Urban Climate Resilience-Thailand

Urban Climate Resilience-Thailand ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก Urban Climate Resilience-Thailand, หน่วยงานราชการ, Thailand Environment Institute Foundation (TEI) 16-151 Muang Thong Thani, Bond Street, Bangpood, Pakkred, Non Buri.

21/05/2025

ชุมชนเมืองประสบภาวะโลกร้อนอย่างไร

วัฒนธรรมของเมืองที่มีผู้คนหลากหลายจะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ไหม

วัฒนธรรมเมืองแบบใดที่จะสร้างความเป็นธรรมสภาพภูมิอากาศ

เชิญรับฟังเสวนา "โลกร้อนในชุมชนเมือง" การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในมิติวัฒนธรรมชุมชนเมือง กรณีชุมชนย่านอโศก-สุขุมวิท

วันที่ 22 พฤษภาคม ช่วง 09.30-12.00 น.

ที่ Facebook Live Thai Climate Justice for All และ The Siam Society Under Royal Patronage

05/02/2025

✨ วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2568 | 13.00 - 16.00 น.☎⏰
ชวนผู้ที่สนใจร่วมรับชม Facebook Live
"ปัญหาและทางออกเชิงนโยบายความเป็นธรรมด้านสภาพภูมิอากาศ" ☀️☁️⚡️....
| กำหนดการ |
▶️ กล่าวเปิดงาน โดย บุญยืน ศิริธรรม : ประธานสภาผู้บริโภค
▶️ นำเสนอผลการศึกษา โดย
🎙 วัชลาวลี คำบุญเรือง : นักวิการอิสระด้านกฎหมาย
🎙 ปิโยรส ปานยงค์ : Thai Climate Justice for All
🎙 กฤษฎา บุญชัย : Thai Climate Justice for All
🎙 สุรินทร์ อ้นพรม : นักวิชาการอิสระ
▶️ แลกเปลี่ยนความเห็น
🎙 ศยามล ไกยูรวงศ์ : กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
🎙 ประสาท มีแต้ม : อนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาองค์กรของผู้บริโภค
🎙 ผู้แทนกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม
🎙 ผู้แทนองค์การบริหารก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน)
ดำเนินรายการโดย กมล สุกิน : บรรณาธิการสำนักข่าวกรีนนิวส์
#สภาผู้บริโภค #เพื่อนผู้บริโภค
#ภาวะโลกรวน #สิ่งแวดล้อม #ฝุ่นพิษ #พลังงานสะอาด

05/02/2025

‘มาเร่งแก้วิกฤติอาหาร พลังงาน และโลกร้อนกันเถอะ’

“สารถึงสื่อมวลชน : โปรดอย่าเสนอข่าวว่าภาวะเงินเฟ้อโดยไม่บอกว่าผลกำไรของบริษัทเอกชนขึ้นสู่จุดสูงสุดในช่วง 70 ปี”

โรเบิร์ต ทีช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานของสหรัฐอเมริกา ผู้จัดการฝ่ายวิจัยของ IMF เตือนว่า ราคาพลังงานที่สูงมากในวันนี้จะยังไม่ลดลงในเร็ววันนี้ “วิกฤติพลังงาน” เขาเตือน “ไม่ได้เป็นคลื่นที่มาแล้วก็ไป”
พลังงานหนึ่งในสี่ของปริมาณทั้งหมดถูกใช้ไปเพื่อการเพาะปลูก แปรรูป และขนส่งในภาคเกษตร หากปราศจากแหล่งพลังงานปริมาณมากในราคาต่ำ ระบบอาหารของยุโรปจะเกิดปัญหาแน่นอน

นี่คือเหตุผลที่ว่า ทำไมสงครามในยูเครนจึงเป็นหายนะของระบบอุตสาหกรรมอาหารในยุโรป

เวลาเช่นนี้ควรเป็นเวลาที่รัฐบาลและประชาชนชาวยุโรปทบทวนพฤติกรรมการบริโภคพลังงานและการพึ่งพาแต่ระบบอาหารที่ขับเคลื่อนโดยพลังงานฟอสซิลของตน

แต่ทั้งภาครัฐและเอกชนกลับเปลี่ยนเป้าหมายการล่าพลังงานไปยังภูมิภาคอื่น ๆ โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่ชุมชนท้องถิ่นหรือสิ่งแวดล้อมในประเทศนั้นจะได้รับ
ต้องหยุดการบริโภคพลังงานฟอสซิล และสนับสนุนระบบอาหารชุมชน ซึ่งหมายถึงสนับสนุนเกษตรกรรายย่อยและตลาดชุมชน เพื่อทลายอิทธิพลของบริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งหลาย

อ่านบทความแปลฉบับเต็มได้ที่ : https://www.thaiclimatejusticeforall.com/?p=5437
อ้างอิง : https://grain.org/en/article/6908-getting-out-of-the-food-energy-climate-crisis

05/02/2025

ขบวนการเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ต่อเนื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

การเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีหลายมิติที่เชื่อมโยงกันอย่างซับซ้อน ตั้งแต่การรณรงค์สาธารณะไปจนถึงการผลักดันนโยบาย การฟ้องร้อง การสร้างนวัตกรรม และการขยายเครือข่าย ซึ่งแต่ละกระบวนการมีบทบาทสำคัญในการสร้างแรงกดดันทางสังคมและการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง

1. การรณรงค์สาธารณะ (Public Campaigns)

กลยุทธ์และผลกระทบ

การรณรงค์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เช่น แคมเปญ และ ที่นำโดย Greta Thunberg สร้างกระแสให้เกิดการรับรู้และทำให้ประเด็นนี้อยู่ในความสนใจของสาธารณะ

การจัดประท้วงและเดินขบวน เช่น Global Climate Strikes ที่ทำให้ประชาชนและรัฐบาลตระหนักถึงปัญหามากขึ้น

การใช้ศิลปะและวัฒนธรรม เช่น กราฟฟิตี้ ภาพยนตร์ และดนตรี เพื่อส่งสารเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ข้อจำกัด

การรณรงค์อาจถูกมองว่าเป็นเพียง "การแสดงออกเชิงสัญลักษณ์" หากไม่มีแนวทางที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง

อาจเผชิญกับการต่อต้านจากกลุ่มอุตสาหกรรมและรัฐบาลที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน

2. การผลักดันนโยบาย (Policy Advocacy)

กลยุทธ์และผลกระทบ

การกดดันรัฐบาลให้ประกาศนโยบายที่เข้มแข็งขึ้น เช่น การเรียกร้องให้ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate Emergency Declarations)

การมีส่วนร่วมในกระบวนการกำหนดนโยบาย เช่น การเข้าเป็นที่ปรึกษาในคณะทำงานของรัฐบาล หรือการเสนอร่างกฎหมายที่นำโดยภาคประชาชน

การผลักดันให้บริษัทเอกชนปรับเปลี่ยนแนวทาง เช่น เรียกร้องให้กองทุนขนาดใหญ่ถอนการลงทุนจากเชื้อเพลิงฟอสซิล (Divestment Movement)

ข้อจำกัด

การผลักดันนโยบายต้องเผชิญกับอิทธิพลของกลุ่มทุนและลอบบี้ยิสต์ที่คัดค้านกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อม

ต้องอาศัยความร่วมมือกับนักการเมืองที่อาจมีจุดยืนที่ไม่สอดคล้องกับขบวนการเคลื่อนไหว

3. การฟ้องศาล (Climate Litigation)

กลยุทธ์และผลกระทบ

การยื่นฟ้องรัฐบาลหรือบริษัทขนาดใหญ่ในข้อหาละเลยต่อการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อม เช่น คดี Urgenda v. Netherlands ที่นำไปสู่การบังคับให้รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

การใช้กฎหมายด้านสิทธิมนุษยชนเพื่อฟ้องร้อง เช่น กรณีเยาวชนฟ้องรัฐบาลในสหรัฐฯ (Juliana v. United States) ที่อ้างว่าการไม่ดำเนินนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศละเมิดต่อสิทธิของเยาวชนในอนาคต

การฟ้องร้องบริษัทน้ำมัน เช่น คดีของเยาวชนชาวเปรูที่ฟ้องบริษัท RWE เพื่อให้รับผิดชอบต่อความเสียหายจากภาวะโลกร้อน

ข้อจำกัด

การดำเนินคดีต้องใช้เวลาและทรัพยากรมาก

ระบบกฎหมายบางประเทศอาจไม่เอื้อต่อการฟ้องร้องในลักษณะนี้

4. การสร้างนวัตกรรม (Innovation for Climate Solutions)

กลยุทธ์และผลกระทบ

การพัฒนาเทคโนโลยีสีเขียว เช่น แพลตฟอร์มพลังงานหมุนเวียน การพัฒนาแบตเตอรี่ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น และการออกแบบวัสดุก่อสร้างที่ลดการปล่อยคาร์บอน

การสร้างธุรกิจเพื่อสังคมที่มุ่งเน้นการลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เช่น อุตสาหกรรมแฟชั่นยั่งยืน อาหารจากพืช และแพลตฟอร์มเศรษฐกิจหมุนเวียน

การใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนและปัญญาประดิษฐ์เพื่อช่วยติดตามและลดการปล่อยคาร์บอน

ข้อจำกัด

นวัตกรรมต้องอาศัยเงินทุนและการสนับสนุนจากทั้งภาครัฐและเอกชน

อาจถูกกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนต่อต้าน

5. การขยายเครือข่ายและความร่วมมือ (Network Expansion & Collaboration)

กลยุทธ์และผลกระทบ

การสร้างเครือข่ายระหว่างขบวนการเยาวชนทั่วโลก เช่น Fridays for Future, Extinction Rebellion และ Sunrise Movement

การร่วมมือกับนักวิทยาศาสตร์ นักวิชาการ และองค์กรภาคประชาสังคมเพื่อเพิ่มน้ำหนักให้กับข้อเรียกร้องทางนโยบาย

การใช้แพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อเชื่อมโยงนักเคลื่อนไหวจากภูมิภาคต่างๆ และแลกเปลี่ยนแนวทางการต่อสู้

ข้อจำกัด

การขยายเครือข่ายต้องเผชิญกับปัญหาทางโครงสร้าง เช่น ความแตกต่างทางวัฒนธรรม การเข้าถึงเทคโนโลยี และข้อจำกัดทางกฎหมายในบางประเทศ

การเคลื่อนไหวอาจเผชิญกับการสอดแนมและการปราบปรามจากรัฐบาลบางประเทศที่ไม่ต้องการให้เกิดการเคลื่อนไหวที่แข็งแกร่ง

สรุป

ขบวนการเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีมิติที่หลากหลายและเชื่อมโยงกัน ไม่ว่าจะเป็นการรณรงค์สาธารณะ การผลักดันนโยบาย การฟ้องร้อง การสร้างนวัตกรรม หรือการขยายเครือข่าย แต่ละกลยุทธ์มีข้อดีและข้อจำกัดของตัวเอง ขณะที่การรณรงค์สาธารณะสร้างกระแส การฟ้องร้องและการผลักดันนโยบายมีศักยภาพในการสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ส่วนการสร้างนวัตกรรมช่วยให้เกิดโซลูชันที่ยั่งยืน และการขยายเครือข่ายทำให้ขบวนการเคลื่อนไหวมีพลังมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ขบวนการนี้ยังคงเผชิญกับอุปสรรคจากโครงสร้างทางเศรษฐกิจและการเมืองที่ยังสนับสนุนพลังงานฟอสซิลและระบบที่ไม่ยั่งยืน

แต่ด้วยพลังของเยาวชนที่มีความคิดสร้างสรรค์และไม่ยอมจำนนต่อสถานการณ์ปัจจุบัน มีแนวโน้มว่าการเคลื่อนไหวนี้จะยังคงพัฒนาและก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ลึกซึ้งในอนาคต

เหตุใดประเทศไทยจึงแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ไม่ได้เสียที ?
04/02/2025

เหตุใดประเทศไทยจึงแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ไม่ได้เสียที ?

บีบีซีไทยพูดคุยกับ 3 ผู้เชี่ยวชาญว่าเหตุใดปัญหาฝุ่น PM2.5 ถึงเป็นปัญหาเรื้อรังของประเทศ และฉากทัศน์ที่เลวร้....

22/10/2024

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า รายงาน "เศรษฐศาสตร์น้ำ : การวัดคุณค่าวัฏจักรของน้ำในฐานะสินค้าเพื่อประโยชน์สาธารณะ" จากคณะกรรมาธิการโลกว่าด้วยเศรษฐศาสตร์น้ำ ระบุว่าวัฏจักรน้ำอันไร้สมดุลจะสร้างหายนะแก่เศรษฐกิจและมนุษยชาติทั่วโลกเพิ่มขึ้น หากมนุษย์ไม่เร่งดำเนินการแก้ไขอย่างกล้าหาญ โดยการผลิตอาหารของโลกมากกว่าครึ่งหนึ่งจะเผชิญความเสี่ยงจากวิกฤตน้ำภายในปี 2050
วิกฤตน้ำยังอาจส่งผลให้นานาประเทศทั่วโลกสูญเสียผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) เฉลี่ยร้อยละ 8 ภายในปี 2050 โดยกลุ่มประเทศรายได้ต่ำอาจสูญเสียผลิตภัณฑ์มวลรวมฯ มากถึงร้อยละ 15 และเผชิญผลพวงทางเศรษฐกิจที่รุนแรงยิ่งกว่าด้วย
รายงานฉบับนี้เน้นย้ำว่าภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว การใช้ที่ดินอย่างอันตราย และการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำผิดพลาดเรื้อรัง กอปรรวมกับวิกฤตสภาพอากาศที่เลวร้ายอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้วัฏจักรน้ำทั่วโลกตกอยู่ภายใต้ความตึงเครียดอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
ประชาชนเกือบ 3 พันล้านคน และการผลิตอาหารมากกว่าครึ่งหนึ่งของโลก อยู่ในพื้นที่ที่ประสบภัยแล้ง หรือมีแนวโน้มมีน้ำใช้โดยรวมที่ไม่แน่นอน ขณะเดียวกันหลายเมืองกำลังเสี่ยงทรุดตัวจมลงเพราะสูญเสียน้ำใต้ดิน
โจฮัน ร็อกสตรอม ผู้อำนวยการสถาบันพอตส์ดัมเพื่อการวิจัยผลกระทบทางสภาพภูมิอากาศ หนึ่งในสี่ประธานร่วมของคณะกรรมาธิการฯ กล่าวว่าปัจจุบันประชากรครึ่งหนึ่งของโลกประสบกับภาวะขาดแคลนน้ำ โดยการขาดแคลนน้ำที่รุนแรงยิ่งขึ้น ทำให้ความมั่นคงทางอาหารและการพัฒนามนุษย์เผชิญความเสี่ยง และมนุษย์เราปล่อยให้เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้น
ร็อกสตรอมเสริมว่าเรากำลังทำลายสมดุลของวัฏจักรน้ำทั่วโลกเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ เราไม่สามารถพึ่งพาแหล่งน้ำจืดหลักอย่างหยาดน้ำฟ้า (precipitation) ได้อีกต่อไป เพราะมนุษย์เป็นต้นตอของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและที่ดิน บ่อนทำลายพื้นฐานชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีและเศรษฐกิจโลก

22/10/2024

หวั่นผลกระทบข้ามแดน 5 ด้าน กสม.แนะนายกรัฐมนตรีเร่งสั่งการป้องกันปัญหาเขื่อนแม่น้ำโขง-ทบทวนแผนรับซื้อไฟฟ้า-จี้ ก.ล.ต.เข้มงวดให้ผู้พัฒนาโครงการดำเนินการตามหลักการ UNGPs
-----------
เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2567 ที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แถลงข่าวประจำสัปดาห์ว่า ตามที่ กสม.ได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนที่เกรงว่าจะได้รับผลกระทบจากการพัฒนาโครงการไฟฟ้าพลังน้ำในแม่น้ำโขงสายประธาน 4 โครงการ ซึ่งเกิดจากบันทึกข้อตกลง (MOU) ระหว่างไทยกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป. ลาว) เรื่อง ความร่วมมือในการพัฒนาไฟฟ้าใน สปป.ลาวได้แก่ โครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนสานะคาม เขื่อนภูงอย เขื่อนปากชม และเขื่อนบ้านกุ่ม โดยเขื่อนสานะคามอยู่ระหว่างกระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้า (PNPCA) เขื่อนภูงอยจะเข้าสู่กระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้าต่อจากเขื่อนสานะคาม ส่วนเขื่อนบ้านกุ่มและเขื่อนปากชม อยู่ระหว่างการศึกษาและวางแผนบริหารจัดการทรัพยากรน้ำร่วมกันระหว่างไทยกับ สปป. ลาว

นายวสันต์กล่าวว่า ผู้ร้องได้ขอให้ตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนเนื่องจากเห็นว่าทั้ง 4 โครงการดังกล่าว จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศไทย กสม. ได้ตรวจสอบและประมวลข้อเท็จจริงจากคำชี้แจงของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญ และภาคประชาสังคมแล้ว และเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2567 ประธาน กสม.จึงได้มีหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อแจ้งประเด็นข้อห่วงกังวลเกี่ยวกับผลกระทบข้ามพรมแดนที่อาจเกิด
ขึ้นกับประชาชนและประเทศไทย

กสม.กล่าวว่าผลกระทบข้ามพรมแดนที่อาจเกิดขึ้นจากการพัฒนาโครงการ 5 ด้าน ได้แก่ 1. ด้านสิ่งแวดล้อม การสร้างเขื่อนอาจทำให้เกิดปัญหาน้ำเท้อท่วมพื้นที่สำคัญและพื้นที่เกษตรกรรมน้ำล้นตลิ่ง การกัดเซาะตลิ่ง การอพยพของสัตว์น้ำ และส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศในแม่น้ำโขง โดยเฉพาะน้ำเท้อจากแม่น้ำโขงเข้าสู่แม่น้ำมูลและแม่น้ำาสาขาในประเทศไทยจะกระทบต่อการบริหารจัดการน้ำเขื่อนปากมูลและแม่น้ำสาขาทำให้การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากในจังหวัดอุบลราชธานีซึ่งเป็นพื้นที่รองรับน้ำจากลำน้ำต่าง ๆทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยเป็นไปได้ยากขึ้น

2. ด้านอุทกวิทยาและชลศาสตร์ จากการศึกษาและติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดนจากโครงการไฟฟ้าพลังน้ำในแม่น้ำโขงสายประธานในช่วงปี 2557 – 2561 (ซึ่งรวมถึงการผลิตไฟฟ้าจากเขื่อนไซยะบุรี) ของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ พบว่าการปล่อยน้ำจากเขื่อนในแม่น้ำโขงสายประธานทำให้การไหลของน้ำมีความเร็วและแรง ระดับน้ำมีความผันผวนเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะทำให้ตลิ่งถูกกัดเซาะมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศในแม่นำโขงที่อุดมสมบูรณ์และความหลากหลายทางชีวภาพ กระทบต่อปลาขนาดใหญ่จำนวนมากและปลาท้องถิ่นที่จะไม่สามารถวางไข่ได้

3. ด้านความมั่นคงชายแดนไทย - ลาว การสร้างเขื่อนอาจส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงร่องน้ำลึกทำให้มีผลต่อการเจรจาเขตแดนไทย – ลาว ที่ยังอยู่ระหว่างการดำเนินการของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (Joint Boundary Commission: JBC) 4. ด้านเศรษฐกิจ สังคม และวิถีชีวิตของประชาชน ประชาชนที่อาศัยอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมริมฝั่ง การประมง และการท่องเที่ยว หากพื้นที่ถูกน้ำท่วมจากน้ำเท้อ จะทำให้สูญเสียรายได้หลักในการดำรงชีพ นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงทิศทางการไหลของน้ำยังส่งผลกระทบต่อเกษตรกรและประชาชนที่ต้องใช้น้ำในการอุปโภคบริโภค

5. ด้านความปลอดภัยในชีวิตของประชาชน ที่ผ่านมายังไม่พบข้อมูลที่ชัดเจนว่ามีระบบแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าแก่ประชาชนเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินจากโครงการเขื่อนในแม่น้ำโขงที่เปิดดำเนินการแล้ว รวมถึงเขื่อนที่อยู่ระหว่าง
การศึกษา เช่น เขื่อนสานะคามที่อยู่ประชิดชายแดนไทยเพียง 2 กิโลเมตร กสม. พิจารณาแล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ได้รับรองสิทธิของบุคคลและชุมชนในการมีส่วนร่วมกับรัฐในการจัดการและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืน ขณะที่ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือเพื่อการพัฒนาลุ่มแม่น้ำโขงอย่างยั่งยืนปี 2538 ระบุว่า ประเทศสมาชิกที่ได้ตกลงร่วมกันที่จะใช้น้ำอย่างสมเหตุสมผลและเป็นธรรม จะต้องไม่กระทบอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของประเทศเพื่อนบ้าน

นายวสันต์กล่าวว่า นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรี ยังมีมติเห็นชอบและประกาศใช้แผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (NAP) ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2566 – 2570) เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2566 ซึ่งเน้นความสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืนและไม่ท าลายสิ่งแวดล้อม โดยครอบคลุมการลงทุนระหว่างประเทศ และส่งเสริมให้ภาคธุรกิจปรับใช้หลักการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน(HRDD) ตามหลักการชี้แนะของสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (UNGPs)

“เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริง และหลักสิทธิมนุษยชนข้างต้นแล้ว กสม. จึงมีข้อห่วงกังวลว่า แม้โครงการไฟฟ้าพลังน้ำในแม่น้ำโขงสายประธานจะสร้างและดำเนินการในเขตอธิปไตยของ สปป. ลาว แต่ที่ตั้งแต่ละโครงการอยู่ติดกับประเทศไทยมากและมีความเสี่ยงสูงที่จะส่งผลกระทบข้ามพรมแดน โดยเฉพาะในจังหวัดเลยและจังหวัดอุบลราชธานี รัฐบาลไทยอาจต้องสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งริมแม่น้ำโขงและแม่น้ำสาขาซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูง (ประมาณ 100 ล้านบาทต่อ1 กิโลเมตร) เนื่องจากโครงการอาจทำให้เกิดการกัดเซาะตลิ่งมากขึ้น ส่วนภาคธุรกิจผู้ร่วมพัฒนาโครงการซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนนิติบุคคลสัญชาติไทยทั้ง 4 โครงการ ยังมีความรับผิดชอบที่จะต้องประกอบธุรกิจโดยเคารพสิทธิมนุษยชนตามหลักการ UNGPs”นายวสันต์ กล่าว

กสม.กล่าวว่า ด้วยด้วยเหตุผลข้างต้น จึงเห็นควรมีข้อเสนอแนะถึงนายกรัฐมนตรีเพื่อสั่งการให้หน่วยงานที่ เกี่ยวข้องดำเนินการป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้น ดังนี้ 1. ให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ เสนอคณะกรรมการแม่น้ำโขงแห่งชาติไทยตรวจสอบความครบถ้วนของข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบสะสมที่เกิดขึ้น ตั้งแต่การสร้างเขื่อนไซยะบุรีในทุกด้าน และแนวทางการป้องกันผลกระทบต่อเนื่อง โดยคำนึงถึงความเท่าเทียมของอำนาจอธิปไตยและบูรณภาพต่างดินแดนและการเคารพในสิทธิและผลประโยชน์ของผู้อื่น เพื่อประกอบการพิ จารณาการดำเนินโครงการทั้งสี่เนื่องจากมีความสุ่มเสี่ยงที่จะละเมิดสิทธิมนุษยชนของประชาชนไทยและอธิปไตยของไทย

2. ให้กระทรวงพลังงานทบทวนแผนการรับซื้อไฟฟ้าและปริมาณไฟฟ้าสำรองของประเทศไทย ให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมและไม่สร้างภาระแก่ประชาชน รวมทั้งพิจารณาแหล่งพลังงานทางเลือกอื่น ๆ ที่ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน

3. ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจและผู้ลงทุนสัญชาติไทยให้ประกอบธุรกิจโดยเคารพสิทธิมนุษยชน โดยให้กระทรวงการคลังกำหนดให้การจัดทำบริการสาธารณะของรัฐวิสาหกิจ รวมถึงการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ต้องมีการประเมินความเสี่ยงและผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนตามหลักการ UNGPs และตามที่กำหนดในแผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน ระยะที่ 2และให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ก.ล.ต.) และ
กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ดำเนินมาตรการที่จำเป็นเพื่อให้การดำเนินธุรกิจของ ผู้พัฒนาโครงการซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนนิติบุคคลสัญชาติไทยทั้ง 4 โครงการ สอดคล้องกับหลักการ UNGPs โดยจัดทำรายงานประเมินผลกระทบและความเสี่ยงของโครงการอย่างรอบด้านและมีมาตรการเยียวยา ผลกระทบและป้องกันความเสี่ยงที่สอดคล้องกับหลักการสิทธิมนุษยชน

22/10/2024

แนวคิดเรื่อง "โซนวิกฤต" ของ Bruno Latour: การเปลี่ยนแปลงทางนิเวศวิทยาและการอยู่ร่วมกันในยุค Anthropocene

บทนำ

Bruno Latour เป็นนักคิดที่มีอิทธิพลในสาขาสังคมวิทยาและปรัชญา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการเปลี่ยนแปลงทางนิเวศวิทยา หนึ่งในแนวคิดที่โดดเด่นของเขาคือ “โซนวิกฤต” (Critical Zones) ซึ่งถูกนำเสนอเพื่ออธิบายถึงพื้นที่ที่เปราะบางที่สุดของโลกที่รองรับสิ่งมีชีวิตและระบบนิเวศ (หรือ "ผิวบาง" ของโลก; "fragile skin") แนวคิดนี้สะท้อนถึงความซับซ้อนของการเปลี่ยนแปลงทางนิเวศวิทยาที่มีผลมาจากการกระทำของมนุษย์ ซึ่งส่งผลกระทบในยุค Anthropocene ที่มนุษย์มีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงโลกอย่างไม่เคยมีมาก่อน

ความหมายของโซนวิกฤต

"โซนวิกฤต" ตามแนวคิดของ Latour หมายถึงพื้นที่ที่เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างโลกทางชีววิทยา (สิ่งมีชีวิต) และธรณีวิทยา (สิ่งที่ไม่ใช่สิ่งมีชีวิต) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม พื้นที่เหล่านี้รองรับระบบนิเวศทั้งหมดและเป็นแหล่งทรัพยากรที่สำคัญต่อการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิต Latour มองว่าโซนวิกฤตเป็นพื้นที่ที่มีการเปลี่ยนแปลงทางนิเวศวิทยาและธรณีวิทยาอย่างรวดเร็วจากการกระทำของมนุษย์ เช่น การทำลายป่า การเกษตรกรรมขนาดใหญ่ การขุดเจาะทรัพยากร การสร้างเมือง และการปล่อยมลพิษ

โซนวิกฤตไม่เพียงแต่เป็นพื้นที่ที่มีปัญหาทางสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นพื้นที่ที่มนุษย์ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันกับธรรมชาติในรูปแบบใหม่ มนุษย์ไม่สามารถแยกตัวออกจากธรรมชาติได้อีกต่อไป การจัดการพื้นที่เหล่านี้จำเป็นต้องใช้แนวทางที่บูรณาการทั้งจากวิทยาศาสตร์ การเมือง และการปรับตัวของสังคม

คำสำคัญ (Key Terms)

1. Critical Zones – พื้นที่เปราะบางของโลกที่รองรับสิ่งมีชีวิตและระบบนิเวศ

2. Anthropocene – ยุคที่มนุษย์มีอิทธิพลสำคัญต่อระบบนิเวศและธรณีวิทยาของโลก

3. Gaia – แนวคิดที่โลกเป็นระบบที่เชื่อมโยงกันทั้งสิ่งมีชีวิตและสิ่งที่ไม่มีชีวิต

4. Ecological Fragility – ความเปราะบางของระบบนิเวศซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางสิ่งแวดล้อม

5. Political Ecology – การศึกษาเชิงบูรณาการระหว่างวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมและการเมือง

โซนวิกฤตในยุค Anthropocene

Latour ใช้แนวคิดโซนวิกฤตเพื่อสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงทางนิเวศที่มนุษย์มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อน โดยเฉพาะในยุค Anthropocene ซึ่งเป็นยุคที่การกระทำของมนุษย์มีผลกระทบต่อโลกอย่างรุนแรงและทั่วถึง ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ หรือการขุดเจาะทรัพยากร แนวคิดโซนวิกฤตช่วยให้เรามองเห็นผลกระทบเหล่านี้ในมุมมองที่กว้างขึ้นและซับซ้อนมากขึ้น Latour ชี้ให้เห็นว่า มนุษย์ไม่สามารถมองโลกแบบแยกส่วนระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติได้อีกต่อไป แต่ต้องมองในแง่ของความเชื่อมโยงและการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน

ในงาน “Critical Zones: The Science and Politics of Landing on Earth” (2020) Latour และ Peter Weibel ได้ร่วมกันรวบรวมมุมมองของนักวิทยาศาสตร์และนักปรัชญาหลายท่านเพื่ออธิบายถึงความซับซ้อนของโซนวิกฤตในบริบทของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการปรับตัวของมนุษย์ หนังสือเล่มนี้ชี้ให้เห็นว่าโซนวิกฤตคือพื้นที่ที่เกิดความเปลี่ยนแปลงจากการกระทำของมนุษย์ และการปรับตัวในโซนวิกฤตเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการดำรงอยู่ของมนุษย์ในอนาคต

การศึกษาโซนวิกฤต (Methods of Studying Critical Zones)

การศึกษาโซนวิกฤตของ Latour มุ่งเน้นการวิเคราะห์ความเชื่อมโยงระหว่างสิ่งมีชีวิต มนุษย์ และสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ในสภาพแวดล้อมที่เปราะบาง โดยมีหลายวิธีการศึกษา ได้แก่:

1. การวิจัยเชิงวิทยาศาสตร์นิเวศวิทยา
การศึกษาผ่านการสำรวจทางธรณีวิทยาและชีววิทยาเพื่อวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของโลก เช่น การเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศ การละลายของธารน้ำแข็ง การกัดเซาะของดิน และการลดลงของความหลากหลายทางชีวภาพ

2. การศึกษาเชิงการเมืองและสังคม
การศึกษาผลกระทบทางการเมืองและสังคมที่มีต่อโซนวิกฤต เช่น การวิเคราะห์นโยบายการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติ ผลกระทบจากการสร้างเขื่อน หรือการใช้ทรัพยากรน้ำที่อาจสร้างความขัดแย้งระหว่างชุมชนท้องถิ่นและผู้มีอำนาจ

3. การวิเคราะห์แบบบูรณาการทางสังคมและวัฒนธรรม
การศึกษามุมมองทางมานุษยวิทยาและวัฒนธรรมเกี่ยวกับวิธีที่ชุมชนท้องถิ่นปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของโซนวิกฤต เช่น การฟื้นฟูพื้นที่สีเขียวในเมือง หรือการปรับตัวของชุมชนท้องถิ่นที่เผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางนิเวศในระยะยาว

ตัวอย่างการศึกษาโซนวิกฤต (Case Studies)

1. โซนวิกฤตในเทือกเขาหิมาลัย
การศึกษาโซนวิกฤตในเทือกเขาหิมาลัยเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากภาวะโลกร้อนและการละลายของธารน้ำแข็งที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศน้ำจืด นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการวัดการเปลี่ยนแปลงของน้ำและการเปลี่ยนแปลงในระบบนิเวศที่ส่งผลต่อการเกษตรและการใช้ชีวิตของชุมชนท้องถิ่น การศึกษานี้ยังครอบคลุมถึงความขัดแย้งทางการเมืองในการจัดการทรัพยากรน้ำระหว่างประเทศต่างๆ เช่น อินเดีย เนปาล และจีน

2. การฟื้นฟูพื้นที่โซนวิกฤตในอเมซอน
การศึกษาในป่าอเมซอนเน้นการวิเคราะห์ผลกระทบจากการตัดไม้ทำลายป่าและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากการพัฒนาเพื่อการเกษตร การศึกษานี้ได้นำไปสู่การจัดทำนโยบายเพื่ออนุรักษ์ป่าไม้และฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงการนำวิธีการเกษตรที่ยั่งยืนมาใช้เพื่อลดผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ

ข้อวิพากษ์ต่อแนวคิดโซนวิกฤต (Critical Perspectives) - ต่อ

ตัวอย่างเช่น Isabelle Stengers นักปรัชญาที่มีบทบาทในการสนับสนุนงานของ Latour ได้แสดงความเห็นว่า แนวคิดโซนวิกฤตเป็นกรอบแนวคิดที่ช่วยให้เราสามารถวิเคราะห์โลกได้อย่างละเอียดถี่ถ้วน แต่เธอก็แสดงข้อสังเกตว่า Latour อาจให้ความสำคัญกับมุมมองเชิงวิทยาศาสตร์มากเกินไป โดยไม่ได้พิจารณามิติทางสังคมและวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้งเพียงพอ เช่น ความเชื่อท้องถิ่น ประเพณี หรือความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติในบริบทเฉพาะเจาะจงของแต่ละชุมชน

ในทางกลับกัน Andreas Malm นักวิชาการด้านนิเวศวิทยาและการเมือง ได้วิพากษ์ว่า แนวคิดของ Latour เกี่ยวกับโซนวิกฤตนั้นมุ่งเน้นไปที่การอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติในลักษณะของการบูรณาการมากเกินไป โดยมองข้ามโครงสร้างอำนาจและความไม่เท่าเทียมในสังคม Malm เห็นว่าแนวคิดนี้ไม่ได้กล่าวถึงปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการกดขี่หรือการใช้ทรัพยากรอย่างไม่เท่าเทียม ซึ่งมักจะเป็นปัญหาที่เกิดจากโครงสร้างทางเศรษฐกิจและการเมืองในระดับโลก

Bruno Latour เองเคยตอบสนองต่อข้อวิจารณ์เหล่านี้ โดยเขาเห็นว่า แนวคิดโซนวิกฤตไม่ได้พยายามแก้ไขปัญหาเชิงการเมืองในลักษณะของการวิเคราะห์อำนาจเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการเน้นให้เห็นถึงความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติในบริบทที่กว้างขวางกว่า เช่น ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ การมองโลกผ่านเลนส์ของโซนวิกฤตจึงเป็นการเน้นย้ำให้เห็นว่ามนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ และต้องรับผิดชอบต่อการรักษาระบบนิเวศนี้ให้ยั่งยืน

ข้อสรุป

แนวคิดโซนวิกฤตของ Bruno Latour เป็นกรอบแนวคิดที่ทรงพลังในการทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงทางนิเวศวิทยาในยุค Anthropocene โดยเน้นการเชื่อมโยงระหว่างวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมกับการเมือง การศึกษาโซนวิกฤตช่วยให้เราเห็นภาพรวมของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ ทั้งในด้านนิเวศวิทยาและสังคม การวิเคราะห์ผ่านกรอบแนวคิดนี้ช่วยเปิดโอกาสให้เราได้สำรวจความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างมนุษย์กับสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ รวมถึงการปรับตัวและการอยู่ร่วมกันในโลกที่เผชิญกับวิกฤตทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ข้อวิพากษ์จากนักวิชาการคนอื่นๆ เช่น Stengers และ Malm ก็ได้แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการขยายกรอบการวิเคราะห์เพื่อรวมถึงประเด็นด้านอำนาจ ความไม่เท่าเทียม และมิติทางวัฒนธรรมในการศึกษาวิกฤตทางสิ่งแวดล้อม

อ้างอิง

Latour, B., & Weibel, P. (2020). Critical Zones: The Science and Politics of Landing on Earth. MIT Press.
Latour, B. (2017). Facing Gaia: Eight Lectures on the New Climatic Regime. Polity Press.
Stengers, I. (2005). The Cosmopolitical Proposal. In Latour, B., & Weibel, P. (Eds.), Making Things Public: Atmospheres of Democracy (pp. 994-1004). MIT Press.
Malm, A. (2020). The Progress of This Storm: Nature and Society in a Warming World. Verso.

21/10/2024

"ถึงฝนจะตก⛈ ถึงน้ำแล้ง💥" ความรับผิดชอบในการจัดการปัญหา ต้องเกิดขึ้นร่วมกันทุกภาคส่วน

18/10/2024

มูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (ม.ส.ท.)

ที่อยู่

Thailand Environment Institute Foundation (TEI) 16-151 Muang Thong Thani, Bond Street, Bangpood, Pakkred
Non Buri
11120

เวลาทำการ

จันทร์ 08:00 - 17:00
อังคาร 08:00 - 17:00
พุธ 08:00 - 17:00
พฤหัสบดี 08:00 - 17:00
ศุกร์ 08:00 - 17:00

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Urban Climate Resilience-Thailandผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ องค์กรนั้น

ส่งข้อความของคุณถึง Urban Climate Resilience-Thailand:

แชร์