HA-By Giffarine กิจกรรมคนรักสุขภาพเนื้อหาสาระข้อม?

10/03/2017
ภาวะกระดูกบางและกระดูกพรุนภาวะกระดูกบางและกระดูกพรุน คือ ภาวะที่ร่างกายมีมวลกระดูกลดต่ำลง ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของภาวะกระด...
01/08/2013

ภาวะกระดูกบางและกระดูกพรุน

ภาวะกระดูกบางและกระดูกพรุน คือ ภาวะที่ร่างกายมีมวลกระดูกลดต่ำลง ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของภาวะกระดูกหักในผู้สูงอายุ และเป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อยมาก โดยเฉพาะในหญิงวัยหมดประจำเดือน ปัจจุบันจัดเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญอันดับต้นๆของประเทศไทยเลยทีเดียว
โดยปกติแล้วร่างกายของคนเราจะมีการสร้างเซลล์กระดูกใหม่และสลายเซลล์กระดูกเก่าอยู่ตลอดเวลา ซึ่งส่งผลให้เนื้อกระดูกส่วนที่หมดอายุถูกกำจัดออกไปเพื่อให้กระดูกที่สร้างขึ้นมาใหม่แทนที่ โดยเฉพาะในช่วงวัยเด็กถึงวัยหนุ่มสาว อัตราการสร้างมวลกระดูกจะเร็วกว่าอัตราการสลายกระดูก ทำให้กระดูกส่วนต่างๆ ในร่างกายแข็งแรงทนทานต่อการรับน้ำหนัก ไม่ก่อให้เกิดอาการเจ็บป่วยต่างๆได้ง่าย แต่เมื่ออายุเพิ่มขึ้น อัตราการสลายกระดูกจะเร็วกว่าอัตราการสร้างกระดูก ส่งผลทำให้ปริมาณมวลกระดูกลดลงและโครงสร้างภายในของกระดูกถูกทำลาย ทำให้รูพรุนที่คล้ายฟองน้ำของกระดูกชั้นในมีขนาดใหญ่ขึ้น ส่งผลให้กระดูกบางลงและอ่อนแอ จนเกิดภาวะ “กระดูกพรุน” ขึ้น
อาการ ภาวะกระดูกบางมักจะไม่ส่ออาการให้เห็นอย่างชัดเจน แต่เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้กระดูกหักได้เช่นกัน ส่วนภาวะกระดูกพรุนจะมีความรุนแรงมากกว่า อาการที่พบบ่อย ได้แก่ ปวดกระดูก เช่น ปวดคอหรือปวดหลังเรื้อรัง, เตี้ยลง และหลังโกงจากการทรุดตัวของกระดูกสันหลัง, กระดูกหักง่ายเมื่อล้ม (ทั้งๆที่ไม่มีการกระแทกรุนแรง)

ปัจจัยเสี่ยง
- วัยที่เพิ่มมากขึ้น ร่างกายจะเริ่มลดอัตราการสร้างมวลกระดูกตั้งแต่อายุประมาณ 30 ปี ส่งผลให้มวลกระดูกค่อยๆลดปริมาณลงจนกระทั่งอายุ 65 ปีขึ้นไปจะพบภาวะกระดูกพรุนได้มากขึ้น
- ขาดฮอร์โมนเพศ หญิงวัยหมดประจำเดือนจะมีอัตราการสลายกระดูกสูงขึ้นเป็นอย่างมาก
- ขาดการออกกำลังกาย เพราะการออกกำลังกายจะช่วยกระตุ้นเซลล์กระดูกให้สร้างมวลกระดูกใหม่
- ขาดสารอาหารสำคัญในการเสริมสร้างกระดูก ได้แก่ โปรตีน แคลเซียม และวิตามินดี
ภาวะกระดูกพรุนมีอันตรายสูงมากต่อสุขภาพ ดังนั้น ผู้ป่วยจึงต้องป้องกันและรักษาอย่างเร่งด่วน เพราะเมื่อกระดูกหักท่อนแรก ก็มักจะนำไปสู่การหักในท่อนต่อไป แต่การที่จะรักษากระดูกที่พรุนแล้วให้กลับสู่สภาพเดิมมักไม่ค่อยได้ผล ดังนั้น สิ่งที่ดีที่สุด คือ การดูแลตนเองไม่ให้เกิดภาวะกระดูกพรุน ด้วยการรับประทานและเสริมอาหารที่มีประโยชน์ต่อการเสริมสร้างกระดูกแต่เนิ่นๆ ควบคู่ไปกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอนั่นเอง

รักษาผิวคล้ำเสียจากการเผาไหม้ของแสงแดด ทำอย่างไรดีรังสี UVA และ UVB ในแสงแดดนอกจากจะเป็นสาเหตุผิวคล้ำเสียแล้ว ยังเป็นตัว...
01/08/2013

รักษาผิวคล้ำเสียจากการเผาไหม้ของแสงแดด ทำอย่างไรดี

รังสี UVA และ UVB ในแสงแดดนอกจากจะเป็นสาเหตุผิวคล้ำเสียแล้ว ยังเป็นตัวการสำคัญของริ้วรอยก่อนวัย ฝ้า กระ และจุดด่างดำต่างๆ รวมทั้งรังสีความร้อนเหล่านี้จะกระตุ้นกระบวนการอักเสบภายใต้ผิว ทำให้ผิวรู้สึกแสบร้อน และคัน จนอาจไปถึงขั้นบวมแดงได้ โดยอาการเหล่านี้ เรียกว่า ผิวไหม้แดด หรือ Sun Burn เกิดจากการอยู่ท่ามกลางแสงแดดเป็นเวลานาน ซึ่งอาการไหม้แดดจะเกิดเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับสีผิวของแต่ละคน ถ้าสีผิวยิ่งขาวมากเท่าไร ผิวจะยิ่งไหม้เร็วเท่านั้น โดยอาการผิวไหม้แดด แบ่งออกเป็น 4 ระดับ ได้แก่
• ระดับ 1 อักเสบเล็กน้อย คัน แสบแดง
วิธีแก้ไข: ให้รีบหลบเข้าที่ร่ม ดื่มน้ำมากๆ แล้วเติมครีมกันแดดปริมาณมากในกรณีที่ต้องการอยู่กลางแดดต่อ เมื่อจบกิจกรรมควรรีบทำความสะอาดผิว และทา after sun ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยฟื้นฟูผิวทันทีหลังจากโดนแดด ที่มีส่วนผสมหลักของสารสกัดจากยีสต์ แพลงตอนทะเล สารต้านอนุมูลอิสระ หรือ ว่านหางจระเข้ เพื่อช่วยลดการอักเสบ ระคายเคือง และเติมความชุ่มชื้นให้กับผิวได้ ทาประมาณ 2 – 3 วัน อาการก็จะดีขึ้น ที่สำคัญควรเลือก after sun สูตรปราศจากน้ำหอม เพราะมีความอ่อนโยนต่อผิวมากกว่า
• ระดับ 2 ปวดแสบปวดร้อนตามผิว บวมแดง
วิธีแก้ไข: หลังจากทำตามวิธีของระดับ 1 เพื่อบรรเทาอาการเบื้องต้น 5 – 7 วันต่อมาอาจมีอาการผิวลอกเป็นขุย แนะนำให้ใช้น้ำมันหรือผลิตภัณฑ์เพิ่มความชุ่มชื้น เช่น วิตามินอี ต่อเนื่องประมาณ 1 – 2 สัปดาห์ แต่ถ้ารู้สึกว่าเป็นมาก แนะนำให้ไปพบแพทย์เพื่อรับยาแก้แพ้ประเภทแอนตี้ฮีสตามีนมาทานควบคู่กับการดูแลผิวด้วย
• ระดับ 3 พุพองเหมือนโดนน้ำร้อนลวก
วิธีแก้ไข: รีบปรึกษาแพทย์ เพราะอาจเกิดอันตรายได้ทุกเมื่อ ยิ่งถ้าแผลแตก (หนังกำพร้ากับหนังแท้แยกตัว) จะทำให้ติดเชื้อและเกิดอาการอักเสบที่ผิวหนัง ถ้าดูแลไม่ดีอาจมีแผลเป็นได้ ยิ่งกว่านั้น บางรายอาจเกิดอาการเสียน้ำมากจนต้องให้น้ำเกลือและยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันการติดเชื้อด้วย โดยผิวจะหายเป็นปกติได้ใน 1 เดือน

ข้อควรระวัง
1. ผิวที่โดนแดดมาจะมีอาการขาดน้ำ จึงควรงดชา กาแฟ หรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน และแอลกอฮอล์ เพราะเป็นการขับปัสสาวะทำให้ผิวขาดน้ำยิ่งขึ้น
2. ห้ามสครับหรือขัดผิวโดยเด็ดขาด เพราะผิวจะยิ่งถูกทำร้ายมากขึ้น แนะนำให้ใช้สบู่เหลวและผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีมอยส์เจอร์ไรเซอร์สูงจะดีกว่า

การป้องกัน
1. ทาครีมกันแดดให้มีระดับ SPF ตามความเหมาะสมกับสีผิวตนเองและกิจกกรรมที่ทำ โดยควรทาครีมกันแดดตั้งแต่เวลา 9.00 น. – 16.00 น. เพราะรังสี UVA สามารถทำลายผิวได้ตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นจนกระทั่งพระอาทิตย์ตก ซึ่งในประเทศไทยนั้นควรใช้ครีมกันแดดที่มี SPF อย่างน้อย 30 ขึ้นไป
2. ควรใช้ผลิตภัณฑ์ after sun ทันทีหลังออกแดด เพื่อป้องกันการอักเสบของผิวหนัง

ในสังคมปัจจุบันภาวะน้ำหนักตัวเกินหรือที่เรียกว่าอ้วนเริ่มพบมากขึ้น ซึ่งเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุทั้งจากกรรมพันธุ์ จากโรคป...
23/04/2013

ในสังคมปัจจุบันภาวะน้ำหนักตัวเกินหรือที่เรียกว่าอ้วนเริ่มพบมากขึ้น ซึ่งเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุทั้งจากกรรมพันธุ์ จากโรคประจำตัวบางอย่าง จากการใช้ยาบางชนิด รวมถึงความไม่สมดุลระหว่างพลังงานที่ได้รับจากอาหารกับพลังงานที่ใช้ไปในกิจกรรมต่างๆ

ในอดีตการรับประทานอาหารมีความสมดุลมากกว่าปัจจุบัน โดยไม่เน้นในเรื่องแป้ง น้ำตาล ไขมัน มากเกินความจำเป็น แต่ในปัจจุบันเป็นยุคของการแข่งขัน ทำให้อาหารที่ผลิตออกมาขายเน้นที่ความอร่อยมากกว่าเน้นที่เรื่องสุขภาพ อีกทั้งเวลาที่เร่งรีบที่ทำให้เรามีเวลาในการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์น้อยลง ทำให้ประชากรในโลกประสบปัญหาเรื่องน้ำหนักเกินและโรคที่มีสาเหตุจากความอ้วนอันทุกข์ทรมานมากมาย เช่น โรคเบาหวาน โรคข้อ โรคหลอดเลือดหัวใจ เป็นต้น
ความอ้วนเกิดขึ้นเมื่อร่างกายได้รับพลังงานมากกว่าที่ร่างกายต้องใช้ หรือ การใช้พลังงานน้อยเกินไปเป็นผลให้เกิดการสะสมพลังงานที่เหลือใช้ในรูปไขมันทำให้มีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นมากกว่าปกติ

ดังนั้น วิธีการลดน้ำหนักหรือลดความอ้วนที่ได้ผลดีและปลอดภัย คือ การออกกำลังกายเพื่อเพิ่มพลังงานที่ใช้และควบคุมอาหารหรือลดพลังงานที่ได้รับนั่นเอง
HCA-SX (เอช ซี เอ เอส-เอ็กซ์)
- รับประทานอาหารได้ลดลง โดยไม่หงุดหงิด
- ลดการสะสมไขมันจากการับประทานอาหารที่มากเกินความจำเป็น
- เพิ่มการเผาผลาญไขมันที่สะสมในร่างกาย

HCA-SX เกิดจากการที่นักวิทยาศาสตร์ และนักโภชนาการชั้นนำของสถาบันการศึกษาต่างๆในโลกใด้พยายามคิดค้นหาสาเหตุและวิธีป้องกันและบรรเทาปัญหาเรื่องความอ้วนและน้ำหนักเกินที่ปลอดภัยและได้ผล จนได้พบสาเหตุและวิธีที่ดีในการควบคุมน้ำหนักตัวที่เน้นการควบคุมอาหารอย่างเป็นไปตามธรรมชาติที่ทำได้จริงและปลอดภัย

โดยจากการศึกษาค้นคว้าและวิจัย ทำให้ทราบว่าไฮดรอกซี ซิตริก แอซิด (Hydroxy citric acid) หรือ เอช ซี เอ (HCA) คือสารสำคัญที่อยู่ในพืช ผัก ผลไม้ ชนิดต่างๆที่รับประทานในชีวิตประจำวัน มีหน้าที่สร้างความสมดุลให้กับร่างกายในเรื่อง น้ำหนักตัวและไขมันในเลือด จึงทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่โดยนำโพแทสเซียม (K) ไปทำปฎิกริยากับ HCA เกิดเป็น HCA-SX (เอช ซี เอ เอส-เอ็กซ์) หรือ ไฮดรอกซี ซิตริก แอซิด เอส-เอ็กซ์ (Hydroxy citric acid - SX) ซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษก็คือ ทำให้ร่างกายสามารถนำ HCA ไปใช้ได้อย่างรวดเร็ว และเต็มประสิทธิภาพมากกว่าปกติประมาณ 3 เท่า ทำให้อาหารประเภทข้าวและแป้งต่างๆ ที่รับประทานเข้าไปจะเปลี่ยนเป็นน้ำตาล (glucose) และไกลโคเจนแทนการเปลี่ยนเป็นไขมัน ซึ่งไกลโคเจนคือพลังงานสำรองพร้อมใช้ ดังนั้นเมื่อร่างกายมีไกลโคเจนสะสมมาก จะส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดคงที่ และไม่ทำให้เกิดความหิว หรือความอยากอาหาร ซึ่งเป็นที่มาของการรับประทานอาหารได้น้อยลง น้ำหนักจึงค่อยๆ ลดลงด้วย จึงนับว่าเป็นการลดน้ำหนักโดยวิธีควบคุมอาหารอย่างเป็นไปตามธรรมชาติและปลอดภัย

HCA-SX ยังมีงานวิจัยรองรับในเรื่องของการกระตุ้นการเผาผลาญไขมันที่สะสมไว้ในร่างกาย ซึ่งจะส่งผลให้ร่างกายมีไขมันสะสมลดลง

ภาวะกล้ามเนื้อเป็นตะคริว        ตะคริว (Muscle cramp) คือภาวะที่มีการหดเกร็งของกล้ามเนื้อโดยไม่มีการคลายออกตามปกติ มักเก...
27/03/2013

ภาวะกล้ามเนื้อเป็นตะคริว
ตะคริว (Muscle cramp) คือภาวะที่มีการหดเกร็งของกล้ามเนื้อโดยไม่มีการคลายออกตามปกติ มักเกิดไม่เกินสองนาที แต่อาจมีบางรายเกิดนานได้เป็นชั่วโมงหรือมากกว่านั้น และบางรายอาจเกิดบ่อยจนทำให้เกิดความทุกข์ทรมานและรบกวนการดำเนินชีวิตปกติได้ อาการนี้แม้จะไม่ส่งผลถึงแก่ชีวิต แต่อาจก่อให้เกิดอันตรายได้หากเกิดในระหว่างทำกิจกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น ขับรถหรือว่ายน้ำ ซึ่งอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้
โรคกล้ามเนื้อเป็นตะคริว สามารถเกิดได้ในทุกวัย และพบได้บ่อยมากขึ้นในผู้สูงอายุ โดยผู้หญิงและผู้ชายมีโอกาสเกิดได้ใกล้เคียงกัน กล้ามเนื้อที่เป็นตะคริวบ่อยที่สุด คือ กล้ามเนื้อน่องและเท้า รองลงมา คือ กล้ามเนื้อหลัง อย่างไรก็ตามตะคริวสามารถเกิดขึ้นได้กับกล้ามเนื้อทุกมัด
แม้ว่าโรคกล้ามเนื้อเป็นตะคริวจะเป็นโรคที่ไม่รุนแรง และมักหายได้เอง แต่เมื่อหายแล้วก็สามารถกลับมาเป็นใหม่ได้เสมอ ทั้งนี้ขึ้นกับสาเหตุการเกิดโรค
อาการ
อาการของโรคกล้ามเนื้อ เป็นตะคริว คือ การปวดกล้ามเนื้อเฉียบพลัน ปวดมาก คลำได้ว่ากล้ามเนื้อเกร็งแข็ง เป็นก้อนเข็ง เจ็บเวลาคลำ และเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อมัดนั้นไม่ได้เนื่องจากเจ็บหรือปวดมาก
สาเหตุ
1.เกิดจากการที่เอ็นและกล้ามเนื้อขาดการยืดตัวบ่อยๆ ส่งผลให้มีการหดรั้งและเกร็งได้ง่ายเมื่อมีการใช้กล้ามเนื้อนั้นมากเกินไป เช่น กล้ามเนื้อที่ถูกใช้งานเกินกำลังจากการเดินมากเกินไป หรือออกกำลังมากเกินขีดจำกัด รวมทั้งกรณีที่กล้ามเนื้อไม่สามารถผ่อนคลายได้ตามปกติจากการสวมรองเท้าคับ หรือสวมรองเท้าส้นสูงเป็นระยะเวลานาน
2.เกิดจากร่างกายสูญเสียปริมาณน้ำหรือสูญเสียเกลือแร่สำคัญในการคลายตัวของกล้ามเนื้อ ได้แก่ แคลเซียม เกลือโซเดียม โพแทสเซียม และแมกนีเซียม ซึ่งเกิดจากการเล่นกีฬาหักโหม ท้องเสียรุนแรง โรคลำไส้อักเสบ และโรคที่ส่งผลต่อสมดุลของเกลือแร่ในร่างกาย เช่น ไตวาย โรคของต่อมไทรอยด์ โรคเบาหวาน รวมทั้งภาวะการขาดวิตามินบี ขาดแคลเซียม ก็เป็นสาเหตุที่พบบ่อยอีกสาเหตุหนึ่ง
3.เกิดจากเซลล์ประสาทและเส้นประสาทที่ควบคุมการหดและคลายตัวของกล้ามเนื้อทำงานผิดปกติไป
4.เกิดจากการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อไม่ดีพอ ซึ่งมักพบในผู้ที่มีโรคที่ทำให้หลอดเลือดตีบ เช่น โรคเบาหวาน เป็นต้น
5.เกิดจากผลข้างเคียงของยาบางชนิด เช่น ยาขับน้ำ ยาลดไขมันบางชนิด ยาในกลุ่มสเตียรอยด์ ยารักษาโรคสมองบางชนิด

การดูแลตนเองและการพบแพทย์
- ขณะกำลังเกิดตะคริว

ควรนั่งพัก และประคบร้อนด้วยถุงร้อนหรือกระเป๋าน้ำอุ่น แล้วนวดผ่อนคลายกล้ามเนื้อมัดนั้น เมื่อกล้ามเนื้อคลายตัวแล้วจึงประคบเย็นด้วยน้ำแข็ง

รับประทานยาบรรเทาปวด เช่น ยาแก้ปวดพาราเซตามอล หรืออาจรับประทานยาคลายกล้ามเนื้อร่วมด้วย ตามที่แพทย์หรือเภสัชกรแนะนำ

- ควรพบแพทย์เมื่อ

เกิดตะคริวบ่อยจนรบกวนการดำเนินชีวิตประจำวัน

อาการเจ็บหรือปวดแต่ละครั้งรุนแรง หรือนาน2-3วันแล้วอาการปวดยังคงมากอยู่ แม้จะดูแลตนเองในเบื้องต้นแล้ว

มีอาการในช่วงเวลากลางคืนบ่อยจนส่งผลต่อการนอนหลับพักผ่อนจนสุขภาพทรุดโทรม

อาการปวดส่งผลต่อการเดินทางหรือใช้ชีวิตประจำวัน เกิดร่วมกับอาการชา หรือเมื่อหายปวดแล้วกลับมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงขึ้นเรื่อยๆ

คอลลาเจนนับเป็นสารสำคัญที่ถูกกล่าวขวัญถึงในแวดวงสุขภาพและความงามอย่างมาก คอลลาเจนเป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่พบได้ทั่วร่างกาย ...
27/03/2013

คอลลาเจนนับเป็นสารสำคัญที่ถูกกล่าวขวัญถึงในแวดวงสุขภาพและความงามอย่างมาก คอลลาเจนเป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่พบได้ทั่วร่างกาย โดยเป็นองค์ประกอบประมาณ 35% ของโปรตีนทั้งหมด มีลักษณะเป็นสายโพลีเปปไทด์ขดเกลียวจำนวน 3 สายพันรวมกัน
คอลลาเจนเป็นส่วนประกอบหลักของผิวหนัง โดยประสานกันเป็นเส้นใยอยู่ในชั้นผิวหนังแท้ ช่วยเสริมความเรียบตึงร่วมกับเคอราติน นอกจากนี้คอลลาเจนยังเป็นส่วนประกอบของอวัยวะต่างๆ อาทิ กระดูก กระดูกอ่อน ข้อต่อ เส้นเอ็น ฟัน ผม หลอดเลือด เป็นต้น
เมื่อวัยเพิ่มขึ้น หรือผจญกับมลภาวะมากขึ้น คอลลาเจนในร่างกายมักจะลดลง และสร้างเสริมไม่ทัน เพราะในอาหารที่เรารับประทานนั้นมีคอลลาเจนอยู่ไม่มาก การเสื่อมสภาพของคอลลาเจนจะส่งผลให้ผิวพรรณเกิดริ้วรอยหยาบกร้าน และกระดูกและข้อเสื่อมสภาพลงได้

คอลลาเจนสด คืออะไร
คอลลาเจนสด หรือคอลลาเจนแท้ (Native Soluble Collagen) คือ คอลลาเจนที่มีโครงสร้างโมเลกุลครบ 3 สาย (Triple Helix) จึงสามารถคืนสภาพกลับเป็นเส้นใยคอลลาเจนที่สมบูรณ์ได้ การสกัดคอลลาเจนสด ต้องใช้กระบวนการพิเศษที่ใช้ความเย็น 4-8 องศาเซลเซียส เรียกว่า “การสกัดเย็น” (Cold Extraction) เพื่อรักษาโครงสร้างของคอลลาเจน ในการผลิตจะต้องควบคุมเป็นพิเศษเพื่อป้องกันการปนเปื้อนของเชื้อโรคต่างๆ

จุดเด่นของคอลลาเจนสด

มีความสามารถทางชีวะเคมีครบถ้วน มีการทดลองระบุว่า คอลลาเจนสดเป็นคอลลาเจนชนิดที่สามารถคืนสภาพได้ใหม่เมื่อละลายในน้ำ เนื่องจากยังมีโครงสร้างครบ 3 สาย การทดสอบคอลลาเจนสดสามารถทำได้โดยการทำให้คอลลาเจนสดมีความเข้มข้นของเกลือ ที่ความเข้มข้น 1 โมล (Salting Out Method) สารละลายเกลือจะไปดึงน้ำออกจากโมเลกุลของคอลลาเจนสด หากเป็นคอลลาเจนสดที่มีโมลุล 3 สายที่มีประจุอยู่บนโมเลกุล จะเกิดการรวมตัวกันเป็นเส้นใยสีขุ่นในสารละลาย ซึ่งมองเห็นได้อย่างชัดเจน (อ้างอิงที่ 2)

ทนต่อการทำลายโดยน้ำย่อย เนื่องจากมีโครงสร้างทางชีวะเคมีที่สมบูรณ์ คอลลาเจนสดจึงเป็นคอลลาเจนชนิดที่ทนต่อการย่อยของเอนไซม์ทริปซินหรือไคโมทริ ปซิน (ทำหน้าที่ย่อยโปรตีน) ในกระเพาะอาหารและลำไส้ (อ้างอิงที่ 2)

ดูดซึมเข้าไปใช้ประโยชน์ในร่างกายได้ โดยมีการวิจัยระบุว่า คอลลาเจนสดที่รับประทานและผ่านการย่อยแล้ว เป็นคอลลาเจนชนิดที่สามารถถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้อย่างรวดเร็วและครบ ถ้วน โดยเกือบทั้งหมดของคอลลาเจนสดจะถูกดูดซึมก่อนที่จะไปถึงลำไส้ใหญ่ โดยที่แบคทีเรียในลำไส้ใหญ่จะไม่มีผลต่อการย่อยคอลลาเจนสด (อ้างอิงที่ 3)

สามารถซึมผ่านผิวหนังได้ คอลลาเจนสดสามารถซึมผ่านเข้าสู่ผิวหนังในชั้นลึกได้โดยผ่านผิวหนังโดยตรง ผ่านทางต่อมเหงื่อ และผ่านรูขุมขน (อ้างอิงที่ 5, 6)

เสริมความยืดหยุ่นและชุ่มชื้นของผิวหนัง โดยมีผลการศึกษาระบุว่า การใช้สารละลายคอลลาเจนแท้ในภาวะที่เป็นกรด (Acid Soluble Collagen) สามารถช่วยให้ผิวพรรณมีความยืดหยุ่นและชุ่มชื้นขึ้น เนื่องจากคอลลาเจนสดสามารถช่วยชะลอโครงสร้างของผิวชั้นหนังแท้ ช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่ และช่วยลดการระคายเคืองของผิวพรรณได้อีกด้วย (อ้างอิงที่ 7, 8)

มีความสามารถในการสมานแผล ล่าสุดจึงมีการนำคอลลาเจนสดมาประยุกต์เป็นแผ่นคอลลาเจนสด เพื่อใช้ในการรักษาบาดแผลชนิดต่างๆ การวิจัยพบว่าใช้ได้ดีกับแผลไฟไหม้ระยะที่ 1 และ 2 โดยใช้เป็นผิวหนังเทียม เนื่องจากแผ่นคอลลาเจนสดช่วยไม่ให้เกิดการอักเสบของแผล แผลสมานเร็ว และมีแผลเป็นน้อยที่สุด อีกทั้งไม่พบว่าถูกต่อต้านหรือปฏิเสธจากระบบร่างกาย (อ้างอิงที่ 4)

มีความสามารถในการบำรุงกระดูก เนื่องจากคอลลาเจนสด เป็นคอลลาเจนชนิดที่สามารถกระตุ้นการสร้างเซลล์กระดูกและกระดูกอ่อนได้ (อ้างอิงที่ 5,7)

คอลลาเจนสดจากหอยเป๋าฮื้อ
คอลลาเจนสดสามารถผลิตได้จากสัตว์หลายชนิด แต่ในปัจจุบันมีผู้สนใจคอลลาเจนสดที่สกัดจากหอยเป๋าฮื้อกันมาก เนื่องจากมีงานวิจัยพบว่า คอลลาเจนสดจากหอยเป๋าฮื้อสามารถเพิ่มจำนวนเซลล์ในการเจริญเติบโต เพิ่มความสมบูรณ์ของจำนวนเซลล์ รวมทั้งการเรียงตัวของเซลล์ได้ดีกว่าคอลลาเจนสดจากวัว
จากการศึกษาโดยการทดลองเพาะเลี้ยงเซลล์ (Cell Culture) โดยใช้เซลล์ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมาเพาะเลี้ยงในห้อง 3 กลุ่ม กลุ่มที่หนึ่งถูกควบคุมไม่ให้เติมคอลลาเจนใดๆ กลุ่มที่สองได้มีการเติมคอลลาเจนสดจากวัว ส่วนกลุ่มที่สามได้เติมคอลลาเจนสดจากหอยเป๋าฮื้อ ปริมาณ 10 µg / cm2 เมื่อครบกำหนด 23 วันพบว่าเซลล์ที่เติมคอลลาเจนสดจากหอยเป๋าฮื้อมีการเพิ่มจำนวนเซลล์ได้ มากกว่า รวมทั้งมีความสมบูรณ์และการเรียงตัวของเซลล์ (Exhibit greater organization) ดีกว่าเซลล์ที่เติมคอลลาเจนจากวัวและเซลล์ที่ไม่ได้เติมคอลลาเจนอย่างมีนัย ยะสำคัญ (อ้างอิงที่ 9)

คอลลาเจนสดกับผลิตภัณฑ์เพื่อความงาม
ปัจจุบันมีการนำคอลลาเจนสดมาเป็นส่วนผสมของผลิตภัณฑ์บำรุงผิว โดยใช้ในปริมาณ 1-2% นอกจากนี้ยังมีการผลิตคอลลาเจนสดออกมาในรูปของผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร อาทิ คอลลาเจนพร้อมดื่ม รับประทานง่าย ซึ่งตอบรับกับไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ได้เป็นอย่างดี

กลูตาไธโอน (Glutathione) เป็นสารประกอบที่พบได้ทั่วไปในร่างกายของมนุษย์ ประกอบด้วยกรดอะมิโน 3 ชนิดคือ กลูตาเมต (Glutamate...
27/03/2013

กลูตาไธโอน (Glutathione) เป็นสารประกอบที่พบได้ทั่วไปในร่างกายของมนุษย์ ประกอบด้วยกรดอะมิโน 3 ชนิดคือ กลูตาเมต (Glutamate), ซีสเทอีน (Cysteine) และ ไกลซีน (Glycine)

มีคุณสมบัติ สรุปได้ดังนี้คือ
1. มีบทบาทยับยั้งการสร้างเม็ดสีดำ ในกระบวนการสร้างเม็ดสี จึงช่วยลดความคล้ำของผิว
2. เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ จึงช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์
3. ถ้าร่างกายขาดกลูตาไธโอนจะเกิดภาวะที่เรียกว่า Oxidative Stress

กลูตาไธโอน มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการทำให้ผิวดูกระจ่างใสขึ้น ด้วยการลดการสร้างเม็ดสีที่เป็นสีดำ ในกระบวนการสร้างเม็ดสีเมลานิน (Metabolic pathway of melanin) ของผิวหนัง

ในผิวหนังของเรา เซลล์ที่จะสร้างสีดำ มีชื่อว่า เมลาโนไซต์ (Melanocyte) เมื่อผิวหนังโดนแสงแดดหรือความร้อน จะกระตุ้น เซลล์ เมลาโนไซต์ ให้สร้างเม็ดสี เมลานินชนิดสีดำ (Eumelanin) และ เม็ดสีเมลานินชนิดสีชมพู (Phaeomelanin) แต่ที่เราเห็นจะพบว่าโดยมากสีผิวจะคล้ำขึ้น เมื่อโดนแดด เพราะมีการสร้างสีเมลานินสีดำและแสดงออกมาเด่นกว่า แต่ถ้ามีกลูตาไธโอนเข้าร่วมในกระบวนการสร้างเม็ดสีเมลานินแล้ว สารกลูตาไธโอนจะไปยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ Tyrosinase ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่มีบทบาทในการสังเคราะห์เม็ดสีเมลานินชนิดสีดำ ทำให้ ร่างกายจะสังเคราะห์เม็ดสีเมลานินชนิดสีชมพูแทน ดังภาพประกอบดังนี้
นอกจากนี้ กลูตาไธโอนมีคุณสมบัติในการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ จึงช่วยระงับ อนุมูลอิสระและเปอร์ออกไซด์ที่จะทำให้เกิดการกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์ Tyrosinase อีกกลไกหนึ่ง วงจรจะเป็นไปอย่างต่อเนื่องตราบเท่าที่ยังมีกลูตาไธโอนในกระบวนการสร้างเม็ดสีเมลานิน ในที่สุดสีผิวจะค่อยๆ กระจ่างใสขึ้น (อ้างอิงที่ 1, 2)

กลูตาไธโอน ประกอบด้วยกรดอะมิโน 3 ชนิดคือ กลูตาเมต (Glutamate), ซีสเทอีน (Cysteine) และ ไกลซีน (Glycine) และพบว่าการมี ซีสเทอีน นั้นจะช่วยส่งเสริมการสร้างกลูตาไธโอนในร่างกายได้ นอกจากนี้กลูตาไธโอน ยังมีคุณสมบัติเป็น สารต้านอนุมูลอิสระ ( Antioxidant ) และมีผลต่อ กระบวนการเผาผลาญสารอาหารต่างๆ รวมถึงการกำหนด การทำงาน ต่างๆของเซลล์

การขาดกลูตาไธโอนจะทำให้เกิดคือภาวะที่มีอนุมูลอิสระมาก จนสารต้านอนุมูลอิสระมีไม่เพียงพอที่เรียกกันว่า ออกซิเดทีพ สเตรส Oxidative Stress ซึ่งเป็นภาวะที่มีส่วนสำคัญ ทำให้เซลล์ แก่ และก่อให้เกิดโรคได้หลายชนิด เช่น โรคมะเร็ง, โรคตับ, อัลไซเมอร์, พาร์กินสัน เป็นต้น (อ้างอิงที่ 3)

ภาวะ ออกซิเดทีพ สเตรส นี้ ส่งผลให้เกิดการทำลายดีเอ็นเอ โปรตีน ไขมัน และโมเลกุลขนาดเล็กอื่นๆ โดยการทำลายดังกล่าว จะแตกต่างกันไปขึ้นกับลักษณะของเซลล์ ชนิด และความรุนแรงของสภาวะ ออกซิเดทีพ สเตรส ที่เกิดขึ้น (อ้างอิงที่ 4)
ซีสเทอีน (Cysteine) ไกลซีน (Glycine) เป็นกรดอะมิโน ที่สามารถ ส่งเสริมให้มีระดับกลูตาไธโอนเพิ่มขึ้น ปกติแล้วการสร้างกลูตาไธโอนจะลดลงเมื่อมีอายุมากขึ้น แต่พบว่ามีงานวิจัยที่ทำในสหรับอเมริกาที่วิจัยกับผู้สูงอายุแสดงให้เห็นว่า การเสริมด้วยซีสเทอีน และไกลซีน ช่วยฟื้นคืนการสร้างกลูตาไธโอนของร่างกายให้กลับมาดังเดิมได้ (อ้างอิงที่ 5) อีกงานวิจัยในสหรัฐอเมริกาเช่นกัน ได้วิจัยกับผู้ป่วยเบาหวานที่มีปัญหาในการสังเคราะห์กลูตาไธโอนได้น้อยลง พบว่าการได้รับซีสเทอีน และไกลซีน สามารถช่วยให้ร่างกายกลับมาสร้างกลูตาไธโอนได้เพิ่มขึ้น (อ้างอิงที่ 6) ส่วนกลูตามีน (Glutamine) นั้น จะเป็นแหล่งของกลูตาเมต (Glutamate) ที่ใช้เป็นสารตั้งต้นในการสร้างกลูตาโอนของร่างกาย มีงานวิจัยที่ทำในออสเตรเลียแสดงให้เห็นว่าถ้ามีระดับกลูตามีนในเลือดที่สูงขึ้น จะช่วยเร่งอัตราการสังเคราะห์กลูตาไธโอนได้ และยังให้ความเห็นเพิ่มเติมด้วยว่า การเพิ่มอัตราการสังเคราะห์กลูตาไธโอนให้สูงขึ้นนั้น ควรได้รับซีสเทอีน ร่วมกับกลูตามีนด้วย (อ้างอิงที่ 7)

กรดอัลฟา-ไลโปอิค (Alpha-Lipoic Acid) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ที่สำคัญอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงสามารถช่วยลดภาวะออกซิเดทีพ สเตรส รวมไปถึงมีความสามารถที่จะนำ กลูตาไธโอน หมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ได้ (อ้างอิงที่ 8)

วิตามินบี 3 หรือ Niacin เป็นสาร ที่ช่วยเสริมให้ระบบประสาท ผิว ผม และตา มีสุขภาพที่ดี หากขาด Niacin จะมีต่อระบบผิวหนัง ผิวหนังมีลักษณะหยาบ เป็นจ้ำ สีม่วง หรือ สีเข้ม เรียกว่า Pellagra (อ้างอิงที่ 9)

ทั้งหมดนี้เป็นสารสำคัญที่มีคุณประโยชน์ ต่อผิวพรรณ ซึ่งเมื่อทำงานร่วมกันรวมกับการบริโภคอาหารที่ถูกสุขลักษณะ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การพักผ่อนที่เพียงพอและการหลีกเลี่ยงมลภาวะต่างๆ ทั้งมลพิษทางอากาศ แสงแดด แล้วผลที่ได้ก็คือสุขภาพผิวที่ดี ดูอ่อนเยาว์และสดใสนั่นเอง

โรคข้อเสื่อมข้อต่อต่างๆของร่างกาย ประกอบด้วย ส่วนปลายของกระดูก 2 ชิ้นมาประกอบกัน ที่ผิวข้อต่อของกระดูกทั้ง 2 ท่อน จะบุด้...
27/03/2013

โรคข้อเสื่อม

ข้อต่อต่างๆของร่างกาย ประกอบด้วย ส่วนปลายของกระดูก 2 ชิ้นมาประกอบกัน ที่ผิวข้อต่อของกระดูกทั้ง 2 ท่อน จะบุด้วยกระดูกอ่อนที่มีลักษณะเรียบ และมี “คอลลาเจน” เป็นองค์ประกอบสำคัญ ภายในข้อต่อบุด้วยเนื้อเยื่อที่ใช้สร้างน้ำหล่อเลี้ยงข้อ ซึ่งมีลักษณะเป็นของเหลวใสบรรจุอยู่ภายในช่องว่างของข้อเข่า มีความเหนียวและยืดหยุ่นได้ มีองค์ประกอบหลัก คือ “ไกลโคสะมิโนไกลแคน” (Glycosaminoglycans, GAGs) ทำหน้าที่ช่วยลดหรือดูดซับแรงกระแทกต่อเข่าทั้งสองข้าง ถ้าปราศจากกระดูกอ่อนและน้ำหล่อเลี้ยงข้อแล้ว ข้อต่อจะเกิดการเสียดสีมาก ส่งผลให้ข้อต่อต่างๆเสื่อมอย่างรวดเร็ว

โรคข้อเข่าเสื่อม เป็นโรคที่พบได้ทุกวัย แต่มักแสดงอาการเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ โดยมักจะพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย ลักษณะปกติของข้อเข่าที่ดี จะต้องมีความแข็งแรง เรียบลื่น ยืดหยุ่น และทนทานต่อการรองรับแรงกระแทกต่างๆ ได้ รวมทั้งมีน้ำหล่อเลี้ยงไขข้อในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อช่วยในการหล่อลื่นให้ข้อเข่าสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างเป็นปกติ

แต่ในข้อเข่าที่มีการเสื่อม กระดูกอ่อนที่ผิวข้อจะไม่เรียบ ขรุขระ และอาจมีหินปูนไปเกาะ รวมทั้งมีการสูญเสียน้ำหล่อเลี้ยงข้อ หรือน้ำหล่อเลี้ยงข้อมีลักษณะที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้เกิดการเสียดสีของกระดูกอ่อนที่ผิวข้อ ในบางรายที่มีอาการรุนแรง กระดูกอ่อนบริเวณผิวของข้อถูกทำลาย จนไม่สามารถสร้างและซ่อมแซมได้ทัน ทำให้กระดูกอ่อนสึกกร่อนมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่สามารถรับน้ำหนักหรือแรงกระแทกต่างๆได้ ถ้าผิวข้อสึกกร่อนมากขึ้นจนถึงเนื้อกระดูกใต้ผิวข้อ จะเกิดอาการอักเสบและเจ็บปวดรุนแรง จนไม่สามารถรับน้ำหนักจากการทำกิจวัตรประจำวันได้ ผู้ป่วยมักทรมานจากความเจ็บปวด ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวันที่ผิดปกติไป และอาจร้ายแรงถึงขั้นไม่สามารถเดินได้อีก!!!!

อาการที่บ่งบอกถึงภาวะข้อเข่าเสื่อม ได้แก่
- การปวดบริเวณข้อเข่า ระยะแรกๆ อาจเป็นๆ หายๆ มีการปวดมากเมื่อเหยียดขาหรือลุกขึ้นยืนหลังจากที่นั่งงอเข่าเป็นระยะเวลานาน หรือหลังจากการเดินนานๆ หรือขึ้นบันได
- ได้ยินเสียงลั่นหรือดังกรอบแกรบในข้อเมื่อเคลื่อนไหว หรือมีอาการข้อติด ฝืด ขยับข้อไดยาก (โดยเฉพาะช่วงเช้าหลังตื่นนอน)
- เมื่อมีอาการรุนแรง ข้อเข่าจะเคลื่อนไหวได้น้อยลง และมีอาการปวดมากขึ้น หากมีการอักเสบจะพบข้อบวม ในบางรายที่เป็นมากจะมีอาการขาโก่งและงอผิดรูปร่างได้
นอกจากอายุที่เพิ่มมากขึ้นจะทำให้ข้อเข่าเสื่อมไปตามวัยแล้ว ยังมีพฤติกรรมหรือปัจจัยเสี่ยงที่จะส่งผลให้ข้อเข่าเสื่อม และเป็นสาเหตุให้โรคลุกลามได้มากขึ้น ได้แก่ โรคอ้วนหรือน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน พฤติกรรมการใช้ข้อเข่าที่ไม่ถูกต้อง เช่น การนั่งขัดสมาธิหรือนั่งงอเข่าเป็นระยะเวลานาน มีกิจวัตรประจำวันทำงานหรือเล่นกีฬาที่มีการกระแทกของข้อเข่ามาก เช่น บาสเกตบอล ฟุตบอล วิ่ง เป็นต้น และการได้รับอุบัติเหตุหรือได้รับบาดเจ็บที่ข้อเข่าอย่างรุนแรง เป็นต้น

สารอาหารที่มีประโยชน์ต่อโรคข้อเสื่อม
Abalone Glycosaminoglycans or Abalone GAGs
(อะบาโลน ไกลโคสะมิโนไกลแคน สกัด)
หอยเป๋าฮื้อมีสารสำคัญชื่อว่า “ไกลโคสะมิโนไกลแคน” หรือที่เรียกกันว่า “แกกส์”
- GAGs จากหอยเป๋าฮื้อ เป็นแหล่งของสารสำคัญในน้ำหล่อเลี้ยงข้อที่มีชื่อว่า “คอนดรอยติน ซัลเฟต” (Chondroitin sulfate) และ “กรดไฮยาลูโรนิค” (Hyaluronic acid) ซึ่งมีรายงานการวิจัยในอาสาสมัคร 622 คน ในหลายๆประเทศพบว่า การได้รับ คอนดรอยติน ซัลเฟต จะช่วยลดการสึกกร่อนของกระดูกอ่อนได้ดี และลดความเจ็บปวดทรมานจากอาการข้อเสื่อมได้อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ GAGs จากหอยเป๋าฮื้อ ยังช่วยเสริมสร้างโครงสร้างกระดูกอ่อนตามธรรมชาติ กระตุ้นการสร้างใหม่ของกระดูกอ่อน และสารหล่อลื่นในข้อต่อต่าง ๆ ช่วยค้ำจุนและต้านทานการเสียดสีของกระดูกอ่อน จึงสามารถลดการสึกกร่อนของกระดูกอ่อนตามข้อต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Abalone Collagen
(อะบาโลน คอลลาเจน)
- คอลลาเจน สกัดเย็นจากหอยเป๋าฮื้อ เป็นคอลลาเจนที่มีโครงสร้างโมเลกุลครบทั้ง 3 สาย สามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้อย่างรวดเร็วและครบถ้วน เติมเต็มคุณประโยชน์จากคอลลาเจนให้กับร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากกระดูกอ่อนมีคอลลาเจนเป็นส่วนประกอบที่สำคัญ เมื่ออายุมากขึ้นคอลลาเจนในร่างกายจะลดลง และเสริมสร้างได้ไม่ทันกับความต้องการ จึงเป็นสาเหตุให้กระดูกอ่อนโดยเฉพาะบริเวณข้อถูกทำลาย การได้รับคอลลาเจนที่มีคุณภาพ จึงเป็นการเสริมสร้างโครงสร้างและกระตุ้นการซ่อมแซมกระดูกอ่อน ลดปัญหาข้อเสื่อมจากการขาดคอลลาเจนได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ คอลลาเจนยังมีคุณสมบัติช่วยเพิ่มการอุ้มน้ำในไขข้อกระดูก จึงลดการสูญเสียน้ำในข้อ และลดการเสื่อมของข้อต่างๆได้อีกทางหนึ่ง

Cactus Extract (สารสกัดจากกระบองเพชร) และ Fructo-oligosaccharide (ฟรุคโต โอลิโกแซคคาไรด์)
- สารสกัดจากกระบองเพชร มีคุณสมบัติในการป้องกันการย่อยสลายและดูดซึมไขมัน ส่วนฟรุคโต โอลิโกแซคคาไรด์ มีประโยชน์ในการปรับสมดุลของจูลินทรีย์ในลำไส้ ช่วยในการเจริญเติบโตของจูลินทรีย์ที่ดี แต่ยับยั้งจูลินทรีย์ที่ไม่ดี ทำให้การทำงานของระบบทางเดินอาหารและระบบขับถ่ายดีขึ้น สารอาหารในกลุ่มนี้จะมีส่วนช่วยในการควบคุมน้ำหนักอย่างปลอดภัย ไม่มีผลต่อจิตประสาทและระบบสมอง ซึ่งหากควบคุมน้ำหนักได้ ก็จะมีส่วนอย่างมากในการลดแรงกดจากน้ำหนักตัวต่อข้อเข่า จึงป้องกันและชะลอการเสื่อมของข้อเข่าได้อย่างมากนั่นเอง
นอกจากสารออกฤทธิ์ทั้ง 3 ประการแล้ว “วิตามินซี” ที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) ชั้นเลิศ ยังช่วยยับยั้งการเสื่อมของกระดูกอ่อน และเสริมสร้างการสังเคราะห์คอลลาเจน ช่วยลดการเสื่อมของข้อและทำให้ข้อแข็งแรงขึ้นอีกด้วย
การป้องกันข้อเสื่อมสามารถสทำได้ตั้งแต่ยังไม่มีอาการ โดยการเติมเต็มน้ำในข้อ เสริมสร้างคอลลาเจนให้กระดูกอ่อน และควบคุมน้ำหนักตัว ควบคู่กับการหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่กระทบกระเทือนข้อ เป็นการรักษาข้อต่อต่างๆ โดยเฉพาะข้อเข่าให้อยู่กับเราอย่างสมบูรณ์และยาวนานที่สุด...

น้ำลูกพรุนทำมาจากผลพลัมแห้ง ซึ่งเป็นผลไม้ที่มีสารอาหารที่สำคัญต่อร่างกายเป็นจำนวนมาก ทั้งวิตามินและแร่ธาตุจึงเป็นที่รู้จ...
27/03/2013

น้ำลูกพรุนทำมาจากผลพลัมแห้ง ซึ่งเป็นผลไม้ที่มีสารอาหารที่สำคัญต่อร่างกายเป็นจำนวนมาก ทั้งวิตามินและแร่ธาตุ
จึงเป็นที่รู้จักและนิยมรับประทานกันเป็นระยะเวลานาน โดยลักษณะที่นำมารับประทาน คือ ลักษณะผลสด ผลตากแห้ง และน้ำพรุน ประกอบด้วย

- วิตามิน B2 มีส่วนในการเจริญเติบโตของเซลล์ร่างกาย ช่วยในกระบวนการสร้างเม็ดเลือดแดง
- วิตามิน C สารต้านอนุมูลอิสระคุณภาพสูง ที่ช่วยป้องกันการถูกทำลายของเซลล์ ทำให้ร่างกายต่อต้านแบคทีเรียได้ดียิ่งขึ้น
- วิตามิน E สารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยป้องกันการเกิดปฏิกิริยาของออกซิเจนที่ไม่สมบูรณ์ภายในร่างกาย บำรุงสายตา ช่วยการไหลเวียนของโลหิต ทำให้ผิวพรรณเนียนนุ่ม ดูมีสุขภาพดี
- แคลเซียม ช่วยเสริมสร้างการทำงานของระบบประสาท และเสริมสร้างกระดูกและฟัน
- เหล็ก พรุนเป็นแหล่งสะสมของธาตุเหล็กที่ใช้ในการสังเคราะห์ฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดง

ประโยชน์ของลูกพรุน
1. มีกากใยธรรมชาติ Dietary fiber จำนวนมากหลายชนิด ซึ่งมีทั้งชนิดที่ละลายน้ำได้และละลายน้ำไม่ได้
2. ลดไขมันในเลือด ชนิด LDL Cholesterol
3. มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูง
4. น้ำลูกพรุนแม้มีรสหวาน แต่ประกอบไปด้วยน้ำตาลชนิดฟรุกโตส และซอร์บิทอล ซึ่งไม่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงอย่างรวดเร็ว
5. ช่วยระบาย รักษาอาการท้องผูกได้อย่างปลอดภัยทั้งในผู้ใหญ่และในเด็กเล็ก (แต่ถ้าเด็กเล็กก็ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ)

ข้อควรระวัง
- น้ำลูกพรุนมีโพแทสเซียมสูง ไม่ควรรับประทานในผู้ป่วยโรคไตวายที่ได้รับการล้างไต
- ไม่ควรรับประทานเป็นจำนวนมาก เนื่องด้วยฤทธิ์การระบาย อาจทำให้ท้องเสียได้ในบางราย ปริมาณที่เหมาะสม คือ รับประทานครั้งละ 15-30 cc.ต่อคน

ลูกพรุนจึงเป็นอาหารที่มีประโยชน์ อุดมด้วยวิตามิน แร่ธาตุสูง อีกทั้งยังอุดมไปด้วยกากใยหรือไฟเบอร์สูงมาก มีคุณสมบัติเป็นยาระบาย บรรเทาอาการท้องผูกได้อย่างปลอดภัยทั้งเด็กและผู้ใหญ่ เป็นประโยชน์ทำให้ขับถ่ายได้คล่อง โดยเฉพาะชีวิตปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความเครียดและความกดดันจากงาน ลูกพรุนจึงเป็นตัวช่วยหนึ่งที่สำคัญอีกตัว

27/03/2013

การลดน้ำหนักด้วย เอช ซี เอ เอส-เอ็กซ์

ในสังคมปัจจุบันภาวะน้ำหนักตัวเกินหรือที่เรียกว่าอ้วนเริ่มพบมากขึ้น ซึ่งเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุทั้งจากกรรมพันธุ์ จากโรคประจำตัวบางอย่าง จากการใช้ยาบางชนิด รวมถึงความไม่สมดุลระหว่างพลังงานที่ได้รับจากอาหารกับพลังงานที่ใช้ไปในกิจกรรมต่างๆ

ในอดีตการรับประทานอาหารมีความสมดุลมากกว่าปัจจุบัน โดยไม่เน้นในเรื่องแป้ง น้ำตาล ไขมัน มากเกินความจำเป็น แต่ในปัจจุบันเป็นยุคของการแข่งขัน ทำให้อาหารที่ผลิตออกมาขายเน้นที่ความอร่อยมากกว่าเน้นที่เรื่องสุขภาพ อีกทั้งเวลาที่เร่งรีบที่ทำให้เรามีเวลาในการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์น้อยลง ทำให้ประชากรในโลกประสบปัญหาเรื่องน้ำหนักเกินและโรคที่มีสาเหตุจากความอ้วนอันทุกข์ทรมานมากมาย เช่น โรคเบาหวาน โรคข้อ โรคหลอดเลือดหัวใจ เป็นต้น
ความอ้วนเกิดขึ้นเมื่อร่างกายได้รับพลังงานมากกว่าที่ร่างกายต้องใช้ หรือ การใช้พลังงานน้อยเกินไปเป็นผลให้เกิดการสะสมพลังงานที่เหลือใช้ในรูปไขมันทำให้มีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นมากกว่าปกติ

ดังนั้น วิธีการลดน้ำหนักหรือลดความอ้วนที่ได้ผลดีและปลอดภัย คือ การออกกำลังกายเพื่อเพิ่มพลังงานที่ใช้และควบคุมอาหารหรือลดพลังงานที่ได้รับนั่นเอง
HCA-SX (เอช ซี เอ เอส-เอ็กซ์)
- รับประทานอาหารได้ลดลง โดยไม่หงุดหงิด
- ลดการสะสมไขมันจากการับประทานอาหารที่มากเกินความจำเป็น
- เพิ่มการเผาผลาญไขมันที่สะสมในร่างกาย

HCA-SX เกิดจากการที่นักวิทยาศาสตร์ และนักโภชนาการชั้นนำของสถาบันการศึกษาต่างๆในโลกใด้พยายามคิดค้นหาสาเหตุและวิธีป้องกันและบรรเทาปัญหาเรื่องความอ้วนและน้ำหนักเกินที่ปลอดภัยและได้ผล จนได้พบสาเหตุและวิธีที่ดีในการควบคุมน้ำหนักตัวที่เน้นการควบคุมอาหารอย่างเป็นไปตามธรรมชาติที่ทำได้จริงและปลอดภัย

โดยจากการศึกษาค้นคว้าและวิจัย ทำให้ทราบว่าไฮดรอกซี ซิตริก แอซิด (Hydroxy citric acid) หรือ เอช ซี เอ (HCA) คือสารสำคัญที่อยู่ในพืช ผัก ผลไม้ ชนิดต่างๆที่รับประทานในชีวิตประจำวัน มีหน้าที่สร้างความสมดุลให้กับร่างกายในเรื่อง น้ำหนักตัวและไขมันในเลือด จึงทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่โดยนำโพแทสเซียม (K) ไปทำปฎิกริยากับ HCA เกิดเป็น HCA-SX (เอช ซี เอ เอส-เอ็กซ์) หรือ ไฮดรอกซี ซิตริก แอซิด เอส-เอ็กซ์ (Hydroxy citric acid - SX) ซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษก็คือ ทำให้ร่างกายสามารถนำ HCA ไปใช้ได้อย่างรวดเร็ว และเต็มประสิทธิภาพมากกว่าปกติประมาณ 3 เท่า ทำให้อาหารประเภทข้าวและแป้งต่างๆ ที่รับประทานเข้าไปจะเปลี่ยนเป็นน้ำตาล (glucose) และไกลโคเจนแทนการเปลี่ยนเป็นไขมัน ซึ่งไกลโคเจนคือพลังงานสำรองพร้อมใช้ ดังนั้นเมื่อร่างกายมีไกลโคเจนสะสมมาก จะส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดคงที่ และไม่ทำให้เกิดความหิว หรือความอยากอาหาร ซึ่งเป็นที่มาของการรับประทานอาหารได้น้อยลง น้ำหนักจึงค่อยๆ ลดลงด้วย จึงนับว่าเป็นการลดน้ำหนักโดยวิธีควบคุมอาหารอย่างเป็นไปตามธรรมชาติและปลอดภัย

HCA-SX ยังมีงานวิจัยรองรับในเรื่องของการกระตุ้นการเผาผลาญไขมันที่สะสมไว้ในร่างกาย ซึ่งจะส่งผลให้ร่างกายมีไขมันสะสมลดลง

นอกจากนี้ HCA-SX ยังช่วยเพิ่มระดับซีโรโทนินในหนูทดลอง ซึ่งซีโรโทนิน (Serotonin) เป็นสารสื่อประสาทที่ควบความหิว และความสุข การที่มีซีโรโทนินในปริมาณที่สูงจะทำให้ร่างกายมีความสุข และไม่รู้สึกหิว ดังนั้น HCA-SX จึงถือเป็นทางเลือกในการลดน้ำหนักที่ดี ปลอดภัย และไม่ทำให้หงุดหงิดจากการอดอาหารอีกด้วย

ฟรุกโตโอลิโกแซคคาไรด์ (Fructooligosaccharides)
ไฟเบอร์หรือใยอาหารจากผักและผลไม้ ที่ช่วยให้อิ่มท้องและมีส่วนช่วยในการขับถ่าย และยังเป็นพรีไบโอติก อาหารสำหรับจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในลำไส้จึงเป็นการปรับสมดุลในลำไส้ด้วย นอกจากนี้ไฟเบอร์ชนิดนี้ยังมีผลในการรักษาระดับน้ำตาลในเลือด ส่งผลให้ความรู้สึกอยากรับประทานอาหารลดลงได้



ลูกพีช (Peach)
ผลไม้ที่มีสีเหลือง รสชาติหวานอมเปรี้ยว และมีกลิ่นหอม ซึ่งลูกพีชมีใยอาหารและอุดมไปด้วยวิตามินซี กรดโฟลิก เบตาแคโรทีน แคลเซียม ฟอสฟอรัส แมกนีเซียม และโพแทสเซียม ซึ่งล้วนแต่เป็นสารอาหารที่มีคุณค่าต่อระบบทางเดินอาหารและร่างกาย

ซูคราโลส (Sucralose)
สารให้ความหวานที่ไม่ให้พลังงาน ทำให้เครื่องดื่มมีรสชาติที่ดีขึ้นทำให้เกิดความสดชื่น แต่ยังคงให้รสชาติหวานและไม่มีรสขมติดลิ้น ซูคราโลสมีลักษณะเป็นผลึกแข็งสีขาวร่วน ละลายน้ำได้ดีและสามารถใช้ปรุงอาหารร้อนบนเตาได้โดยไม่สูญเสียความหวาน

องค์การอนามัยโลก(WHO)และองค์การอาหารและเกษตรกรรมแห่งสหประชาชาติ (FAO) ได้ให้การยอมรับความปลอดภัยของซูคราโลสตั้งแต่ปี พ.ศ.2533 ทำให้ประเทศต่างๆมากกว่า 60 ประเทศทั่วโลก เช่น แคนาดา อเมริกา ญี่ปุ่น ยุโรป ได้ให้การยอมรับการใช้สารนี้ในอาหาร และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

มีการศึกษาเกี่ยวกับความปลอดภัยของซูคราโลสมากกว่า 100 ชิ้น นอกจากนี้ยังมีการศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบของซูคราโลสต่อสิ่งแวดล้อมอีกกว่า 40ชิ้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่าซูคราโลสไม่มีผลต่อระบบนิเวศน์ การศึกษาด้านความปลอดภัยของซูคราโลสมีการศึกษาทั้งในระยะสั้น และระยะยาว ซึ่งรวมไปถึงการศึกษาเรื่องเภสัชจลนศาสตร์ การก่อกลายพันธุ์ ความเป็นพิษต่อการสืบพันธุ์ ผลต่อทารกในครรภ์ ผลต่อการเกิดมะเร็ง ผลต่อระบบประสาท และผลต่อระบบภูมิต้านทาน จากการทดลองซูคราโลสในระดับต่างๆไม่พบความเป็นพิษ และไม่เป็นสารก่อมะเร็ง ซึ่งผลนี้ก็คล้ายคลึงกับสารประกอบอื่นๆที่ดูดซึมยาก

แม้ว่าโครงสร้างของซูคราโลสจะคล้ายกับน้ำตาล แต่ก็ไม่มีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดหรือระดับอินซูลิน และไม่ทำให้ฟันผุ จึงเหมาะสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน

เอกสารอ้างอิง
1. สุวิมล ทรัพย์วโรบล. ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อการลดน้ำหนัก. Journal of nutrition association of Thailand 2009; 44(3): 84
2. Sunny E. Ohia, Catherine A. Opere, Angela M. LeDay, Manashi Bagchi, Debasis Bagchi and Sidney J. Stohs. Safety and mechanism of appetite suppression by a novel hydroxycitric acid extract (HCA-SX). Molecular and cellular biochemistry. Kluwer academic publishers. 2002: 89-103
3. Inter health. Super Citrimax. 2009. www.interhealthusa.com.
4. เอกสารจาก Meiji เรื่อง Meioligo (Fructooligosaccharide) ปี 2013
5. เอกสารเรื่องพรีไบโอติกและโพรไบโอติก:อาหารสุขภาพ ของอาจารย์ภญ.ดร.สุญาณี พงษ์ธนานิกร ภาควิชาอาหารเคมี คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
6. http://healthdeena.blogspot.com/2011/02/peach.html
7. Frederique Respondek, Kelly S. Swanson, Katherine R. Belsito, Brittany M. Vester, Anne Wagner, Louis Istasse, and Marianne Diez. Short-Chain Fructooligosaccharides Influence Insulin Sensitivity and Gene Expression opf Fat Tissue in Obese Dogs.jnnutrition.org.2010:1712-1718
8. Natthida C., Siryn S.เอกสารรายงานผลการทดสอบประสิทธิภาพเครื่องดื่ม Easles โดยการสนับสนุนจากบริษัทกิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด. 2013
9. ฉวีวรรณ จิตยพันธกุล. เอกสารวิชาการเรื่อง "ซูคราโลส วัตถุให้ความหวานจัดชนิดใหม่", มีนาคม 2540 ค้นจากห้องสมุดสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา

ที่อยู่

Nakhon Ratchasima
30000

เบอร์โทรศัพท์

+66611082400

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ HA-By Giffarineผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์

ประเภท