ตำรวจไซเบอร์ – บช.สอท.

ตำรวจไซเบอร์ – บช.สอท. กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ตำรวจไซเบอร์)

ตำรวจไซเบอร์ เป็นหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย สังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีหน้าที่ในการสืบสวนสอบสวน ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ทั่วราชอาณาจักร
มุ่งเน้นในการสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางไซเบอร์ เป็นภัยคุกคามหลายรูปแบบที่เพิ่มขึ้นในโลกดิจิทัลปัจจุบัน การรวบรวมข้อมูล พิสูจน์หลักฐานดิจิทัล ตรวจสอบและวิเคราะห์การกระทำความผิด โดยบุคลากรผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญเพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยีเครื่องมือพิเศษและเทคนิคเฉพาะทาง ในการสืบสวนอาชญากรรมทางไซเบอร์ รวมถึงการประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนให้ความรู้แก่ประชาชนในการป้องกันตนเองจากภัยคุกคามทางไซเบอร์
ตำรวจไซเบอร์ ภายใต้การอำนวยการของ พลตำรวจโท วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ภายใต้วิสัยทัศน์ “เป็นองค์กรสืบสวนสอบสวน อาชญากรรมไซเบอร์ อย่างมืออาชีพ ที่ประชาชนเชื่อมั่นศรัทธา”

ตร.ไซเบอร์รวบสาวเอเยนต์บัญชีม้านิติบุคคลรายใหญ่รับมีนายทุนจีนหนุนหลัง พบใช้หลอกชาวบ้านแล้วกว่า 27 คดีสืบเนื่องจากเมื่อช่...
02/09/2026

ตร.ไซเบอร์รวบสาวเอเยนต์บัญชีม้านิติบุคคลรายใหญ่
รับมีนายทุนจีนหนุนหลัง พบใช้หลอกชาวบ้านแล้วกว่า 27 คดี

สืบเนื่องจากเมื่อช่วงเดือน ส.ค.69 ที่ผ่านมา ได้มีผู้เสียหายรายหนึ่งในพื้นที่ จ.จันทบุรี เป็นเจ้าของธุรกิจค้าขายแผงโซล่าเซลล์ ได้รับการติดต่อจากลูกค้าผ่านแอปพลิเคชันไลน์ของร้านค้าเพื่อขอซื้อโคมไฟโซล่าเซลล์จำนวนมาก มูลค่ารวมกว่า 395,000 บาท เมื่อตกลงว่าจะซื้อขายกันแล้ว ลูกค้ารายดังกล่าวได้พูดคุยตีสนิท พร้อมออกอุบายชักชวนให้ผู้เสียหายช่วยซื้อลวดหนามหีบเพลง มูลค่ากว่า 700,000 บาท โดยอ้างว่าจะเอาไปส่งให้ค่ายทหารแห่งหนึ่งในพื้นที่ จ.ชลบุรี ผู้เสียหายหลงเชื่อ จึงโอนเงินเข้าบัญชีนิติบุคคลประเภท หจก. โดยเชื่อว่าเป็นบัญชีของร้านค้าที่ถูกต้อง แต่เมื่อโอนเงินไปแล้ว กลับไม่สามารถติดต่อได้อีก จึงรู้ตัวว่าโดนหลอกลวงและเข้าแจ้งความเพื่อดำเนินคดีในเวลาต่อมา

ต่อมา พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.สอท. ได้สั่งการให้ พล.ต.ต.กฤตัชญ์ บำรุงรัตนยศ ผบก.สอท.4 ส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจออกสืบสวนและรวบรวมพยานหลักฐาน กระทั่งสามารถขออำนาจศาลออกหมายจับผู้เกี่ยวข้องและหมายค้นเป้าหมายได้สำเร็จ

โดยล่าสุด พ.ต.อ.อนุชา ศรีสำโรง ผกก.2 บก.สอท.4 ได้มอบหมายให้ พ.ต.ท.สิรวิชญ์ มหัทธนวิศิษฎ์ รอง ผกก.2 บก.สอท.4, พ.ต.ท.พร้อมพล นิตย์วิบูลย์ รอง ผกกฯ ช่วยราชการ กก.2 บก.สอท.4, พ.ต.ต.ยุทธพงษ์ อมรมงคลศิลป์ สว.ฯ ช่วยราชการ กก.2 บก.สอท.4 และ พ.ต.ต.เปรมประชา อุตมา สว.ฯ ช่วยราชการ กก.2 บก.สอท.4 นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัด พร้อมหมายค้นศาลอาญาธนบุรี ที่ 214/2569 เข้าตรวจค้นบ้านพักในหมู่บ้านหรูแห่งหนึ่งย่านภาษีเจริญ กทม.

จากการตรวจค้น สามารถจับกุม น.ส.รัญวรัชญ์ หรือ พิม อายุ 31 ปี ตามหมายจับศาลจังหวัดจันทบุรี ที่ 155/2569 ลง 13 ส.ค.69 ข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกง”, “ร่วมกันโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง” และ “เปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝากฯ”

เบื้องต้น เจ้าตัวยอมรับว่าตนเองเดือดร้อนเรื่องเงิน จึงได้ไปจดทะเบียนจัดตั้งและเป็นกรรมการของนิติบุคคลประเภท ห้างหุ้นส่วนจำกัด ที่ไม่ได้ทำธุรกิจจริง จากนั้นได้เปิดบัญชีธนาคารของ หจก. แล้วนำไปขายต่อตามกลุ่มที่ประกาศรับซื้อบัญชีธนาคารในเฟซบุ๊ก ได้เงินกลับมารวมกว่า 80,000 บาท จากการตรวจสอบพยานหลักฐานในโทรศัพท์มือถือที่ตรวจยึดได้จากผู้ต้องหา พบว่าผู้ต้องหายังรับจ้างเป็นนายหน้าจัดหาบัญชีม้านิติบุคคลด้วย ซึ่งเจ้าตัวก็ยอมรับภายหลังว่า เมื่อตนเองเห็นว่าการขายบัญชีม้านิติบุคคลสามารถทำรายได้ค่อนข้างดี และยังเป็นเงินก้อนใหญ่ จึงได้เริ่มประกาศหารับซื้อบัญชี หจก. จากกลุ่มในเฟซบุ๊กและจากการที่เจ้าหน้าที่ตรวจสอบบัญชีธนาคารที่ผู้ต้องหาเคยขายไป พบว่ามีความเชื่อมโยงกับคดีที่เจ้าทุกข์ทั่วประเทศเข้าแจ้งความแล้ว รวมกว่า 27 คดี ทั้งการหลอกให้ทำกิจกรรม หลอกให้ลงทุน และอื่นๆ และเชื่อว่ายังมีที่ถูกหลอกลวงแล้วแต่ยังไม่ได้เข้าแจ้งความอีกหลายราย

นอกจากนี้ เมื่อช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา ผู้ต้องหาเปิดเผยว่าตนเองได้ติดต่อกับนายทุนชาวจีนรายหนึ่ง ชื่อ อาเหย้า ผ่านแอปพลิเคชันไลน์ และ เทเลแกรม โดย อาเหย้า มีการเสนอให้ผู้ต้องหาช่วยจัดหาคนเปิดบัญชีม้า หจก. พร้อมใช้งาน โดยอาเหย้าจะเป็นผู้จัดหาโทรศัพท์มือถือพร้อมซิมการ์ดจากตลาดมืดส่งมาให้ เพื่อให้ผู้ต้องหานำไปใช้ประกอบการจัดหาผู้รับเปิดบัญชีม้านิติบุคคล โดยแลกกับเงินจำนวนสูงถึง 80,000 - 150,000 บาท ต่อบัญชี ขึ้นอยู่กับความพร้อมในการใช้งานของบัญชีนั้นๆ ซึ่งตลอดระยะเวลา 4-5 เดือนที่ผ่านมา ผู้ต้องหารับว่าตั้งแต่ทำงานกับอาเหย้าทำให้มีรายได้ดีมาก ประมาณหลักแสนต่อเดือน

เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงควบคุมตัวส่งดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างติดตามจับกุมผู้ต้องหารายอื่นๆ ในเครือข่าย รวมทั้งอยู่ระหว่างขยายผลไปยังนายทุนชาวจีนรายดักกล่าว เพื่อนำผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดมาดำเนินคดีตามกฎหมาย

#ตำรวจไซเบอร์ #บัญชีม้า #บัญชีม้านิติบุคคล

🚨 เตือนภัย! ระวังแก๊งคอลเซ็นเตอร์ แอบอ้างเป็นพนักงานค่ายมือถือ!มิจฉาชีพโทรอ้างว่าเบอร์ของคุณมีพฤติกรรมน่าสงสัย หรือสมัคร...
02/09/2026

🚨 เตือนภัย! ระวังแก๊งคอลเซ็นเตอร์ แอบอ้างเป็นพนักงานค่ายมือถือ!

มิจฉาชีพโทรอ้างว่าเบอร์ของคุณมีพฤติกรรมน่าสงสัย หรือสมัครบริการที่ไม่รู้จัก ก่อนสร้างเรื่องต่อเพื่อขอข้อมูลและหลอกให้โอนเงิน

⚠️ มุกที่มิจฉาชีพมักใช้
1. อ้างเป็นพนักงานค่ายมือถือ
2. โอนสายให้ตำรวจ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ
3. ส่งเอกสารราชการปลอม
4. ข่มขู่ว่ามีความผิดทางกฎหมาย
5. หลอกให้โอนเงินเพื่อตรวจสอบบัญชีหรือความบริสุทธิ์

จำไว้! ตำรวจจริงไม่ทำ
❌ ไม่ให้โอนเงินเพื่อตรวจสอบความบริสุทธิ์
❌ ไม่ส่งเอกสารราชการออนไลน์เพื่อดำเนินคดี
❌ ไม่ให้เปิดกล้องเพื่อดำเนินคดีผ่านช่องทางดังกล่าว

เจอสายแบบนี้
ตัดสายทันที หยุดโอน หยุดให้ข้อมูล และปรึกษาคนใกล้ตัวก่อนตัดสินใจ หากสงสัยว่ากำลังถูกหลอก ☎️สายด่วน 1441

#ตำรวจไซเบอร์ #เตือนภัยไซเบอร์ #รู้ทันมิจฉาชีพ #แก๊งคอลเซ็นเตอร์ #ภัยออนไลน์ #สายด่วน1441

01/09/2026

ช่วงแรกฟังทัน กดใจมา

#ตํารวจไซเบอร์ #เตือนภัย #มิจฉาชีพ #แก๊งคอลเซ็นเตอร์

🚨 AI ปลอมได้ทั้ง “ภาพ–เสียง” ระวังตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพยุคใหม่!👑 ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ทรงเตือ...
30/08/2026

🚨 AI ปลอมได้ทั้ง “ภาพ–เสียง” ระวังตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพยุคใหม่!

👑 ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ทรงเตือนภัยประชาชนให้รู้เท่าทันกลโกงมิจฉาชีพยุคใหม่ ที่นำเทคโนโลยี AI มาปลอมแปลงภาพและเสียง เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและหลอกลวงเหยื่อ

📣 ติดตามสาระเตือนภัยและวิธีรับมือ ก่อนตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ ในรายการ “Princess Vlog Ep.206 : TO BE NUMBER ONE CHANNEL” พร้อมพูดคุยเรื่องภัยจาก AI ร่วมกับ ตำรวจไซเบอร์ โดย
พล.ต.ต.นิเวศน์ อาภาวศิน รอง ผบช.สอท.

🎥 คลิปนี้ต้องดู! รู้ทันก่อนตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ AI 👇👇👇

https://youtu.be/b3riIxwX-T4?si=jwnVk5_VyadaFvRr

📣 ดูจบแล้ว..ฝากกดแชร์เตือนคนที่คุณรัก 🔔

#ทูลกระหม่อม
#เตือนภัยมิจฉาชีพ
#มิจฉาชีพAI
#ตำรวจไซเบอร์
#สายด่วน1441

เสียงที่ได้ยิน อาจไม่ใช่เสียงจริง ภาพที่เห็น อาจไม่ใช่ตัวจริง ทูลกร...

29/08/2026

อย่าถ่ายจะดีที่สุด ระมัดระวังตัวเองจะปลอดภัยที่สุด 🥰
#ตํารวจไซเบอร์ #ถ่ายคลิป #แฟน #อนาจาร

ตร.ไซเบอร์ทลายแก๊งเวียดนามหลอกนักศึกษา ม.ดัง โทรมาราธอนแถมสั่งโกหกพ่อ ขู่โอนเงินสูญกว่า 3.6 ล้านสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ ...
28/08/2026

ตร.ไซเบอร์ทลายแก๊งเวียดนามหลอกนักศึกษา ม.ดัง
โทรมาราธอนแถมสั่งโกหกพ่อ ขู่โอนเงินสูญกว่า 3.6 ล้าน
สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 9 ส.ค.69 ที่ผ่านมา ได้มีนักศีกษาปี 1 ของมหาวิทยาลัยชื่อดังย่านปทุมวัน ได้มีมิจฉาชีพโทรศัพท์หาแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่จาก AIS สำนักงานใหญ่ แจ้งว่ามีคนนำชื่อผู้เสียหายไปเปิดซิมโทรศัพท์ที่ห้างสรรพสินค้าในพื้นที่ จ.เลย จากนั้นมิจฉาชีพได้โอนสายให้คุยกับคนที่แอบอ้างเป็นร้อยเวร สภ.เมืองเลย และสั่งให้เพิ่มเพื่อนทางแอปพลิเคชันไลน์ชื่อบัญชี “สภ.เมืองเลย”
ต่อมา คนร้ายได้โทรหาผู้เสียหายผ่านแอปพลิเคชันไลน์แล้วอ้างตัวเป็น “ผกก.สภ.เมืองเลย” และสั่งห้ามวางสาย พร้อมข่มขู่ว่า สภ.เมืองเลย ได้จับกุมผู้ต้องหาคดีฟอกเงินรายหนึ่ง ซึ่งผู้ต้องหาคนดังกล่าวได้ให้การซัดทอดว่า ผู้เสียหายได้ขายบัญชีธนาคารไปใช้รับโอนเงินเว็บพนันออนไลน์ จนสามารถอายัดเงินไว้ได้จำนวน 8.5 ล้านบาท โดยผู้เสียหายเป็นผู้ต้องสงสัยเนื่องจากไม่มีเงินสนับสนุนจากผู้ปกครอง จึงนำบัญชีตนเองไปขายเพื่อแลกส่วนแบ่ง 10 เปอร์เซ็นต์จากผู้ต้องหา
จากนั้นเมื่อผู้เสียหายหลงเชื่อ คนร้ายจึงสั่งให้ผู้เสียหายแสดงความบริสุทธิ์ใจ โดยให้บอกข้อมูลบัญชีธนาคารและยอดเงินคงเหลือ ผู้เสียหายเกิดความกลัวจึงแจ้งข้อมูลบัญชีธนาคารทั้งหมด และแจ้งยอดเงินในบัญชีซึ่งมีอยู่รวมกันประมาณกว่า 8.5 แสนบาท จากนั้นคนร้ายจึงสั่งให้โอนเงินทุกบัญชีมารวมไว้บัญชีเดียวกัน แล้วสั่งให้โอนเงินไปยังบัญชีธนาคารที่อ้างว่าเป็น “บัญชีกลาง ปปง.” เพื่อตรวจสอบ โดยคนร้ายรับปากว่าจะโอนคืนให้ภายใน 1-2 ชั่วโมง
เมื่อผู้เสียหายโอนเงินรอบแรกแล้ว คนร้ายยังได้สั่งให้ผู้เสียหายโกหกพ่อเพื่อขอเงินเพิ่ม โดยให้อ้างว่านำเงินไปใช้เรื่องขอทุนมหาวิทยาลัยไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่ออสเตรเลีย และสั่งห้ามบอกใคร พ่อผู้เสียหายจึงโอนเงินให้ผู้เสียหาย รวม 2,700,000 บาท จากนั้นคนร้ายยังสั่งให้โอนเงินเพื่อตรวจสอบเพิ่มอีก และยังสั่งให้ถอนเงินสดจากเคาน์เตอร์ธนาคาร พร้อมสั่งให้ไปเปิดห้องพักที่โรงแรมแห่งหนึ่งย่านศรีนครินทร์ ก่อนสั่งให้นำเงินสดไปมอบให้บุคคลที่อ้างตัวว่าเป็นตำรวจที่หน้าโรงแรมดังกล่าว
จากกรณีดังกล่าว ภายในวันที่ 9 ส.ค.69 วันเดียว ผู้เสียหายได้โอนเงินและส่งมอบเงินให้คนร้ายรวมจำนวน 5 ครั้ง เป็นเงินทั้งสิ้น 3,617,000 บาท ดังนี้
ครั้งที่ 1 เวลา 12.47 น. โอนเงินจากธนาคารผู้เสียหายไปยังเลขบัญชีคนร้าย จำนวน 856,000 บาท
ครั้งที่ 2 เวลา 15.54 น. โอนเงินจากธนาคารผู้เสียหายไปยังเลขบัญชีคนร้าย จำนวน 1,100,000 บาท
ครั้งที่ 3 เวลา 18.00 น. นำเงินสดที่ถอนจากธนาคาร จำนวน 1,600,000 บาท ไปมอบให้คนร้ายที่หน้าโรงแรมแห่งหนึ่งย่านศรีนครินทร์
ครั้งที่ 4 เวลา 19.33 น. โอนเงินจากธนาคารผู้เสียหายไปยังเลขบัญชีคนร้าย จำนวน 26,000 บาท
ครั้งที่ 5 เวลา 19.36 น. โอนเงินจากธนาคารผู้เสียหายไปยังเลขบัญชีคนร้าย จำนวน 35,000 บาท
หลังจากการโอนเงินครั้งล่าสุดแล้ว คนร้ายได้สั่งให้เปลี่ยนไปคุยกันผ่านแอปพลิเคชัน Telegram พร้อมสั่งห้ามวางสายจนกว่าจะถึงวันรุ่งขึ้นเพื่อหวังหลอกโอนเงินเพิ่ม แต่อาของผู้เสียหายมาพบ และสังเกตเห็นความผิดปกติจึงเข้าสอบถาม เมื่อผู้เสียหายเล่าให้ฟังและค้นหาข้อมูลจึงรู้ตัวว่าหลานกำลังถูกแก๊งมิจฉาชีพหลอกลวง จึงได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน กก.2 บก.สอท.2 เพื่อดำเนินคดี
ต่อมา พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.สอท. ได้มอบหมายให้ พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ รอง ผบช.สอท.นำกำลังเจ้าหน้าที่ กก.2 บก.สอท.2, กก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สอท.2 และ กก.4 บก.สอท.2 ร่วมกันสืบสวนสอบสวนเพื่อรวบรวมพยานหลักฐาน จนกระทั่งศาลจังหวัดสมุทรปราการได้อนุมัติหมายจับผู้ต้องหาชาวเวียดนาม จีน และไทย รวมจำนวน 8 ราย รวมทั้งขออนุมัติหมายค้นเป้าหมายที่เกี่ยวข้องได้สำเร็จ
ล่าสุด พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ รอง ผบช.สอท. พร้อมด้วย พ.ต.อ.ขจร อบทอง รอง ผบก.สอท.2, พ.ต.อ.มนต์ชัย บุญเลิศ ผกก.2 บก.สอท.2, พ.ต.อ.คุณาปะโยชน์ อารียรัตนะณธร ผกก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สอท.2, พ.ต.อ.ต่อศักดิ์ ปานกลิ่นพุฒ ผกก.4 บก.สอท.2 และ พ.ต.ท.เด่นดนัย วิจิตรนนท์ รอง ผกก.(สอบสวน) กก.2 บก.สอท.2 ร่วมกันนำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดพร้อมหมายค้นศาลจังหวัดสมุทรปราการ และศาลจังหวัดสมุทรสาคร ร่วมกันเข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย จำนวน 3 จุด ในพื้นที่สมุทรปราการ และ สมุทรสาคร จนมีผลการปฏิบัติ ดังนี้
ตรวจค้นบ้านเช่าหลังหนึ่งภายในซอยมณฑาทิพย์ 1 แยก 7 ม.2 ต.เทพารักษ์ อ.เมืองสมุทรปราการ จ.สมุทรปราการ สามารถจับกุมผู้ต้องหาสัญชาติเวียดนามได้ จำนวน 2 ราย ดังนี้
1. MR.QUOC NAM NGUYEN อายุ 28 ปี คนร้ายที่อ้างตัวเป็นตำรวจและไปรับเงินสดจำนวน 1,600,000 บาท จากผู้เสียหายที่หน้าโรงแรม
2. MR.HUY TAN NGUYEN อายุ 26 ปี คนร้ายที่ร่วมไปรับเงินสดจำนวน 1,600,000 บาท จากผู้เสียหายที่หน้าโรงแรม พร้อมตรวจยึดโทรศัพท์มือถือ จำนวน 8 เครื่อง และชุดแต่งกายที่ใช้สวมใส่ขณะรับเงินสดจากผู้เสียหาย จำนวน 2 ชุด
ตรวจค้นบ้านพักหลังหนึ่งในพื้นที่ ม.2 ต.บางหญ้าแพรก อ.เมืองสมุทรสาคร จ.สมุทรสาคร และโกดังเก็บสินค้าแห่งหนึ่ง ในพื้นที่ ม.3 ต.บางหญ้าแพรก อ.เมืองสมุทรสาคร จ.สมุทรสาคร สามารถจับกุมนางสาวดลภัค อายุ 48 ปี คนร้ายที่นำเงินสดที่ได้จากผู้เสียหายไปโอนเข้าบัญชีบริษัท ร้านค้า และห้างสรรพสินค้าต่างๆ เพื่อนำไปซื้อสินค้าซึ่งเป็นการอำพรางปกปิดแหล่งที่มาของเงิน
พร้อมตรวจยึดของกลางเป็น เงินสด จำนวน 792,690 บาท, สมุดธนาคาร จำนวน 13 เล่ม, โทรศัพท์มือถือ จำนวน 3 เครื่อง, สำเนาใบฝากถอนเงิน-ฝากเงินของธนาคาร รวมทั้งทรัพย์สินสิ่งของอื่นๆ อีกจำนวนหลายรายการ
นอกจากนี้ ยังสามารถติดตามจับกุมผู้ต้องหากลุ่มบัญชีม้าที่รับโอนเงินจากผู้เสียหายได้ในพื้นที่ กทม. และ สมุทรปราการ อีกจำนวน 2 ราย ได้แก่ นายฐิติกาลฯ อายุ 25 ปี และ นางสาวภัทรพรฯ อายุ 33 ปี
จึงดำเนินผู้ต้องหาทั้ง 5 ราย ในข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น”, “สมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกันและร่วมกันฟอกเงิน”, “โดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน” และ “เป็นผู้สนับสนุนฯ” โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการสืบสวนขยายผลไปยังผู้ร่วมขบวนการที่เกี่ยวข้อง และติดตามจับกุมผู้ต้องหาที่ยังหลบหนี เพื่อนำตัวมาดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
ทั้งนี้ พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ รอง ผบช.สอท. ฝากเตือนไปยังพี่น้องประชาชนและผู้ปกครองให้ระมัดระวังบุตรหลานที่เป็นนิสิตนักศึกษา ซึ่งปัจจุบันกำลังตกเป็นเป้าหมายของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เนื่องจากส่วนใหญ่พักอาศัยเพียงลำพังและยังขาดประสบการณ์ในการรับมือกับการถูกข่มขู่ โดยมิจฉาชีพมักแอบอ้างเป็นตำรวจ หรือเจ้าหน้าที่หน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ก่อนกล่าวหาว่ามีความผิดต้องถูกดำเนินคดีหรือทำให้ไม่จบการศึกษา จากนั้นจะสั่งให้ผู้เสียหายแยกตัว รวมทั้งสั่งให้เปิดวิดีโอคอลค้างไว้และห้ามติดต่อผู้ปกครองหรือเพื่อน เพื่อง่ายในการควบคุมและข่มขู่ให้โอนงิน หรืออาจจัดฉากเป็น “ลักพาตัวทิพย์” เพื่อเรียกเงินจากครอบครัว จึงขอแจ้งย้ำอีกครั้งว่า เจ้าหน้าที่รัฐไม่มีนโยบายให้ประชาชนโอนเงินเพื่อตรวจสอบ หากพบเหตุลักษณะดังกล่าวให้ตั้งสติ ตัดสายทันที ไม่โอนเงิน ไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนตัว และรีบแจ้งผู้ปกครองหรือบุคคลใกล้ชิด หรือรีบติดต่อสายด่วน AOC 1441 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

#ตำรวจไซเบอร์ #แก๊งคอลเซ็นเตอร์ #แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ #ข่มขู่ให้โอนเงิน

⚡ “มิเตอร์ไฟฟ้าชำรุด ต้องเปลี่ยนใหม่ พร้อมคืนเงินค่าประกัน” ได้ยินแบบนี้ อย่าเพิ่งเชื่อ!มิจฉาชีพโทรแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที...
27/08/2026

⚡ “มิเตอร์ไฟฟ้าชำรุด ต้องเปลี่ยนใหม่ พร้อมคืนเงินค่าประกัน” ได้ยินแบบนี้ อย่าเพิ่งเชื่อ!

มิจฉาชีพโทรแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่การไฟฟ้า สร้างความน่าเชื่อถือด้วยเรื่องเปลี่ยนมิเตอร์หรือคืนเงินค่าประกัน ก่อนให้แอดไลน์ เปิดแอปธนาคาร เปลี่ยนภาษา หรือกดทำรายการตามคำแนะนำ สุดท้ายกลับกลายเป็นการยืนยันโอนเงินให้มิจฉาชีพ

🚨 จำไว้ให้ขึ้นใจ

❌ อย่าแอดไลน์จากเบอร์ที่โทรเข้ามา
❌ อย่าเปิดแอปธนาคารหรือกดเมนูตามคำสั่ง
❌ อย่าแชร์หน้าจอ รหัสผ่าน หรือรหัส OTP
❌ อย่ากดยืนยันรายการ หากยังไม่ได้ตรวจสอบรายละเอียด

✅ หากมีผู้โทรอ้างเป็นเจ้าหน้าที่การไฟฟ้า ให้ตัดสาย แล้วติดต่อหน่วยงานผ่านช่องทางทางการด้วยตนเอง

หากพลาดโอนเงิน ให้รีบติดต่อธนาคารและแจ้งเหตุผ่าน สายด่วน1441 ทันที

#ตำรวจไซเบอร์ #เตือนภัยออนไลน์ #การไฟฟ้า #เปลี่ยนมิเตอร์ #คืนเงินค่าประกัน #หลอกโอนเงิน

ตำรวจไซเบอร์ตบเท้ารับรางวัล Outstanding Government Entity on Social Media ติด 1 ใน 50 หน่วยงานรัฐที่โดดเด่นบนโซเชียลมีเด...
27/08/2026

ตำรวจไซเบอร์ตบเท้ารับรางวัล Outstanding Government Entity on Social Media ติด 1 ใน 50 หน่วยงานรัฐที่โดดเด่นบนโซเชียลมีเดีย
วันที่ 26 ส.ค.69 เวลาประมาณ 15.00 น. พล.ต.ต.ชัชปัณฑกาณฑ์ คล้ายคลึง รอง ผบช.สอท. พร้อมด้วยทีมประชาสัมพันธ์ตำรวจไซเบอร์ ขึ้นรับรางวัล Outstanding Government Entity on Social Media จากเวที Thailand Social Government Awards 2026
รางวัลดังกล่าวเป็นการคัดเลือกจาก 500 หน่วยงานด้านต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อให้ได้มาซึ่งหน่วยงานภาครัฐจำนวน 50 หน่วยงานที่ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นและสมบูรณ์อย่างแท้จริงบนสื่อโซเชียลมีเดีย โดยผ่านการคัดสรรจากคณะกรรมการและที่ปรึกษาจากหลายวงการร่วมพิจารณาคัดเลือก ภายใต้แนวคิด "ความไว้วางใจของสาธารณะที่มีต่อหน่วยงานภาครัฐ (Public Trust)"
ท้ายนี้ ตำรวจไซเบอร์ขอขอบคุณแรงผลักดันจากพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะแฟนเพจเฟซบุ๊กและติ๊กตอก "ตำรวจไซเบอร์-บช.สอท." ซึ่งทาง พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.สอท. คณะผู้บังคับบัญชา แอดมิน และทีมงานประชาสัมพันธ์ทุกนาย มีความมุ่งมั่น ตั้งใจ และพร้อมเดินหน้าสร้างสรรค์ผลงาน เพื่อสร้างความสุขและการตระหนักรู้ด้านภัยออนไลน์ให้แก่พี่น้องประชาชนต่อไป
#ตำรวจไซเบอร์

26/08/2026

เล่นกันแบบนี้เลยหรอ ระวังตัวกันดี ๆ นะคะ อย่า ตก เป็น เหยื่อ

#ตํารวจไซเบอร์ #มิจฉาชีพ #เตือนภัย #มีม

ตร.ไซเบอร์เปิดปฏิบัติการระดมกวาดล้างอาวุธปืนออนไลน์ผิดกฎหมาย ตรวจค้นกว่า 200 จุดทั่วประเทศ รวบ 186 ราย ของกลาง 228 กระบอ...
25/08/2026

ตร.ไซเบอร์เปิดปฏิบัติการระดมกวาดล้างอาวุธปืนออนไลน์ผิดกฎหมาย ตรวจค้นกว่า 200 จุดทั่วประเทศ รวบ 186 ราย ของกลาง 228 กระบอกพร้อมระเบิดและกระสุนกว่าพันนัด
วันอังคารที่ 25 ส.ค.69 เวลา 14.00 น. ณ ห้องประชุม ชั้น 3 บก.สอท.2 พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.สอท. มอบหมายให้ พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ รอง ผบช.สอท. เป็นประธานแถลงผลการระดมกวาดล้างอาวุธปืนออนไลน์ผิดกฎหมาย พร้อมด้วย พล.ต.ต.ชัชปัณฑกาณฑ์ คล้ายคลึง รอง ผบช.สอท., พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผบก.สอท.1, พล.ต.ต.กฤตัชญ์ บำรุงรัตนยศ ผบก.สอท.4, พ.ต.อ.สมพล ใจดี รอง ผบก.สอท.2, พ.ต.อ.พงศ์นรินทร์ เหล่าเขตกิจ รอง ผบก.สอท.3, พ.ต.อ.ฐาปกรณ์ หนุมาศ รอง ผบก.สอท.5 และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมแถลงข่าว
สืบเนื่องจากนโยบายของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กำชับมาตรการกำหนดให้ยกระดับมาตรการควบคุมและปราบปรามอาวุธปืนอย่างจริงจัง โดยเฉพาะอาวุธปืนผิดกฎหมาย การลักลอบซื้อขายอาวุธปืนและเครื่องกระสุนผ่านระบบออนไลน์ รวมถึงการพกพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาตเพื่อป้องกันการก่อเหตุอาชญากรรมหรือสร้างความรุนแรงที่อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สินของประชาชน พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.สอท. จึงกำชับและสั่งการให้หน่วยงานในสังกัดเปิดปฏิบัติการระดมกวาดล้างอาวุธปืนออนไลน์ผิดกฎหมาย
โดยปฏิบัติการครั้งนี้ตรวจมีการตรวจค้นกว่า 200 จุด ทั่วประเทศ ซึ่งมีจุดตรวจค้นสำคัญ จำนวน 16 จุด ในพื้นที่ ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง อุดรธานี สุพรรณบุรี สระบุรี ลพบุรี นครสวรรค์ และนครศรีธรรมราช จนนำมาสู่การจับกุม ผู้ต้องหา จำนวน 186 ราย พร้อมของกลางอาวุธปืน จำนวน 228 กระบอก แบ่งเป็นอาวุธปืนมีทะเบียน จำนวน 33 กระบอก ไม่มีทะเบียน จำนวน 194 กระบอก เครื่องกระสุนปืน จำนวน 1,294 นัด อุปกรณ์ส่วนควบ อาวุธปืน 27 รายการ และระเบิดแสวงเครื่อง จำนวน 1 ลูก โดยมีผลการปฏิบัติ ดังนี้
บก.สอท.1 สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้รวม จำนวน 22 ราย พร้อมของกลางอาวุธปืน 25 กระบอก อุปกรณ์ส่วนควบ จำนวน 22 รายการ และเครื่องกระสุนปืน จำนวน 50 นัด

พ.ต.อ.กฤติน ตปสีโล ผกก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สอท.1 และ พ.ต.ท.นพดล บุตรวงษ์ สว.กก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สอท.1 นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดสืบสวนจับกุมจากบัญชีเฟซบุ๊ก รายหนึ่ง มีพฤติการณ์โพสต์ขายอาวุธปืนในกลุ่มสาธารณะ จึงติดต่อล่อซื้อ จนนำมาสู่การจับกุม นายภานุเดช อายุ 41 ปี พร้อมของกลาง อาวุธปืนสั้นกึ่งอัตโนมัติ ขนาด .380 จำนวน 1 กระบอก และเครื่องกระสุนปืนขนาด .38 จำนวน 2 นัด ภายในปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งในพื้นที่ อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา

ต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ขยายผลไปยังผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊กอีกราย นำมาสู่การเข้าจับกุม นายโสติราม อายุ 36 ปี พร้อมของกลางอาวุธปืนลูกซองสั้นเบอร์ 20 จำนวน 2 กระบอก พร้อมเครื่องกระสุนปืนลูกซอง 1 นัด ส่งดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
บก.สอท.2 สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้รวม จำนวน 38 ราย พร้อมของกลางอาวุธปืน จำนวน 49 กระบอก เครื่องกระสุนปืน จำนวน 463 นัด อุปกรณ์ส่วนควบ จำนวน 4 รายการ และระเบิดแสวงเครื่อง จำนวน 1 ลูก

พ.ต.อ.ต่อศักดิ์ ปานกลิ่นพุฒ ผกก.4 บก.สอท.2 ได้นำทีมเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดสืบสวนพบการลักลอบจำหน่ายอาวุธปืนและกระสุนปืนผ่านแอปพลิเคชัน Shopee โดยบัญชีที่ตรวจสอบพบมีผู้ติดตามจำนวนกว่า 1,500 คน โดยปกปิดว่าเป็นการจำหน่ายอะไหล่ชิ้นส่วนรถยนต์ อุปกรณ์แคมป์ปิ้งและอุปกรณ์เดินป่า และตรวจสอบรวบรวมข้อมูล บุคคลที่มีพฤติกรรมลักลอบจำหน่ายอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนผ่าน LINE Official Account (LINE OA) ซึ่งมีสมาชิกในกลุ่มกว่า 800 คน จนนำมาสู่การขอหมายศษลเข้าตรวจค้นเป้าหมาย จำนวน 6 จุด ในพื้นที่ ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา และ ชลบุรี

ในขณะเดียวกัน พ.ต.อ.คุณาปะโยชน์ อารียรัตนะณธร ผกก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สอท.2 ได้นำทีมเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนตรวจสอบเป้าหมายที่ได้รับ จาก พ.ต.อ.ต่อศักดิ์ ปานกลิ่นพุฒ ผกก.4 บก.สอท.2 โดยนำหมายค้นศาลเข้าตรวจค้นบ้านเป้าหมายเป็นร้านขายไข่ไก่ในพื้นที่ จ.สมุทรปราการ นำมาสู่ผลการปฏิบัติดังกล่าว
บก.สอท.3 สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้รวม จำนวน 61 ราย พร้อมของกลางอาวุธปืน จำนวน 71 กระบอก และเครื่องกระสุนปืน จำนวน 139 นัด

พ.ต.อ.ประเสริฐ หวังบุญสร้าง ผกก.2 บก.สอท.3 และ พ.ต.ท.อโนทัย ดียิ่ง รอง ผกก.2 บก.สอท.3 ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.2 บก.สอท.3 สนธิกำลังร่วมกับ เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.สส.ภ.4 ร่วมกันเข้าจับกุม นายขจร หรือ บังจร อายุ 27 ปี ชาวอุดรธานี พร้อมด้วยของกลางเป็นอาวุธปืน ไม่มีทะเบียน จำนวน 5 กระบอก เครื่องกระสุนปืน จำนวน 72 นัด

โดยกรณีดังกล่าว สืบสวนมาจากบัญชีเฟซบุ๊กชื่อ “บังจร” ได้โพสต์ขายอาวุธปืนไม่มีทะเบียนในกลุ่มเฟซบุ๊ก เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้แฝงตัวเข้ากลุ่มดังกล่าวจนพบข้อมูลว่า “บังจร” มีพฤติกรรมรับดัดแปลงอาวุธปืนแบลงค์กันให้สามารถใช้ร่วมกับกระสุนปืนจริงได้ และจากการตรวจสอบยังพบอีก “บังจร” มีหน้าร้านเปิดซ่อมรถมอเตอร์ไซต์ และมีอุปกรณ์เครื่องกลึงเหล็ก รวมทั้งอุปกรณ์อื่นๆ ที่สามารถนำมาดัดแปลงเป็นอาวุธปืนได้จริง จนนำมาสู่การขอศาลออกหมายค้นบ้านพักหลังหนึ่งในพื้นที่ อ.กู่แก้ว จ.อุดรธานี และเข้าจับกุมตัวพร้อมของกลางดังกล่าวได้สำเร็จ
บก.สอท.4 สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้รวม จำนวน 32 ราย พร้อมของกลางอาวุธปืน จำนวน 43 กระบอก และเครื่องกระสุนปืน จำนวน 79 นัด

พ.ต.อ.อนุชา ศรีสำโรง ผกก.2 บก.สอท.4 ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนพบบัญชีเฟซบุ๊กรายหนึ่งมีพฤติกรรมโพสต์ภาพอาวุธปืน และวิดีโอคลิปการยิงปืนบ่อยครั้ง จึงสืบสวนจนทราบตัวบุคคลดังกล่าว คือ นายธนพิสิฐ หรือ ตี๋ เจ้าของลานตากข้าวและรับซื้อข้าวเปลือก มีนิสัยชอบสะสมอาวุธปืน ชอบพกปืนติดตัว และชอบอวดอาวุธปืน ลงโซเชียลมีเดีย จนนำมาสู่การขออำนาจศาลออกหมายค้นและนำกำลังเข้าตรวจค้นบ้านพัก ในพื้นที่ ม.7 ต.สาลี อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี

จากการตรวจค้นพบอาวุธปืนพร้อมใบอนุญาตให้มีอาวุธปืน (ป.4) ทุกกระบอก จากการสอบถาม เจ้าตัวรับว่าชอบสะสมอาวุธปืน โดยเมื่อ ก.พ.69 ที่ผ่านมา ตนเองเพิ่งถูก สภ.บางปลาม้า ดำเนินคดีในความผิดฐาน “ยิงปืนในเมืองหมู่บ้าน หรือที่ชุมชนฯ” เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงตรวจยึดอาวุธปืน จำนวน 9 รายการ เพื่อนำไปตรวจสอบตามกฎหมายต่อไป
บก.สอท.5 สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้รวม จำนวน 33 ราย พร้อมของกลางอาวุธปืน จำนวน 40 กระบอก (อาวุธสงคราม จำนวน 1 กระบอก) อุปกรณ์ส่วนควบ จำนวน 1 รายการ และกระสุนปืน จำนวน 563 นัด

พ.ต.อ.ณัฐพงศ์ ตรงเที่ยง กก.4 บก.สอท.5 นำกำลังเข้าจับกุม นายทินพันธ์ อายุ 28 ปี ในพื้นที่ ม.4 ต.หนองปลาหมอ อ.หนองแค จ.สระบุรี พร้อมด้วยของกลางเป็น อาวุธปืนกลมือ U*I ขนาด 9 มม. ไม่มีเลขทะเบียน จำนวน 1 กระบอก พร้อมเครื่องกระสุนปืนขนาด 9 มม. จำนวน 1 นัด และยาเสพติด (ยาบ้า) จำนวน 13 เม็ด
ทั้งนี้ พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ รอง ผบช.สอท. ขอฝากเตือนไปยังประชาชนว่า การซื้อ-ขาย ครอบครอง หรือพกพาอาวุธปืนโดยผิดกฎหมาย รวมถึงไม่สนับสนุนการซื้อขายอาวุธปืนผ่านช่องทางออนไลน์ เพราะนอกจากจะมีความผิดและมีโทษตามกฎหมายแล้วยังอาจนำไปสู่การก่ออาชญากรรมและเหตุความรุนแรงที่สร้างความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน จึงขอให้ผู้ที่ครอบครองอาวุธปืนปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด และหลีกเลี่ยงการเข้าไปเกี่ยวข้องกับการซื้อขาย ดัดแปลง หรือครอบครองอาวุธปืนผิดกฎหมายในทุกรูปแบบ ซึ่งทางตำรวจไซเบอร์ยังคงเดินหน้าสืบสวน กวาดล้าง และดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดอย่างเข้มข้นและต่อเนื่องตามนโยบายของรัฐบาลต่อไป

#ตำรวจไซเบอร์ #กวาดล้างอาวุธปืน #ปืนออนไลน์

ที่อยู่

CYBER CRIME INVESTIGATION BUREAU 904 Ban Mai, Pak Kret
Nonthaburi
11120

เบอร์โทรศัพท์

+6625044850

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ตำรวจไซเบอร์ – บช.สอท.ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์