The Library At Nakorn

The Library At Nakorn คลังความรู้ และความทรงจำเล็ก ๆ ที่ นครศรีธรรมราช

วันแม่ปีนี้  #เหวนวัดจัน วัดจันทาราม เมืองนครศรีธรรมราช กันครับ
17/07/2025

วันแม่ปีนี้ #เหวนวัดจัน วัดจันทาราม เมืองนครศรีธรรมราช กันครับ

28/01/2025

ตรุษจีนนี้ ไหว้กันเสร็จแล้ว
อย่าพลาดไปร่วม #รับพรมงคลตรุษจีน นี้กันที่ #ตึกยาวบวรนคร
๒๘ มกรา - ๑ กุมภา #ตรุษจีนท่าวัง ที่ #บวรนคร ครับ
ขอบคุณ สมาคมพาณิชย์จีนนครศรีธรรมราช The Chinese Chamber of Commerce
และพี่น้องชาว #จีนท่าวังเมืองนคร ที่ร่วมกันฟื้นฟู #ตรุษจีนเมืองนคร กันที่ท่าวัง
และเลือกใช้ #บวรนคร เป็นที่จัดงาน และให้พวกเราได้ร่วมด้วยช่วยกันครับ
@ผู้ติดตาม

อ่างปลาทองกับร้อยมงคลสกุลสีดอกกุหลาบสมัยราชวงศ์ชิงสำหรับความปรารถนาอันดีงามในชีวิตรับปีใหม่ ๒๕๖๘ คู่อ่างปลาทองที่หาครบคู...
01/01/2025

อ่างปลาทองกับร้อยมงคลสกุลสีดอกกุหลาบสมัยราชวงศ์ชิง
สำหรับความปรารถนาอันดีงามในชีวิตรับปีใหม่ ๒๕๖๘
คู่อ่างปลาทองที่หาครบคู่ได้ยาก ภายในเป็นหมู่ปลาทอง ๘ ตัว กำลังว่ายวนอยู่ท่ามกลางไม้น้ำใสสะอาดรอบปลาทองตัวที่ ๙ ตรงก้นอ่าง ด้านนอกประดับด้วยรูปนูนสัญลักษณ์เครื่องมงคลบนพื้นสีฟ้าไข่นกการะเวก (เทอร์คอยซ์) ในกลุ่มสกุลสีกุหลาบ (ฟามีย์โรส) ที่มีการพัฒนาสีเคลือบแก้วและโลหะในเยอรมันในรัชสมัยจักรพรรดิคังซีแห่งราชวงศ์ชิง เมื่อศตวรรษที่ ๑๗ แล้วบาทหลวงเยซูอิตนำเข้าสู่ราชสำนักจีนเพื่อนำมาใช้ในงานถมลงยาโลหะกระทั่งจักรพรรดิหย่งเจิ้งทรงให้ขุนนางนามถังหยิงพัฒนาเตาของราชสำนักที่จิงเต๋อเจิ้นในเขตมณฑลกวางตุ้งเพื่อนำมาใช้ในงานเครื่องเคลือบสำหรับใช้ในราชสำนักจนรุ่งเรืองมากในรัชสมัยจักรพรรดิเฉียนหลง มีพัฒนาการเชิงซ้อนหลายชั้น อาทิ ใช้สีที่มาจากต่างชาติ (Fencai) ล้วนเป็นสีอ่อน (Ruancai) มีการเคลือบ (Hualancai) และทำแต่ในราชสำนัก (Falancai) สำหรับใช้ในราชสำนัก (Yangcai) โดยส่วนมากจะมีสีชมพูเป็นหลักกับสีอื่น ๆ ที่อ่อนหวาน จนเป็นที่สนใจของตลาดโลกโดยเฉพาะในยุโรปและกลายเป็นหนึ่งในสินค้าส่งออกสำคัญของจีนที่มีชื่อเสียงผลิตจำหน่ายเป็นที่นิยมไปทั่วโลกในช่วงศตวรรษที่ ๑๘ - ๑๙ กระทั่งเกิดการบัญญัติชื่อในแวดวงเครื่องถ้วยขึ้นที่ฝรั่งเศส ว่า Famille Rose - ฟามีย์โรส (ผู้เขียนเสนอใช้ชื่อว่าเครื่องเคลือบสกุลสีกุหลาบ ต่อเนื่องกับเครื่องศิลาดลและลายครามของจีนที่มีชื่อเสียงมาก่อน) ต่อมามีการสร้างโรงงานเครื่องเคลือบในแนวนี้ในอีกหลายประเทศในยุโรปสืบมาจนกระทั่งทุกวันนี้ และเข้าใจว่า เครื่องเบญจรงค์ของไทยที่เริ่มสร้างทำและนิยมแพร่หลายในสมัยอยุธยาและรัตนโกสินทร์ ก็น่าจะพัฒนาร่วมกันมากับงานเครื่องเคลือบสกุลสีกุหลาบนี้ ด้วยในท่ามกลางพัฒนาการของเครื่องถ้วยจีน มี Sancai และ Wucai คือ เครื่องเคลือบสามสี และ เครื่องเคลือบห้าสี โดยเบญจรงค์ของไทยที่หมายถึงเครื่องเคลือบ ๕ สีนั้น เป็นการสั่งทำจากประเทศจีนด้วยลวดลายและสีสันที่ไทยนิยม เข้าข่ายเครื่องเคลือบสกุลสีกุหลาบ เช่นกันกับเครื่องเคลือบของชาวจีนช่องแคบ หรือ เปอรานากันที่นิยมสีสันทำนองเดียวกันแต่ด้วยลวดลายนิยมของชาวช่องแคบที่นิยมเรียกว่าเครื่องถ้วยเปอรานากัน
รูปมงคลที่ปรากฏรายรอบอ่างอาจแบ่งเป็น ๓ ส่วน คือ ที่ขอบปากอ่าง บริเวณด้านนอกของอ่าง และที่ขอบด้านล่างของอ่าง ขอบปากอ่าง มีลายสลับตลอด เว้น ๔ ช่องกระจกมีดอกเบญจมาศและดอกโบตั๋นอย่างละ ๒ ดอกอยู่ตรงข้ามคู่กัน ขอบด้านล่างของอ่าง เป็นลายดอกไม้คล้ายดอกโบตั๋น ๔ ดอกบานสะพรั่งให้เห็นเกสรแสดงลักษณะของสองสิ่งตรงข้ามคือหยินกับหยาง อยู่ท่ามกลางกิ่งก้านขดและดอกตูมเป็นคู่ ๆ มี ๔ ช่องกระจก วาดเป็นรูปนกน้อยกำลังเกาะกรีดปีกบินร่าเริงอยู่บนช่อดอกไม้ต่าง ๆ อาทิบัว และโบตั๋น รอบนอกตลอดอ่าง ทำเป็นลวดลายมงคลต่าง ๆ ทั้งนูนสูง นูนต่ำและรูปวาดหลากหลายรูปลักษณะและสีสัน สลับกันบนพื้นน้ำเคลือบสีฟ้าเทอร์ค้อยซ์ นับจำนวนได้ประมาณ ๕๐ สิ่งมงคล เป็นตัวแทนของ ๑๐๘ มงคล หมายให้เป็นเครื่องระลึกถึงสิ่งดีงามที่จะมาบังเกิดกับชีวิตจิตใจของผู้พบเห็น
กล่าวกันว่าอ่างปลาทองกลุ่มนี้มีความเฉพาะและยากที่จะพบสมบูรณ์และครบคู่เช่นนี้ นับเป็นอีก อ่างปลามงคลเคลือบสกุลสีกุหลาบ (ฟามีย์โรส) สมัยราชวงศ์ชิง ร่วมสมัยพุทธศตวรรษที่ ๒๔ - ๒๕ ของการก่อสร้างตึกยาวบวรนคร และการออกมาค้าขายตั้งถิ่นฐานของคนจีนที่ท่าวัง นครศรีธรรมราช ประกอบกับเป็นผลผลิตสร้างสรรค์ของชาวตะวันออกที่นำเทคโนโลยีด้านสีของชาวตะวันตกมาพัฒนาผลิตภัณฑ์จนก้าวหน้าและนำตลาดโลกในสมัยนั้น รวมทั้งในตลาดไทย คาบสมุทรและช่องแคบ กับยังเป็นตัวแทนแห่งความเป็นมิ่งมงคลของผู้คนทั้ง ๑๐๘ ประการ ส่วนช่องกระจกทั้ง ๔ ที่ด้านนอกนั้น สำหรับบวรนคร อาจหมายถึงหลักอริยสัจ ๔ ประการในพระพุทธศาสนา เช่นกันกับปลาทองทั้ง ๘ ที่อาจหมายถึงอริยมรรคมีองค์ ๘ อันประกอบด้วยไตรสิกขา คือ ศีลหรือกายภาวนา สมาธิหรือจิตตภาวนา และ ปัญญาภาวนา ที่พึงเจริญให้มาก โดยปลาทองที่ก้นอ่างอาจหมายถึงธรรมทั้งปวงที่ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น อันเป็นที่สุดแห่งธรรมะที่พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้จากความจริงของธรรมชาติ
The Bovorn Nakorn Ching Dynasty Famille Rose Golden Fish Basins For All Wishes & Blessings
โดย #บวรนคร ที่
#แห่งผู้ยิ่งใหญ่ด้วยปัญญา

ตึกยาว และ บวรนคร: หลายแรกของเมืองนครที่ท่าวังใจกลางเมือง หุ่นจำลองตึกยาวบวรนคร และ บวรนคร นี้ สร้างทำเมื่อปี ๒๕๖๖ เนื่อ...
11/12/2024

ตึกยาว และ บวรนคร
: หลายแรกของเมืองนครที่ท่าวังใจกลางเมือง
หุ่นจำลองตึกยาวบวรนคร และ บวรนคร นี้ สร้างทำเมื่อปี ๒๕๖๖ เนื่องในโอกาสครบรอบ ๑๐๐ ปี การจัดงานเทศกาลประเพณีเดือนสิบของเมืองนคร (๒๔๖๖) และ ๑๒๕ ปี ของการก่อสร้างตึกยาวบวรนคร (๒๔๔๑) โดย จรัญ มาถนอม ช่างศิลปแห่งเมืองนครผู้เกิดและเติบโตในย่านท่าวัง-ท่ามอญ
อาคารตึกยาวบวรนคร ทางขวามือของภาพ เป็นอาคารก่ออิฐถือปูนอย่างโบราณด้วยระบบ wall baring มีกำแพงอิฐหนาก่อบนฐานอิฐก่อที่วางอยู่บนสันดอนหาดทรายแก้วเมืองนครโดยไม่มีโครงสร้างคานหรือเสาอื่นใด ลักษณะสถาปัตยกรรมแบบท้องถิ่นผสมผสานจีนอินเดียและยุโรป ที่นิยมเรียกกันว่า Chino European หรือ Eclectic (ผสมผสาน) แบบ Neo Classic หน้าถังมีเสาสองข้างพร้อมบัวหัวเสาแบบโครินเธียนพร้อม ๓ ซุ้มและ๓ ประตูหน้าต่าง มีพื้นที่ว่างด้านหน้าที่เรียกว่าหง่อคากี่ หรือ Five Foots Walk Way
ภายในของตึกยาว มีลักษณะเด่นสำคัญคือ มีขนาดหน้ากว้างและเพดานสูงกว่าอาคารทั่วไป และมีความยาวเป็น ๕ ช่วง โดยสามช่วงต่อจากโถงหน้ามีช่องลม (ฉิ่มแจ้ หรือ air well) สำหรับการพัดไหลผ่านของอากาศให้อยู่ภายในได้สบาย ช่วงท้ายมีบ่อน้ำและลานเอนกประสงค์ มีสองชั้นขึ้นคานปูพื้นพร้อมเครื่องหลังคาด้วยไม้หลุมพอของเดิม สันนิษฐานว่าอาคารช่วงหน้าเป็นที่ทำการ ช่วงที่สองเป็นที่อยู่อาศัย และช่วงสามอาจเป็นที่อยู่ของบริวารหรือลูกหลาน
จากประวัติการก่อสร้างอาคารก่ออิฐถือปูนเป็นบ้านเรือนของชาวนครนั้น พระยาสุขุมนัยวินิต มีรายงานกราบทูลสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพเมื่อปี พ.ศ.๒๔๔๑ ว่าชาวนครนิยมอยู่อาคารไม้ ด้วยเห็นว่าอาคารตึกเป็นของพระของเจ้า จนต้องกำชับให้ทำการก่อสร้างโดยมีจีนท่าวังจำนวนหนึ่งรับปากจะก่อสร้าง สำหรับอาคารหลังนี้ ตามประวัติสร้างโดยเฒ่าแก่แร่ดีบุกจากสิงคโปร์ พร้อม ๆ กับระยะของการเร่งรัดพัฒนาเมืองนคร รวมทั้งการตัดถนนราชดำเนินและการรับเสด็จรัชกาลที่ ๕ ต่อมาถูกใช้เป็นสถานพยาบาลของซินแสจากเซี่ยงไฮ้ ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นอาคารเรียนของโรงเรียนจีนสยามนครศรีธรรมราช (ตงฮั้วหักเหา) อาคารนครสมาคม โรงแรม โรงน้ำชาดื่มกิน โรงยาฝิ่น จนกระทั่งอยู่ในความครอบครองของขุนบวรรัตนารักษ์และนางช้อย หลัง พ.ศ.๒๕๐๐ ถูกใช้เป็นโรงเฟอร์นิเจอร์มินกวง ก่อนที่จะใช้เป็นฐานงานด้านศิลปวัฒนธรรมประเพณีและวรรณกรรมสร้างสรรค์ และ สวนหนังสือ ในนามสวนสร้างสรรค์ นาคร-บวรรัตน์ ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๒๘ จนหยุดพักกิจการลงเมื่อ พ.ศ.๒๕๕๗
จากการศึกษาเปรียบเทียบอาคารบ้านเรือนเก่าในเขตท่าวังและเมืองนคร ตึกยาวบวรนครเป็นหนึ่งในตึกเก่าแก่ที่สุดของเมือง มีลักษณะเด่นเฉพาะพร้อมประวัติความเป็นมาที่เกี่ยวกับพัฒนาการของเมืองนครมากมาย ในการบูรณะ (๒๕๖๕ - ๒๕๖๗) ได้ทำการขุดค้นทางโบราณคดีโดยได้รับอนุญาตจากกรมศิลปากร และทำการศึกษาประเมินคุณค่าและออกแบบโดยคณะจากสถาบันอาศรมศิลป์ และ อาจารย์วิมลรัตน์ อิสระธรรมนูญร่วมกับสัปปายะสตูดิโอ โดยมี ผศ.ดร.เกรียงไกร เกิดศิริ ร่วมให้คำแนะนำ ทำการบูรณะโดยบริษัท ทวีมงคลการก่อสร้าง จำกัด โดยเน้นการอนุรักษ์รักษาของเดิมให้มากที่สุด พร้อมกับการปรับปรุงต่อเติมเพื่อการถนอมรักษาและการใช้งานได้สมสมัยสู่อนาคต กล่าวคือรักษาของเดิมแบบ Neoclassic เมื่อ ๑๒๕ ปีเมื่อแรกสร้างไว้ และเมื่อทำการปรับปรุงใหญ่หน้าถังเป็น Modern เมื่อ ๖๐ ปีที่แล้วไว้ พร้อมกับปรับปรุงเพิ่มเติมให้ชีวิตใหม่แก่ตึกยาวบวรนครที่บริเวณหน้าถังและต่อขยายด้านพลังตามปัจจยการและยุคสมัยในแนวทาง Postmodern ไม่ว่าจะเป็นงานพื้นล่างที่เลือกปูหินอ่อนคาราร่าจากอิตาลีและหินแกรนิตอย่างจีน พื้นไม้ปูด้วยไม้จำปาทองปลูกที่พรหมคีรีริมเขาหลวงเมืองนคร งานผนังฉาบด้วยปูนพัฒนาใหม่เป็นการเฉพาะเพื่อการอนุรักษ์ ขณะที่ผนังก่ออิฐได้รับการอนุรักษ์โดยกองทุนโบราณสถานโลก (World Monument Fund) งานไม้โดยช่างไม้มือดีที่ร่วมบูรณะพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน ระบบไฟฟ้าส่องสว่างโดยบริษัท FOS ผู้บุกเบิกงานไฟและแสงเพื่อความงามของสังคมไทย การตกแต่งภายในโดย SML Studio และ TIMA นครศรีธรรมราช ขณะที่มือจับและกลอนประตู สร้างทำเป็นการเฉพาะด้วยเครื่องถมนครและการตีเหล็ก กับยังเพิ่มเครื่องหมายตรานโมถมทองขนาดใหญ่พร้อมงานปูนปั้นประยุกต์จากตึกกษัตริย์วัดแจ้งที่บริเวณหน้าจั่วหลักของตึกด้านทิศเหนือ
หุ่นจำลองตึกยาวบวรนครนี้ สร้างทำจากสภาพอาคารจริง ยกเว้นด้านหน้าที่จำลองจากภาพถ่ายสมัยเป็นโรงเรียนจีนสยาม นครศรีธรรมราช ของนครสมาคม เมื่อประมาณ พ.ศ.๒๔๗๖ โดยในครั้งนั้น นครสมาคม ซึ่งเป็นการรวมตัวของชาวนครเพื่อพัฒนาบ้านเกิดเมืองนอนได้เข้ารับดำเนินการงานเดือนสิบเมืองนครต่อจากสโมสรข้าราชการนครศรีธรรมราช ได้มาตั้งที่ทำการที่ตึกยาวบวรนครนี้
สำหรับอาคารพาณิชย์ด้านข้างของตึกยาวบวรนคร เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กสองชั้นมีดาดฟ้าและบันไดขึ้นทางด้านข้างและด้านหลัง ก่อสร้างเมื่อประมาณ พ.ศ.๒๔๗๕ นับเป็นย่านพาณิชยกรรมและสรรพสินค้าแห่งแรกของเมืองนคร ตามระบูชื่อร้านเมื่อแรกเริ่ม ประกอบด้วย ร้านมินกวง-ขายเครื่องเรือนเฟอร์นิเจอร์ น่ำผั่ง-ขายน้ำชากาแฟ ฉ่าโก้ย ซาละเปา กองกิจ-ขายสรรพสินค้า วิจิตรศิลป์-ถ่ายรูป และ ฮั่วเซ้ง บนดาดฟ้า นครสมาคมได้ก่อสร้างโรงเรีอนไม้หลังใหญ่เพื่อใช้เป็นสถานสังสรรค์และเริงรมณ์ยามราตรี มีเครื่องเสียงและเวทีลีลาศรำวง ในฤดูลมว่าวผู้คนนิยมขึ้นไปเล่นว่าวด้วย ส่วนด้านหลัง ขุนเสรษฐภักดี ได้ก่อสร้างเปิดกิจการโรงไฟฟ้าแห่งแรกของเมืองนคร และโรงน้ำแข็งแห่งแรกของเมืองนคร โดยกิจการไฟฟ้าได้ยุติลงเมื่อมีการไฟฟ้าของรัฐดำเนินการ ส่วนโรงน้ำแข็งได้ย้ายข้ามถนนศรีปราชญ์ไปอยู่ทางฝั่งตะวันออก นอกจากนี้ ยังมีโรงกลึงและอู่รถยนต์แสงนครอยู่ด้านหลังฝั่งวัดบูรณาราม นายสมนึก เกตุชาติ อดีตนายกเทศมนตรีนครนครศรีธรรมราช ระบุว่าคือสถานที่แรกในเมืองนครที่ท่านมาขอพักเมื่อครั้งเข้าเมืองนครครั้งแรก โดยอาคารชุดนี้มีสภาพทรุดโทรมมากเกินจะเก็บรักษาไว้ได้ จึงรักษาไว้เฉพาะหน้าถังเมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๐ พร้อมกับสร้างซุ้มเหล็กตามแบบของสำนักงานออกแบบสถาปัตย์ A49 ขณะนี้โครงการสำรวจมรดกบนเส้นทางการค้าทะเล (Maritime Heritage) ของมหาวิทยาลัยเกียวโต ญี่ปุ่น ร่วมกับมหาวิทยาลัยศิลปากร ได้สำรวจบันทึกทะเบียนไว้แล้ว ขณะที่พื้นที่ด้านหลังทั้งบริเวณกำลังอยู่ระหว่างการออกแบบเพื่อพัฒนาก่อสร้างใหม่ให้เป็นแหล่งมั่วสุมเรียนรู้สร้างสรรค์เชิงปัญญาใจกลางเมืองนคร หรือ CCLS - Community Creative Learning Space ที่จะประกอบด้วยพิพิธภัณฑ์ ห้องสมุด หอจดหมายเหตุ แกลเลอรี่ และย่านอาหารและสินค้าเฉพาะทางในไม่ช้านานนี้
โดยอาคารชุดนี้มีสภาพทรุดโทรมมากเกินจะเก็บรักษาไว้ได้ จึงรักษาไว้เฉพาะหน้าถังเมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๐ พร้อมกับสร้างซุ้มเหล็กตามแบบของสำนักงานออกแบบสถาปัตย์ A49 ขณะนี้โครงการสำรวจมรดกบนเส้นทางการค้าทะเล (Maritime Heritage) ของมหาวิทยาลัยเกียวโต ญี่ปุ่น ร่วมกับมหาวิทยาลัยศิลปากร ได้สำรวจบันทึกทะเบียนไว้แล้ว ขณะที่พื้นที่ด้านหลังทั้งบริเวณกำลังอยู่ระหว่างการออกแบบเพื่อพัฒนาก่อสร้างใหม่ให้เป็นแหล่งมั่วสุมเรียนรู้สร้างสรรค์เชิงปัญญาใจกลางเมืองนคร หรือ CCLS - Community Creative Learning Space ที่จะประกอบด้วยพิพิธภัณฑ์ ห้องสมุด หอจดหมายเหตุ แกลเลอรี่ และย่านอาหารและสินค้าเฉพาะทางในไม่ช้านานนี้ โดยในเบื้องต้นด้านหลังของตึกยาวบวรนครที่สร้างต่อเติมเสมือนเพิ่มชีวิตใหม่นั้น เพื่อให้ทำหน้าที่เป็นเสมือนห้องรับแขกของเมืองนคร ได้เชิญสองร้านเครื่อมดื่มแห่งเมืองนคร มาร่วมบริการรับรอง นึง ... คือ One More Thai Craft Chocolates จากปากพูน และ เครื่องดื่มโห่ไก่ - Hokai จากจันดี
โดย #บวรนคร ที่
#แห่งผู้ยิ่งใหญ่ด้วยปัญญา

สุดยอด ฮก ลก ซิ่ว เคลือบสกุลสีกุหลาบ (ฟามีย์โรส) สมัยราชวงศ์ชิงฮก ลก ซิ่ว นับเป็นสามเทพสำคัญของจีน “ฮก” ที่ยกให้เป็นเจ้า...
27/11/2024

สุดยอด ฮก ลก ซิ่ว เคลือบสกุลสีกุหลาบ (ฟามีย์โรส) สมัยราชวงศ์ชิง
ฮก ลก ซิ่ว นับเป็นสามเทพสำคัญของจีน “ฮก” ที่ยกให้เป็นเจ้าแห่งความมั่งคั่งร่ำรวยสมบูรณ์พูนผล “ลก” เจ้าแห่งวาสนาบารมีมีเกียรติยศชื่อเสียงเจริญรุ่งเรือง และ “ซิ่ว” เจ้าแห่งสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์มีอายุยืนยาว นิยมสร้างทำเป็นเครื่องเสริมสร้างขวัญกำลังใจและสถานภาพของผู้คน สังคม ชุมชนและบ้านเรือน มีรูปลักษณะดังนี้
ฮก (ในภาษาแต้จิ๋ว) หรือ ฝู (ภาษาจีนกลาง) (จีน: 福) หมายถึง โชคลาภและความมั่งคั่ง บริบูรณ์ด้วยโภคสมบัติ คือ ประกอบพร้อมด้วยเครื่องอุปโภคบริโภค แก้วแหวนเงินทอง และบริบูรณ์ด้วยบริวารสมบัติ มีบุตรภรรยา ญาติมิตร คนใช้สอย เป็นต้น ลักษณะของฮก เทพแห่งความมั่งคั่งร่ำรวยสมบูรณ์พูนผล นิยมสร้างเป็นรูปเศรษฐีมีหนวดสีดำยาว สวมหมวกมีเส้าข้างหลังสูง มีผ้าคลุมลงไปเบื้องหลังแสดงถึงโภคสมบัติ มือหนึ่งถือเล่งจื้อซึ่งเป็นสมุนไพรชนิดหนึ่ง อีกมืออุ้มเด็กถือทองคำแสดงถึงบริวารสมบัติ นิยมให้เป็นเด็กผู้ชายหมายถึงการสืบต่อวงศ์ตระกูล มีค้างคาวเป็นสัญลักษณ์ เพราะพ้องเสียงกับคำว่า ความสุข วาสนา และอาจมีรูปสัญลักษณ์อื่น ๆ อาทิ กวางดาว ผลทับทิม ดอกเบญจมาศ ลายคลื่น เป็นต้น กล่าวกันว่าฮกนี้สืบมาแต่มหาเศรษฐีสมัยราชวงศ์ถังนามเจี่ยวเซ้งผู้ร่ำรวย สุจริต ใจบุญ จนได้รับการนับถือขึ้นเป็นเทพผู้นำความสุขมาให้
ลก (ในภาษาแต้จิ๋ว) หรือ ลู่ (ภาษาจีนกลาง) (จีน: 禄) หมายถึง บุญวาสนา อำนาจ เกียรติยศ ลักษณะของลก เทพแห่งวาสนาบารมีมีเกียรติยศชื่อเสียงเจริญรุ่งเรือง นิยมสร้างมีลักษณะเป็นรูปขุนนางจีนสวมหมวก มีปีกหมวกกางออกไปสองข้าง มือถือคฑาหรูอี้ประกอบบรรดาศักดิ์ซึ่งเป็นคฑาแห่งความมีวาสนาบารมีและสมปรารถนา มีกวางเป็นสัญลักษณ์ เพราะพ้องเสียงกับคำว่า ยศถาบรรดาศักดิ์ และอาจมีรูปสัญญลักษณ์อื่น ๆ เช่น ค้างคาว ดอกโบตั๋น หรือดอกพุดตาล ผลส้มโอมือ ลายกระจัง ลายคอเสื้อ เป็นต้น กล่าวกันว่าลกนี้สืบมาจากอัครเสนาบดีนามก๋วยจื่องี้ ผู้จงรักภักดี ซื่อสัตย์ ยุติธรรม รับใช้ราชการนานหลายแผ่นดินด้วยความซื่อสัตย์จงรักภักดีจนเป็นที่ประจักษ์ อยู่ในตำแหน่งถึง ๔ แผ่นดิน ได้รับมอบดาบหยกและ เข็มขัดหยกให้สามารถทำการใด ๆ แทนฮ่องเต้แล้วค่อยทูลถวายรายงานภายหลังได้ และเป็นข้าราชการที่อยู่ในตำแหน่งนานที่สุดในประวัติศาสตร์จีน
ซิ่ว (ในภาษาแต้จิ๋ว) หรือ โซ่ว (ภาษาจีนกลาง) (จีน: 寿) หมายถึงอายุยืน ลักษณะของซิ่ว เทพแห่งสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์มีอายุยืนยาว นิยมสร้างมีลักษณะเป็นรูปชายชราหน้าตาใจดี หนวดเครายาวสีขาว ศีรษะล้านหน้าผากโหนกนูน มือหนึ่งถือไม้เท้ามังกรห้อยผลน้ำเต้า อีกมือหนึ่งถือผลท้อ ซึ่งเป็นผลไม้แห่งความยั่งยืนมีอายุยืนยาว และมักจะมีนกกระเรียนขาวอยู่ข้างกายอันเป็นสัญลักษณ์แห่งความมีอายุยืนยาว และอาจมีรูปสัญลักษณ์อื่น ๆ เช่น กา ต้นสน ลูกท้อ ลายประแจจีน กล่าวกันว่าสืบเรื่องมาจากแผ่โจ้วผู้กลัวความแก่ และความตายมากที่สุด จึงรักษาสุขภาพร่างกายและจิตใจของตนเองให้มีความสุขแข็งแรงตลอดเวลาจนมีอายุยืนยาวเป็นครอบครัวใหญ่ มีภรรยาและลูกหลานมากมาย มีอายุยืนกว่า ๘๐๐ ปี มีภรรยาเสียชีวิตก่อนท่านทั้งสิ้น ๔๙ คน และบุตรหลานเสียชีวิตก่อนท่าน ๑๕๔ คน
สำหรับสุดยอด ฮก ลก ซิ่ว เคลือบสกุลสีกุหลาบ (ฟามีย์โรส) สมัยราชวงศ์ชิง นี้ มีความพิเศษ ๕ ประการคือ
๑. เป็นงานเครื่องเคลือบจีนที่พัฒนาและรุ่งเรืองสูงสุดในสมัยราชวงศ์ชิง เกิดจากการประสมประสานงานชั้นสูงของโลกตะวันตกและตะวันออก กล่าวคือหลังจากจีนมีความเจริญรุ่งเรืองมากในเรื่องเครื่องเคลือบดินเผามาแต่โบราณ ตั้งแต่เครื่องเคลือบสามสี เครื่องเคลือบเซลาดอนและเครื่องเคลือบลายคราม กระทั่งในศตวรรษที่ ๑๗ สมัยจักรพรรดิคังซีแห่งราชวงศ์ชิง มีการพัฒนาสีเคลือบแก้วและโลหะขึ้นในเยอรมันแล้วบาทหลวงเยซูอิตได้นำเข้าสู่ราชสำนักจีน เพื่อนำมาใช้ในงานถมลงยาโลหะ ต่อมาจักรพรรดิหย่งเจิ้งทรงให้ขุนนางคนสำคัญชื่อถังหยิงทำการพัฒนาที่เตาราชสำนักที่จิงเต๋อเจิ้นในมณฑลกวางตุ้ง เพื่อนำมาใช้ในงานเครื่องเคลือบดินเผาเพื่อใช้ในราชสำนัก จนกระทั่งรุ่งเรืองมากในสมัยจักรพรรดิเฉียนหลงที่เกิดพัฒนาการในเชิงซ้อนหลายชั้น กล่าวคือ ใช้สีที่มาจากต่างชาติ (Fencai) ล้วนเป็นสีอ่อน (Ruancai) มีการเคลือบ (Hualancai) และทำแต่ในราชสำนัก (Falancai) สำหรับใช้ในราชสำนัก (Yangcai) โดยส่วนมากจะมีสีชมพูเป็นหลักกับสีอื่น ๆ ที่อ่อนหวาน จนเป็นที่สนใจของตลาดโลกโดยเฉพาะในยุโรปและกลายเป็นหนึ่งในสินค้าส่งออกสำคัญของจีนที่มีชื่อเสียงผลิตจำหน่ายเป็นที่นิยมไปทั่วโลกในช่วงศตวรรษที่ ๑๘ - ๑๙ กระทั่งเกิดการบัญญัติชื่อในแวดวงเครื่องถ้วยขึ้นที่ฝรั่งเศส ว่า Famille Rose – ฟามีย์โรส (ผู้เขียนเสนอใช้ชื่อว่าเครื่องเคลือบสกุลสีกุหลาบ สอดคล้องกับเครื่องลายครามที่มีชื่อเสียงมาก่อน) ต่อมามีการสร้างโรงงานเครื่องเคลือบในแนวนี้ในอีกหลายประเทศในยุโรปสืบมาจนกระทั่งทุกวันนี้ (สามารถติดตามฟังรายละเอียดโดยสรุปสังเขปได้ที่ www.youtube.com/watch?v=xako0kPJqpA)
๒. เข้าใจว่า เครื่องเบญจรงค์ของไทยที่เริ่มสร้างทำและนิยมในสมัยอยุธยาและรัตนโกสินทร์ ก็น่าจะพัฒนาร่วมกันมากับงานเครื่องเคลือบสกุลสีกุหลาบนี้ ด้วยในท่ามกลางพัฒนาการของเครื่องถ้วยจีน มี Sancai และ Wucai คือ เครื่องเคลือบสามสี และ เครื่องเคลือบห้าสี โดยเบญจรงค์ของไทยที่หมายถึงเครื่องเคลือบ ๕ สีนั้น เป็นการสั่งทำจากประเทศจีนด้วยลวดลายและสีสันที่ไทยนิยม เข้าข่ายเครื่องเคลือบสกุลสีกุหลาบ เช่นกันกับเครื่องเคลือบของชาวจีนช่องแคบ หรือ เปอรานากันที่นิยมสีสันทำนองเดียวกันแต่ด้วยลวดลายนิยมของชาวช่องแคบที่นิยมเรียกว่าเครื่องถ้วยเปอรานากัน
๓. สำหรับ ฮก ลก ซิ่ว ชุดเคลือบสกุลสีกุหลาบ สมัยราชวงศ์ชิง ทั้ง ๓ นี้ที่มีสภาพสมบูรณ์และครบชุด นำเข้ามาสู่ประเทศไทยนานมากแล้ว น่าจะเป็นหนึ่งในสินค้าส่งออกเมื่อสมัยราชวงศ์ชิง เก็บรักษาอยู่กับสกุลผู้มีสถานะ จนกระทั่งสมัยโควิดระบาดใหญ่ทั่วโลกและประเทศไทย จึงถูกนำออกมาสู่แวดวงเครื่องเคลือบจีนที่ริเวอร์ซิตี้ก่อนจะรับมาสู่บวรนคร เพื่อเป็นเครื่องหมายแห่งความมั่งคั่งร่ำรวยสมบูรณ์พูนผล มีวาสนาบารมีมีเกียรติยศชื่อเสียงเจริญรุ่งเรือง และสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์มีอายุยืนยาว ของผู้คนและเมืองนครศรีธรรมราชที่ท่าวังสืบไป
๔. รูปฮก เป็นบุรุษร่างใหญ่หน้าตาอิ่มเอิบสมบูรณ์พูนสุข หูใหญ่ยาน มีหนวดดำยาวสลวย ยกมือขวาในท่วงท่ามากบารมีโดยไม่มีเด็กอุ้มในแบบที่นิยม มือซ้ายถือม้วนหนังสือ สวมเสื้อคลุม ๔ ชั้น สีชมพู เหลือง เขียวและฟ้าประดับลวดลาย มีขอบขลิบสีน้ำเงิน และสายผูกเอวสีชมพูยาวลงไปถึงเท้า ที่เสื้อคลุมชั้นในสีชมพูยาวลงไปคลุมถึงรองเท้าสีขาวมีลายคล้ายค้างคาว บนศรีษะสวมหมวกมีเส้าพร้อมผ้าคลุมสีชมพูมีลวดลายมีขอบลายเมฆสีน้ำเงินแผ่ลงไปครึ่งหลัง พร้อมไส้แนบหูสีเหลืองมีดอกดวงแต้มสีชมพู
รูปลก เป็นบุรุษหน้าตาทรงภูมิปัญญามีบุญวาสนาบารมี หนวดสีดำยาว สวมหมวกอย่างขุนนางมีบรรดาศักดิ์ ยกมือขวาขึ้นกรีดนิ้ว มือซ้ายถือประคองคฑาหรูอี้สีเขียวขลิบทองที่พาดขึ้นไปบนต้นแขน สวมเสื้อคลุม ๔ ชั้น สีชมพู เหลือง และ เหลือง ชมพู มีลายมังกรกลางอก ขลิบขอบแขนและแถบคาดเอวสีดำมีลวดลายดอกไม้สีชมพูเหลืองและลายสีเขียว ห้อยป้ายหน้าด้วยแถบผ้าใหญ่สีเหลืองมีพู่ห้อยสีชมพูและเครื่องห้อยแขวนประดับสีเขียว ชายเสื้อคลุมเป็นลายเมฆหรือคลื่น สวมรองเท้าสีชมพู
รูปซิ่ว เป็นชายชรา ใบหน้ายิ้มแก้มยกดูอิ่มเอมเปรมปรีดีมีเมตตา หน้าผากโหนกนูน หนวดเคราสีขาวยาวสลวย มือขวากำหลวม ๆ อยู่ข้างมือซ้ายที่กุมลูกท้อผลหนึ่งหงายขึ้น สวมเสื้อคลุม ๔ ชั้น สีเหลือง ชมพู และเหลือง ชมพู มีขลิบขอบสีเข้มประดับลายดอกสีชมพูและก้านขดสีเขียว เสื้อคลุมชั้นนอกสีเหลือง มีลายดอกไม้สีแดงเจ็ดกลีบสลับกับลายก้านขดสีน้ำเงินอย่างมีจังหวะ คาดเอวด้วยแถบผ้าสีชมพูมีชายป้ายด้านหน้าลงไปเลยขอบเสื้อคลุม เห็นชายเสื้อชั้นในเป็นลายคลื่นสีชมพูที่คลุมรองเท้าสีชมพูอยู่
๕. กล่าวกันว่า รูป ฮก ลก ซิ่ว ทั้งสามนี้ ที่มีรูปทรงและลวดลายเฉพาะ แถมอยู่กันครบและสมบูรณ์มากแม้กระทั่งเล็บมือ ซึ่งหลงเหลืออยู่น้อยเช่นนี้ หาได้ยากยิ่ง นับเป็นอีก สุดยอด ฮก ลก ซิ่ว เคลือบสกุลสีกุหลาบ (ฟามีย์โรส) สมัยราชวงศ์ชิง ร่วมสมัยพุทธศตวรรษที่ ๒๔ - ๒๕ ของการก่อสร้างตึกยาวบวรนคร และการออกมาค้าขายตั้งถิ่นฐานของคนจีนที่ท่าวัง นครศรีธรรมราช ประกอบกับเป็นผลผลิตสร้างสรรค์ของชาวตะวันออกที่นำเทคโนโลยีด้านสีของชาวตะวันตกมาพัฒนาผลิตภัณฑ์จนก้าวหน้าและนำตลาดโลกในสมัยนั้น รวมทั้งในตลาดไทย คาบสมุทรและช่องแคบ กับยังเป็นตัวแทนแห่งความเป็นมิ่งมงคลของผู้คนทั้ง ๓ ประการ
โดย #บวรนคร ที่
#แห่งผู้ยิ่งใหญ่ด้วยปัญญา

จากวันนั้นถึงวันนี้ : ๓๖ ปี อุทกธรณีภัยที่คีรีวง ...ตั้งแต่วันที่ ๑๙ - ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๓๑ ที่คีรีวงฝนตกหนักสลับเบาตลอดทั้...
20/11/2024

จากวันนั้นถึงวันนี้ : ๓๖ ปี อุทกธรณีภัยที่คีรีวง ...
ตั้งแต่วันที่ ๑๙ - ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๓๑ ที่คีรีวงฝนตกหนักสลับเบาตลอดทั้ง ๒ วัน ๒ คืน จนตลอดวันที่ ๒๑ ที่ฝนตกหนักขึ้นเรื่อย ๆ กระทั่งกระแสน้ำในลำคลองของคีรีวงเริ่มล้นตลิ่งมีขอนไม้ไหลลอยลงมามากผิดปกติ ถึงประมาณก่อนตี ๑ ของวันที่ ๒๒ สายน้ำเริ่มหลากลงมาตามไหล่เขาพัดพาบ้านบางหลัง (ที่ท่าชาย) หายไหลลงสู่คลองพร้อม ๒ ชีวิตแรก ขณะที่อีกคนที่รอดนั้นไหลไปขึ้นท่าได้ที่ระยะทาง ๒.๕ กิโลเมตรล่างลงไป จากนั้นตั้งแต่ ๙ น. ต่อเนื่องจนถึงเที่ยงวัน โรงเรียนหลังใหญ่และบ้านเรือนตลอดจนสำนักงานกลุ่มออมทรัพย์และบ้านในชุมชนหน้าวัดรวมกันกว่า ๘๐ หลังคาเรือนก็หายไปกับสายน้ำ พร้อมกับอีก ๑๐ ชีวิตของชาวคีรีวง ตามด้วยอีกชุมชนที่ท่าออก ผู้คนมารวมตัวกันที่บริเวณวัดที่พังไปครึ่งวัดและเหลือสภาพเป็นเกาะกลางน้ำที่หากน้ำล้นก็จะถูกพัดพาไหลลงไปกันอีก ขณะที่ผู้คนที่อยู่ห่างออกไปก็หลบขึ้นไปอยู่ตามไหล่เขา จนกระทั่งก่อนมืดค่ำก็ได้ยินเสียง “เขาลั่น” อย่างขนานใหญ่ได้ยินกันทั่วทั้งพื้นที่ คล้ายว่าภูเขากำลังจะถล่มทลายลงมา ทุกคนเต็มไปด้วยความตระหนกหวาดวิตกต่อเนื่องจนถึงวันที่ ๒๓ ที่ฝนยังไม่ขาดสาย ขณะที่อาหารที่ไม่ได้สำรองกันไว้ก่อนเริ่มขาดแคลนลง จนฝนขาดสายและเริ่มมีเฮลิคอปเตอร์มาบินวนส่งเสบียง พร้อมกับการสำรวจสภาพพบว่าบ้านเรือน ๖๖๓ หลังในคีรีวงนั้นพังทั้งหลัง ๑๙๕ หลัง พังบางส่วน ๘๘ หลัง เหลือที่พออาศัยได้อย่างปลอดภัยเพียง ๓๘๐ หลัง มีชาวคีรีวงเสียชีวิตรวม ๑๒ ชีวิต พื้นที่โรงเรียนขนาดใหญ่พร้อมอาคาร ๒๐ หลัง หายกลายเป็นลานน้ำผ่าน(ที่คือท้องน้ำและสะพานบ้านคีรีวงในวันนี้) ขณะที่อุโบสถวัดคีรีวงขาดพังครึ่งหลังพร้อมกับอีก ๘ อาคาร และที่ดิน ๑ ใน ๓ ที่กลายเป็นสายน้ำ รวมทั้งตลาดสดย่านชุมชนในกลางหมู่บ้านก็หายไปกับสายน้ำด้วย
จากสถิติที่รวบรวมศึกษาย้อนหลัง พบว่าตลอดระยะเวลา ๓ วันอันตรายที่คีรีวง รวมทั้งพื้นที่ภาคใต้ในเขตเทือกเขาหลวงครอบคลุมหลายอำเภอของจังหวัดนครศรีธรรมราชและสุราษฎร์ธานี มีปริมาณฝนตกรวมกัน ๓ วัน กว่า ๑,๐๐๐ มิลลิเมตร เนื่องจากร่องความกดอากาศต่ำพาดผ่าน ทำให้เกิดน้ำท่าหลากท่วมลงไปตามขอบเขตพื้นที่รับน้ำต่าง ๆ ลงไปในแต่ละหุบห้วยแล้วไหลหลากท่วมไปทั่ว ประกอบกับสภาพธรณีสัณฐานของเทือกเขาหลวงเป็นหินแกรนิตไนส์อายุมาก ผ่านกาลผ่านเวลารวมทั้งการชอนไชของรากไม้จนผุกร่อนแถมต้นไม้ที่เคยมีรากยึดไว้ก็ถูกโค่นก่นทำสวน พร้อมหลากไหลไปกับสายน้ำได้หากปริมาณฝนมากเกิน ๒๐๐ มิลลิมเตรใน ๒๔ ชั่วโมง ด้วยเหตุนี้ การหลากท่วมของน้ำฝน น้ำท่า จึงปนมาด้วยหิน กรวดทรายที่คลุกเคล้ากันจนข้น พร้อมกับซากไม้ ตลอดจนสิ่งก่อสร้างและทรัพย์สินต่าง ๆ
สำหรับชาวคีรีวง ซึ่งผ่านการพัฒนาเป็นหมู่บ้าน อพป. และ หมู่บ้านแผ่นดินธรรมแผ่นดินทองมาก่อน ได้ประชุมก่อตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจขึ้นดำเนินการในภาวะวิกฤตประกอบด้วยผู้อาวุโสและเยาวชน เข้าประสานขับเคลื่อนการบรรเทาทุกข์และฟื้นฟูชีวิตชุมชนด้วยการจัดการตนเอง พร้อมกับการประสานกับทางการในจังหวัดและฝ่ายต่าง ๆ อย่างกว้างขวางทั่วทั้งประเทศ จนสามารถฟื้นคืนกลับมาได้ในระยะไม่นาน จนกลับมาเป็นชุมชนที่ร่มเย็นเป็นสุขและเป็นอีกเป้าหมายสำคัญของการเรียนรู้ดูงานตลอดจนการท่องเที่ยวในทุกวันนี้ โดยในวงกว้าง กรณีศึกษาของคีรีวง ได้กลายเป็นอีกกรณีศึกษาสำคัญของการพัฒนาชีวิตชุมชน รวมทั้งกลุ่มออมทรัพย์และกลุ่มการพัฒนาต่าง ๆ ตลอดจนการจัดการภัยพิบัติ และที่สำคัญคือ ได้ก่อให้เกิดการตื่นตัวในการจัดการภัยพิบัติในระดับชุมชนขึ้นในสังคมไทย รวมทั้งก่อให้เกิดการขับเคลื่อนจนรัฐบาลไทยได้ประกาศปิดป่า ยกเลิกการให้สัมปทานทั่วทั้งประเทศแต่นั้นมา
ภาพนี้ ถ่ายโดย นพ.บัญชา พงษ์พานิช ครั้งชมรมแพทย์ ทันตแพทย์ นครศรีธรรมราช จัดหน่วยแพทย์เดินเท้าเข้าคีรีวง ในวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๓๑ เห็นเป็นหาดทรายกว้างของพื้นที่โรงเรียนบ้านคีรีวงเดิมที่ถูกน้ำพัดจากท่าชายท่าหาจนหายสิ้น เห็นเกาะกลางและวัดในดงมะพร้าว กับอีกหาดทรายกว้างของอีกสายคลองที่ไหลมาจากน้ำตกวังไม้ปัก กับภาพอื่น ๆ ในอดีตและที่ถ่ายใหม่หลังผ่านมา ๓๖ ปี ในต้นเดือนพฤศจิกายน ๒๕๖๗ ซึ่งเป็นปีมะโรงที่ชาวนครแต่ก่อนเอ่ยเสมอว่าให้ระมัดระวังไว้ว่า “ ปีโรงน้ำแดง ” ด้วยเมื่อทบทวนสถิติย้อนหลังพบว่าเมืองนครจะมีคาบการเกิดน้ำท่วมใหญ่ทุก ๑๐ - ๑๒ ปี และมักเกิดขึ้นในปีมะโรงเสมอมา
นอกจากนี้ นพ.บัญชา พงษ์พานิช และ สวนสร้างสรรค์ นาคร - บวรรัตน์ ยังได้จัดทำสมุดภาพและข้อมูลต่าง ๆ ไว้จำนวนหนึ่ง เก็บรักษาที่ The Library at Nakorn บวรนคร พร้อมกับบทกลอนบทหนึ่งว่า
ไม่คาดคิด ... จะร้ายแรงถึงเพียงนี้
ไม่คาดฝัน ... ว่าวันนี้จะมาถึง
แผ่นดินไทยทั้งแผ่นดินต้องตลึง
ปานประหนึ่งฟ้าถล่มขุนเขาทลาย
อีกกี่สิบ กี่ร้อยปี แต่นี้หนอ
ที่จะพอต่อเติมส่วนเสียหาย
สิบร้อยแรงแสนล้านใจไทยช่วยคลาย
คล้ายคล้ายว่าวันคืนนั้นคงกลับมา
๒๒ - ๒๓ พฤศจิกายน ’๓๑
โดย #บวรนคร ที่
#แห่งผู้ยิ่งใหญ่ด้วยปัญญา

ดาบซามูไรถมนครเคยมีการทำดาบซามูไรถมนครมาก่อนหน้านี้ไหม ? คือคำถามที่น่าจะเกิดขึ้นในหมู่ผู้สนใจ พร้อม ๆ กับอีกหลายคำถามว่...
06/11/2024

ดาบซามูไรถมนคร
เคยมีการทำดาบซามูไรถมนครมาก่อนหน้านี้ไหม ? คือคำถามที่น่าจะเกิดขึ้นในหมู่ผู้สนใจ พร้อม ๆ กับอีกหลายคำถามว่ามีการนำงานการถมและถมนครไปสร้างทำอะไรขึ้นบ้าง นอกจากในระดับทั่ว ๆ ไป ที่เห็นการนำมาทำเครื่องใช้ต่าง ๆ ไม่น้อย นอกจากภาชนะ เช่นกรอบรูป ช้อนซ่อม เชี่ยนหมาก กระเป๋า จนกระทั่งหัวไม้เท้าและด้ามของอุปกรณ์ต่าง ๆ จนถึงระดับชั้นสูงถึงขั้นพระที่นั่งภัทรบิฐ และ พระที่นั่งพุดตาน ที่นับเป็นเครื่องราชูปโภคสำคัญในพระบรมมหาราชวัง แต่ยังไม่เคยพบดาบหรือศาตราวุธที่ทำถมมาก่อน ขณะที่พบศาสตราวุธที่มีส่วนประกอบด้วยงานเงินหรืองานทอง รวมทั้งงานคร่ำ จำนวนไม่น้อย
เฉพาะที่นครศรีธรรมราช กล่าวกันว่ามีพบดาบซามูไรของเก่าเก็บรักษาอยู่ที่คลังศูนย์ศิลปวัฒนธรรมมหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราชเล่มหนึ่ง ซึ่งเมื่อครั้งเกิดการสูญหายในปี พ.ศ.๒๐๒๑ ก็ถูกลักขโมยออกไปขายด้วย โดยต่อมาศูนย์รับบิณฑบาตคืนหนังสือบุดสมุดข่อยเมืองนครได้รับส่งมอบกลับคืนมาแล้วนั้น แม้ยังไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นซามูไรของผู้ใด แต่ก็มีความพยายามโยงกับกองทหารอาสาญี่ปุ่นที่เคยมาตั้งอยู่ในเมืองนครศรีธรรมราช ในรัชสมัยพระเจ้าปราสาททอง (พ.ศ.๒๑๗๓ - ๒๑๙๙) ภายใต้การนำของออกญาเสนาภิมุข หรือ ยามาดา นางามาซะ (พ.ศ.๒๑๓๓ - ๒๑๗๓) ที่เดินทางมาเป็นทหารอาสาญี่ปุ่นในรัชสมัยพระเจ้าทรงธรรม (พ.ศ.๒๑๕๓ - ๒๑๗๑) แล้วเจริญก้าวหน้าจนเป็นผู้บัญชาการกองทหารใหญ่ในกรุงศรีอยุธยาระดับพระยา แล้วพระเจ้าปราสาททองให้ออกไปดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชจนเสียชีวิตที่เมืองนคร พร้อมกับที่ต่อมากองทหารอาสาญี่ปุ่นที่เมืองนครก็สลายตัวลงหลังเกิดความปั่นป่วนที่เมืองนครหลังยามาดาสิ้นชีวิต และเชื่อกันว่าน่าจะมีดาบซามูไรหลงเหลืออยู่ในเมืองนครบ้าง เนื่องจากนักรบญี่ปุ่นโดยเฉพาะซามูไร ถือว่าดาบซามูไรเป็นเสมือนจิตวิญญาณของนักรบ แสดงถึงเกียรติยศ ชื่อเสียง ศักดิ์ศรีและความภาคภูมิใจแห่งวงศ์ตระกูล เฉพาะใบดาบนั้นนับเป็นสิ่งส่งทอดสืบมรดกกันมา เมื่อออกญาเสนาภิมุข หรือ ยามาดา นางามาซะ มาเป็นเจ้าเมืองนคร แม้จะในระยะไม่ยาวนาน ในฐานะของเจ้าเมืองจึงมีการสันนิษฐานว่ามีความเป็นไปได้ที่จะมีการสร้างทำปลอกและด้ามดาบซามูไรถมนครไว้ แม้นไม่ใช่ของยามาดา ก็อาจมีการทำของบุตรชายที่ชื่อโอนิน หรือนายทหารอื่นบ้างก็เป็นไปได้
ด้วยข้อคิดคำนึงดังกล่าว อาจารย์สรภัทร สาราพฤษ ทายาทช่างศิลปหัตกรรมโดยสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย สาขางานโลหะ-เครื่องถม ปี ๒๕๖๐ และครูผู้สอนวิชาเครื่องถมและการขึ้นรูปโลหะ แห่งวิทยาลัยเพาะช่าง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ ศิษย์เก่าวิทยาลัยศิลปหัตกรรมนครศรีธรรมราช ในฐานะของช่างทำเครื่องถมชาวนคร จึงทดลองสร้างทำดาบซามูไรถมนครเล่มนี้ขึ้นเมื่อกลางปี พศ.๒๕๖๗ (ระยะเวลา ๖ เดือน) เพื่อฟื้นฟูรักษาสืบทอดงานถมนครซึ่งเป็นงานประณีตศิลป์สำคัญของไทยประสมเข้ากับดาบซามูไรของญี่ปุ่น โดยการจัดหาดาบซามูไรจากญี่ปุ่น แบบ Katana ที่มีคมด้านเดียว มีความโค้งเล็กน้อย ยาว ๖๐-๗๐ เซนติเมตร พร้อมฝักไม้และมือจับที่นิยมถักเชือกหุ้ม แล้วนำมาเลาะเอาเชือกถักออกเพื่อหุ้มใหม่ด้วยเครื่องถมนคร พร้อม ๆ กับการหุ้มปลอกฝักด้วยเครื่องถมนครเช่นกัน โดยเลือกใช้ลวดลายจากตู้พระธรรมลายรดน้ำทองของวัดเชิงหวาย สมัยอยุธยาที่ได้รับการยกย่องว่างดงามยิ่ง ประกอบด้วยลายกนกเปลวที่อ้อนช้อยซับซ้อนพวยพุ่งอยู่อย่างเปี่ยมพลัง พร้อมพรรณพฤกษาลำต้นดอกใบ มีนก มีกระรอกแทรกแซมต่อเนื่องเป็นลวดลายและเรื่องราวอย่างมีจังหวะช่องไฟของลวดลายบนพื้นถมสีดำที่ขับให้เกิดความงามและลงตัว โดยที่โคนด้ามและขอบฝักทำเป็นโขดหินผามีกนกเปลวพวยพุ่งออกมา นอกจากนี้ยังเพลาเพียงซีกเดียวตลอด เพื่อให้เห็นถึงความงามที่แตกต่างของงานถมนครเมื่อไม่เพลาและเพลาให้เกิดเส้นเงา เฉพาะบนด้าม มีนก ๘ ตัว แมลง ๑ ตัว บนฝัก มีนก ๒๒ ตัว กระรอก ๔ ตัว แมลง ๒ ตัว ที่กัน มีนก และ กระรอก ด้านละอย่างละ ๑ ตัว
ดาบซามูไรถมนครเล่มนี้ นับเป็นอีกตัวแทนของการสืบสานมรดกงานถมนคร สอดประสานกับหน้าประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญของเมืองนครที่เคยมีเจ้าเมืองออกญาเสนาภิมุขเป็นหัวหน้ากองทหารอาสาญี่ปุ่น ในสมัยอยุธยา ด้วยลวดลายชั้นเยี่ยมของอยุธยาจากต้นแบบตู้พระธรรมลายรดน้ำวัดเชิงหวาย
โดย #บวรนคร ที่
#แห่งผู้ยิ่งใหญ่ด้วยปัญญา

ถมนครร่วมสมัยจากสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน โดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฉบับเสริมการเรียนรู้ เล่มที่ ๑๑ พิ...
30/10/2024

ถมนครร่วมสมัย
จากสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน โดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฉบับเสริมการเรียนรู้ เล่มที่ ๑๑ พิมพ์ครั้งที่ ๙ พ.ศ.๒๕๖๗ ระบุว่าจากหลักฐานเอกสารทางประวัติศาสตร์ของไทย มีการกล่าวถึงเครื่องถมครั้งแรกในรัชกาลสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ (พ.ศ.๑๙๙๑ - ๒๐๓๑) ว่าเครื่องเจียดเงินถมยาดำรองตะลุ่มเป็นเครื่องประกอบบรรดาศักดิ์ขุนนางศักดินา ๑๐,๐๐๐ ต่อมาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ.๒๑๙๙ - ๒๒๓๑) ทรงส่งเครื่องถมไปเป็นบรรณาการแก่พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ เป็นเครื่องถมลายดำอรหัน ปรากฏในจดหมายเหตุว่าเจ้าพระยาวิชเยนทร์เป็นผู้ออกแบบ ขณะเดียวกันคณะทูตไทยได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระสันตปาปาที่กรุงโรม " ราชทูตเชิญพานแว่นฟ้าทองคำรับราชสาส์น ... ม้วนบรรจุอยู่ในผอบทองคำลงยาราชาวดีอย่างใหญ่ ... ผอบนั้นตั้งอยู่ในหีบถมตะทอง หีบถมตะทองตั้งอยู่บนพานแว่นฟ้าทองคำ ... " กับยังปรากฏในสารานุกรมวัฒนธรรมภาคใต้ เมื่อ พ.ศ.๒๕๔๒ ว่า " ... สมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้ทรงมีรับสั่งให้เจ้าเมืองนครศรีธรรมราชจัดหาช่างถมฝีมือดีที่สุดของจังหวัดส่งไปยังกรุงศรีอยุธยาเพื่อทำไม้กางเขนส่งไปถวายสันตะปาปาที่กรุงโรม และทำเครื่องถมเป็นเครื่องใช้ไปบรรณาการพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ... "
ต่อมาในสมัยรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ และสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงมีพระราชหัตถเลขาต่อมาตีพิมพ์ในสาส์นสมเด็จ ข้อความตอนหนึ่งว่า " ... เครื่องถมไทยของเก่าที่เป็นฝีมือช่างครั้งกรุงศรีอยุธยามาทำขึ้นในรัชกาลที่ ๑ เช่นพานพระศรีที่อยู่ในตู้เครื่องถมของหลวงเป็นต้น ... เครื่องถมที่ทำในกรุงเทพฯ ครั้งรัชกาลที่ ๑ ยังทำดีมาก ฝีมือน่าจะทรามลงเมื่อรัชกาลที่ ๒ เป็นหัวต่อที่เครื่องถมเมืองนครฯ จะเฟื่องฟู ... " โดยสมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ทรงมีข้อสังเกตไว้ ๒ ประการ คือ ๑ เป็นเพราะช่างถมเมืองนครได้รับการกวดขันด้านฝีมือจากเจ้าพระยานคร(น้อย) ๒ เจ้าพระยานคร สั่งให้ทำงานถมนครชิ้นใหญ่ ๆ ที่สำคัญถวายเป็นเครื่องราชูปโภค ได้แก่พระราชยาน หรือ พระเสลี่ยง พระแท่นเสด็จออกขุนนาง พนักเรือพระที่นั่งกราบ พระเก้าอี้ที่ใช้เป็นพระที่นั่งภัทรบิฐ และ พระแท่นพุดตาน
โดยหลังจากผ่านยุคเจ้าพระยานคร พระรัตนธัชมุนี แห่งวัดท่าโพธิ์วรวิหาร ได้ตั้งโรงเรียนช่างถมขึ้นในเมืองนครศรีธรรมราช มีครูช่างถมคนสำคัญ อาทิ ครูเมือง สินธุรงค์ ครูกลั่น จันทรังสี ครูจงรัก เกิดช่างที่มีฝีมืองานถมหลายคน อาทิ ครูปั้น ลุงแผ้ว ลุงเห้ง ลุงชุ่ม น้าเจียร น้าสมบัติ พร้อมกับเกิดร้านรับช่างเข้าสังกัดสร้างทำและจำหน่ายเครื่องถมที่สำคัญ ๓ ร้าน ได้แก่ร้านทิพยมงคล ของขุนประจักษ์รัตนกิจ ร้านสุพจน์ ของนายสุพจน์ ทิพยมงคล บูตรของขุนประจักษ์รัตนกิจ มีช่างคนสำคัญคือตารุ่ง สินธุรงค์ ลุงเห้ง โสภาพงศ์ (ศิลปินแห่งชาติ สาขาเครื่องถม) ลุงชุ่ม สุวรรณทิพย์ (ผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรมสาขาเครื่องถม) และร้านวิโรจน์สิริ ของขุนวิโรจน์รัตนากร มีช่างคนสำคัญคือ ปู่เรือง สินธุรงค์ นายสถิตย์ น้าบัติ ลุงแผ้ว โดยในระยะหลังเหลือเพียงร้านสุพจน์แล้วเลิกราไป ช่างถมจึงแยกย้ายทำส่งขายร้านทองต่าง ๆ ในย่านท่าวัง ก่อนที่จะย้ายไปส่งขายที่ย่านเครื่องประดับหลังสโมสร พร้อมกับการขยายตัวของงานถมจากศูนย์ศิลปาชีพ ในพระนคร และการกระจายตัวของของช่างถมรุ่นใหม่ ๆ ทั้งในนครและพระนคร โดยในระยะปัจจุบันนอกจากการทำส่งร้านจำหน่ายแล้ว ช่างถมจำนวนไม่น้อยได้ตั้งหน้าร้านและช่องทางจำหน่ายของตนเองมากขึ้น ทั้งในนครศรีธรรมราชและกรุงเทพมหานคร
๑) ขันน้ำพานรอง กระโถน ตลับแป้งและมีดพับถมทอง งานของร้านสุพจน์ เมืองนคร
๒) ถาดถมดำ จานรองและฝาครอบแก้วถมดำ กระเป๋าถมตะทอง ฝีมือครูนิคม นกอักษร นครศรีธรรมราช
๓) กระบอกถมทองและถมตะทอง ฝีมือครูอุทัย เจียรสิริ กรุงเทพมหานคร (ชาวนครศรีธรรมราช)
โดย #บวรนคร ที่
#แห่งผู้ยิ่งใหญ่ด้วยปัญญา

เมืองนครและประเทศไทยบนแผนที่โบราณ ๒,๐๐๐ ปีแผนที่โบราณของโลกที่มีชื่อเสียงและได้รับการกล่าวถึงกว้างขวางที่สุดคือแผนที่จาก...
23/10/2024

เมืองนครและประเทศไทย
บนแผนที่โบราณ ๒,๐๐๐ ปี
แผนที่โบราณของโลกที่มีชื่อเสียงและได้รับการกล่าวถึงกว้างขวางที่สุดคือแผนที่จากตำราภูมิศาสตร์ (The Geographia) เขียนที่อียิปต์ เมืองอเล็กซานเดรีย บริเวณปากแม่น้ำไนล์ ในทะเลเมดิเตอเรเนียน โดยนักภูมิศาสตร์ชาวกรีกชื่อ คลอดิอุส โทเลมี (Claudius Ptolemy) เมื่อเกือบ ๒,๐๐๐ ปีก่อน คือประมาณพุทธศตวรรษที่ ๗ จากการสัมภาษณ์สอบถามนานานักเดินเรือในสมัยนั้นแล้วเขียนเป็นตำราไว้ โดยคาดว่าน่าจะมีการเขียนเป็นแผนที่ไว้ด้วย แต่ที่หลงเหลือมาถึงโลกปัจจุบันนั้นมีแต่ตัวเอกสารตำราที่คัดลอกกันต่อ ๆ มา ระบุพิกัดตำแหน่งแห่งหนพร้อมชื่อและรายละเอียดประกอบต่าง ๆ ต่อมามีการสร้างทำออกมาเป็นรูปแผนที่ที่นครฟลอเรนซ์เมื่อพุทธศตวรรษที่ ๑๙ เผยแพร่มาจนถึงปัจจุบัน มีแผนที่ India Extra Gangem ในชุดทวีปเอเซีย (Tabula Asiae XI) (แผ่นที่ ๑ และ ๒ ในชุดนี้ ระบุว่าวาดโดย Gerhard Mercator ตีพิมพ์เมื่อปี พ.ศ.๒๑๓๘ และ พ.ศ.๒๑๔๐ สมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช) ระบุว่าคือ ดินแดนอินเดียไกลออกไปจากลุ่มแม่น้ำคงคา (Indiam Extra Gangem) แสดงให้เห็นเป็นคาบสมุทรไทย-มาเลย์อยู่ระหว่างอ่าวเบงกอล (Sinus Gangeticus) และอ่าวใหญ่ (Sinus Magnus) ที่มีอินเดีย (Indie Intra Gangem) กับ จีน (Sinae) อยู่นอกออกไป ระบุชื่อไว้ชัดว่า Aurea chersonesus ที่แปลตรงคำได้ว่า แหลมทอง หรือ สุวรรณภูมิ ปรากฏสถานที่พร้อมภาพอาคารแสดงว่าคือสถานีการค้า อาทิ Tacola emporium, Sabana emporium, Palanda, Tharra, Perimula และ Samarade พร้อมกับแสดงสายน้ำกับอ่าวต่าง ๆ อาทิ Perimulicus Sinus โดยมีหลายข้อสันนิษฐานว่า Tacola คือ ตะกั่วป่า Samarade พ้องกันมากกับสามรัฐ อาจคือสยามรัฐไหม ? แต่ตามประวัติศาสตร์แล้วขณะนั้นยังไม่เกิดสยาม จึงยังเป็นอีกปริศนาสำคัญ ขณะที่มีบางข้อสันนิษฐานว่า Perimula อาจคือเมืองนคร และ Perimulicus Sinus คืออ่าวนคร-ปากพนัง ซึ่งล้วนรอการศึกษาค้นคว้าหาคำตอบ
ต่อมาเมื่อมีการเดินทางสำรวจภาคพื้นสมุทรและแผ่นดินจากความเป็นจริง แผนที่แสดงภาพของคาบสมุทรแหลมทองตลอดถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ใกล้เคียงความจริงอย่างที่เห็นในปัจจุบัน มีปรากฏ Sian – สยาม เป็นเกาะใหญ่ที่ก้นอ่าว และ Odia – อยุธยา ทางฝั่งตะวันออก พร้อมกับสถานีการค้า Cui – กุย, Tanaccerim - ตะนาวศรี, Luga - นคร, Patane – ปัตตานี โดยยังมีปริศนาว่า ที่ปรากฏอีกสองชื่อใกล้ ๆ กัน คือ ชื่อ Lugor และ Lungam ซึ่งน่าจะหมายถึงนครเช่นกัน แต่ทำไมจึงอยู่ฝั่งอันดามัน (แผ่นที่ ๓ ในชุดนี้ ระบุว่าวาดและตีพิมพ์ในปี ๒๑๕๙ สมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม) ในขณะที่บางแผนที่ (แผ่นที่ ๔ ในชุดนี้ ระบุว่าวาดและตีพิมพ์ในปี ๒๒๒๖ สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช) แม้ปรากฏภาพแผนที่ใกล้เคียงความจริงแต่ยังใช้ชื่อเดิมตามตำราภูมิศาสตร์ของโทเลมี คือระบุชื่ออ่าวไทยว่า le Golfe Perimulique และกำหนดให้สถานีการค้า Perimula อยู่ที่บริเวณอ่าวบ้านดอน มี Tacola และ Sabana อยู่ล่างลงไปบนคาบสมุทรที่ระบุว่า Chrysa
แผนที่แสดงประเทศไทยและบริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ให้รายละเอียดมากขึ้น อยู่ในช่วงสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชสืบมา ด้วยเป็นช่วงของการสำรวจ ค้าขาย และ เริ่มบุกรุกเข้าครอบครองของชาติตะวันตก โดยเฉพาะการสำรวจและเดินทางทางทะเล ดังเช่นในแผนที่ชื่อ Royaume De Siam, avec … (แผ่นที่ ๕ ในชุดนี้) ที่วาดโดยนักวาดแผนที่คนสำคัญของโลก นาม Vincenco Mario Coronelli และตีพิมพ์เป็นแผนที่โดยเฉพาะที่ปารีส เมื่อปี พ.ศ.๒๒๓๐ ก่อนการปฏิวัติเปลี่ยนรัชสมัยเพียง ๑ ปี นอกจากแสดงเส้นทางการเดินเรือจากช่องแคบซุนดาและเมืองปัตตาเวียบนเกาะชวา ผ่านช่องแคบบังกามาเลียบชายฝั่งมลายูจนเข้าเขตแดนสยามที่ปัตตานี (Patane) สู่ก้นอ่าวไทย ผ่านป้อมบางกอก (Forteresse Bankok) สู่อยุธยา (Judtija, Odian, Judia, Upia) จนถึงละโว้ (Louvo) ที่ระบุไว้ด้วยว่าคือพระราชฐาน (Maison royale) โดยตลอดแนวคาบสมุทรไทย ปรากฏชื่อนครว่า Royaume de Ligor, Ligor, Clay, Along และ Cornane ซึ่งน่าจะคือ เมืองนคร กลาย ฉลอง และ ขนอม รวมทั้งเกาะกระ (Pullo Cara) และหลายเกาะบริเวณเกาะสมุย - พะงัน กับอีกหลายเมืองรายทาง อาทิ สงขลา (Sangora) พัทลุง (Bondelon) จนถึง กุย (Cui) และ เพชรบุรี (Pepery) ที่มี Wat Kelong หรือ วัดโขลงในราชบุรีปรากฏอยู่ด้วย แผนที่นี้แยกราชอาณาจักรกัมพูชา เมาะตะมะ และ มะละกาออกจากราชอาณาจักรสยามที่ระบายสีชมพู กับยังครอบคลุมอีก ๕ นครที่ปรากฏการใช้คำนำหน้าชื่อในแผนที่ว่า Royaume หมายถึงราชอาณาจักร คือ ตะนาวศรี นคร ภูเก็ต เคดะห์ และ ปัตตานี อันน่าจะเนื่องจากยังมีสถานะเป็นประเทศราชหรือหัวเมืองสำคัญ
ทำนองเดียวกันกับแผนที่พิเศษอีกแผ่นที่เป็นส่วนประกอบของลูกโลกที่จะต้องประกอบกัน ๒๔ แผ่น วาดโดย Vincenco Maria Coronelli ตีพิมพ์ที่เวนิสในปี พ.ศ.๒๒๓๙ รัชสมัยสมเด็จพระเพทราชา (แผ่นที่ ๖ ในชุดนี้) ที่แสดงเส้นทางเดินเรือจากช่องแคบซุนดามาผ่านช่องแคบมะละกา แล้วผ่านปัตตานี สงขลา นคร ขนอม สู่อ่าวไทยที่ระบุนามไว้ว่า Golfo de Sian คู่กับ Perimulicus Sinus ผ่าน Bankok สู่ Judia และ Luuo ที่มีข้อสังเกตุเรื่องเขตแดนของสยามที่แสดงครอบคลุมเมาะตะมะไปจรดอาระกัน (ยะไข่) และเลยขึ้นไปไกลมากจนถึงต้นแม่น้ำเจ้าพระยาที่แสดงเป็นทะเลสาปใหญ่ชื่อ Lago de Chiamay ซึ่งตามแผนที่แสดงว่าเป็นต้นน้ำของแม่น้ำสายสำคัญอื่น ๆ อีก ๕ สาย ที่ไหลลงอ่าวเบงกอล รวมทั้งอิรวดี และสาละวิน ด้วย โดยไม่รวมแม่น้ำโขงนั้น มีผู้ศึกษาและสันนิษฐานว่าน่าจะเกิดจากการสัมภาษณ์จากผู้คนโดยยังไม่มีการสำรวจภาคพื้นดิน เมื่อได้ความว่าต้นน้ำมาจากทางเหนือซึ่งความจริงคือแถบเทือกเขาหิมาลัย ขณะที่แม่น้ำเจ้าพระยาก็มาจากทางเหนือทางเชียงใหม่ จึงเขียนแผนที่ให้ทะเลสาปชื่อ Chiamay เป็นต้นของแม่น้ำทั้ง ๕ สาย ซึ่งข้อเท็จจริงปัจจุบันไม่ได้เป็นเช่นนั้น ด้วยแม่น้ำเจ้าพระยามาจากการรวมตัวของหลายลำน้ำสาขาในภาคเหนือของประเทศไทยเท่านั้น โดยเขตแดนของสยามก็มิได้ยาวไกลขึ้นไปถึงขนาดนั้น ทั้งนี้ชื่อทะเลสาปที่มีการสันนิษฐานว่ามาจากเชียงใหม่นั้น บางท่านสันนิษฐานว่าอาจจะสับสนปนกันกับที่ราบสูงชิงไห่ก็เป็นได้
ในช่วงปลายสมัยอยุธยา มีแผนที่ Le Royaume de Siam (แผ่นที่ ๗ ในชุดนี้ ) ที่ระบุว่าวาดจากการติดตามคณะทูตและคณะมิชชันนารีเยซูอิตของพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ตีพิมพ์โดย Chatelain ในปี พ.ศ.๒๒๖๒ สมัยพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ กล่าวกันว่าเป็นหนึ่งในแผนที่ที่ให้รายละเอียดต่าง ๆ ในสมัยนั้นมากสุด แสดงราชอาณาจักรสยามตลอดคาบสมุทรไทย-มลายู เหลือที่ระบุว่าเป็นราชอาณาจักรเฉพาะที่ นคร และ ปาหัง (Roy. De Ligor และ R. de Pahang) โดยยังแสดง ปัตตานี สงขลา ขนอม ไล่ขึ้นไปจนถึงอยุธยาและละโว้ เช่นกัน โดยมีข้อสังเกตุว่าที่ชายฝั่งทะเลจากสงขลาถึงนครในแผนที่ แผ่นที่ ๕, ๖ และ ๗ ในชุดนี้ มีเกาะใหญ่ตั้งอยู่ โดยในแผ่นที่ ๕ และ ๖ มีระบุชื่อไว้ว่า Pullo Papier ซึ่งต่อมาเกิดการตื้นเขินจนเกิดเป็นทะเลสาปสงขลาและคาบสมุทรสทิงพระ-ระโนด-หัวไทร สืบเนื่องมาจนสุดที่แหลมตะลุมพุกอีกด้วย จนกระทั่งก่อนเสียกรุงศรีอยุธยา ๗ ปี มีแผนที่ The East Indies วาดโดย Thomas Jeffery ช่างวาดแผนที่ประจำราชสำนักพระเจ้าจอร์จที่ ๓ แห่งสหราชอาณาจักร ถวายเจ้าชายแห่งเวลส์ ในปี พ.ศ.๒๓๐๓ (รัชสมัยพระเจ้าเอกทัศน์) แสดงสยาม มะละกา ลาว ตังเกี๋ย โคชินจีน และกัมพูชาไว้ด้วยกัน เฉพาะในสยามที่ทุกวันนี้เป็นแผ่นดินไทย แสดงไว้เพียง Siam (อยุธยา) Pipori (เพชรบุรี) Ligor (นคร) Patana (ปัตตานี) Chantebon (จันทบุรี) ขณะที่ไม่ทราบชัดว่า Lidm และ Pordelouc คือเมืองอะไร
กล่าวโดยสรุป จาก ๘ แผนที่นี้ ประเทศไทยและเมืองนคร รวมทั้งเมืองอื่น ๆ มีปรากฏบนแผนที่ของโลกตะวันตกชัดเจนในสมัยพระเจ้าทรงธรรม พุทธศตวรรษที่ ๒๒ ตอนต้น ขณะที่ก่อนหน้านี้ มีปรากฏบนรูปแผนที่โบราณจากตำราภูมิศาสตร์สมัยพุทธศตวรรษที่ ๗ เมื่อเกือบ ๒,๐๐๐ ปีที่แล้ว แต่ยังไม่สามารถระบุชัดว่า ณ ตำแหน่งไหนและชื่ออะไรแน่ แต่อยู่บนคาบสมุทรไทย-มาเลย์ หรือแหลมทอง หรือสุวรรณภูมิแน่นอน และมีหลายข้อเสนอสันนิษฐานถึงเมืองนครไม่น้อย โดยยังต้องอาศัยการศึกษาค้นคว้าจนกว่าจะพบหลักฐานรองรับสนับสนุนที่แข็งแรงขึ้น ทั้งนี้ Perimulicas sinus นั้นน่าจะคืออ่าวไทย ส่วน Perimula หมายถึงที่ไหนยังต้องศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม เช่นกันกับที่ Tacola emporium ซึ่งแต่เดิมเชื่อกันมากว่าคือตะกั่วป่านั้น เริ่มมีหลักฐานทางโบราณคดีสนับสนุนว่าอาจหมายถึงบริเวณคอคอดกระซึ่งมีความเป็นไปได้ของการค่อย ๆ คลี่คลายเคลื่อนย้ายลงใต้ไปตามลำดับจนถึงตะกั่วป่า จนกระทั่งในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ดินแดนสยามและหลายเมือง ทั้งในเขตสยามและภูมิภาครายรอบ ได้รับการสำรวจศึกษาและนำมาปรากฏบนแผนที่มากขึ้น โดยเฉพาะบนเส้นทางการเดินเรือทะเล เฉพาะที่เป็นนครศรีธรรมราชในปัจจุบัน มีปรากฏบนแผนที่ถึง ๕ ตำแหน่ง คือ Ligor, Clay, Along, Cornane และ เกาะกระ – Pullo Cara นอกฝั่งปากพนังและหมู่เกาะที่บริเวณสมุย-พะงันด้วย ที่สำคัญคือการปรากฏอย่างต่อเนื่องสืบมา รวมทั้งการปรากฏในนามราชอาณาจักรลิกอร์ที่อยู่ในราชอาณาจักรสยามเรื่อยมา ขณะที่บางแห่งมีการเปลี่ยนแปลง รวมทั้งขอบเขตของราชอาณาจักรสยามและราชอาณาจักรอื่น ๆ ที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดมา ทั้งนี้อาณาบริเวณของลิกอร์แต่ครั้งโบราณนั้นก็อาจครอบคลุมกว้างขวางแทบทั้งคาบสมุทรไทย ไม่ได้เพียงเฉพาะที่เป็นจังหวัดนครศรีธรรมราชในทุกวันนี้ ดังที่ปรากฏชื่อ Lugor และ Lungam ซึ่งน่าจะหมายถึงนครเช่นกัน ในแผนที่แผ่นที่ ๓ ทางฝั่งทะเลอันดามันไม่ไกลจาก Luga ที่อยู่ ณ ตำแหน่งของนครทางฝั่งอ่าวไทย
สำหรับ Samarade ที่ปรากฏในตำราภูมิศาสตร์ของโทเลมีที่ตั้งอยู่ก้นอ่าวไทยนั้น ยังเป็นปริศนาว่าทำไมจึงมีชื่อสอดคล้องกับ สามรัฐ และหรือ สยามรัฐ ที่เป็นไทยในทุกวันนี้ มีอะไรเกี่ยวข้องอะไรกันหรือไม่มาแต่เมื่อเกือบ ๒,๐๐๐ ปีที่แล้ว ส่วนด้านภูมิศาสตร์ที่หลายแผนที่แสดงร่องรอยการมีเกาะใหญ่ก่อนการเกิดเป็นทะเลสาปสงขลา อ่าวนคร และ แหลมตะลุมพุกนั้น หากได้เทียบเคียงกับอีกหลายแผนที่ที่มีการทำไว้มาก ก็จะได้ข้อมูลเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับแหล่งต้นน้ำของ ๖ แม่น้ำสำคัญทางตอนเหนือขึ้นไป ที่ทุกวันนี้มีการสำรวจอย่างละเอียดจนถี่ถ้วนแล้ว
…รายละเอียดต่อใต้รูป
โดย #บวรนคร ที่
#แห่งผู้ยิ่งใหญ่ด้วยปัญญา

ที่อยู่

Nakorn Si Thamarat

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ The Library At Nakornผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์