สถานีเรดาร์ฝนหลวงพนม

สถานีเรดาร์ฝนหลวงพนม ตรวจสภาพอากาศ by..thawon onnual

04/06/2026
04/06/2026
20/05/2026

“เรดาร์ฝนหลวง” ดวงตาบนท้องฟ้า
เบื้องหลังภารกิจเพื่อประชาชน
เมื่อพูดถึง “ฝนหลวง” หลายคนอาจนึกถึงภาพเครื่องบินโปรยสารกลางกลุ่มเมฆ แต่เบื้องหลังการตัดสินใจทุกเที่ยวบิน ยังมีอีกหนึ่งระบบสำคัญที่ทำหน้าที่เสมือน “ดวงตา” ของนักวิทยาศาสตร์และนักบิน นั่นคือ “เรดาร์ฝนหลวง”
เรดาร์ฝนหลวง คือระบบตรวจอากาศที่ใช้สำหรับการตรวจวัดสภาพอากาศในระยะไกล สามารถตรวจวัดพายุฝนฟ้าคะนอง ความเข้มหรือวัดปริมาณฝน ความเร็วของการเคลื่อนตัวของกลุ่มฝน และบอกถึงระดับความรุนแรงของกลุ่มฝนได้
หน้าที่ของเรดาร์ไม่ได้มีเพียงการดูว่าฝนตกหรือไม่ตกเท่านั้น แต่ยังช่วยติดตาม “การเจริญเติบโตของเมฆ” หลังจากเครื่องบินโปรยสารฝนหลวง ว่าเมฆมีการพัฒนาตัวมากขึ้นหรือไม่ มีโอกาสเกิดฝนเพียงใด รวมถึงช่วยประเมินทิศทางการเคลื่อนตัวของกลุ่มเมฆ เพื่อให้ฝนตกในพื้นที่เป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด
บนจอเรดาร์ที่เราเห็นเป็นสีเขียว เหลือง หรือแดงนั้น แท้จริงคือการแสดง “ความเข้มของกลุ่มฝน”
🟢สีเขียว หมายถึง ฝนเบาหรือเมฆบาง
🟡สีเหลือง คือ ฝนปานกลาง
🔴สีแดง แสดงถึงฝนหนักหรือกลุ่มเมฆที่มีความรุนแรง
ข้อมูลเหล่านี้มีความสำคัญอย่างมากต่อการวางแผนบินของ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร เพราะช่วยให้การตัดสินใจมีความแม่นยำมากขึ้น ทั้งในด้านประสิทธิภาพของการทำฝน และความปลอดภัยของนักบิน
ปัจจุบัน กรมฝนหลวงและการบินเกษตร มีสถานีเรดาร์กระจายอยู่ในหลายภูมิภาคของประเทศ เพื่อให้สามารถติดตามสภาพอากาศได้ครอบคลุมพื้นที่ปฏิบัติการสำคัญ ได้แก่

• อ.อมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่
• อ.ร้องกวาง จังหวัดแพร่
• อ.ตาคลี จังหวัดนครสวรรค์
• อ.พิมาย จังหวัดนครราชสีมา
• อ.สัตหีบ จังหวัดชลบุรี
• อ.พนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี
• อ.หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
นอกจากนี้ ยังมี “เรดาร์เคลื่อนที่” ที่สามารถย้ายจุดติดตั้งได้ตามภารกิจ เพื่อเสริมการติดตามสภาพอากาศในพื้นที่เฉพาะ เช่น พื้นที่เกษตร พื้นที่ป่าไม้ หรือบริเวณลุ่มรับน้ำของเขื่อน
แม้เรดาร์จะไม่สามารถ “สร้างฝน” ได้โดยตรง แต่เรดาร์คือเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ทุกภารกิจฝนหลวงดำเนินไปอย่างแม่นยำ มีประสิทธิภาพ และตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนได้มากที่สุด
เพราะทุกหยดฝนที่ตกลงมา
ไม่ได้เกิดจากโชคเพียงอย่างเดียว
แต่เกิดจากการทำงานร่วมกันของข้อมูล วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และความทุ่มเทของบุคลากรที่เฝ้ามองท้องฟ้าอยู่ตลอดเวลา 🌧️✈️

19/05/2026

“ข้อมูลอากาศที่แม่นยำ” จุดเริ่มต้นของการดัดแปรสภาพอากาศที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ทุกวันนี้ การทำฝนหลวงหรือการดัดแปรสภาพอากาศไม่ได้อาศัยแค่การมองเมฆบนท้องฟ้าแล้วตัดสินใจขึ้นบินเหมือนในอดีต แต่ต้องใช้ “ข้อมูล” เข้ามาช่วยวิเคราะห์ ทั้งข้อมูลสภาพอากาศ พื้นที่การเกษตร ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำ รวมถึงสภาพพื้นที่ในแต่ละภูมิภาค
ปัญหาคือ ข้อมูลเหล่านี้มักมาจากหลายแหล่ง และแต่ละระบบก็มีรูปแบบหรือความละเอียดไม่เหมือนกัน ทำให้การนำข้อมูลมาใช้ร่วมกันทำได้ยาก บางครั้งข้อมูลคลาดเคลื่อน หรือใช้เวลาประมวลผลนาน ส่งผลต่อความรวดเร็วในการตัดสินใจปฏิบัติการฝนหลวง
ด้วยเหตุนี้ จึงเกิด “โครงการวิจัยและพัฒนามาตรฐานการกำหนดดัชนีเชิงพื้นที่สำหรับข้อมูลด้านการดัดแปรสภาพอากาศ” หรือพูดง่าย ๆ คือ การพัฒนาระบบจัดการข้อมูลแผนที่และข้อมูลอากาศให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถนำข้อมูลจากหลายแหล่งมาใช้งานร่วมกันได้ง่ายขึ้น แม่นยำขึ้น และรวดเร็วขึ้น
#แล้วระบบนี้ช่วยอะไรได้บ้าง?

ลองนึกภาพว่า ข้อมูลแต่ละชนิดเปรียบเหมือนจิ๊กซอว์คนละชุด หากไม่มีมาตรฐานเดียวกัน เวลานำมาต่อรวมกันก็อาจไม่พอดี แต่ระบบใหม่นี้จะช่วยให้ข้อมูลทั้งหมด “พูดภาษาเดียวกัน”
เมื่อข้อมูลเชื่อมต่อกันได้ดีขึ้น เจ้าหน้าที่จะสามารถ:
• วิเคราะห์พื้นที่เป้าหมายได้แม่นยำขึ้น
• วางแผนการบินทำฝนได้รวดเร็วขึ้น
• เปรียบเทียบข้อมูลจากหลายแหล่งได้ง่าย
• ลดเวลาการเตรียมข้อมูลก่อนปฏิบัติการ
• ติดตามผลการทำงานได้มีประสิทธิภาพกว่าเดิม
ผลลัพธ์ที่สำคัญคือ ประชาชนจะได้รับประโยชน์จากการบริหารจัดการน้ำที่แม่นยำและทันสถานการณ์มากขึ้น ทั้งด้านการเกษตร แหล่งน้ำ และการเติมน้ำต้นทุนให้เขื่อนและอ่างเก็บน้ำ
#เทคโนโลยีเบื้องหลังที่ทำให้ข้อมูล “เป็นระเบียบ”

โครงการนี้นำแนวคิดด้านแผนที่ดิจิทัลสมัยใหม่เข้ามาใช้ โดยใช้ระบบแบ่งพื้นที่บนแผนที่ออกเป็นช่อง ๆ เพื่อให้ง่ายต่อการจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูล
มีการใช้ทั้งระบบแบบ “S2” และ “H3” ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่หลายองค์กรระดับโลกใช้ในการจัดการข้อมูลเชิงพื้นที่ จุดเด่นคือสามารถแบ่งพื้นที่ได้ละเอียด และช่วยให้การประมวลผลข้อมูลจำนวนมากทำได้เร็วขึ้น
พูดง่าย ๆ คือ จากเดิมที่ข้อมูลกระจัดกระจายและเปรียบเทียบกันยาก ระบบใหม่จะช่วยจัดระเบียบข้อมูลให้ค้นหา วิเคราะห์ และนำไปใช้งานได้ง่ายขึ้นมาก

#ทดลองจริงกับข้อมูลจริง

ทีมวิจัยได้นำข้อมูลการใช้ประโยชน์ที่ดินและข้อมูลปริมาณน้ำฝนมาทดลองใช้ประเมินประสิทธิภาพ เพื่อดูว่าระบบใหม่สามารถวิเคราะห์ข้อมูลได้ดีแค่ไหน
ผลที่ได้พบว่า
• ระบบสามารถประมวลผลข้อมูลและแสดงผลได้ถูกต้องสอดคล้องกับข้อมูลเดิม
• ลดความซับซ้อนในการจัดการข้อมูลจำนวนมาก
• รองรับการทำงานกับข้อมูลหลายรูปแบบได้ดี
นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาซอฟต์แวร์ต้นแบบ เพื่อใช้แสดงผลข้อมูลบนแผนที่ ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถดูข้อมูล วิเคราะห์ และส่งต่อข้อมูลได้สะดวกยิ่งขึ้น
#ไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิค แต่คือการบริหารน้ำของประเทศ

แม้โครงการนี้จะดูเป็นเรื่องเทคโนโลยีและระบบข้อมูล แต่เป้าหมายจริง ๆ คือ “ช่วยให้การบริหารจัดการน้ำของประเทศมีประสิทธิภาพมากขึ้น”
เมื่อข้อมูลแม่นยำ การตัดสินใจก็แม่นยำตามไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นการช่วยพื้นที่การเกษตร การเติมน้ำให้เขื่อน การดูแลพื้นที่ป่าไม้ หรือการรับมือสถานการณ์ภัยแล้ง
ทั้งหมดนี้คืออีกหนึ่งเบื้องหลังสำคัญของการปฏิบัติการฝนหลวงและการดัดแปรสภาพอากาศ ที่ไม่ได้มีแค่เครื่องบินบนท้องฟ้า แต่ยังมีการพัฒนาระบบข้อมูลและเทคโนโลยี เพื่อให้ทุกภารกิจทำงานได้อย่างแม่นยำและตอบโจทย์ประชาชนมากที่สุด

16/05/2026

🎉ขอแสดงความยินดี🎉
นายวิทยา แก้วมี
ในโอกาสที่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง
#อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร
ตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2569
ตามราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 143 ตอนพิเศษ 120 ง
หน้า 15 ลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2569

16/05/2026
13/05/2026
13/05/2026

วันพืชมงคลกับ “ฝนจากฟ้า”
ศาสตร์แห่งความหวังของเกษตรกรไทย
ทุกปีเมื่อเข้าสู่เดือนพฤษภาคม คนไทยจะได้เห็นภาพพระราชพิธีสำคัญที่จัดขึ้น ณ ท้องสนามหลวง ภาพพระยาแรกนา พระโค และการไถหว่านกลางผืนดิน กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งการเริ่มต้นฤดูกาลเพาะปลูกของประเทศ พิธีนี้คือ “พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ” หรือที่คนไทยเรียกสั้น ๆ ว่า “วันพืชมงคล”
แม้พิธีนี้จะมีประวัติยาวนานหลายร้อยปี แต่หัวใจสำคัญยังคงเหมือนเดิม คือ “การสร้างขวัญและกำลังใจให้เกษตรกร” พร้อมสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ธรรมชาติ น้ำ และผืนดิน ซึ่งเป็นหัวใจของการเกษตรไทยมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
"จุดเริ่มต้นของพระราชพิธีแรกนาขวัญ"
พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญมีมาตั้งแต่สมัยโบราณ เชื่อว่ารับอิทธิพลจากพิธีพราหมณ์ของอินเดีย ก่อนจะผสมผสานเข้ากับวิถีชีวิตและความเชื่อของไทย โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่การเพาะปลูก และอธิษฐานให้ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล พืชผลอุดมสมบูรณ์
ในอดีต ประเทศไทยเป็นสังคมเกษตรกรรม ผู้คนพึ่งพาธรรมชาติเป็นหลัก โดยเฉพาะ “ฝน” ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการเพาะปลูก หากปีใดฝนดี น้ำดี ก็หมายถึงความอุดมสมบูรณ์ของบ้านเมือง
ต่อมาในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พระราชพิธีนี้ได้รับการฟื้นฟูและสืบทอดอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันแบ่งออกเป็น 2 ส่วนสำคัญ ได้แก่
พระราชพิธีพืชมงคล
เป็นพิธีทางพระพุทธศาสนา เพื่อทำขวัญเมล็ดพันธุ์ข้าวและพืชต่าง ๆ ให้เกิดความเป็นสิริมงคล
พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ
เป็นพิธีพราหมณ์ มีการไถหว่านและหว่านเมล็ดพันธุ์ ณ ท้องสนามหลวง โดย “พระยาแรกนา” ทำหน้าที่ไถนาเชิงสัญลักษณ์ เพื่อประกาศการเริ่มต้นฤดูเพาะปลูกของไทย
“พระโค” กับคำพยากรณ์เรื่องฝนฟ้า
อีกหนึ่งสิ่งที่ประชาชนรอคอยทุกปี คือ “การเสี่ยงทายของพระโค” หลังเสร็จพิธีไถหว่าน จะมีการตั้งอาหารและน้ำหลายชนิดให้พระโคเลือกกิน เช่น ข้าว ข้าวโพด ถั่ว งา น้ำ และหญ้า
สิ่งที่พระโคเลือก จะถูกนำมาตีความเป็นคำพยากรณ์เกี่ยวกับปริมาณน้ำฝน ความอุดมสมบูรณ์ และแนวโน้มผลผลิตทางการเกษตรของปีนั้น ถือเป็นภูมิปัญญาและความเชื่อที่สะท้อนความผูกพันระหว่างคนไทยกับธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง
จาก “การเฝ้ารอฝน” สู่ “การบริหารจัดการน้ำจากฟ้า”
แม้ปัจจุบันเทคโนโลยีจะก้าวหน้าไปมาก แต่ “น้ำ” และ “ฝน” ก็ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของภาคการเกษตรไทยเช่นเดิม
ในอดีต เกษตรกรอาจทำได้เพียงเฝ้ารอฝนจากธรรมชาติ แต่ปัจจุบัน ประเทศไทยมีอีกหนึ่งศาสตร์สำคัญที่เข้ามาช่วยบริหารจัดการน้ำจากท้องฟ้า นั่นคือ “ฝนหลวง”
พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงเล็งเห็นปัญหาภัยแล้งและความเดือดร้อนของเกษตรกรไทย จึงทรงคิดค้น “โครงการพระราชดำริฝนหลวง” ขึ้น เพื่อช่วยเพิ่มปริมาณน้ำฝนในพื้นที่ขาดแคลนน้ำ
จากวันแรกของการทดลองปฏิบัติการในปี พ.ศ. 2512 สู่การพัฒนาเป็นเทคโนโลยีดัดแปรสภาพอากาศที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ ปัจจุบันกรมฝนหลวงและการบินเกษตร มีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือพื้นที่เกษตร เติมน้ำให้เขื่อนและอ่างเก็บน้ำ บรรเทาภัยแล้ง รวมถึงลดผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ
ภารกิจเดียวกัน…เพื่อเกษตรกรไทย
แม้ “พระราชพิธีแรกนาขวัญ” และ “การทำฝนหลวง” จะเกิดขึ้นต่างยุคสมัย แต่ทั้งสองสิ่งมีเป้าหมายเดียวกัน คือ การสร้างความมั่นคงทางน้ำและความหวังให้เกษตรกรไทย
พิธีแรกนาขวัญคือสัญลักษณ์แห่งการเริ่มต้นฤดูกาลเพาะปลูก ส่วนฝนหลวงคือการนำนวัตกรรมและวิทยาศาสตร์เข้ามาช่วยเติมน้ำให้ผืนดิน
จากอดีตที่มนุษย์เฝ้ามองท้องฟ้ารอฝน
สู่ปัจจุบันที่คนไทยสามารถ “บริหารจัดการฝน” เพื่อช่วยเหลือประชาชนได้อย่างเป็นระบบ
นี่จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของประเพณีหรือเทคโนโลยีเท่านั้น แต่คือเรื่องราวของ “น้ำแห่งชีวิต” ที่เชื่อมโยงคนไทย ผืนดิน และท้องฟ้า เข้าด้วยกันมาตลอดทุกยุคทุกสมัย 🌾☁️✈️

ที่อยู่

331
Phanom
84250

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 17:00
อังคาร 08:30 - 17:00
พุธ 08:30 - 17:00
พฤหัสบดี 08:30 - 17:00
ศุกร์ 08:30 - 17:00

เบอร์โทรศัพท์

+6677380902

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ สถานีเรดาร์ฝนหลวงพนมผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์