15/10/2025
[ เมื่อโลกร่วมล่าขบวนการสแกมเมอร์กัมพูชา รัฐบาลอนุทินควรขยับอย่างไร ]
…………………………………………………
📌Update สถานการณ์:
📋เมื่อวันที่ 14 ต.ค. 68 ที่ผ่านมา U.S. Department of the Treasury หรือกระทรวงการคลังของสหรัฐอเมริกา ได้ออกข่าวประชาสัมพันธ์ว่า สหรัฐฯ โดย OFAC (Office of Foreign Assets Control) หรือสำนักงานควบคุมทรัพย์สินของต่างประเทศ และ FinCEN (Financial Crimes Enforcement Network) สำนักงานปราบปรามอาชญากรรมทางการเงิน ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศสหราชอาณาจักร (FCDO) ดำเนินมาตรการปราบปรามอย่างจริงจังต่อเครือข่ายสแกมเมอร์และการหลอกลวงออนไลน์ ที่หลอกลวงพลเมืองสหรัฐฯ และประเทศพันธมิตร และนำเอาเงินที่หลอกลวงมาไปฟอกเงิน
📋OFAC ประกาศคว่ำบาตรเป้าหมาย 146 รายการ ในเครือข่าย Prince Group Transnational Criminal Organization (Prince Group TCO) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นายเฉิน จื้อ (Chen Zhi) หรือที่รู้จักในชื่อ วินเซนต์ (Vincent) วัย 37 ปี สัญชาติอังกฤษและกัมพูชา ผู้ก่อตั้งและประธานของ Prince Holding Group (Prince Group) ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทข้ามชาติที่มีฐานอยู่ในประเทศกัมพูชา ในข้อหาสมคบคิดกันฉ้อโกงผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์และฟอกเงิน จากการบงการเครือข่าย “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” ที่มีการกักขังหน่วงเหนี่ยวแรงงาน เพื่อบีบบังคับให้มาร่วมขบวนการหลอกลวงการลงทุนเงินคริปโตในรูปแบบ “Pig Butchering” หรือสแกมเมอร์ที่มิจฉาชีพหลอกสร้างความสัมพันธ์กับเหยื่ออยู่เป็นแรมเดือนจนเหยื่อเชื่อใจ ก่อนหลอกให้เหยื่อลงทุนจนหมดตัวแล้วหายไป ซึ่งสร้างความเสียหายเป็นมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ในสหรัฐฯ และอีกหลายประเทศทั่วโลก
📋FinCEN ได้ใช้อำนาจตามมาตรา 311 ของ USA PATRIOT Act เพื่อตัด Huione Group ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจการเงินในกัมพูชา ออกจากระบบการเงินสหรัฐฯ เนื่องจากพบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน จากเงินที่มาจากการหลอกลวงให้เหยื่อลงทุนในเงินคริปโต
📋ความสูญเสียจากการหลอกลวงให้ลงทุนออนไลน์ในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมแล้วกว่า 16.6 พันล้านดอลลาร์ มีการประเมินว่าในปี 2024 เกิดความเสียหายขึ้นกับพลเมืองชาวอเมริกันราว 10,000 ล้านดอลลาร์ ให้กับแก๊งสแกมเมอร์ที่ฐานที่ตั้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเพิ่มขึ้นจากปี 2023 ถึง 66% โดยมี Prince Group TCO เป็นตัวการรายใหญ่ในกัมพูชา
📋สำนักงานอัยการสหรัฐฯ ประจำเขตตะวันออกของนิวยอร์ก และแผนกความมั่นคงแห่งชาติของกระทรวงยุติธรรม ยังได้ยื่นฟ้องร้องทางแพ่งเพื่อริบทรัพย์สินของนายเฉิน จื้อ เป็น Bitcoin ประมาณ 127,271 เหรียญ ซึ่งมีมูลค่าปัจจุบันประมาณ 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.9 แสนล้านบาท) ซึ่งมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ ขณะเดียวกัน ทางการอังกฤษก็ได้อายัดอสังหาริมทรัพย์ 19 แห่งในกรุงลอนดอน มูลค่ากว่า 100 ล้านปอนด์ ซึ่งเชื่อมโยงกับเครือข่ายของนายเฉิน จื้อ รวมถึงคฤหาสน์ในนอร์ทลอนดอนมูลค่า 12 ล้านปอนด์ พร้อมยึดทรัพย์ของชิว เว่ย เหริน ผู้ร่วมขบวนการของนายเฉิน จื้อ อีกด้วย
📋FinCEN ระบุว่า Huione Group เป็นจุดศูนย์กลางฟอกเงิน ให้กับเครือข่ายอาชญากรรมไซเบอร์ของเกาหลีเหนือ และเครือข่าย TCO ในอาเซียนที่ก่ออาชญากรรมหลอกลวงออนไลน์ในรูปแบบ Pig Butchering
📋จากข้อมูลในช่วง ส.ค. 2021–ม.ค. 2025 ระบุว่า Huione มีฟอกเงินอย่างน้อย 4 พันล้านดอลลาร์ อย่างน้อย 37 ล้านดอลลาร์จากเครือข่ายอาชญากรรมไซเบอร์ที่เกาหลีเหนือ อย่างน้อย 36 ล้านดอลลาร์จากการหลอกให้ลงทุนในเงินคริปโต และ 300 ล้านดอลลาร์จากการหลอกลวงออนไลน์และอาชญากรรมไซเบอร์ในรูปแบบอื่นๆ ด้วยเหตุนี้ สถาบันการเงินที่อยู่ภายใต้กฎหมายสหรัฐฯ จะถูกห้ามไม่ให้เปิดบัญชี หรือคงไว้ซึ่งบัญชีธนาคารเพื่อใช้ทำธุรกรรมทางการเงินกับ Huione Group อีกต่อไป เรียกได้ว่า ตัดเส้นทางทุกช่องทางที่ Huione Group จะเข้าถึงระบบการเงินของสหรัฐฯ
📋Prince Group TCO ประกอบด้วย Prince Holding Group เบื้องหน้าประกอบธุรกิจบันเทิง การเงิน และอสังหาริมทรัพย์ แต่เบื้องหลังมีรายงานว่าเป็นศูนย์อาชญากรรมไซเบอร์ ที่เป็นค่ายกักกันเหยื่อค้ามนุษย์ที่ต้องถูกบังคับให้มาก่ออาชญากรรมไซเบอร์หลอกลวงคนทั่วโลก OFAC จึงได้ขึ้นบัญชีเพิ่มเติมอีก 117 บริษัท ที่มีส่วนเกี่ยวข้องพัวพันกับเครือข่าย TCO
📋กลุ่ม Prince Group TCO ไม่ได้ทำแค่การหลอกลวงออนไลน์เท่านั้น แต่ยังเข้าไปเกี่ยวข้องกับการแบล็กเมลทางเพศ โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชน การฟอกเงิน การคอร์รัปชัน การพนันออนไลน์ผิดกฎหมาย และการกักขังและทรมานเหยื่อแรงงานค้ามนุษย์ ในค่ายกักกันอย่างน้อย 10 แห่งในกัมพูชา
📋นอกจากนี้ ในวันที่ 18 ก.ย. 2025 ที่ผ่านมา นายเจฟเฟอร์สัน ชรีฟ (Jefferson Shreve) สส.พรรครีพับลิกัน รัฐอินเดียนา ได้เสนอร่างพระราชบัญญัติ Dismantle Foreign Scam Syndicates Act (H.R. 5490) หรือพระราชบัญญัติปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์ข้ามชาติ เข้าสู่สภา โดยมีวัตถุประสงค์ในการให้สหรัฐอเมริกาตั้งหน่วยปฏิบัติการพิเศษ (Interagency Task Force) เพื่อปราบปรามและทำลายเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ โดยเฉพาะประเทศกัมพูชา ลาว และเมียนมา ที่มีการค้ามนุษย์และบังคับใช้แรงงานในค่ายกักกันที่เป็นศูนย์กลางปฏิบัติการหลอกลวงออนไลน์ ซึ่งมีการระบุชื่อของนายเบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ (Benjamin Mauerberger) และนายยิม เลียก (Yim Leak) ใน Section 7(d) ซึ่งเป็นบัญชีรายชื่อที่รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องดำเนินการตรวจสอบด้วย
📋อาชญากรรมไซเบอร์ หรือการหลอกลวงออนไลน์ หรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในประเทศไทย จากรายงาน GASA 2025 ระบุว่า คนไทยตกเป็นเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ สูงถึงปีละ 115,300 ล้านบาท หรือคิดเป็นวันละ 316 ล้านบาท เมื่อประกอบกับรายงานของสำนักวิจัย Statista ที่ได้ระบุว่า ธุรกิจพนันออนไลน์ในประเทศไทยนั้นมีมูลค่าสูงถึงปีละ 20,000 ล้านบาท หรือเฉลี่ยวันละ 55 ล้านบาท เมื่อรวมตัวเลขสองส่วนเข้าด้วยกัน โดยสรุปแล้วความเสียหายที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยมีมูลค่าสูงถึงปีละประมาณ 135,300 ล้านบาท หรือวันละ 371 ล้านบาท
📋ที่อำมหิตที่สุด ก็คือ หนึ่งในห้าของเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์นั้นเป็นผู้สูงอายุ ที่ต้องมาสูญเสียเงินที่เก็บหอมรอมริบมาทั้งชีวิต จนต้องมาสิ้นเนื้อประดาตัวในวัยเกษียณ ที่ไม่อาจประกอบอาชีพเพื่อหารายได้ได้อย่างเต็มที่อีกแล้ว
📋ภัยร้ายของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หรือการหลอกลวงออนไลน์ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การฉ้อโกงหรือการหลอกเงินเหยื่อเท่านั้น แต่เป็นเครือข่ายอาชญากรรมที่เข้ามาพัวพันกับการค้ามนุษย์ การฟอกเงิน ที่เป็นการนำเอาเงินสกปรกมาฟอกเงินผ่านการซื้อธุรกิจ โดยใช้ตัวแทนอำพราง หรือนอมินี (Nominee) มาถือหุ้นและเป็นกรรมการ จากนั้นก็เอาธุรกิจดังกล่าวมาตัดราคา ทุ่มตลาด เพื่อฟอกเงินให้ได้เงินสดที่มีที่มาที่ไปให้ได้มากที่สุด ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการที่ประกอบธุรกิจโดยสุจริต ต้องประสบกับการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม และอาจจะต้องประสบกับภาวะขาดทุน จนต้องยุติกิจการไปในที่สุด
📋แต่หายนะไม่ได้มีอยู่เพียงแค่นี้ ด้วยความที่เม็ดเงินสีเทา สีดำของขบวนการสแกมเมอร์ อาชญากรรมไซเบอร์ และการหลอกลวงออนไลน์ มีมูลค่ามหาศาล และมีถาโถมเพิ่มเติมเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย ประจวบกับประเทศไทยมีระบบนิเวศทางการเงินและการลงทุนที่เอื้อต่อการฟอกเงินได้ค่อนข้างดี ไม่ว่าจะเป็นการจัดหาตัวแทนอำพราง หรือนอมินี (Nominee) และบัญชีม้า ที่ทำได้ง่ายมาก ระบบกฎหมายที่สามารถปิดบังผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง (UBO หรือ Ultimate Beneficiary Owner) ได้ การที่ยังไม่มีการบังคับใช้กฎหมาย Travel Rule ซึ่งเป็นกฎหมายที่บังคับให้ผู้ให้บริการสินทรัพย์ดิจิทัลต้องส่งข้อมูลตัวตนของผู้โอนและผู้รับโอนในทุกครั้งที่ทำธุรกรรม และอัตราการจับกุมตัวแทนอำพรางและบัญชีม้าอยู่ในระดับที่ต่ำ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบในการตรวจสอบตัวแทนอำพรางนั้นมีเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ในส่วนนี้เพียงแค่ 12–14 คนเท่านั้น
📋จึงทำให้ทุนเทาข้ามชาติใช้กระบวนการหลักทรัพย์ (Securitization) และกลไกของตลาดหลักทรัพย์ นำเอาเงินสกปรกจากการหลอกลวงออนไลน์ เข้ามาซื้อหุ้นในกลุ่มพลังงาน ทรัพยากรธรรมชาติ และสาธารณูปโภคสำคัญ ที่มีหน่วยงานรัฐและรัฐวิสาหกิจเป็นผู้ถือหุ้น ขณะเดียวกัน ก็มีการจัดสรรเอาเงินสกปรกส่วนหนึ่งเข้ามาสนับสนุนกลุ่มการเมืองสามานย์ ให้นักการเมืองสีเทาเข้ามามีอำนาจรัฐ พร้อมกับซื้อข้าราชการระดับสูงให้เข้ามาเป็นสมุนรับใช้ เพื่อจะใช้กลไกทางการเมืองและการบริหารราชการ เข้ามาเอื้อประโยชน์เชิงนโยบายให้กับหุ้นที่ตนนำเงินสีเทาเข้ามาถือครอง เป็นการทุจริตเชิงนโยบาย ที่หมายเอาเงินสกปรกเข้ามายึดครองประเทศ ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามความมั่นคงที่ร้ายแรงอย่างมาก
📋ด้วยเหตุนี้ จึงไม่แปลกใจนะครับ ที่ทั่วโลก โดยเฉพาะเกาหลีใต้ ได้ยื่นเงื่อนไขทางการเมืองเพื่อกดดันให้กัมพูชายินยอมที่จะจัดตั้งคณะทำงานร่วม เพื่อจัดการปัญหาการหลอกลวงออนไลน์ ซึ่งเป็นเหตุให้พลเรือนชาวเกาหลีตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมในกัมพูชา และถูกลักพาตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยอาชญากรรมที่เกิดกับชาวเกาหลีใต้ในกัมพูชาได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจาก 81 คดีในปี 2022 เป็น 134 คดีในปี 2023 และ 348 คดีในปี 2024 โดยเฉพาะช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ มีการแจ้งความแล้วกว่า 303 คดี ขณะที่ปัญหาลักพาตัว พบว่าคดีที่ชาวเกาหลีใต้ถูกลักพาตัวในกัมพูชานั้นเพิ่มขึ้นจาก 2 คดีในปี 2021 เป็นมากกว่า 220 คดีในปี 2024 ขณะที่ตัวเลขในปีนี้ จนถึงสิ้นเดือน ส.ค. พบว่ามีคดีมากกว่า 330 คดี ซึ่งล่าสุด กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ระบุว่า มีชาวเกาหลีใต้มากถึง 80 คนที่ยังไม่รู้ชะตากรรม ซึ่งต่อมา กระทรวงมหาดไทยกัมพูชาได้ออกมาแถลงตอบโต้ว่า มีชาวเกาหลีใต้ราว 80 คน ซึ่งยังไม่ได้รับการยืนยันว่าเป็น 80 คนตามที่สื่อเกาหลีใต้รายงานหรือไม่ ที่ขณะนี้อยู่ภายใต้การควบคุมตัวของกรมตรวจคนเข้าเมืองกัมพูชา แต่ชาวเกาหลีใต้เหล่านี้ปฏิเสธที่จะเดินทางกลับประเทศ
📌สิ่งที่รัฐบาลอนุทิน ควรดำเนินการอย่างเร่งด่วน:
✅ในช่วงจังหวะที่นานาอารยประเทศต่างกำลังให้ความใส่ใจที่จะร่วมมือกันในการปราบปรามเครือข่ายการหลอกลวงออนไลน์และอาชญากรรมไซเบอร์ รัฐบาลไทยจึงควรฉวยเอาโอกาสนี้ มอบหมายให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สํานักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) และกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) จัดตั้งคณะทำงานร่วมกัน และเร่งผสานความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มความร่วมมือระหว่างหน่วยงานข่าวกรองทางการเงินระหว่างประเทศ (Egmont Group) คณะทำงานเฉพาะกิจด้านการดำเนินมาตรการทางการเงิน (FATF: Financial Action Task Force) สำนักงานควบคุมทรัพย์สินต่างประเทศ (OFAC: Office of Foreign Assets Control) สำนักงานปราบปรามอาชญากรรมทางการเงิน (FinCEN: Financial Crimes Enforcement Network) และตำรวจสากล (INTERPOL: International Criminal Police) เพื่อปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมออนไลน์ และขบวนการหลอกลวงออนไลน์ข้ามชาติที่มีฐานที่ตั้งอยู่ที่ประเทศกัมพูชาให้สิ้นซาก
✅ หารือกับ ปปง. เพื่อสืบเส้นทางการเงินสีเทาของกลุ่มทุนกัมพูชา ที่เชื่อมโยงกับนายทุนคนไทย หากพบว่ามีความผิดมูลฐาน ก็เร่งสั่งการขยายผลยึดทรัพย์ทั้งเครือข่ายให้หมด
✅สั่งการให้ กลต. เร่งออกระเบียบ และบังคับใช้ Travel Rule เพื่อผู้ให้บริการสินทรัพย์ดิจิทัล ส่งข้อมูลตัวตนของผู้โอนและผู้รับโอนในทุกครั้งที่ทำธุรกรรม และมอบหมายให้ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPC หรือ สคส.) สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (NCSA หรือ สกมช.) ปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของ FATF เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์สอดคล้องกับแนวทางสากลของโลก
✅กัมพูชาเคยถูกคณะทำงานเฉพาะกิจด้านการดำเนินมาตรการต่อต้านการฟอกเงิน (Financial Action Task Force: FATF) จัดให้อยู่ใน Grey List ตั้งแต่ปี 2019 และเพิ่งจะถูกปลดออกจาก Grey List เมื่อวันที่ 24 ก.พ. 2023 นี้เอง ดังนั้น หากมีการรวบรวมข้อมูลการฟอกเงินที่เชื่อมโยงไปที่กลุ่มทุนต่างๆ ในประเทศกัมพูชา และยื่นให้กับคณะทำงานทบทวนความร่วมมือระหว่างประเทศ (International Cooperation Review Group: ICRG) เพื่อให้ FATF พิจารณานำเอาประเทศกัมพูชากลับไปสู่ Grey List เช่นเดิม ก็จะทำให้สถาบันการเงินทั่วโลกกำหนดมาตรการตรวจสอบที่เข้มข้น (Enhanced Due Diligence) กับสถาบันทางการเงินของกัมพูชาเพิ่มขึ้น และถ้าไม่มีการปรับปรุงอย่างเป็นรูปธรรม ในที่สุดกัมพูชาก็จะถูกจัดให้อยู่ใน Black List ซึ่งจะทำให้กัมพูชาถูกตัดออกจากระบบการสื่อสารระหว่างธนาคารทั่วโลก (SWIFT: Society for Worldwide Interbank Financial Telecommunication) ทันที
✅เร่งสั่งการให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เร่งรัดการพิจารณาลงสัตยาบันอนุสัญญาอาชญากรรมไซเบอร์แห่งสหประชาชาติ 2024 (United Nations Convention against Cybercrime 2024: UNCC 2024) ในฐานะ 40 ประเทศแรกที่เป็นรัฐก่อตั้ง ให้ทันกำหนดการในวันที่ 31 ธ.ค. 2026 รวมทั้งพิจารณาลงสัตยาบันในอนุสัญญาบูดาเปสต์ (Budapest Convention on Cybercrime) ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยของเราสามารถขอความร่วมมือจากประเทศต่างๆ ทั่วโลกในการปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์และการหลอกลวงออนไลน์ทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศกัมพูชา ที่เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของประเทศไทย และเป็นภัยต่อชีวิต และทรัพย์สินของคนไทยทั้งชาติ
✅เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า 60% ของ GDP ของกัมพูชา มาจากเงินสกปรกจากขบวนการสแกมเมอร์ และเครือข่ายการหลอกลวงออนไลน์ ซึ่งเม็ดเงินมหาศาลเหล่านี้ กระจุกตัวอยู่่กับกลุ่มทุนไม่กี่กลุ่ม ที่เปรียบเสมือนกระเป๋าสตางค์ของฮุน เซน ดังนั้น การชำระแค้นฮุน เซน ที่สาสมที่สุด ก็คือ การปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ให้สิ้นซาก
✅ในขณะที่โลกกำลังระดมกำลังกันปราบแก๊งสแกมเมอร์ที่กัมพูชา หากประเทศไทยยังคงวางเฉย หรือตอบสนองต่อสถานการณ์ด้วยความล่าช้า ประชาชนคนไทยทั้งประเทศก็มีสิทธิที่จะสงสัยว่า อาจจะมีกลุ่มการเมืองสามานย์ และกลุ่มนายทุนโสมม ที่มีความใกล้ชิดกับรัฐบาล ที่ได้ประโยชน์จากเงินสกปรกสีเทาจากขบวนการสแกมเมอร์ที่กัมพูชา หรือไม่