พรรคประชาชน นครสวรรค์ - People's Party Nakhonsawan

พรรคประชาชน นครสวรรค์ - People's Party Nakhonsawan พรรคประชาชน-สานต่ออุดมการณ์อนาคตใหม่ ก้าวไกลยึดมั่นในประชาธิปไตย เชื่อในอำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน

17/10/2025
15/10/2025

ด่วน! รัฐสภา มีมติ ให้ใช้ร่างแก้ไข รธน. ‘พรรคประชาชน’ เป็นร่างหลัก 300-287 เสียง เหนือ ร่าง ‘ภูมิใจไทย’

15/10/2025

[ เมื่อโลกร่วมล่าขบวนการสแกมเมอร์กัมพูชา รัฐบาลอนุทินควรขยับอย่างไร ]
…………………………………………………
📌Update สถานการณ์:
📋เมื่อวันที่ 14 ต.ค. 68 ที่ผ่านมา U.S. Department of the Treasury หรือกระทรวงการคลังของสหรัฐอเมริกา ได้ออกข่าวประชาสัมพันธ์ว่า สหรัฐฯ โดย OFAC (Office of Foreign Assets Control) หรือสำนักงานควบคุมทรัพย์สินของต่างประเทศ และ FinCEN (Financial Crimes Enforcement Network) สำนักงานปราบปรามอาชญากรรมทางการเงิน ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศสหราชอาณาจักร (FCDO) ดำเนินมาตรการปราบปรามอย่างจริงจังต่อเครือข่ายสแกมเมอร์และการหลอกลวงออนไลน์ ที่หลอกลวงพลเมืองสหรัฐฯ และประเทศพันธมิตร และนำเอาเงินที่หลอกลวงมาไปฟอกเงิน
📋OFAC ประกาศคว่ำบาตรเป้าหมาย 146 รายการ ในเครือข่าย Prince Group Transnational Criminal Organization (Prince Group TCO) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นายเฉิน จื้อ (Chen Zhi) หรือที่รู้จักในชื่อ วินเซนต์ (Vincent) วัย 37 ปี สัญชาติอังกฤษและกัมพูชา ผู้ก่อตั้งและประธานของ Prince Holding Group (Prince Group) ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทข้ามชาติที่มีฐานอยู่ในประเทศกัมพูชา ในข้อหาสมคบคิดกันฉ้อโกงผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์และฟอกเงิน จากการบงการเครือข่าย “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” ที่มีการกักขังหน่วงเหนี่ยวแรงงาน เพื่อบีบบังคับให้มาร่วมขบวนการหลอกลวงการลงทุนเงินคริปโตในรูปแบบ “Pig Butchering” หรือสแกมเมอร์ที่มิจฉาชีพหลอกสร้างความสัมพันธ์กับเหยื่ออยู่เป็นแรมเดือนจนเหยื่อเชื่อใจ ก่อนหลอกให้เหยื่อลงทุนจนหมดตัวแล้วหายไป ซึ่งสร้างความเสียหายเป็นมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ในสหรัฐฯ และอีกหลายประเทศทั่วโลก
📋FinCEN ได้ใช้อำนาจตามมาตรา 311 ของ USA PATRIOT Act เพื่อตัด Huione Group ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจการเงินในกัมพูชา ออกจากระบบการเงินสหรัฐฯ เนื่องจากพบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน จากเงินที่มาจากการหลอกลวงให้เหยื่อลงทุนในเงินคริปโต
📋ความสูญเสียจากการหลอกลวงให้ลงทุนออนไลน์ในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมแล้วกว่า 16.6 พันล้านดอลลาร์ มีการประเมินว่าในปี 2024 เกิดความเสียหายขึ้นกับพลเมืองชาวอเมริกันราว 10,000 ล้านดอลลาร์ ให้กับแก๊งสแกมเมอร์ที่ฐานที่ตั้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเพิ่มขึ้นจากปี 2023 ถึง 66% โดยมี Prince Group TCO เป็นตัวการรายใหญ่ในกัมพูชา
📋สำนักงานอัยการสหรัฐฯ ประจำเขตตะวันออกของนิวยอร์ก และแผนกความมั่นคงแห่งชาติของกระทรวงยุติธรรม ยังได้ยื่นฟ้องร้องทางแพ่งเพื่อริบทรัพย์สินของนายเฉิน จื้อ เป็น Bitcoin ประมาณ 127,271 เหรียญ ซึ่งมีมูลค่าปัจจุบันประมาณ 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.9 แสนล้านบาท) ซึ่งมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ ขณะเดียวกัน ทางการอังกฤษก็ได้อายัดอสังหาริมทรัพย์ 19 แห่งในกรุงลอนดอน มูลค่ากว่า 100 ล้านปอนด์ ซึ่งเชื่อมโยงกับเครือข่ายของนายเฉิน จื้อ รวมถึงคฤหาสน์ในนอร์ทลอนดอนมูลค่า 12 ล้านปอนด์ พร้อมยึดทรัพย์ของชิว เว่ย เหริน ผู้ร่วมขบวนการของนายเฉิน จื้อ อีกด้วย
📋FinCEN ระบุว่า Huione Group เป็นจุดศูนย์กลางฟอกเงิน ให้กับเครือข่ายอาชญากรรมไซเบอร์ของเกาหลีเหนือ และเครือข่าย TCO ในอาเซียนที่ก่ออาชญากรรมหลอกลวงออนไลน์ในรูปแบบ Pig Butchering
📋จากข้อมูลในช่วง ส.ค. 2021–ม.ค. 2025 ระบุว่า Huione มีฟอกเงินอย่างน้อย 4 พันล้านดอลลาร์ อย่างน้อย 37 ล้านดอลลาร์จากเครือข่ายอาชญากรรมไซเบอร์ที่เกาหลีเหนือ อย่างน้อย 36 ล้านดอลลาร์จากการหลอกให้ลงทุนในเงินคริปโต และ 300 ล้านดอลลาร์จากการหลอกลวงออนไลน์และอาชญากรรมไซเบอร์ในรูปแบบอื่นๆ ด้วยเหตุนี้ สถาบันการเงินที่อยู่ภายใต้กฎหมายสหรัฐฯ จะถูกห้ามไม่ให้เปิดบัญชี หรือคงไว้ซึ่งบัญชีธนาคารเพื่อใช้ทำธุรกรรมทางการเงินกับ Huione Group อีกต่อไป เรียกได้ว่า ตัดเส้นทางทุกช่องทางที่ Huione Group จะเข้าถึงระบบการเงินของสหรัฐฯ
📋Prince Group TCO ประกอบด้วย Prince Holding Group เบื้องหน้าประกอบธุรกิจบันเทิง การเงิน และอสังหาริมทรัพย์ แต่เบื้องหลังมีรายงานว่าเป็นศูนย์อาชญากรรมไซเบอร์ ที่เป็นค่ายกักกันเหยื่อค้ามนุษย์ที่ต้องถูกบังคับให้มาก่ออาชญากรรมไซเบอร์หลอกลวงคนทั่วโลก OFAC จึงได้ขึ้นบัญชีเพิ่มเติมอีก 117 บริษัท ที่มีส่วนเกี่ยวข้องพัวพันกับเครือข่าย TCO
📋กลุ่ม Prince Group TCO ไม่ได้ทำแค่การหลอกลวงออนไลน์เท่านั้น แต่ยังเข้าไปเกี่ยวข้องกับการแบล็กเมลทางเพศ โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชน การฟอกเงิน การคอร์รัปชัน การพนันออนไลน์ผิดกฎหมาย และการกักขังและทรมานเหยื่อแรงงานค้ามนุษย์ ในค่ายกักกันอย่างน้อย 10 แห่งในกัมพูชา
📋นอกจากนี้ ในวันที่ 18 ก.ย. 2025 ที่ผ่านมา นายเจฟเฟอร์สัน ชรีฟ (Jefferson Shreve) สส.พรรครีพับลิกัน รัฐอินเดียนา ได้เสนอร่างพระราชบัญญัติ Dismantle Foreign Scam Syndicates Act (H.R. 5490) หรือพระราชบัญญัติปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์ข้ามชาติ เข้าสู่สภา โดยมีวัตถุประสงค์ในการให้สหรัฐอเมริกาตั้งหน่วยปฏิบัติการพิเศษ (Interagency Task Force) เพื่อปราบปรามและทำลายเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ โดยเฉพาะประเทศกัมพูชา ลาว และเมียนมา ที่มีการค้ามนุษย์และบังคับใช้แรงงานในค่ายกักกันที่เป็นศูนย์กลางปฏิบัติการหลอกลวงออนไลน์ ซึ่งมีการระบุชื่อของนายเบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ (Benjamin Mauerberger) และนายยิม เลียก (Yim Leak) ใน Section 7(d) ซึ่งเป็นบัญชีรายชื่อที่รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องดำเนินการตรวจสอบด้วย
📋อาชญากรรมไซเบอร์ หรือการหลอกลวงออนไลน์ หรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในประเทศไทย จากรายงาน GASA 2025 ระบุว่า คนไทยตกเป็นเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ สูงถึงปีละ 115,300 ล้านบาท หรือคิดเป็นวันละ 316 ล้านบาท เมื่อประกอบกับรายงานของสำนักวิจัย Statista ที่ได้ระบุว่า ธุรกิจพนันออนไลน์ในประเทศไทยนั้นมีมูลค่าสูงถึงปีละ 20,000 ล้านบาท หรือเฉลี่ยวันละ 55 ล้านบาท เมื่อรวมตัวเลขสองส่วนเข้าด้วยกัน โดยสรุปแล้วความเสียหายที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยมีมูลค่าสูงถึงปีละประมาณ 135,300 ล้านบาท หรือวันละ 371 ล้านบาท
📋ที่อำมหิตที่สุด ก็คือ หนึ่งในห้าของเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์นั้นเป็นผู้สูงอายุ ที่ต้องมาสูญเสียเงินที่เก็บหอมรอมริบมาทั้งชีวิต จนต้องมาสิ้นเนื้อประดาตัวในวัยเกษียณ ที่ไม่อาจประกอบอาชีพเพื่อหารายได้ได้อย่างเต็มที่อีกแล้ว
📋ภัยร้ายของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หรือการหลอกลวงออนไลน์ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การฉ้อโกงหรือการหลอกเงินเหยื่อเท่านั้น แต่เป็นเครือข่ายอาชญากรรมที่เข้ามาพัวพันกับการค้ามนุษย์ การฟอกเงิน ที่เป็นการนำเอาเงินสกปรกมาฟอกเงินผ่านการซื้อธุรกิจ โดยใช้ตัวแทนอำพราง หรือนอมินี (Nominee) มาถือหุ้นและเป็นกรรมการ จากนั้นก็เอาธุรกิจดังกล่าวมาตัดราคา ทุ่มตลาด เพื่อฟอกเงินให้ได้เงินสดที่มีที่มาที่ไปให้ได้มากที่สุด ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการที่ประกอบธุรกิจโดยสุจริต ต้องประสบกับการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม และอาจจะต้องประสบกับภาวะขาดทุน จนต้องยุติกิจการไปในที่สุด
📋แต่หายนะไม่ได้มีอยู่เพียงแค่นี้ ด้วยความที่เม็ดเงินสีเทา สีดำของขบวนการสแกมเมอร์ อาชญากรรมไซเบอร์ และการหลอกลวงออนไลน์ มีมูลค่ามหาศาล และมีถาโถมเพิ่มเติมเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย ประจวบกับประเทศไทยมีระบบนิเวศทางการเงินและการลงทุนที่เอื้อต่อการฟอกเงินได้ค่อนข้างดี ไม่ว่าจะเป็นการจัดหาตัวแทนอำพราง หรือนอมินี (Nominee) และบัญชีม้า ที่ทำได้ง่ายมาก ระบบกฎหมายที่สามารถปิดบังผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง (UBO หรือ Ultimate Beneficiary Owner) ได้ การที่ยังไม่มีการบังคับใช้กฎหมาย Travel Rule ซึ่งเป็นกฎหมายที่บังคับให้ผู้ให้บริการสินทรัพย์ดิจิทัลต้องส่งข้อมูลตัวตนของผู้โอนและผู้รับโอนในทุกครั้งที่ทำธุรกรรม และอัตราการจับกุมตัวแทนอำพรางและบัญชีม้าอยู่ในระดับที่ต่ำ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบในการตรวจสอบตัวแทนอำพรางนั้นมีเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ในส่วนนี้เพียงแค่ 12–14 คนเท่านั้น
📋จึงทำให้ทุนเทาข้ามชาติใช้กระบวนการหลักทรัพย์ (Securitization) และกลไกของตลาดหลักทรัพย์ นำเอาเงินสกปรกจากการหลอกลวงออนไลน์ เข้ามาซื้อหุ้นในกลุ่มพลังงาน ทรัพยากรธรรมชาติ และสาธารณูปโภคสำคัญ ที่มีหน่วยงานรัฐและรัฐวิสาหกิจเป็นผู้ถือหุ้น ขณะเดียวกัน ก็มีการจัดสรรเอาเงินสกปรกส่วนหนึ่งเข้ามาสนับสนุนกลุ่มการเมืองสามานย์ ให้นักการเมืองสีเทาเข้ามามีอำนาจรัฐ พร้อมกับซื้อข้าราชการระดับสูงให้เข้ามาเป็นสมุนรับใช้ เพื่อจะใช้กลไกทางการเมืองและการบริหารราชการ เข้ามาเอื้อประโยชน์เชิงนโยบายให้กับหุ้นที่ตนนำเงินสีเทาเข้ามาถือครอง เป็นการทุจริตเชิงนโยบาย ที่หมายเอาเงินสกปรกเข้ามายึดครองประเทศ ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามความมั่นคงที่ร้ายแรงอย่างมาก
📋ด้วยเหตุนี้ จึงไม่แปลกใจนะครับ ที่ทั่วโลก โดยเฉพาะเกาหลีใต้ ได้ยื่นเงื่อนไขทางการเมืองเพื่อกดดันให้กัมพูชายินยอมที่จะจัดตั้งคณะทำงานร่วม เพื่อจัดการปัญหาการหลอกลวงออนไลน์ ซึ่งเป็นเหตุให้พลเรือนชาวเกาหลีตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมในกัมพูชา และถูกลักพาตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยอาชญากรรมที่เกิดกับชาวเกาหลีใต้ในกัมพูชาได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจาก 81 คดีในปี 2022 เป็น 134 คดีในปี 2023 และ 348 คดีในปี 2024 โดยเฉพาะช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ มีการแจ้งความแล้วกว่า 303 คดี ขณะที่ปัญหาลักพาตัว พบว่าคดีที่ชาวเกาหลีใต้ถูกลักพาตัวในกัมพูชานั้นเพิ่มขึ้นจาก 2 คดีในปี 2021 เป็นมากกว่า 220 คดีในปี 2024 ขณะที่ตัวเลขในปีนี้ จนถึงสิ้นเดือน ส.ค. พบว่ามีคดีมากกว่า 330 คดี ซึ่งล่าสุด กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ระบุว่า มีชาวเกาหลีใต้มากถึง 80 คนที่ยังไม่รู้ชะตากรรม ซึ่งต่อมา กระทรวงมหาดไทยกัมพูชาได้ออกมาแถลงตอบโต้ว่า มีชาวเกาหลีใต้ราว 80 คน ซึ่งยังไม่ได้รับการยืนยันว่าเป็น 80 คนตามที่สื่อเกาหลีใต้รายงานหรือไม่ ที่ขณะนี้อยู่ภายใต้การควบคุมตัวของกรมตรวจคนเข้าเมืองกัมพูชา แต่ชาวเกาหลีใต้เหล่านี้ปฏิเสธที่จะเดินทางกลับประเทศ
📌สิ่งที่รัฐบาลอนุทิน ควรดำเนินการอย่างเร่งด่วน:
✅ในช่วงจังหวะที่นานาอารยประเทศต่างกำลังให้ความใส่ใจที่จะร่วมมือกันในการปราบปรามเครือข่ายการหลอกลวงออนไลน์และอาชญากรรมไซเบอร์ รัฐบาลไทยจึงควรฉวยเอาโอกาสนี้ มอบหมายให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สํานักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) และกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) จัดตั้งคณะทำงานร่วมกัน และเร่งผสานความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มความร่วมมือระหว่างหน่วยงานข่าวกรองทางการเงินระหว่างประเทศ (Egmont Group) คณะทำงานเฉพาะกิจด้านการดำเนินมาตรการทางการเงิน (FATF: Financial Action Task Force) สำนักงานควบคุมทรัพย์สินต่างประเทศ (OFAC: Office of Foreign Assets Control) สำนักงานปราบปรามอาชญากรรมทางการเงิน (FinCEN: Financial Crimes Enforcement Network) และตำรวจสากล (INTERPOL: International Criminal Police) เพื่อปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมออนไลน์ และขบวนการหลอกลวงออนไลน์ข้ามชาติที่มีฐานที่ตั้งอยู่ที่ประเทศกัมพูชาให้สิ้นซาก
✅ หารือกับ ปปง. เพื่อสืบเส้นทางการเงินสีเทาของกลุ่มทุนกัมพูชา ที่เชื่อมโยงกับนายทุนคนไทย หากพบว่ามีความผิดมูลฐาน ก็เร่งสั่งการขยายผลยึดทรัพย์ทั้งเครือข่ายให้หมด
✅สั่งการให้ กลต. เร่งออกระเบียบ และบังคับใช้ Travel Rule เพื่อผู้ให้บริการสินทรัพย์ดิจิทัล ส่งข้อมูลตัวตนของผู้โอนและผู้รับโอนในทุกครั้งที่ทำธุรกรรม และมอบหมายให้ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPC หรือ สคส.) สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (NCSA หรือ สกมช.) ปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของ FATF เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์สอดคล้องกับแนวทางสากลของโลก
✅กัมพูชาเคยถูกคณะทำงานเฉพาะกิจด้านการดำเนินมาตรการต่อต้านการฟอกเงิน (Financial Action Task Force: FATF) จัดให้อยู่ใน Grey List ตั้งแต่ปี 2019 และเพิ่งจะถูกปลดออกจาก Grey List เมื่อวันที่ 24 ก.พ. 2023 นี้เอง ดังนั้น หากมีการรวบรวมข้อมูลการฟอกเงินที่เชื่อมโยงไปที่กลุ่มทุนต่างๆ ในประเทศกัมพูชา และยื่นให้กับคณะทำงานทบทวนความร่วมมือระหว่างประเทศ (International Cooperation Review Group: ICRG) เพื่อให้ FATF พิจารณานำเอาประเทศกัมพูชากลับไปสู่ Grey List เช่นเดิม ก็จะทำให้สถาบันการเงินทั่วโลกกำหนดมาตรการตรวจสอบที่เข้มข้น (Enhanced Due Diligence) กับสถาบันทางการเงินของกัมพูชาเพิ่มขึ้น และถ้าไม่มีการปรับปรุงอย่างเป็นรูปธรรม ในที่สุดกัมพูชาก็จะถูกจัดให้อยู่ใน Black List ซึ่งจะทำให้กัมพูชาถูกตัดออกจากระบบการสื่อสารระหว่างธนาคารทั่วโลก (SWIFT: Society for Worldwide Interbank Financial Telecommunication) ทันที
✅เร่งสั่งการให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เร่งรัดการพิจารณาลงสัตยาบันอนุสัญญาอาชญากรรมไซเบอร์แห่งสหประชาชาติ 2024 (United Nations Convention against Cybercrime 2024: UNCC 2024) ในฐานะ 40 ประเทศแรกที่เป็นรัฐก่อตั้ง ให้ทันกำหนดการในวันที่ 31 ธ.ค. 2026 รวมทั้งพิจารณาลงสัตยาบันในอนุสัญญาบูดาเปสต์ (Budapest Convention on Cybercrime) ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยของเราสามารถขอความร่วมมือจากประเทศต่างๆ ทั่วโลกในการปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์และการหลอกลวงออนไลน์ทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศกัมพูชา ที่เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของประเทศไทย และเป็นภัยต่อชีวิต และทรัพย์สินของคนไทยทั้งชาติ
✅เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า 60% ของ GDP ของกัมพูชา มาจากเงินสกปรกจากขบวนการสแกมเมอร์ และเครือข่ายการหลอกลวงออนไลน์ ซึ่งเม็ดเงินมหาศาลเหล่านี้ กระจุกตัวอยู่่กับกลุ่มทุนไม่กี่กลุ่ม ที่เปรียบเสมือนกระเป๋าสตางค์ของฮุน เซน ดังนั้น การชำระแค้นฮุน เซน ที่สาสมที่สุด ก็คือ การปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ให้สิ้นซาก
✅ในขณะที่โลกกำลังระดมกำลังกันปราบแก๊งสแกมเมอร์ที่กัมพูชา หากประเทศไทยยังคงวางเฉย หรือตอบสนองต่อสถานการณ์ด้วยความล่าช้า ประชาชนคนไทยทั้งประเทศก็มีสิทธิที่จะสงสัยว่า อาจจะมีกลุ่มการเมืองสามานย์ และกลุ่มนายทุนโสมม ที่มีความใกล้ชิดกับรัฐบาล ที่ได้ประโยชน์จากเงินสกปรกสีเทาจากขบวนการสแกมเมอร์ที่กัมพูชา หรือไม่

15/10/2025

แก้รัฐธรรมนูญผ่านวาระ 1 เปิดทางสู่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่
วันนี้ (15 ต.ค.) ที่ประชุมรัฐสภาลงมติรับหลักการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มหมวด 15/1 ว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ โดยเป็นการลงมติรับหลักการ 2 ฉบับ จาก 3 ฉบับ
แม้กระบวนการในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เดินหน้าต่อ แต่ในเมื่อเรื่องรัฐธรรมนูญเป็นวาระที่ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกฝ่าย จึงเป็นเรื่องน่าเสียดายที่รัฐสภาไม่ได้มีมติรับหลักการทั้ง 3 ร่าง ซึ่งเป็นการลงมติที่ไม่เพียงแต่ทำความเข้าใจได้ยาก เนื่องจากหลักการของ 3 ฉบับ มีความใกล้เคียงกัน แต่ยังไม่เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีต่อบรรยากาศของการแสวงหาฉันทามติที่จะเป็นประโยชน์ต่อกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ขั้นตอนจากนี้ พรรคประชาชนจะผลักดันกลไกในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในชั้นกรรมาธิการต่อไป โดยยืนยันหลักการ 2 เรื่อง เพื่อให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่สะท้อนความหลากหลายทางความคิดที่มีอยู่ในรัฐสภาและในสังคมไทย
(1) เปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมได้มากที่สุด โดยไม่ขัดต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ
(2) ป้องกันการกินรวบ-ผูกขาดโดยกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
เส้นทางสู่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่ง่ายดายแน่นอน แต่นี่คือโอกาสสำคัญที่พวกเราต้องทำให้ดีที่สุด เพื่อให้ทุกฝ่ายในสังคมไทยได้ร่วมกันออกแบบกติกาและระบบการเมืองที่ตอบโจทย์ประชาชน การเมืองที่สร้างความหวัง และพาประเทศไทยเดินหน้าได้อีกครั้ง
เชิญชวนประชาชนจับตาต่อไปอย่างใกล้ชิด!

เรียนเชิญผู้ที่สนใจเข้าร่วมงาน [ สัมมนาเชิงปฎิบัติการ การใช้เทคโนโลยีด้าน GIS เพื่อการบริการจัดการทรัพยากรน้ำ ]จัดโดย คณ...
15/10/2025

เรียนเชิญผู้ที่สนใจเข้าร่วมงาน [ สัมมนาเชิงปฎิบัติการ การใช้เทคโนโลยีด้าน GIS เพื่อการบริการจัดการทรัพยากรน้ำ ]
จัดโดย คณะกรรมาธิการการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ สภาผู้แทนราษฎร

คณะกรรมาธิการการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ สภาผู้แทนราษฎร ขอเรียนเชิญผู้ที่สนใจเข้าร่วมงาน [ สัมมนาเชิงปฎิบัติการ การใช้เทคโนโลยีด้าน GIS เพื่อการบริการจัดการทรัพยากรน้ำ ]

📆วันอังคารที่ 21 ต.ค. 68
🕐เวลา 9:00 - 16:30 น.
📍ห้องประชุม 607 สภาผู้แทนราษฎร

🌟กำหนดการ🌟
8:30-9:00 : ลงทะเบียน
9:00-9:15 : เปิดงานสัมมนา
9:15-9:45 : Keynote บรรยาย 15 นาที โดยวิทยากร 3 ท่าน
- ศ.ดร.สันติ ภัยหลบลี้ ภาควิชาธรณีวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้ก่อตั้งเพจ มิตรเอิร์ธ - mitrearth
- ผศ.ดร.สมพงษ์ เลี้ยงโรคาพาธ หัวหน้าภาควิชาฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร
- ผศ.ดร.สุพงษา เขตต์คีรี ผอ.ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านดาวเทียมและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร
9:45-10:00 : พักรับประทานอาหารว่าง
10:00-12:00 : Workshop ความรู้พื้นฐานด้าน GIS การใช้งาน Software ( Google Earth) เพื่อการออกแบบผังน้ำชุมชน แนวทางเตือนภัยพิบัติ พื้นที่ เสี่ยงภัยพิบัติ เพื่อสร้างการมีส่วนร่วม กับภาคประชาชน โดย ศ.ดร.สันติ ภัยหลบลี้

12:00-13:00 : พักรับประทานอาหารกลางวัน

13:00-16:00 : Workshop การประยุกต์ใช้ข้อมูลด้าน GIS เพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและข้อเสนอเชิงนโยบายโดย ผศ.ดร.สมพงษ์ เลี้ยงโรคาพาธ และ ผศ.ดร.สุพงษา เขตต์คีรี
16:00-16:30 สรุปผลการเรียนรู้ ถามตอบและปิดสัมมนา

🖋️ลงทะเบียนร่วมงาน : https://forms.gle/FEwEERCBhnrbC32z6
(สงวนสิทธิ์เข้าร่วมงานให้ผู้ลงทะเบียน 60 คนแรก)

สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก
Krithiran Lersauritpakdee - กฤษฐ์หิรัญ เลิศอุฤทธิ์ภักดี (08 8628 2993)

#คณะกรรมาธิการการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ
#สภาผู้แทนราษฎร

14/10/2025
14/10/2025
14/10/2025

👉 เป็นที่ทราบกันดีว่าสำนักงานประกันสังคมมีความพยายามเสนอสูตรการคำนวณเงินบำนาญสูตรใหม่เพื่อความเป็นธรรมต่อผู้ประกันตนมากขึ้น แม้จะผ่านมาแล้วหลายปีก็ยังไม่มีความคืบหน้า
👉 จนกระทั่งเริ่มมีการรณรงค์และผลักดันอย่างจริงจังในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีการเปิดรับฟังประชาพิจารณ์ในเดือนตุลาคม 2568 ในหลายช่องทาง รวมทั้งทางออนไลน์
👉 ตลอดหลายวันที่ผ่านมาก็ดูมีอัตราส่วนจำนวนผู้เข้าแสดงความเห็นปกติดี แม้จะมีผู้เห็นด้วยเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ แต่ก็ยังมีสัดส่วนผสมกันไปทั้งเห็นด้วยและเห็นต่าง
📌 สถิติการออกเสียง ที่รวบรวมโดยเพจ “ขอคืนไม่ใช่ขอทาน” :
​เหลือ 15 วัน: มีผู้ร่วมเสนอ 1,564 คน
​เหลือ 12 วัน: มีผู้ร่วมเสนอ 4,000 คน
📌 ​แต่ในคืนก่อนเหลือ 6 วัน:
​เวลา 12.24 น. มี 14,802 คน
​เวลา 01.01 น. เพิ่มเป็น 15,400 คน
​เวลา 06.18 น. พุ่งทะยานสู่ 19,092 คน
🔥 มีการแสดงความเห็นกว่า 4,000 ครั้ง ในช่วงเวลา 5 ชั่วโมง และที่สำคัญ คือ เป็นช่วงเวลาระหว่าง ตี 1 ถึง ตี 4 !!! และแทบทั้งหมด โหวต “ไม่เห็นด้วย” ทำให้เกิดการพลิกผลจากเสียงส่วนใหญ่ “เห็นด้วย” ไปเป็น “ไม่เห็นด้วย” ในช่วงเวลา 3 วันสุดท้าย ก่อนปิดแสดงความเห็น!!! 🔥 สำนักงานประกันสังคมจะต้องสืบสวนต่อไปว่าเหตุการณ์ดังกล่าวนั้นเป็นการแสดงออกที่สุจริตหรือไม่ 🔥
⚠️ แต่ในระหว่างนี้ กลุ่มประกันสังคมก้าวหน้า ร่วมกับพรรคประชาชน ขอร่วมรณรงค์ให้พี่น้องประชาชนผู้ประกันตนทุกคน ปฏิบัติการด่วน (Call to Action) เข้าไปร่วมทำประชาพิจารณ์ประกันสังคมสูตรใหม่(CARE) เพื่อความเป็นธรรม เพื่อผลประโยชน์ของพวกเราทุกคน ⚠️

ร่วมทำประชาพิจารณ์ได้ที่ 👇
⭐️ เว็บไซต์: https://law.go.th/listeningDetail?survey_id=NTg4NURHQV9MQVdfRlJPTlRFTkQ=
⭐️ หรือไลน์ : https://sso-line-official.com/survey_public?sq_m

14/10/2025
14/10/2025

[ จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ออกแบบระบบการเมืองที่ประชาชนหวังพึ่งได้ ]
พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ลุกขึ้นอภิปรายเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพิ่มหมวด 15/1 ฉบับพรรคประชาชน ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภาวันนี้ (14 ต.ค.) โดยช่วงหนึ่งกล่าวว่า ความไม่ปกติที่เกิดขึ้นในการเมืองไทยในช่วงที่ผ่านมา เป็นผลลัพธ์และมีสาเหตุบางส่วนจากรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ออกแบบระบบการเมืองที่ “ไม่เกรงใจประชาชน” และ “ไม่มีประชาชนอยู่ในสมการ”
ทำให้ชีวิตประชาชนต้องเผชิญกับ 3 วิกฤตระดับชาติที่หนักหนาสาหัสลงเรื่อยๆ ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2560 บังคับใช้
(1) วิกฤต “ประชาธิปไตยถดถอย” 20 ปีที่แล้ว ประเทศไทยเคยเป็นดาวรุ่งของภูมิภาคเรื่องประชาธิปไตย คนไทยเคยรู้สึกว่าคะแนนเสียงของเขากำหนดอนาคตได้ แต่วันนี้รัฐธรรมนูญ 2560 ทำให้สถาบันทางการเมืองขาดความยึดโยงกับประชาชน ประชาชนเลือก สส. เข้าไปในสภา ประชาชนเลือกรัฐบาลเข้าไปในทำเนียบ แต่คนที่ชี้ขาดว่ากฎหมายไหนเสนอได้หรือไม่ได้ นโยบายไหนทำได้หรือไม่ได้ บุคคลไหนเป็นรัฐมนตรีได้หรือไม่ได้ และ สสร. แบบไหนมีได้หรือไม่ได้ กลับเป็นตุลาการ 9 คนในศาลรัฐธรรมนูญที่ประชาชนไม่เคยให้ความเห็นชอบ
(2) วิกฤต “นโยบายล้าหลัง” 20 ปีที่แล้ว ประเทศไทยถูกมองว่าเป็นต้นตำรับของนโยบายที่ก้าวหน้าในหลายด้าน จนเป็นทั้งฉันทามติภายในประเทศ และที่ชื่นชมในเวทีนานาชาติ เช่น นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค แต่วันนี้รัฐธรรมนูญ 2560 กลับไม่สามารถสนับสนุนให้รัฐบาลมีสมาธิและแรงจูงใจ ในการคิดค้นและผลักดันนโยบายใหม่ๆ สมาธิของรัฐบาลต้องเสียไปบางส่วนกับคณะนักร้องที่บางครั้งก็ร้องแบบมีมูล แต่หลายครั้งก็ร้องแบบไม่สมเหตุสมผล แรงจูงใจของรัฐบาลในการขับเคลื่อนโยบายให้สำเร็จก็มีไม่มากเท่าที่ควร เพราะความอยู่รอดของรัฐบาลยุคนี้ แทบจะไม่ขึ้นอยู่กับความสำเร็จในการผลักดันนโยบาย
(3) วิกฤต “ทุจริตเรื้อรัง” ตอนประกาศบังคับใช้รัฐธรรมนูญ 2560 ผู้สนับสนุนหลายคนภูมิใจว่านี่คือรัฐธรรมนูญปราบโกง แต่วันนี้ชัดเจนแล้วว่ารัฐธรรมนูญ 2560 ปราบโกงไม่ได้จริง แต่ปราบได้เฉพาะคนที่อยากปราบ คะแนนความโปร่งใสของไทย (Corruption Perception Index) ดิ่งลงมาแย่เท่ากับประเทศเนปาลที่เพิ่งประท้วงกันไปครั้งใหญ่เพื่อต่อต้านการทุจริต รัฐมนตรี สส. สว. จะทุจริตต่อหน้าที่แค่ไหน กกต. สตง. จะเกียร์ว่างต่อการทุจริตแค่ไหน ประชาชนก็เข้าชื่อถอดถอนไม่ได้เหมือนในอดีต
“ผมไม่เคยบอกว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะเป็นยาวิเศษที่ทำให้ทุกปัญหาหมดไปทันที ทำให้การค้าขายดีขึ้นทันที หรือทำให้คนโกงหมดประเทศทันที แต่ในเมื่อรัฐธรรมนูญ 2560 ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าไม่สามารถสร้างระบบการเมืองที่ตอบโจทย์ประชาชนและเป็นที่พึ่งของประชาชนได้ คำถามคือแล้วทำไมเรายังอยากติดอยู่ในกับดักของรัฐธรรมนูญ 2560”
ดังนั้น หากเห็นตรงกันว่ารัฐธรรมนูญมีปัญหา ขอเชิญชวนให้ลงมติรับหลักการร่างรัฐธรรมนูญทั้ง 3 ร่างที่มีหลักการเดียวกัน คือการเดินหน้าสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ส่วนรายละเอียดเรื่องกลไกในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่บางคนอาจมีความเห็นต่างกับร่างของพรรคประชาชนในบางเรื่อง เป็นรายละเอียดที่ไปถกกันต่อได้ในชั้นกรรมาธิการ
โดยหลักคิดหรือจุดแข็งสำคัญของพรรคประชาชนมีเพียง 3 ข้อ
จุดแข็งข้อที่ 1 การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน แม้เรายืนยันว่าการที่ สสร. มาจากการเลือกตั้ง 100% จะทำให้รัฐธรรมนูญมีความชอบธรรมทางประชาธิปไตยมากที่สุด แม้เราไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 10 กันยายนที่ผ่านมา ทั้งในเชิงกระบวนการที่ตอบเกินคำถามและในเชิงเนื้อหาที่เรามองว่าขัดกับหลักการประชาธิปไตย แต่เราตระหนักดีว่าคำวินิจฉัยของรัฐธรรมนูญ ทำให้ข้อเสนอ สสร.ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ไปต่อได้ยากในวันนี้ เราจึงพยายามออกแบบกลไกในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่เปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมได้มากที่สุด โดยไม่ขัดต่อคำวินิจฉัย
ในเมื่อคำวินิจฉัยเขียนห้ามเฉพาะไม่ให้ “ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรง” เราจึงออกแบบกลไกที่มี 2 องค์ประกอบทำงานคู่ขนานกัน ได้แก่ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่มีหน้าที่ในการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในเมื่อศาลวินิจฉัยให้ประชาชนเลือกผู้ร่างโดยตรงไม่ได้ เราจึงออกแบบให้ประชาชน “เลือกทางอ้อม” โดยเลือกเข้ามาเบื้องต้น 70 คน ใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง ก่อนให้รัฐสภาคัดเลือกเหลือ 35 คน อีกองค์ประกอบคือสภาที่ปรึกษาการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีหน้าที่รับฟัง รวมรวม และสะท้อนความเห็นประชาชน ในเมื่อสภาที่ปรึกษานี้ไม่ได้เป็นผู้ร่างและไม่มีอำนาจลงมติเรื่องเนื้อหา เราจึงออกแบบให้ประชาชน “เลือกทางตรง” ได้ 100 คน ใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง โดยมีอย่างน้อย 1 คนในทุกจังหวัดทั่วประเทศ
จุดแข็งข้อที่ 2 ป้องกันการกินรวบ-ผูกขาด ในเมื่อรัฐธรรมนูญเป็นกติกาที่ทุกคนต้องใช้ในการอยู่ร่วมกัน กติกาดังกล่าวจะเป็นที่ยอมรับต่อเมื่อการร่างกติกาไม่ถูกผูกขาดโดยกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แม้คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญทำให้รัฐสภาอาจจำเป็นต้องมีบทบาทสำคัญในการคัดเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญ แต่หากไปดูเนื้อหาในร่างของพรรคประชาชน จะเห็นว่าพอรัฐสภาต้องคัดเลือกกรรมาธิการยกร่าง 35 คนจากที่ประชาชนเลือกมา 70 คน เราไม่ได้ออกแบบให้การคัดเลือกนั้นใช้ “มติเสียงข้างมากของสมาชิกรัฐสภา” เพราะนั่นหมายความว่าหากวันหนึ่งเรามีพรรคการเมืองที่มี สส. 200 คน และมี สว. ที่คิดคล้ายกับพรรคนั้นอีก 160 คน รวมกันเป็น 360 คน ซึ่งเป็นเสียงข้างมากของรัฐสภา จะสามารถแพ็กกันและผูกขาดได้อย่างเบ็ดเสร็จว่าจะคัดเลือกใครเข้ามาเป็นกรรมาธิการทั้ง 35 คนในคณะ
ดังนั้นเพื่อป้องกันการผูกขาด จึงออกแบบให้การคัดเลือกเป็นการเสนอชื่อตามสัดส่วนของกลุ่มความคิดต่างๆ ในรัฐสภา เมื่อสมาชิกรัฐสภามี 700 คน และกรรมาธิการยกร่างมี 35 คน จึงกำหนดให้ สส. สว. ที่รวมตัวกันได้ 20 คน มีสิทธิคัดเลือกกรรมาธิการ 1 คน จะไม่มีกลุ่มใดที่ผูกขาดการคัดเลือกกรรมาธิการ และกรรมาธิการยกร่างจะมีตัวแทนที่สะท้อนความหลากหลายทางความคิดที่มีอยู่ในรัฐสภาและในสังคม
จุดแข็งข้อที่ 3 กำหนดกรอบเนื้อหาที่ชัดเจน ตนเข้าใจดีว่าเนื้อหาในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะเขียนไว้อย่างไรบ้าง เป็นหน้าที่ของกรรมาธิการยกร่าง หรือ สสร. ที่จะต้องถกกันในอนาคต อย่างไรก็ตาม ตนเข้าใจพี่น้องประชาชนจำนวนหนึ่งที่อาจรู้สึกว่าตอบตัวเองได้ยากว่าเห็นด้วยกับการริเริ่มให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ หากไม่เห็นภาพเลยว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะมีเนื้อหาที่ดีกว่ารัฐธรรมนูญปัจจุบันอย่างไร
พรรคประชาชนจึงได้เพิ่ม “กรอบเนื้อหา” ทั้งหมด 9 ข้อเข้าไปในร่างมาตรา 256/26 ว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ควรยึดหลักการพื้นฐานอะไร หรือกำหนดเนื้อหาไปในทิศทางไหน โดย 2 ข้อแรกระบุชัดว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะต้องไม่เปลี่ยนแปลงรูปแบบรัฐจากการเป็นรัฐเดี่ยว และจะต้องไม่เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
ส่วน 7 ข้อหลัง เป็นการพูดถึงประเด็นที่เราเห็นว่าเป็นปัญหาในรัฐธรรมนูญ 2560 และรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ควรทำให้ดีกว่าเดิม เช่น การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ การออกแบบสถาบันทางการเมืองให้ยึดโยงประชาชน การยกระดับกลไกในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต การรองรับระบบราชการและนโยบายที่เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลง
พริษฐ์สรุปทิ้งท้ายว่า ตนไม่ได้บอกว่ารัฐธรรมนูญเป็น “ยาวิเศษ” ที่ทำให้ทุกปัญหาหายไปทันที แต่รัฐธรรมนูญเป็นเหมือนกับอากาศที่เราหายใจกันอยู่ ล่องหน จับต้องได้ยาก แต่ส่งผลกระทบต่อเราทุกวินาทีโดยไม่รู้ตัว
การมีรัฐธรรมนูญที่ดีหรืออากาศที่บริสุทธิ์อาจไม่ได้ทำให้เศรษฐกิจเราดีขึ้นชั่วข้ามคืน แต่ถ้ารัฐธรรมนูญหรืออากาศเป็นพิษ สุขภาพเราในการทำมาหากินและศักยภาพของประเทศในการแข่งขันกับโลกจะค่อยๆ ถูกทำลาย การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จึงเป็นโอกาสในการออกแบบระบบการเมืองที่ประชาชนหวังพึ่งได้

13/10/2025

[ ติดตามประชุมรัฐสภา นับหนึ่งสู่ประชามติรัฐธรรมนูญ สร้างระบบการเมืองที่ตอบโจทย์ประชาชน ]
ในวันที่ 14-15 ตุลาคม 2568 รัฐสภาจะมีการประชุมวาระสำคัญ คือการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 หมวด 15/1 ซึ่งจะเป็นการเริ่มนับหนึ่งอย่างเป็นทางการ ไปสู่การลงประชามติรอบแรกเพื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่พร้อมกับการเลือกตั้ง
หลังจาก 2 ปีที่ผ่านมาการแก้ไขรัฐธรรมนูญแทบไม่มีความคืบหน้า เป็นเหตุผลที่เมื่อมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงเป็นเงื่อนไขหลักที่ระบุในข้อตกลง MOA ของพรรคประชาชน
การประชุมรัฐสภาครั้งนี้จะมีการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 3 ร่างด้วยกัน ประกอบด้วยร่างของพรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย และพรรคภูมิใจไทย แต่ละร่างมีสาระสำคัญอยู่ที่การเพิ่มหมวด 15/1 ว่าด้วยกลไกในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
แม้จะมีรายละเอียดที่แตกต่างกันเกี่ยวกับสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ซึ่งแต่ละฝ่ายจะได้อภิปรายกันอย่างเข้มข้นในการประชุม 2 วันข้างหน้านี้และจะต้องหาข้อสรุปในชั้นกรรมาธิการ แต่จุดยืนของพรรคประชาชนเห็นว่ารัฐสภาควรรับหลักการวาระ 1 ทุกร่างของทุกพรรคการเมืองที่มีการเสนอมา เพราะ "หลักการ" ของทั้ง 3 ร่างเหมือนกัน คือการเปิดประตูสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ทั้งนี้เงื่อนไขสำคัญในการผ่านร่างได้นั้น รัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดว่าต้องได้เสียงเห็นชอบจาก สว. จำนวน 1 ใน 3 หรืออย่างน้อย 67 คน เราจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกพรรคการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคแกนนำรัฐบาล จะโน้มน้าวให้ สว. ร่วมผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 3 ฉบับ ในการลงมติวันที่ 15 ตุลาคมนี้
การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อประเทศไทย เพราะหลายปัญหาที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาจนเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ ล้วนมีต้นตอจากรัฐธรรมนูญ 2560 ไม่ว่าจะเป็น
๐ กรณีตึก สตง. หนึ่งในองค์กรอิสระที่ควรมีหน้าที่ตรวจสอบการทุจริต แต่กลับปล่อยให้ตึกตัวเองถล่มลงมาใจกลางกรุง โดยที่ยังไม่มีหน่วยงานรัฐต้องรับผิดชอบ
๐ กกต. ที่ไม่เคยจับการซื้อเสียงได้ ทั้งที่ประชาชนรู้กันทั่วว่าการซื้อเสียงเกิดขึ้นมากมายขนาดไหน
๐ พรรคการเมืองซึ่งเป็นสถาบันทางการเมืองของประชาชน ถูกยุบเพราะเสนอร่างกฎหมาย นายกรัฐมนตรีต้องหลุดจากตำแหน่งเพราะการเสนอชื่อรัฐมนตรี หรือนักการเมืองถูกตัดสิทธิเพียงเพราะโพสต์เฟซบุ๊กสมัยเป็นนักศึกษา
๐ ป.ป.ช. ที่ถูกตั้งคำถามว่าอยู่ตรงข้ามกับความโปร่งใส และขวางการเข้าถึงข้อมูลโดยประชาชนเสียเอง ในกรณีแหวนแม่-นาฬิกาเพื่อน
๐ สว. ชุดปัจจุบัน ที่ถูกครหาว่ามาจากคนที่ใช้เทคนิคและช่องว่างจับกลุ่มแพ็กกันเข้ามาได้ ทั้งที่โอกาสน้อยกว่าการถูกหวยรางวัลที่ 1 ติดต่อกัน 70 งวดเสียอีก
๐ “งูเห่าการเมือง” ที่ย้ายค่ายไปย้ายข้างมา โดยไม่เกรงใจประชาชนที่เคยมอบคะแนนให้
๐ การกระจายอำนาจ ที่ไม่ถูกกล่าวถึงในรัฐธรรมนูญ 2560 แม้แต่ครั้งเดียว ท้องถิ่นกำหนดเส้นทางรถเมล์เองไม่ได้ งบประมาณท้องถิ่นแทบไม่เพิ่มขึ้น อำนาจการตัดสินใจส่วนใหญ่ยังต้องรอส่วนกลางอนุมัติ
๐ โครงการพัฒนาต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน แม้มีการรับฟังความคิดเห็น แต่น้ำหนักเบาหวิว ถูกทำให้เป็นแค่พิธีกรรม
๐ เสรีภาพในการแสดงออกก็น้ำหนักเบาหวิวไม่แพ้กัน เปิดช่องให้ทุนใหญ่และผู้มีอิทธิพลยังไล่ฟ้องปิดปากสื่อและประชาชนได้
๐ เยาวชนนักเคลื่อนไหวหลายถูกปฏิเสธสิทธิการประกันตัว แม้ไม่เคยมีพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการหลบหนี
๐ การเมืองไม่มีเสถียรภาพ รัฐบาลไม่มีสมาธิแก้ปัญหาประเทศ เพราะต้องเผชิญ “นิติสงคราม” ชะตากรรมรัฐบาลถูกกำหนดชี้เป็นชี้ตายโดยองค์กรอิสระ ที่ไม่ได้มีที่มายึดโยงกับประชาชน
๐ ตลอด 8 ปีของการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ 2560 พิสูจน์แล้วว่าไม่ใช่เครื่องมือ “ปราบโกง” หรือกำจัดนักการเมืองฉ้อฉล แต่รัฐธรรมนูญ 2560 ถูกใช้เป็นเครื่องมือกำจัดฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองของผู้มีอำนาจ ส่วนนักการเมืองที่ฉ้อฉลตัวจริง กลับรอด
ปัญหาของประเทศไม่ควรถูกแก้ไขด้วยการปะผุ แต่ต้องแก้ไขที่ต้นตอ การมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะเป็นประตูบานสำคัญในการแก้ไขระบบการเมืองให้รับผิดชอบและตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน
เราทราบดีว่าการเดินทางสู่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่จะเริ่มนับหนึ่งอีกครั้งในวันที่ 14-15 ตุลาคมนี้ ไม่ใช่เส้นทางที่เรียบง่าย แม้จะมี MOA กำหนดเงื่อนไขเอาไว้อยู่
ด้วยเหตุนี้ เราจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าประชาชนคนไทยจะร่วมกันเป็นพลังในการจับตาและกดดันไปพร้อมกัน ให้ความฝันของประชาชนในการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่จะมาแก้ไขปัญหาของประเทศและสถาปนาประชาธิปไตยที่อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน เริ่มต้นนับหนึ่งได้จริง
นี่คือช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่ออีกครั้งหนึ่ง โปรดจับตาอย่างใกล้ชิด

13/10/2025

ที่อยู่

605/434 หมู่. 10 ตำบลนครสวรรค์ตก
Nakhon Sawan
60000

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ พรรคประชาชน นครสวรรค์ - People's Party Nakhonsawanผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์