02/06/2026
เรื่องการแต่งตั้ง อ.สุรพล นิติไกรพจน์ เป็นประธานยุทธศาสตร์ของผู้สมัครผู้ว่าพรรคประชาชน
ผมยอมรับอย่างแมนๆ ว่าในอดีตสมัยเรียนธรรมศาสตร์ ผมเคยวิพากษ์วิจารณ์ อ.สุรพล อย่างรุนแรงหลายครั้งเกี่ยวกับการรับตำแหน่ง สนช. หลังรัฐประหารปี 2549 รวมถึงจุดยืนเรื่องมาตรา 7 และการจำกัดเสรีภาพนักศึกษา นี่พูดตรง ๆ ผมพูดเลยว่ามันทุเรศมากที่อธิการบดีธรรมศาสตร์ไปรับตำแหน่งและสนับสนุนรัฐประหาร รวมถึงเสนอความเห็นบ้า ๆ ที่ขัดต่อประชาธิปไตย
แต่กลับกันพอได้ยินข่าวเรื่องนี้ พูดตรง ๆ จะโกรธกันก็ได้ แต่แว๊บแรกผมเฉย ๆ เพราะประเมินตามหลักข้อมูลและผลโพลในปัจจุบัน ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ของพรรคประชาชนมีโอกาสชนะค่อนข้างน้อย (ในอนาคตจะเปลี่ยนยังไงก็แล้วแต่) อ.สุรพล จึงอาจจะไม่ได้เข้ามามีบทบาทบริหารจริงในท้ายที่สุด ดังนั้นก็ไม่ได้มีอะไรสำหรับผม ผมก็ลืมไป พาเมียไปกินข้าว กลับมาดูอีกทีเพิ่งรู้ว่ามันดราม่ามาก
เอาจริง ๆ ผมอ่านข่าวเห็นความเห็นของคุณ พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ - Phicharn Chaowapatanawong เกี่ยวกับการแต่งตั้ง อ.สุรพล มาในตำแหน่งนี้เพราะเป็นมือหนึ่งด้านกฎหมายมหาชน และเคยเป็นประธานบอร์ดกรุงเทพธนาคม ซึ่งมีประสบการณ์ตรงที่ตอบโจทย์การบริหารโครงสร้างสาธารณูปโภคของ กทม. ซึ่งผมพูดตรง ๆ ว่าตรรกะนี้ผมเห็นด้วย 100% ที่พูดนี่เพราะเห็นด้วยจริง ๆ ไม่ใช่เพราะผมรู้จักคุณพิจารณ์
แต่ในมุมนึง ผมว่าเข้าใจกลุ่มผู้สนับสนุนที่ออกมาโจมตี เพราะ อ.สุรพล มีประวัติขัดต่อคุณค่าหลักของพรรค หลับตานึกไปแล้วผมเข้าใจเลยว่าทำไมด้อมส้มถึงต่อต้านกันมาก คือถ้าอย่างคุณหมอสุภัทรนี่ชัดเจนว่าด้อมส้มยอมรับเพราะคุณหมอออกมาแสดงจุดยืนชัดเจนว่าในอดีตคือพลาด ตอนนี้พร้อมต่อสู้กับพรรคประชาชน แต่กลับกันสำหรับ อ.สุรพลยังไม่เคยออกมาขอโทษสังคมอย่างเป็นทางการ แต่ผมอยากจะชี้ให้เห็นว่าเมื่อเวลาเปลี่ยน และที่สำคัญเมื่อข้อเท็จจริงเปลี่ยน คนเราสามารถเปลี่ยนจุดยืนได้ ซึ่ง อ.สุรพล เองก็เคยมาเป็นพยานในคดียุบพรรคก้าวไกลและคอยให้คำแนะนำแก่แกนนำพรรคในช่วงที่ผ่านมา
การทำพรรคการเมืองมันคือการพยายามให้คนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับสิ่งที่เราเสนอ ซึ่งคนส่วนใหญ่ ไม่ใช่ทั้งหมดที่จะมีอุดมการณ์บริสุทธิ์ไม่เคยไปอยู่ฝ่ายตรงข้ามแบบแกนนำพรรคหรือด้อมส้มรุ่นใหญ่หลายคน ผมก็หนึ่งในนั้นเพราะผมก็ไม่เคยไปต่อสู้กับใครที่ไหน แค่ตอนหลังรู้สึกว่าอุดมการณ์ตรงกันและช่วยงานได้ผมก็มาช่วยพรรค
แต่ผมตั้งคำถามว่าถ้าจะต้องมานั่งคัดคนว่าแต่ละคนเคยมีประวัติใสสะอาดอะไรแบบนี้ มันคือการพยายามหาเลือดบริสุทธิ์เพื่อจะบอกว่าเลือกบริสุทธิ์เท่านั้นคือส้มแท้หรือเปล่า แล้วคนอย่างผม หรือคนอื่นที่เขาเคยอยู่อีกฝั่งแล้วเขารู้แล้วว่ามันไม่ Work แล้วจะมาสนับสนุนพรรคประชาชนมันจะกลายเป็นเลือดสีโคลนที่ต้องถูกกำจัดหรือเปล่า
ซึ่งหากเดินเกมสไตล์สลิธีรีนแบบนี้พรรคจะกลายสภาพเป็น "ลัทธิการเมือง" และสงสัยไม่น่าจะได้เกิน 50 ที่นั่ง เพราะคนที่มีอุดมการณ์บริสุทธิ์จ๋าขนาดนั้นมีจำนวนน้อยมากในสังคม
เรามาตั้งพรรคทำไม? เพื่อเสนอทางเลือกให้ประชาชนว่าแนวคิดของเราในการเปลี่ยนแปลงประเทศคือแนวคิดที่ประเทศไทยควรจะเป็นไม่ใช่หรือ แต่การจะเปลี่ยนประเทศและจัดตั้งรัฐบาลต้องใช้เสียงถึง 15-16 ล้านเสียง พรรคก็ควรต้องเปิดรับกลุ่มพลังเงียบหรือคนที่เคยอยู่ฝั่งตรงข้ามหรือคนที่เป็น Swing Voters ให้ได้สิ และตราบใดที่วาระเชิงโครงสร้างหลักของพรรคไม่ได้เปลี่ยนแปลง อุดมการณ์ไม่ได้เปลี่ยนแปลง แนวทางไม่ได้เปลี่ยนแปลง การดึงผู้เชี่ยวชาญหรือหาแนวร่วมเข้ามาทำงานถือเป็นยุทธศาสตร์ที่ดีในการลดภาพลักษณ์ความสุดโต่ง (Radical) ให้ดูเป็นพรรคสายบริหารที่เข้าถึงง่ายขึ้น
แล้วมันก็ดีไม่ใช่เหรอ ที่ถ้าเราทำให้คนมาสนับสนุนเรามากขึ้น
คือสำหรับผมอ่ะ ผมมั่นใจว่าผมคุยได้ทุกฝ่าย เพราะนี่คือความตั้งใจของผมตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว ผมเดินไปยกมือไหว้ทุกคนจะเด็กจะแก่ ตอน กมธ.ชุดที่แล้ว ส.ส. พรรคอื่นมาถามผมผมก็ให้ความเห็นเต็มที่ในสิ่งที่ผมเชื่อ เพื่อนผมรองโฆษกประชาธิปัตย์ Jirawat Junkwat บางทีมาคุยกันว่าประเด็นนี้คิดยังไงผมก็ตอบไป ทหารหลายครั้งก็ถามผมว่าแบบนี้จะทำยังไงผมก็ตอบไป ไปสัมภาษณ์คนที่พรรคเพื่อไทยผมก็เสนอความเห็นไป คือผมไม่รู้สึกว่ามีปัญหาเลย เพราะเราทำงานต้องทำงานได้กับทุกคน แต่ด้วยวิธีนี้เราไม่ได้เปลี่ยนในสิ่งที่เราเชื่อสักหน่อย
แต่ถ้าเป็นแบบนี้ผมจะเป็นส้มปลอมผมก็ไม่ว่าอะไรนะ ผมยอมรับได้ อันนี้ไม่ได้ประชดด้วย
และเอาจริง ๆ ในฐานะส้มปลอมผมเข้าใจทุกคนนะทั้งที่คัดค้านและไม่คัดค้าน และผมว่าผมเข้าใจกรรมการบริหารพรรคด้วยว่าเชิญ อ.สุรพลมาทำไม แต่ผมคิดว่าพรรคต้องสื่อสารให้ดีกว่านี้ ต้องอธิบายให้ Voter ที่กำลังโมโหเข้าใจมากกว่านี้ อย่าพูดแค่ทือ ๆ แบบนี้ ถ้าอธิบายแล้วเขายังไม่เข้าใจ หรือเข้าใจแต่ยอมรับไม่ได้แล้วเขาไม่รู้สึกสบายใจ เราก็ต้องยอมให้เขาออกไปพักก่อน แต่ไม่ใช่พรรคจะเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาทุกครั้งที่มีกระแส เพราะไม่งั้นจะทำอะไรไม่ได้เลย แล้วต่อไปเป็นรัฐบาลจะยิ่งกว่านี้อีก จะไหวเหรอ มันจะกลายเป็นการแสดงให้เห็นว่าพรรคขาดวุฒิภาวะในการบริหารประเทศในอนาคต
ถามว่าต้องอธิบายยังไง? ผมบอกตรง ๆ ว่าผมไม่รู้ครับ ผมอยู่ในฐานะคนเดินมาร้านอาหารแล้วบ่นว่าอาหารไม่อร่อย แต่ผมไม่รู้ว่าจะทำยังไงให้อร่อย นั่นคือหน้าที่เชฟ ฉันใดฉันนั้น ผู้บริหารพรรคต้องมีหน้าที่คิดวิธีการบริหารความรู้สึกของสมาชิกพรรค นั่นคือหน้าที่คุณครับ