22/03/2025
เรียนรู้และเข้าใจวัยรุ่นในยุคไซเบอร์
เช้าวันหนึ่ง ‘เจมี่’ ลูกชายคนสุดท้องวัย 13 ปี ของครอบครัวมิลเลอร์ ถูกตำรวจจับในข้อหาฆาตกรรม ‘เคธี่ ’ เพื่อนร่วมชั้น
พ่อแม่ไม่เชื่อเลยว่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้กับลูกชายของพวกเขา แต่ดูเหมือนตำรวจจะมีพยานหลักฐานหนาแน่นพอตัว
“ไม่จริงนะ มันเป็นการเข้าใจผิด ลูกน้อยของฉันจะฆ่าใครได้ยังไง” พ่อแม่ของเจมี่โวยวายกับตำรวจ แต่มันก็ช่วยอะไรไม่ได้ เพราะตำรวจพาเจมี่ไปคุมขังที่สถานีทันที
เรื่องของเจมี่และครอบครัว มาจากซีรีส์เรื่อง Adolescence ซึ่งหมอเพิ่งได้ดูจบไปและรู้สึกประทับใจ
(ข้อความต่อไปนี้เปิดเผยเรื่องราวหลักๆ ในซีรีส์)
เห็นบางคนบอกว่าซีรีส์เรื่องนี้ไม่สนุกและน่าเบื่อ อาจเพราะความที่ซีรีส์ไม่ได้มีความซับซ้อนในเรื่องความลึกลับซ่อนเงื่อน ประมาณว่า “ใครเป็นคนฆ่าเคธี่?” แต่เลือกที่จะเฉลยแบบโต้งๆ ตั้งแต่แรก
จากนั้นก็พยายามค่อยๆ เล่าให้คนดูเห็นถึงที่มาที่ไปของเรื่องราวที่เกิดขึ้น เพื่อทำให้เข้าใจ มองเห็นปัจจัยและสาเหตุ ซึ่งน่าจะนำไปสู่การป้องกันในอนาคต จึงทำให้ซีรีส์เรื่องนี้มีประโยชน์อย่างยิ่งกับคนดู โดยเฉพาะพ่อแม่ผู้ปกครอง ครู และทุกคนที่มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบเด็กๆ
เจมี่พยายามปฏิเสธกับทุกคนว่า เขาไม่ได้ฆ่าเคธี่ แม้ว่าพ่อจะถามเขาจริงจังและขอให้เขาบอกความจริงๆ เจมี่ก็ยื่นคำเดิมว่า “ผมไม่ได้ทำ” กับพ่อและทุกคน
แต่ด้วยความที่เหตุการณ์ฆาตกรรมถูกบันทึกไว้อย่างชัดเจนด้วยกล้อง CCTV ใกล้ที่เกิดเหตุ ตำรวจนำภาพมาเปิดในระหว่างสอบปากคำ มีภาพเหตุการณ์ที่ยืนยันชัดเจนว่าเจมี่ใช้มีดทำร้ายเคธี่หลายครั้ง จนเธอเสียชีวิต
พ่อแทบไม่เชื่อสายตา แต่ก็ต้องเชื่อ
มีการพบการคอมเมนท์ในอินสตาแกรมของเจมี่ ที่เคธี่มาคอมเมนท์หลายครั้ง ตอนแรกตำรวจที่ทำงานสอบสวนคิดว่าเคธี่เป็นเพื่อนเจมี่ เพราะเห็นมาคอมเมนท์เยอะ แต่จริงๆ ตำรวจไม่เข้าใจภาษาอีโมจิของวัยรุ่น
จริงๆ ภาษาอีโมจิที่เคธี่มาคอมเมนท์มันมีความหมายเชิงลบในแง่ดูถูก ว่าเจมี่เป็น ‘อินเซล’ (Incel - เป็นภาษาในโลกออนไลน์ที่หมายถึง ‘การโสดโดยไม่สมัครใจ’ ประมาณว่า ไม่ได้อยากเป็นโสด หรือไม่มีความรัก แต่ไม่สามารถจะมีความสัมพันธ์เชิงโรแมนติกหรือมีเซ็กส์กับใครได้ เพราะไม่มีใครสนใจ)
กว่าตำรวจจะมาเข้าใจภาษาออนไลน์ในอินสตาแกรมของเจมี่ก็ใช้เวลาสักพัก(ลูกชายตำรวจต้องเป็นคนมาเฉลยให้พ่อฟัง เพราะอายที่พ่อไม่รู้เรื่องนี้เลย) แถมตอนไปถามครูที่โรงเรียนครูยังไม่รู้เลยว่า อินเซล มีความหมายอะไร
ทำให้ตำรวจพอจะมองเห็น Motive หรือแรงจูงใจที่ทำให้เจมี่โกรธและเคียดแค้นเคธี่จนนำไปสู่การฆาตกรรม
ในซีรีส์ตอนที่ 3 เป็นฉากที่เจมี่ถูกสัมภาษณ์โดยนักจิตวิทยา ที่คนดูเห็นลักษณะอารมณ์ที่ไม่คงที่ของเจมี่ บางช่วงโมโหรุนแรง
สังเกตได้ว่าจุดที่ทำให้เจมี่หงุดหงิดขึ้นมาเป็นช่วงที่นักจิตวิทยาพูดถึงพ่อ พ่อดูจะเป็นคนสำคัญมากของเจมี่ พอเจมี่รู้ว่าพ่อเป็นห่วงว่าเขาอยู่ในที่กักกันจะเป็นยังไงบ้าง เจมี่ก็โวยวายทันที อยากออกไปอยู่ในที่ๆ ดีกว่าที่กักกันปัจจุบัน มีตอนหนึ่งที่เขาเล่าในทำนองว่า พ่อเคยไปดูเขาเล่นกีฬา แต่พ่อมองไปอีกทาง เพราะเขาเล่นกีฬาไม่ได้เรื่อง จุดหนึ่งที่เจมี่พูดบ่อยๆ คือ เขาคิดว่าตัวเองเป็นคนหน้าตาน่าเกลียด ทำอะไรไม่ดีสักอย่าง และคิดว่าไม่มีผู้หญิงที่ไหนจะชอบเขาหรอก จนตอนท้ายการสัมภาษณ์ที่นักจิตฯ บอกว่าจะไม่ได้มาเจอเจมี่แล้ว เขาดูโกรธมาก เพราะรู้สึกว่ากำลังจะถูกทิ้ง หมายถึงถูกปฏิเสธไม่ยอมรับ พยายามถามให้นักจิตฯ ตอบว่า เธอชอบเขามั้ย
การที่ไม่ได้รับการยอมรับ และรู้สึกว่าพ่อไม่ชื่นชมตัวเอง นำไปสู่ความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ มองตัวเองในแง่ลบ ขาดความภาคภูมิใจในตัวเอง ไม่ชอบและไม่ยอมรับตัวเอง มีความไม่มั่นคงทางจิตใจและอารมณ์อย่างที่เห็นในซีรีส์
เด็กที่เติบโตมาเช่นเจมี่มักมีภูมิคุ้มกันทางจิตใจต่ำ เมื่อพบกับปัญหาและอุปสรรค จึงทำให้การจัดการปัญหาไม่ดีนัก มีแนวโน้มทำให้ตัวเองมีปัญหาหรืออันตรายมากขึ้น เช่น พอเคธี่มาคอมเมนท์แย่ๆ และถูกคนอื่นๆ ล้อเลียนต่อๆ กัน เจมี่จึงใช้ความรุนแรงตอบโต้ จนเกิดเรื่องไม่คาดฝันในที่สุด
หมอชอบที่ซีรีส์ไม่ได้บอกชัดเจนถึงสาเหตุว่า เพราะอะไรเจมี่ต้องฆ่าเคธี่ แต่ทำให้คนดูเห็นว่า จริงๆ แล้วมีหลากหลายปัจจัยแตกต่าง มีทั้งตัวเด็กเอง ครอบครัว ครู เพื่อน สื่ออินเทอร์เน็ต
หากครูและครอบครัวรู้และทำความเข้าใจเรื่องราวที่เกิดขึ้นก่อนหน้า อาจจะป้องกันสิ่งที่ตามมาได้
1. เรื่องของผลกระทบจากโซเชียลมีเดียที่มีอิทธิพลต่อความคิด ทัศนคติของเด็กและวัยรุ่น บางอย่างผู้ใหญ่ก็ตามเด็กไม่ทัน (หมอเองก็เพิ่งรู้ความหมายของอิโมจิหลายๆ อย่างจากซีรีส์ และรู้จักคำว่า อินเซล) แต่ครูหรือพ่อแม่ที่แม้จะไปส่องอินสตาแกรมของเด็ก ก็ไม่รู้ว่าเขาคุยอะไรกัน
2. ครูในซีรีส์ส่วนใหญ่ที่ไม่ค่อยใส่ใจเด็กจริงๆ เช่นครูมาลิก ครูประจำชั้นของเจมี่ ซึ่งไม่ได้สนใจความเป็นไปของนักเรียน แถมมีความคิดว่า “นักเรียนพวกนี้มันเป็นพวกเหลือขอ” การมาเป็นครูทำเหมือนให้ผ่านๆ ไป สอนๆ ไป ใครเรียนก็เรียน ใครไม่เรียนก็ช่าง
3. พ่อแม่ของเจมี่ ซึ่งจริงๆ ก็เป็นพ่อแม่ที่รักลูกมาก แต่ไม่ค่อยมีเวลาให้ ขาดความใกล้ชิดทางอารมณ์ความรู้สึก และไม่รู้ว่าลูกทำอะไรอยู่ในโลกออนไลน์ (จริงๆ ก็คล้ายๆ พ่อแม่ทั่วไปที่หมอคุยด้วย)
หมอชอบฉากที่พ่อแม่คุยกันในตอนที่ 4 มาก
แม่: เขาไม่เคยออกจากห้องเลย พอกลับถึงบ้านปิดประตู เขาก็จะตรงขึ้นบันไดไปเล่นคอมพิวเตอร์ ตีหนึ่งแล้วแต่ห้องเขาก็ยังไม่ปิดไฟ แล้วฉันก็เคาะประตูบอกว่า ‘เจมี่นอนได้แล้ว พรุ่งนี้ต้องไปโรงเรียนนะ’ แล้วไฟก็จะดับ แต่เขาไม่เคยตอบอะไรฉัน
พ่อ: ผมต้องออกจากบ้าน 6 โมงเช้า กว่าจะกลับก็สองทุ่ม อาจเป็นผมที่ละเลยเขาไป แต่เขาก็อยู่ในห้องตัวเอง เราคิดว่าเขาจะปลอดภัยอยู่ในห้อง จะก่อเรื่องอะไรได้
ในฉากสุดท้ายของซีรีส์ พ่อพูดกับตุ๊กตาหมีของเจมี่ (เปรียบเหมือนพูดกับเจมี่) ว่า
“พ่อขอโทษนะลูกรัก พ่อควรทำให้ดีกว่านี้”
เราคงเคยได้ยินคำพูดที่ว่า “ถ้าหากย้อนเวลากลับไปได้ เราจะทำแบบนั้น เราจะไม่ทำแบบนี้”
แต่ความเป็นจริงก็คือไม่มีใครย้อนอดีตได้ ดังนั้นเราก็ควรจะมีสติ และทำปัจจุบันให้ดีเท่าที่ทำได้
สำหรับการเลี้ยงดูเด็กในยุคนี้ หมอคิดว่า นอกจากความรักความใกล้ชิดและเวลาที่เราควรจะมีให้กัน ให้ลูกรู้สึกไว้วางใจสามารถเล่าเรื่องต่างๆให้พ่อแม่ฟังได้ ความรู้เท่าทันสื่ออินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดีย (Media Literacy) ก็มีความสำคัญสำหรับพ่อแม่และผู้ใหญ่ที่ดูแลเด็กๆ เป็นอย่างยิ่ง
เพราะเราต้องติดอาวุธความรู้เท่าทันตัวนี้ ก่อนที่จะให้ลูกเข้าไปเผชิญโลกเสมือนจริงที่เป็นโลกออนไลน์ มิฉะนั้นอันตรายอาจจะเกิดขึ้นกับเด็กๆ ของเราได้โดยที่เราไม่ทันตั้งตัว
หมายเหตุ: ในการเขียนบทความนี้ หมอไม่ได้รับค่าตอบแทนใดๆ จากบริษัทหรือผู้เกี่ยวข้องกับซีรีส์ เพียงแต่ได้รับชมและประทับใจ จึงขอเขียนแบ่งปันข้อคิดที่ได้สู่ผู้อ่านค่ะ
#หมอมินบานเย็น