนื้อหา โดยการจำแนกข้อมูลอย่างเป็นระบบ เชื่อมโยงความสัมพันธ์และสร้างข้อสรุปจากข้อมูลที่รวบรวมไว้
ผลการวิจัยพบว่า 1. แนวคิดและวิธีการทางพระพุทธศาสนาและภูมิปัญญาท้องถิ่นในการอนุรักษ์ การใช้ประโยชน์และการแบ่งปันผลประโยชน์จากป่าชุมชนตามหลักการจัดการทรัพยากรป่าไม้เพื่อให้เกิดผลผลิตที่ยั่งยืน 3 ด้าน คือ 1) การใช้อย่างชาญฉลาด 2) การฟื้นฟูสิ่งที่เสื่อมโทรม 3) การเก็บกักและแบ่งปัน 2. ทั้ง 3 ชุมชนมีรูปแบบทางพระพุทธศาสนาและภูมิปัญญาท้องถิ่นในการอนุรักษ์ที่เหมือนกัน คือ พิธีบวชป่า พิธีสืบชะตาแม่น้ำ พิธีเลี้ยงผีขุนน้ำและความเชื่อเรื่องผีเจ้าป่าเจ้าเขา รวมทั้งการใช้ภูมิปัญญาที่เป็นความรู้ใหม่ คือ การทำแนวกันไฟ การดับไฟป่า การปลูกป่า การเพาะพันธุ์กล้าไม้ท้องถิ่น การจัดตั้งคณะกรรมการและกฎระเบียบในการจัดการป่าชุมชน องค์ความรู้ในทางพระพุทธศาสนาประกอบด้วย 1) ด้านศาสนธรรม 2) ด้านศาสนบุคคล และ 3) ด้านศาสนพิธี ในทางภูมิปัญญาท้องถิ่นประกอบด้วย (1) ความเชื่อเรื่องผีและขึด (2) ความรู้ใหม่ (3) พิธีกรรม และ (4) จารีตประเพณีหรือวิถีปฏิบัติ

คำสำคัญ: #องค์ความรู้ทางพระพุทธศาสนา; #ภูมิปัญญาท้องถิ่น; #การอนุรักษ์; #การใช้และแบ่งปันผลประโยชน์; #ป่าชุมชน

👇สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่👇
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jsbs/article/view/278812

♦ติดต่อลงบทความ หรือสอบถามเพิ่มเติมที่♦
📞 โทร. 065-419-681-5
📧 E-mail: [email protected]
👉 page: วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ JSBS
🟩 LINE:

📘บทความที่ 𝟭𝟭📘 #วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ      #มหาวิทยาลัยมหาจุฬาฯ วิทยาเขตพะเยา𝗝𝗼𝘂𝗿𝗻𝗮𝗹 𝗼𝗳 𝗦𝗮𝗲𝗻𝗴𝗞𝗵𝗼𝗺𝗞𝗵𝗮𝗺 𝗕𝘂𝗱𝗱𝗵𝗶𝘀𝘁 𝗦𝘁𝘂𝗱𝗶𝗲𝘀🟦 ป...
23/04/2026

📘บทความที่ 𝟭𝟭📘
#วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ #มหาวิทยาลัยมหาจุฬาฯ วิทยาเขตพะเยา
𝗝𝗼𝘂𝗿𝗻𝗮𝗹 𝗼𝗳 𝗦𝗮𝗲𝗻𝗴𝗞𝗵𝗼𝗺𝗞𝗵𝗮𝗺 𝗕𝘂𝗱𝗱𝗵𝗶𝘀𝘁 𝗦𝘁𝘂𝗱𝗶𝗲𝘀

🟦 ปีที่ 11 ฉบับที่ 1 (มกราคม - เมษายน 2569)
🟦 Vol. 11 No. 1 (January - April 2026)
📍 วารสาร TCI 1 (2568-2572)
©บัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตพะเยา©

บทความวิจัย: ลายคำประยุกต์ในงานศิลปะล้านนา: การสร้างสรรค์งานจิตรกรรมฝาผนังร่วมสมัยเพื่อการสืบทอดวิถีชีวิตชุมชนในพระพุทธศาสนา

𝗥𝗲𝘀𝗲𝗮𝗿𝗰𝗵 𝗔𝗿𝘁𝗶𝗰𝗹𝗲: The Applied Laikham in Lanna Art: Creation of Contemporary Murals for Inheriting the Way of Life in the Buddhist Community

ผู้เขียน: อำนาจ ขัดวิชัย
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตเชียงใหม่
ปฏิเวธ เสาว์คง
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตเชียงใหม่
ธีระพงษ์ จาตุมา
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตเชียงใหม่
สุวิน มักได้
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตเชียงใหม่

𝐀𝐮𝐭𝐡𝐨𝐫𝘀: Amnat Khadvichai
Mahachulalongkornrajavidyalaya University, Chiang Mai Campus
Patiwet Saokong
Mahachulalongkornrajavidyalaya University, Chiang Mai Campus
Teerapong Jatuma
Mahachulalongkornrajavidyalaya University, Chiang Mai Campus
Suwin Makdai
Mahachulalongkornrajavidyalaya University, Chiang Mai Campus

✍️บทคัดย่อ✍️
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างสรรค์จิตรกรรมฝาผนังลายคำประยุกต์ให้ได้องค์ความรู้ใหม่ที่เป็นพุทธนวัตกรรมเชิงสร้างสรรค์ทางวิชาการงานศิลป์ 2) เพื่อจัดกิจกรรมถ่ายทอดองค์ความรู้กระบวนการสร้างสรรค์งานลายคำประยุกต์ล้านนาเพื่อพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้ทางศิลปวัฒนธรรมของวิถีชีวิตชุมชนในพระพุทธศาสนาแบบมีส่วนร่วม เป็นการวิธีวิจัยเชิงคุณภาพโดยใช้วิธีวิจัยเชิงปฏิบัติการ เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสัมภาษณ์และแนวคำถามในการสนทนากลุ่มย่อย ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 20 คน ได้แก่ 1) กลุ่มนักวิชาการศิลปะ จำนวน 5 คน 2) กลุ่มปราชญ์ชาวบ้าน ศิลปิน นายช่างหรือสล่าผู้สร้างสรรค์ลายล้านนา พระภิกษุและเยาวชน จำนวน 15 รูป/คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหาแล้วนำมาสร้างสรรค์งานจิตรกรรมภายในวิหารเจ้าดารารัศมี วัดพระพุทธบาทสี่รอย ตำบลสะลวง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่
ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลงานสร้างสรรค์จิตรกรรมฝาผนังลายคำประยุกต์ในงานศิลปะล้านนาร่วมสมัยในศาสนสถานสำคัญของชุมชนมี 2 ด้าน คือ (1) ผนังหลังพระประธาน 1 ด้าน เป็นการสร้างสรรค์จิตรกรรมฝาผนังลายคำประยุกต์และปั้นปูนประติมากรรมนูนต่ำผสมผสานในเรื่องพระเจ้า 5 พระองค์ (2) ผนังด้านตรงข้ามพระประธาน เป็นการสร้างสรรค์จิตรกรรมฝาผนังลายคำประยุกต์ในเรื่องประเพณีสรงน้ำรอยพระพุทธบาท โดยนำเสนอลักษณะรูปแบบลายคำร่วมสมัยในล้านนา 2) การจัดกิจกรรมถ่ายทอดองค์ความรู้กระบวนการสร้างสรรค์งานลายคำประยุกต์ล้านนาเพื่อพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้ทางศิลปวัฒนธรรมของวิถีชีวิตชุมชนในพระพุทธศาสนาแบบมีส่วนร่วม เช่น การพัฒนาสื่อการเรียนรู้ศิลปะด้านประเพณีและคติความเชื่อทางพระพุทธศาสนาของชุมชน โดยการมีส่วนร่วมของคณะวิจัยและประธานชุมชนที่ได้นำเสนอการเรียนรู้แบบสัมผัสได้จริงเกี่ยวกับความเชื่อ องค์ความรู้ รูปแบบและเทคนิควิธีการสร้างลายคำล้านนาที่เป็นศิลปะล้านนาแบบร่วมสมัยในประเพณีทรงน้ำรอยพุทธบาท ซึ่งเป็นประเพณีที่ชุมชนให้ความสำคัญ และได้ถ่ายทอดองค์ความรู้กระบวนการสร้างสรรค์งานลายคำประยุกต์ล้านนาจากสถานที่จริงสู่สาธารณชนในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ สิ่งเหล่านี้จึงทำให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ รวมถึงการมีส่วนร่วมกับเครือข่าย ซึ่งทำให้ชุมชนมีแหล่งเศรษฐกิจและแหล่งเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมล้านนาที่สำคัญของประเทศสืบไป

คำสำคัญ: #ลายคำ; #ศิลปะล้านนา; #การสืบทอดวิถีชีวิตชุมชน; #จิตรกรรมฝาผนังร่วมสมัย

👇สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่👇
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jsbs/article/view/279309

♦ติดต่อลงบทความ หรือสอบถามเพิ่มเติมที่♦
📞 โทร. 065-419-681-5
📧 E-mail: [email protected]
👉 page: วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ JSBS
🟩 LINE:

📘บทความที่ 𝟭𝟬📘 #วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ      #มหาวิทยาลัยมหาจุฬาฯ วิทยาเขตพะเยา𝗝𝗼𝘂𝗿𝗻𝗮𝗹 𝗼𝗳 𝗦𝗮𝗲𝗻𝗴𝗞𝗵𝗼𝗺𝗞𝗵𝗮𝗺 𝗕𝘂𝗱𝗱𝗵𝗶𝘀𝘁 𝗦𝘁𝘂𝗱𝗶𝗲𝘀🟦 ป...
22/04/2026

📘บทความที่ 𝟭𝟬📘
#วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ #มหาวิทยาลัยมหาจุฬาฯ วิทยาเขตพะเยา
𝗝𝗼𝘂𝗿𝗻𝗮𝗹 𝗼𝗳 𝗦𝗮𝗲𝗻𝗴𝗞𝗵𝗼𝗺𝗞𝗵𝗮𝗺 𝗕𝘂𝗱𝗱𝗵𝗶𝘀𝘁 𝗦𝘁𝘂𝗱𝗶𝗲𝘀

🟦 ปีที่ 11 ฉบับที่ 1 (มกราคม - เมษายน 2569)
🟦 Vol. 11 No. 1 (January - April 2026)
📍 วารสาร TCI 1 (2568-2572)
©บัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตพะเยา©

บทความวิจัย: การพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศวิทยาวัฒนธรรม
ของวัดในอำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี

𝗥𝗲𝘀𝗲𝗮𝗿𝗰𝗵 𝗔𝗿𝘁𝗶𝗰𝗹𝗲: The Development of Eco-cultural Tourism in Temples of Sri Prachan District, Suphan Buri Province

ผู้เขียน: พระครูสมุห์พงษ์นรินทร์ ฐิตวโร
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์พุทธปัญญาศรีทวารวดี
พระมหาศุภวัฒน์ ฐานวุฑฺโฒ
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์พุทธปัญญาศรีทวารวดี
พระเจริญพงษ์ ธมฺมทีโป
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์พุทธปัญญาศรีทวารวดี

𝐀𝐮𝐭𝐡𝐨𝐫𝘀: Phrakrusamu Phongnarin Thitavaro
Mahachulalongkornrajavidyalaya University, Buddhapanya Sri Dvaravati Buddhist College
Phramahasupawat Ṭhānavuḍḍho
Mahachulalongkornrajavidyalaya University, Buddhapanya Sri Dvaravati Buddhist College
Phrajaroenphong Dhammadīpo
Mahachulalongkornrajavidyalaya University, Buddhapanya Sri Dvaravati Buddhist College

✍️บทคัดย่อ✍️
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาศักยภาพและความสามารถในการรองรับการท่องเที่ยวของวัด 2. พัฒนากิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศวิทยาวัฒนธรรมของวัด และ 3. ยกระดับวัดและชุมชนให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศวิทยาวัฒนธรรมในอำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี ใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพโดยเน้นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ แนวทางการสนทนากลุ่มย่อย และแบบปฏิบัติการพัฒนากิจกรรมการท่องเที่ยว เก็บรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 20 คน และการสนทนากลุ่มย่อย จำนวน 15 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา
ผลการวิจัยพบว่า 1) วัดในอำเภอศรีประจันต์มีศักยภาพสูงในการเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศวิทยาวัฒนธรรม คือ วัดพังม่วง วัดบ้านกร่าง วัดเถรพลาย วัดจรรย์ วัดดอนบุบผาราม เพราะมีความโดดเด่นทางศาสนา วัฒนธรรมและทรัพยากรธรรมชาติ จึงเป็นพื้นที่นำร่องพัฒนากิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศวิทยาวัฒนธรรม 2) การพัฒนากิจกรรมท่องเที่ยวของวัดได้ออกแบบให้สอดคล้องกับอัตลักษณ์ของพื้นที่ ได้แก่ “เส้นทางเดินป่าธรรมะ” ที่วัดพังม่วงเพื่อส่งเสริมการปฏิบัติธรรมท่ามกลางธรรมชาติ “เดินตามรอยประวัติศาสตร์พระบ้านกร่าง” ที่วัดบ้านกร่างเพื่อเรียนรู้พุทธศิลป์และมรดกทางวัฒนธรรม “เข้าวัดบวชใจ” ที่วัดเถรพลาย ซึ่งเน้นการปฏิบัติธรรมและดิจิทัลดีท็อกซ์ “ค่ายเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น” ที่วัดจรรย์เพื่ออนุรักษ์ศิลปหัตถกรรมของชุมชน และ “ฝึกสมาธิกับธรรมะ 4 ทิศ” ที่วัดดอนบุบผารามเพื่อส่งเสริมการปฏิบัติสมาธิในรูปแบบที่หลากหลาย 3) การยกระดับวัดและชุมชนเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ยั่งยืน โดย (1) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวก (2) การบูรณาการการท่องเที่ยวเข้ากับเศรษฐกิจชุมชน (3) การพัฒนาระบบประชาสัมพันธ์และการตลาดผ่านการจัดทำเว็บไซต์ แอปพลิเคชันท่องเที่ยวศรีประจันต์ องค์ความรู้จากการวิจัย คือ รูปแบบการท่องเที่ยวเชิงนิเวศวิทยาวัฒนธรรมศรีประจันต์ประกอบด้วยส่งเสริมการปฏิบัติธรรม อนุรักษ์วัฒนธรรมและโบราณสถาน พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สนับสนุนบทบาทของชุมชนและใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อขยายการตลาดการท่องเที่ยว

คำสำคัญ: #การท่องเที่ยวในวัด; #นิเวศวิทยาวัฒนธรรม; #การท่องเที่ยวเชิงนิเวศวิทยาวัฒนธรรม

👇สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่👇
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jsbs/article/view/279009

♦ติดต่อลงบทความ หรือสอบถามเพิ่มเติมที่♦
📞 โทร. 065-419-681-5
📧 E-mail: [email protected]
👉 page: วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ JSBS
🟩 LINE:

📘บทความที่ 𝟗📘 #วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ      #มหาวิทยาลัยมหาจุฬาฯ วิทยาเขตพะเยา𝗝𝗼𝘂𝗿𝗻𝗮𝗹 𝗼𝗳 𝗦𝗮𝗲𝗻𝗴𝗞𝗵𝗼𝗺𝗞𝗵𝗮𝗺 𝗕𝘂𝗱𝗱𝗵𝗶𝘀𝘁 𝗦𝘁𝘂𝗱𝗶𝗲𝘀🟦 ปี...
22/04/2026

📘บทความที่ 𝟗📘
#วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ #มหาวิทยาลัยมหาจุฬาฯ วิทยาเขตพะเยา
𝗝𝗼𝘂𝗿𝗻𝗮𝗹 𝗼𝗳 𝗦𝗮𝗲𝗻𝗴𝗞𝗵𝗼𝗺𝗞𝗵𝗮𝗺 𝗕𝘂𝗱𝗱𝗵𝗶𝘀𝘁 𝗦𝘁𝘂𝗱𝗶𝗲𝘀

🟦 ปีที่ 11 ฉบับที่ 1 (มกราคม - เมษายน 2569)
🟦 Vol. 11 No. 1 (January - April 2026)
📍 วารสาร TCI 1 (2568-2572)
©บัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตพะเยา©

บทความวิจัย: การศึกษาวิเคราะห์พุทธศิลป์พระบ้านกร่างเชิงประวัติศาสตร์ท้องถิ่น จังหวัดสุพรรณบุรี

𝗥𝗲𝘀𝗲𝗮𝗿𝗰𝗵 𝗔𝗿𝘁𝗶𝗰𝗹𝗲: An Analytical Study of Phra Ban Krang Buddhist Art in the Context of Local History in Suphan Buri Province

ผู้เขียน: พระครูสุนทรสีลสัมบัน
พระเจริญพงษ์ ธมฺมทีโป
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์พุทธปัญญาศรีทวารวดี
พระมหาศุภวัฒน์ ฐานวุฑฺโฒ
พระเจริญพงษ์ ธมฺมทีโป
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์พุทธปัญญาศรีทวารวดี
พระเจริญพงษ์ ธมฺมทีโป
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์พุทธปัญญาศรีทวารวดี

𝐀𝐮𝐭𝐡𝐨𝐫𝘀: Phrakhrusunthonsilasamban
Mahachulalongkornrajavidyalaya University, Buddhapanya Sri Dvaravati Buddhist College
Phramahasupawat Ṭhānavuḍḍho
Mahachulalongkornrajavidyalaya University, Buddhapanya Sri Dvaravati Buddhist College
Phrajaroenphong Dhammadīpo
Mahachulalongkornrajavidyalaya University, Buddhapanya Sri Dvaravati Buddhist College

✍️บทคัดย่อ✍️
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์ประวัติความเป็นมาและแบบพิมพ์ของการสร้างพุทธศิลป์พระบ้านกร่างเชิงประวัติศาสตร์ท้องถิ่น 2) วิเคราะห์ความเชื่อมโยงของการสร้างพระบ้านกร่างกับคำสอนในคัมภีร์พระพุทธศาสนา 3) ถ่ายทอดคุณค่าพุทธศิลป์พระบ้านกร่างที่ปรากฏในประวัติศาสตร์ท้องถิ่น จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เครื่องมือการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์เชิงลึกแบบมีโครงสร้าง เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการศึกษาเอกสารโบราณ หลักฐานทางโบราณคดี ตำนานท้องถิ่น รวมถึงการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 19 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา
ผลการวิจัยพบว่า 1. พระบ้านกร่างมีต้นกำเนิดในสมัยกรุงศรีอยุธยา (พุทธศตวรรษที่ 20-22) และเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สงครามในยุคนั้น ถูกค้นพบในกรุวัดบ้านกร่าง จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นศูนย์กลางของพระพุทธศาสนาในภูมิภาคมี 4 พิมพ์หลัก ได้แก่ พิมพ์ใหญ่ พิมพ์ขุนแผน พิมพ์นางพญา และพิมพ์ลีลา ซึ่งสะท้อนแนวคิดทางพุทธศิลป์ที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะอู่ทองและศิลปะอยุธยา ในแง่ของความเชื่อทางศาสนา พระบ้านกร่างได้รับการเคารพบูชาในฐานะวัตถุมงคลที่มีพุทธคุณด้านแคล้วคลาด ป้องกันภัยและเมตตามหานิยม 2. การบูชาพระบ้านกร่างมีความเชื่อมโยงกับหลักธรรมสำคัญ เช่น ไตรลักษณ์ พรหมวิหาร บุญกิริยาวัตถุ หิริโอตตัปปะ ซึ่งแสดงถึงคุณค่าทางศาสนาและจิตวิญญาณของชาวพุทธ 3. การถ่ายทอดคุณค่าของพระบ้านกร่างผ่านการจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์และศูนย์การเรียนรู้ การใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนและความเป็นจริงเสริม และโครงการอนุรักษ์สำหรับเยาวชนเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับพุทธศิลป์และโบราณคดีสามารถเข้าถึงคนรุ่นใหม่และส่งต่อไปยังคนรุ่นหลังอย่างยั่งยืน องค์ความรู้จากการวิจัยพบว่า พระบ้านกร่างเป็นพระเครื่องสำคัญที่เชื่อมโยงประวัติศาสตร์ ศิลปกรรม พระพุทธศาสนาและการอนุรักษ์ ถ่ายทอดคุณค่าอย่างเป็นระบบ โดยแต่ละมิติสัมพันธ์กันอย่างเป็นองค์รวม ทั้งในเชิงวัตถุ (พระเครื่อง) และนามธรรม (ความเชื่อ ศรัทธา คุณธรรม)

คำสำคัญ: #พุทธศิลป์; #พระบ้านกร่าง; #ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น; #จังหวัดสุพรรณบุรี

👇สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่👇
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jsbs/article/view/279007

♦ติดต่อลงบทความ หรือสอบถามเพิ่มเติมที่♦
📞 โทร. 065-419-681-5
📧 E-mail: [email protected]
👉 page: วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ JSBS
🟩 LINE:

📘บทความที่ 𝟴📘 #วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ      #มหาวิทยาลัยมหาจุฬาฯ วิทยาเขตพะเยา𝗝𝗼𝘂𝗿𝗻𝗮𝗹 𝗼𝗳 𝗦𝗮𝗲𝗻𝗴𝗞𝗵𝗼𝗺𝗞𝗵𝗮𝗺 𝗕𝘂𝗱𝗱𝗵𝗶𝘀𝘁 𝗦𝘁𝘂𝗱𝗶𝗲𝘀🟦 ปี...
22/04/2026

📘บทความที่ 𝟴📘
#วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ #มหาวิทยาลัยมหาจุฬาฯ วิทยาเขตพะเยา
𝗝𝗼𝘂𝗿𝗻𝗮𝗹 𝗼𝗳 𝗦𝗮𝗲𝗻𝗴𝗞𝗵𝗼𝗺𝗞𝗵𝗮𝗺 𝗕𝘂𝗱𝗱𝗵𝗶𝘀𝘁 𝗦𝘁𝘂𝗱𝗶𝗲𝘀

🟦 ปีที่ 11 ฉบับที่ 1 (มกราคม - เมษายน 2569)
🟦 Vol. 11 No. 1 (January - April 2026)
📍 วารสาร TCI 1 (2568-2572)
©บัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตพะเยา©

บทความวิจัย: การศึกษาเอกลักษณ์ลวดลายผ้าทอท้องถิ่นจังหวัดเชียงราย

𝗥𝗲𝘀𝗲𝗮𝗿𝗰𝗵 𝗔𝗿𝘁𝗶𝗰𝗹𝗲: A Study of the Unique Patterns of Local Woven Fabrics in Chiang Rai Province

ผู้เขียน: ณรงค์ เจนใจ
คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย

𝐀𝐮𝐭𝐡𝐨𝐫: Narong Jenjai
Faculty of Social Science, Chiang Rai Rajabhat University

✍️บทคัดย่อ✍️
บทความนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเอกลักษณ์ลวดลายและเทคนิคการทอผ้าท้องถิ่นจังหวัดเชียงราย โดยเก็บข้อมูลเชิงลึกจากกลุ่มเป้าหมายซึ่งเป็นประธานหรือตัวแทนกลุ่มทอผ้าในจังหวัดเชียงรายจำนวน 18 กลุ่ม รวมทั้งสิ้น 18 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แนวทางการสัมภาษณ์เชิงลึก และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา โดยการสรุปประเด็นสำคัญและจัดหมวดหมู่ข้อมูล
ผลการวิจัยพบว่า ผ้าทอท้องถิ่นจังหวัดเชียงรายมีเอกลักษณ์โดดเด่นทั้งในด้านลวดลาย กระบวนการผลิตและเอกลักษณ์ทางชาติพันธุ์ที่มีความเฉพาะตัว ซึ่งสะท้อนวัฒนธรรมร่วมในการออกแบบลวดลายตามวิถีชีวิตและธรรมชาติในท้องถิ่น หากพิจารณาเทคนิคและลวดลายจำแนกตามกลุ่มพบว่า 1) กลุ่มผ้าทอพื้นเมือง ใช้เทคนิคการทอแบบยกเขาสองตะกอและการจก โดยใช้เส้นยืนเป็นตัวกำหนดลวดลายและใช้เทคนิคการจกเมื่อสร้างลวดลายจากด้ายเส้นพุ่ง ลายเอกลักษณ์ที่นิยม ได้แก่ ลายเครือ ลายนก ลายดอกไม้ 2) กลุ่มผ้าทอไทลื้อลักษณะผืนผ้ามีสีสันสดใสโดยใช้เส้นพุ่งในการสร้างลวดลายใช้เทคนิคการทอแบบเกาะล้วงและการยกเขา ลายเอกลักษณ์ที่สำคัญ ได้แก่ ลายแมงปอ ลายน้ำไหล ลายตาไก่ ลายดอกไม้และสัตว์ในตำนาน 3) กลุ่มผ้าทอกะเหรี่ยง ใช้เทคนิคการทอด้วยกี่เอวทำให้หน้าผ้ามีลักษณะแคบ รวมถึงใช้เทคนิคการมัดย้อม ลายเอกลักษณ์ประกอบด้วยลายธรรมชาติ รูปสัตว์และดอกไม้ 4) กลุ่มผ้าทออีสาน ใช้เส้นพุ่งเป็นตัวกำหนดลวดลายโดยเทคนิคการมัดหมี่ ลายเอกลักษณ์ที่พบ ได้แก่ ลายดอกไม้ ลายเรขาคณิต สัตว์ในตำนาน (สัตว์พิเศษ) องค์ความรู้ที่ได้รับจากงานวิจัยพบว่า การสร้างสรรค์ลวดลายบนผืนผ้าของแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์มีรากฐานมาจากวิถีชีวิตที่ผูกพันกับธรรมชาติ ความเชื่อและการประกอบอาชีพ โดยมีปัจจัยสำคัญ คือ ทักษะและความเชี่ยวชาญเฉพาะทางของช่างทอผ้าในการสร้างสรรค์ลวดลาย

คำสำคัญ: #ผ้าทอท้องถิ่น; #เอกลักษณ์ผ้าทอ; #ลวดลายผ้าทอ

👇สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่👇
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jsbs/article/view/282680

♦ติดต่อลงบทความ หรือสอบถามเพิ่มเติมที่♦
📞 โทร. 065-419-681-5
📧 E-mail: [email protected]
👉 page: วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ JSBS
🟩 LINE:

📘บทความที่ 𝟳📘 #วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ      #มหาวิทยาลัยมหาจุฬาฯ วิทยาเขตพะเยา𝗝𝗼𝘂𝗿𝗻𝗮𝗹 𝗼𝗳 𝗦𝗮𝗲𝗻𝗴𝗞𝗵𝗼𝗺𝗞𝗵𝗮𝗺 𝗕𝘂𝗱𝗱𝗵𝗶𝘀𝘁 𝗦𝘁𝘂𝗱𝗶𝗲𝘀🟦 ปี...
21/04/2026

📘บทความที่ 𝟳📘
#วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ #มหาวิทยาลัยมหาจุฬาฯ วิทยาเขตพะเยา
𝗝𝗼𝘂𝗿𝗻𝗮𝗹 𝗼𝗳 𝗦𝗮𝗲𝗻𝗴𝗞𝗵𝗼𝗺𝗞𝗵𝗮𝗺 𝗕𝘂𝗱𝗱𝗵𝗶𝘀𝘁 𝗦𝘁𝘂𝗱𝗶𝗲𝘀

🟦 ปีที่ 11 ฉบับที่ 1 (มกราคม - เมษายน 2569)
🟦 Vol. 11 No. 1 (January - April 2026)
📍 วารสาร TCI 1 (2568-2572)
©บัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตพะเยา©

บทความวิจัย: การศึกษาสภาพปัญหาการอ่านอย่างมีวิจารณญาณและแนวทางการใช้แนวคิดการวิจารณ์เชิงปฏิบัติร่วมกับกลวิธีอาร์ อี เอ พี โดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เพื่อพัฒนาความสามารถการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ
ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5

𝗥𝗲𝘀𝗲𝗮𝗿𝗰𝗵 𝗔𝗿𝘁𝗶𝗰𝗹𝗲: A Study of the Problematic Condition of Critical Reading and Guidelines for Using the Concept of Practical Criticism in conjunction with the REAP Strategy via Electronic Books to Develop Critical Reading Ability of Mattayom 5 Students

ผู้เขียน: สมศักดิ์ ปัญจศิล
หลักสูตรการศึกษาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
กาญจนา วิชญาปกรณ์
หลักสูตรการศึกษาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
กฤธยากาญจน์ โตพิทักษ์
หลักสูตรการศึกษาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

𝐀𝐮𝐭𝐡𝐨𝐫𝘀: Somsak Panchasin
Doctor of Education Program in Thai Language, Faculty of Education, Naresuan University
Kanchana Witchayapakorn
Doctor of Education Program in Thai Language, Faculty of Education, Naresuan University
Krittayakan Topithak
Doctor of Education Program in Thai Language, Faculty of Education, Naresuan University

✍️บทคัดย่อ✍️
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัญหาการจัดการเรียนรู้ด้านการอ่านอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพิจิตร 2) เพื่อศึกษาแนวทางการใช้แนวคิดการวิจารณ์เชิงปฏิบัติร่วมกับกลวิธีอาร์ อี เอ พี โดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์เพื่อพัฒนาความสามารถการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ สำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มตัวอย่างแบ่งเป็น 1) ครูภาษาไทย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพิจิตร จำนวน 12 คน ได้มาจากการสุ่มแบบหลายขั้นตอน 2) นักเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพิจิตร จำนวน 335 คน ได้มาจากการสุ่มอย่างง่ายโดยใช้ตารางของเครจซีและมอร์แกน 3) ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน ได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แบบสัมภาษณ์สำหรับครูผู้สอนวิชาภาษาไทย 2) แบบสัมภาษณ์สำหรับผู้เชี่ยวชาญ 3) แบบสอบถามสำหรับนักเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหาแล้วเขียนบรรยายเชิงพรรณนา
ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัญหาการจัดการเรียนรู้ด้านการอ่านอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ด้านครูผู้สอนได้สะท้อนสภาพปัญหาเกี่ยวกับทักษะการตีความ การแยกแยะข้อเท็จจริงและข้อคิดเห็น การตั้งคำถาม การสังเคราะห์ข้อมูลและทัศนคติของนักเรียน ด้านนักเรียนได้สะท้อนสภาพปัญหาจากครูผู้สอนโดยรวมอยู่ในระดับมาก (x̄=3.93; S.D.=0.79) ปัญหาจากบทอ่านโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (x̄=4.25; S.D.=0.68) และปัญหาจากนักเรียนโดยรวมอยู่ในระดับมาก (x̄=3.94; S.D.=0.81) 2) แนวทางการใช้แนวคิดการวิจารณ์เชิงปฏิบัติร่วมกับกลวิธีอาร์ อี เอ พี โดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ผู้เชี่ยวชาญเห็นว่า มีความเหมาะสม สอดคล้องกับวัตถุประสงค์และการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ องค์ความรู้จากการวิจัย คือ การนำผลการศึกษาสภาพปัญหาการจัดการเรียนรู้ด้านการอ่านอย่างมีวิจารณญาณและแนวทางการใช้แนวคิดการวิจารณ์เชิงปฏิบัติร่วมกับกลวิธีอาร์ อี เอ พี โดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์เพื่อนำไปความสามารถการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ

คำสำคัญ: #การอ่านอย่างมีวิจารณญาณ; #การวิจารณ์เชิงปฏิบัติ; #กลวิธีอาร์ อี เอ พี; #หนังสืออิเล็กทรอนิกส์

👇สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่👇
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jsbs/article/view/280602

♦ติดต่อลงบทความ หรือสอบถามเพิ่มเติมที่♦
📞 โทร. 065-419-681-5
📧 E-mail: [email protected]
👉 page: วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ JSBS
🟩 LINE:

📘บทความที่ 𝟲📘 #วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ      #มหาวิทยาลัยมหาจุฬาฯ วิทยาเขตพะเยา𝗝𝗼𝘂𝗿𝗻𝗮𝗹 𝗼𝗳 𝗦𝗮𝗲𝗻𝗴𝗞𝗵𝗼𝗺𝗞𝗵𝗮𝗺 𝗕𝘂𝗱𝗱𝗵𝗶𝘀𝘁 𝗦𝘁𝘂𝗱𝗶𝗲𝘀🟦 ปี...
10/04/2026

📘บทความที่ 𝟲📘
#วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ #มหาวิทยาลัยมหาจุฬาฯ วิทยาเขตพะเยา
𝗝𝗼𝘂𝗿𝗻𝗮𝗹 𝗼𝗳 𝗦𝗮𝗲𝗻𝗴𝗞𝗵𝗼𝗺𝗞𝗵𝗮𝗺 𝗕𝘂𝗱𝗱𝗵𝗶𝘀𝘁 𝗦𝘁𝘂𝗱𝗶𝗲𝘀

🟦 ปีที่ 11 ฉบับที่ 1 (มกราคม - เมษายน 2569)
🟦 Vol. 11 No. 1 (January - April 2026)
📍 วารสาร TCI 1 (2568-2572)
©บัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตพะเยา©

บทความวิจัย: ผลการพัฒนาเอกสารประกอบการสอนสำหรับนักศึกษาเทคโนโลยีบัณฑิตเพื่อหาผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ เรื่องการทดสอบวัสดุแบบทำลายสภาพ

𝗥𝗲𝘀𝗲𝗮𝗿𝗰𝗵 𝗔𝗿𝘁𝗶𝗰𝗹𝗲: The Development of Teaching Documents for Bachelor of Technology Students to Assess Their Learning Achievement in Destructive Testing

ผู้เขียน: สายชล ปัญจมาตย์
วิทยาลัยเทคนิคมหาสารคาม สถาบันการอาชีวศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 3

𝐀𝐮𝐭𝐡𝐨𝐫: Saichon Panjamat
Mahasarakham Technical College, Institute of Vocational Education Northeastern Region 3

✍️บทคัดย่อ✍️
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาเอกสารประกอบการสอน รายวิชาการ ทดสอบวัสดุแบบทำลายสภาพ สำหรับนักศึกษาเทคโนโลยีบัณฑิต 2) หาประสิทธิภาพเอกสารประกอบการสอนจากผลสัมฤทธิ์การเรียนของผู้เรียน 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อเอกสารประกอบการสอน กลุ่มเป้าหมายเป็นผู้เรียนสาขาวิชาเทคโนโลยีการเชื่อม 10 คน คณาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอน 4 คน และผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ด้านการออกแบบสร้างนวัตกรรมทางการศึกษา 5 คน เครื่องมือการวิจัย ได้แก่ (1) เอกสารประกอบการสอน 14 หน่วย (2) ข้อสอบท้ายหน่วยการเรียนและข้อสอบวัดผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้เพื่อหาประสิทธิภาพผลลัพธ์ (3) แบบสอบถามความพึงพอใจของผู้เชี่ยวชาญและผู้เรียน สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที
ผลการวิจัยพบว่า 1) อาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตรให้พัฒนาเอกสารประกอบการสอนที่มีเนื้อหาตรงตามสมรรถนะและคำอธิบายรายวิชาเพื่อประโยชน์ต่อผู้เรียนในการสืบค้นและเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง ด้านผู้เชี่ยวชาญพบว่า ข้อสอบท้ายหน่วยการเรียนผ่านเกณฑ์วิเคราะห์คุณภาพเครื่องมือทุกข้อหลังแก้ไขตามคำแนะนำและแสดงความพึงพอใจต่อเอกสารประกอบการสอนในระดับมาก (x̄=4.46; S.D.=0.52) 2) ผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของผู้เรียนด้านกระบวนการ (E1) มีผลคะแนนการทำข้อสอบผ่านเกณฑ์ประเมินทุกคนที่ร้อยละ 77.86 ด้านประสิทธิภาพผลลัพธ์ (E2) มีผลคะแนนการทำข้อสอบผ่านเกณฑ์ประเมินทุกคนที่ร้อยละ 75.67 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ค่าเฉลี่ยที่ตั้งไว้ร้อยละ 70/70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และ 3) ความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อเอกสารประกอบการสอน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (x̄=4.40; S.D.=0.50) องค์ความรู้จากงานวิจัยครั้งนี้ คือ การเข้าใจถึงสภาพปัญหาและความต้องการนวัตกรรมทางการศึกษาร่วมกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับหลักสูตรด้วยการเข้าถึงองค์ความรู้จากการศึกษาแนวคิด ทฤษฎีและคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ ด้านการจัดทำเอกสารประกอบการสอนและการพัฒนาเอกสารประกอบการสอนด้วยองค์ความรู้ ด้านการทดสอบและหาประสิทธิภาพกระบวนการจัดการเรียนรู้ ด้านผลลัพธ์การเรียนรู้และด้านความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อเอกสารประกอบการสอนตามหลักการเข้าใจ เข้าถึงและพัฒนา

คำสำคัญ: #เอกสารประกอบการสอน; #ผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้; #การทดสอบวัสดุแบบทำลายสภาพ; #นวัตกรรมทางการศึกษา

👇สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่👇
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jsbs/article/view/279980

♦ติดต่อลงบทความ หรือสอบถามเพิ่มเติมที่♦
📞 โทร. 065-419-681-5
📧 E-mail: [email protected]
👉 page: วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ JSBS
🟩 LINE:

📘บทความที่ 𝟱📘 #วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ      #มหาวิทยาลัยมหาจุฬาฯ วิทยาเขตพะเยา𝗝𝗼𝘂𝗿𝗻𝗮𝗹 𝗼𝗳 𝗦𝗮𝗲𝗻𝗴𝗞𝗵𝗼𝗺𝗞𝗵𝗮𝗺 𝗕𝘂𝗱𝗱𝗵𝗶𝘀𝘁 𝗦𝘁𝘂𝗱𝗶𝗲𝘀🟦 ปี...
10/04/2026

📘บทความที่ 𝟱📘
#วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ #มหาวิทยาลัยมหาจุฬาฯ วิทยาเขตพะเยา
𝗝𝗼𝘂𝗿𝗻𝗮𝗹 𝗼𝗳 𝗦𝗮𝗲𝗻𝗴𝗞𝗵𝗼𝗺𝗞𝗵𝗮𝗺 𝗕𝘂𝗱𝗱𝗵𝗶𝘀𝘁 𝗦𝘁𝘂𝗱𝗶𝗲𝘀

🟦 ปีที่ 11 ฉบับที่ 1 (มกราคม - เมษายน 2569)
🟦 Vol. 11 No. 1 (January - April 2026)
📍 วารสาร TCI 1 (2568-2572)
©บัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตพะเยา©

บทความวิจัย: การบูรณาการการจัดการเรียนรู้ตามทฤษฎีการตอบสนองของผู้อ่านกับเทคนิคการสอนอ่านแบบพาโนรามา เพื่อพัฒนาการอ่านเชิงวิเคราะห์ กรณีศึกษามหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยในเขตภาคเหนือ

𝗥𝗲𝘀𝗲𝗮𝗿𝗰𝗵 𝗔𝗿𝘁𝗶𝗰𝗹𝗲: The Integration of Learning Management Based on Reader-response Theory with Panoramic Reading Technique to Develop Analytical Reading Skills in Case Study of Mahachulalongkornrajavidyalaya University in the Northern Region

ผู้เขียน: รัตนาภรณ์ ทับทิมจันทร์
หลักสูตรการศึกษาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
ทรงภพ ขุนมธุรส
หลักสูตรการศึกษาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
กฤธยากาญจน์ โตพิทักษ์
หลักสูตรการศึกษาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

𝐀𝐮𝐭𝐡𝐨𝐫𝘀: Rattanaporn Tabtimchan
Doctor of Education Program in Thai Language, Faculty of Education, Naresuan University
Songphop Khunmathurot
Doctor of Education Program in Thai Language, Faculty of Education, Naresuan University
Krittayakan Topithak
Doctor of Education Program in Thai Language, Faculty of Education, Naresuan University

✍️บทคัดย่อ✍️
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาการจัดการเรียนการสอนด้านการอ่านเชิงวิเคราะห์ 2) ศึกษาแนวทางการบูรณาการการจัดการเรียนรู้ตามทฤษฎีการตอบสนองของผู้อ่านกับเทคนิคการสอนอ่านแบบพาโนรามาเพื่อส่งเสริมความสามารถการอ่านเชิงวิเคราะห์ สำหรับนิสิตระดับปริญญาตรี การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมวิธี กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย 1) อาจารย์ผู้สอนในรายวิชาทักษะการอ่านเพื่อการเรียนรู้ จำนวน 5 คน 2) นิสิตมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย สาขาวิชาการสอนภาษาไทย ชั้นปีที่ 4 จำนวน 38 รูป/คน โดยได้จากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบสัมภาษณ์สภาพปัญหาการเรียนการสอนฯ 2) แบบสัมภาษณ์แนวทางการจัดการเรียนรู้ฯ และ 3) แบบสอบถามเกี่ยวกับสภาพปัญหาด้านการอ่านเชิงวิเคราะห์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา
ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัญหาในการจัดการเรียนการสอนด้านการอ่าน ด้านผู้สอนพบว่า ผู้สอนมีปัญหาในการใช้เทคนิคการจัดการเรียนการสอนและการจัดสรรเวลาในการเรียนการสอน ด้านผู้เรียนพบว่า สภาพปัญหาในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (x̄=3.85; S.D.=0.60) เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า สภาพปัญหาที่อยู่ในระดับมากที่สุด คือ ด้านการจัดการเรียนการสอน (x̄=4.52; S.D.=0.54) รองลงมา คือ ด้านกิจกรรมการจัดการเรียนรู้ (x̄=3.56; S.D.=0.72) และด้านการวัดและประเมินผล (x̄=3.49; S.D.=0.55) ตามลำดับ 2) แนวทางการจัดการเรียนรู้ตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญพบว่า การบูรณาการแนวคิดทฤษฎีการตอบสนองของผู้อ่านกับเทคนิคการสอนอ่านแบบพาโนรามาช่วยส่งเสริมให้นิสิตมีความสามารถในการอ่านเชิงวิเคราะห์ โดยช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจเนื้อหาบทอ่านได้อย่างครบถ้วนและเชื่อมโยงข้อมูลได้ดียิ่งขึ้น ทั้งนี้ องค์ความรู้จากการวิจัยพบว่า รูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามทฤษฎีการตอบสนองของผู้อ่านและเทคนิคการสอนอ่านแบบพาโนรามาช่วยส่งเสริมการมีส่วนร่วมของนิสิตในการสร้างความหมายจากการอ่าน การอภิปรายกลุ่มและกิจกรรมการทำแผนผังความคิดควบคู่กับการใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์เพื่อให้ผู้เรียนเข้าถึงข้อมูลที่ทันสมัย มีการประเมินผลที่หลากหลายโดยเน้นการคิดวิเคราะห์ ช่วยติดตามและพัฒนาทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์ของนิสิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

คำสำคัญ: #แนวทางการจัดการเรียนรู้; #ทฤษฎีการตอบสนองของผู้อ่าน; #เทคนิคการสอนอ่านแบบพาโนรามา; #ทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์; #มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

👇สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่👇
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jsbs/article/view/280896

♦ติดต่อลงบทความ หรือสอบถามเพิ่มเติมที่♦
📞 โทร. 065-419-681-5
📧 E-mail: [email protected]
👉 page: วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ JSBS
🟩 LINE:

ที่อยู่

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตพะเยา
Phayao
56000

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 17:00
อังคาร 09:00 - 17:00
พุธ 09:00 - 17:00
พฤหัสบดี 09:00 - 17:00
ศุกร์ 09:00 - 17:00

เบอร์โทรศัพท์

+66654196815

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ JSBSผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ องค์กรนั้น

ส่งข้อความของคุณถึง วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ JSBS:

แชร์