สปสช.เขต 4 สระบุรี

สปสช.เขต 4 สระบุรี องค์กรของรัฐ ด้วยอุดมการณ์เพื่อให้คนไทยไม่ต้องล้มละลายจากค่ารักษาพยาบาล

วันวิสาขบูชา 2569 ตรงกับวันเสาร์ที่ 31 พฤษภาคม 2569 เป็นวันสำคัญสากลของพระพุทธศาสนา ตรงกับวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 เป็...
31/05/2026

วันวิสาขบูชา 2569 ตรงกับวันเสาร์ที่ 31 พฤษภาคม 2569 เป็นวันสำคัญสากลของพระพุทธศาสนา ตรงกับวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 เป็นวันที่พระพุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน ทั้งสามเหตุการณ์ในวันเดียวกัน

ความสำคัญของวันวิสาขบูชา
วันวิสาขบูชาได้รับการรับรองจาก องค์การสหประชาชาติ (UN) ให้เป็น "วันสำคัญสากล" (International Day of Vesak) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542 โดยมีประเทศสมาชิกกว่า 190 ประเทศร่วมรับรอง

สำหรับประเทศไทย วันวิสาขบูชาเป็นวันหยุดราชการและถือเป็นวันงดจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ชาวพุทธทั่วประเทศนิยมไปทำบุญ ตักบาตร ฟังธรรม และเวียนเทียน

🧖‍♂️ส่องบทบาท Caregiver ก่อนมี “อาสาพยาบาล”ผอ.รพ.แก่งคอย เสนอ “แก่งคอยโมเดล” ! รื้อระบบดูแลกลุ่มเปราะบาง ตั้ง “ศูนย์คุณภ...
28/05/2026

🧖‍♂️ส่องบทบาท Caregiver ก่อนมี “อาสาพยาบาล”
ผอ.รพ.แก่งคอย เสนอ “แก่งคอยโมเดล” ! รื้อระบบดูแลกลุ่มเปราะบาง ตั้ง “ศูนย์คุณภาพชีวิตตำบล” รวมทุกส่วนงาน สธ. - มท. - พม. - อบต. จบปัญหาทำงานซ้ำซ้อน รองรับงบประมาณจากหลายแหล่ง บริหารจัดการได้คล่องตัว

นพ.ประสิทธิ์ชัย มั่งจิตร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลแก่งคอย ให้สัมภาษณ์สะท้อนภาพระบบดูแลผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบางในชุมชนไทย โดยระบุว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ ท่ามกลางปัญหา “เด็กเกิดน้อย” ทำให้ภาระการดูแลผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ระบบดูแลระยะยาวจำเป็นต้องอาศัยทั้งครอบครัว ชุมชน อาสาสมัคร และหน่วยงานท้องถิ่นทำงานร่วมกัน

◤ ชี้ “ครอบครัว” คือด่านแรกดูแลผู้สูงอายุ

นพ.ประสิทธิ์ชัย กล่าวว่า การดูแลผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง ควรเริ่มจากการดูแลตัวเองเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะพึ่งพิง แต่เมื่อเกิดการเจ็บป่วยขึ้นมาแล้ว ครอบครัวถือเป็นกลไกสำคัญที่สุดในการวางแผนดูแล ไม่ว่าจะเป็นลูกหลาน ญาติ หรือผู้ดูแลในครัวเรือน

“หลายครอบครัวต้องกลับมาคิดว่าใครจะเป็นคนดูแล มีลูกหลานหรือไม่ มีศักยภาพในการจ้างคนดูแลหรือเปล่า บางคนอาจใกล้เกษียณแล้วกลับมาอยู่บ้านเพื่อดูแลพ่อแม่ สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องของ family care โดยตรง”
เขาระบุว่า หลังจากระดับครอบครัวแล้ว ประเทศไทยยังมีจุดแข็งคือระบบอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน หรือ อสม. ที่กระจายอยู่ในชุมชน โดยเฉลี่ยหมู่บ้านหนึ่งมีประมาณ 10 คน ทำหน้าที่ดูแลด้านสุขภาพ คัดกรองโรค เฝ้าระวังสิ่งแวดล้อม และเยี่ยมเยียนประชาชน

อย่างไรก็ตาม อสม.ไม่ได้ทำหน้าที่เป็น “ผู้ดูแลเต็มเวลา” หรือ caregiver โดยตรง แต่เป็นกำลังสนับสนุนในระดับชุมชน

◤ อธิบายโครงสร้าง “Caregiver” ไทย มีทั้งวิชาชีพและภาคประชาชน
นพ.ประสิทธิ์ชัย อธิบายว่า คำว่า “Caregiver” เป็นคำรวมของคนดูแลผู้ป่วยและผู้สูงอายุ ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ได้แก่

● กลุ่มวิชาชีพ (Professional Caregiver) เช่น แพทย์ พยาบาล นักกายภาพบำบัด และบุคลากรสาธารณสุข
กลุ่มไม่ใช่วิชาชีพ เช่น ญาติ ลูกหลาน เพื่อนบ้าน หรือผู้ผ่านการอบรมระยะสั้นเพื่อช่วยดูแลผู้ป่วย
● ส่วนผู้ผ่านการอบรมหลักสูตร 70 ชั่วโมง หรือ 120 ชั่วโมงนั้น ถือเป็น caregiver ระดับกลางที่ผ่านการฝึกทักษะเฉพาะด้าน แม้ไม่ใช่วิชาชีพเต็มรูปแบบ แต่สามารถช่วยดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดบ้านติดเตียงได้
“ภาษาไทยง่ายๆ ก็คือคนดูแลคนป่วยทั้งหมด เพียงแต่ระดับความเชี่ยวชาญต่างกัน”

◤ ย้อนที่มา “อาสาสมัครบริบาลท้องถิ่น” จากความร่วมมือ สธ.-มหาดไทย
นพ.ประสิทธิ์ชัย กล่าวว่า ระบบอาสาสมัครบริบาลท้องถิ่น เริ่มต้นจากการที่กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมอนามัยและกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ พัฒนาหลักสูตรอบรม caregiver 70 ชั่วโมง ก่อนต่อยอดเป็น 120 ชั่วโมง เพื่อเพิ่มทักษะในการดูแลผู้สูงอายุ

ช่วงแรกยังไม่มีงบประมาณรองรับ เป็นเพียงการอบรมให้ อสม.หรือคนในชุมชนมีศักยภาพมากขึ้น ก่อนที่ภายหลังจะมีการประสานกับกระทรวงมหาดไทย จนเกิดงบประมาณสำหรับจ้าง “อาสาสมัครบริบาลท้องถิ่น” ผ่านองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) และเทศบาล

โดยผู้ผ่านอบรม 70 ชั่วโมง จะได้รับค่าตอบแทนประมาณ 5,000 บาทต่อเดือน ส่วนผู้ผ่าน 120 ชั่วโมง จะได้รับประมาณ 6,000 บาทต่อเดือน
“ตอนแรกส่วนกลางช่วยงบให้ แต่หลังจากนั้นท้องถิ่นต้องใช้งบตัวเองจ้างต่อ”

ผู้อำนวยการ รพ.แก่งคอย อธิบายว่า ระบบดูแลระยะยาวผู้สูงอายุ หรือ Long Term Care (LTC) ของ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ดำเนินมานานกว่า 10 ปี และมี “Care Plan” เป็นหัวใจสำคัญ
ระบบนี้เริ่มจากพยาบาลวิชาชีพในพื้นที่จัดทำแผนดูแลรายบุคคล ก่อนเสนอผ่าน อบต.หรือเทศบาล เพื่อขอรับงบประมาณจาก สปสช. จากนั้นจึงนำงบมาจัดบริการดูแลผู้ป่วยในชุมชน

ผู้ปฏิบัติงานในระบบ LTC อาจเป็น อสม.หรือ caregiver ที่ผ่านการอบรม ซึ่งรับค่าตอบแทนแบบรายวันหรือรายชั่วโมงตามแผนการดูแล ไม่ใช่การจ้างประจำรายเดือน

เขาย้ำว่า งบของ LTC และงบอาสาสมัครบริบาลท้องถิ่นเป็น “คนละก้อน” และมีโครงสร้างบริหารต่างกัน แม้จะทำงานกับกลุ่มเป้าหมายเดียวกัน
◤ เสนอ “อาสาพยาบาล” ต้องไม่จำกัดแค่คนจบปริญญา

นพ.ประสิทธิ์ชัย กล่าวถึงแนวคิด “อาสาพยาบาล” ที่กำลังถูกพูดถึงในระดับนโยบายว่า ยังไม่มีความชัดเจน แต่เชื่อว่ารัฐต้องการสร้างงานให้คนในพื้นที่ โดยเฉพาะผู้จบปริญญาตรี

อย่างไรก็ตาม เขามองว่า หากกำหนดคุณสมบัติเฉพาะผู้จบปริญญา อาจทำให้เกิดปัญหาขาดคนทำงานจริงในชุมชน เพราะหลายพื้นที่มีคนที่พร้อมดูแลแต่ไม่ได้จบระดับปริญญา

“จริงๆ แล้วอาจไม่จำเป็นต้องจบปริญญาก็ได้ อาจแบ่งระดับ เช่น จบปริญญาได้เงินเดือนหนึ่ง อีกแบบไม่จบก็อีกระดับ แต่ควรเปิดทางให้คนในพื้นที่เข้ามาทำงานได้”

เขาเสนอว่า แนวทางที่เหมาะสม คือการ “อัปเลเวล” caregiver เดิมหรืออาสาสมัครบริบาลท้องถิ่น ไปสู่อาสาพยาบาล มากกว่าการสร้างระบบใหม่แยกออกมา

พร้อมเตือนว่า หากรัฐบาลจะขับเคลื่อนนโยบายนี้ จำเป็นต้องตอบคำถามเรื่องงบประมาณระยะยาว เพราะหากมีการจ้างอาสาพยาบาลทุกตำบลทั่วประเทศ จะใช้งบจำนวนมหาศาล

◤ ชี้ผู้สูงอายุเพิ่มต่อเนื่อง ต้องขยายกำลังคนดูแล
นพ.ประสิทธิ์ชัย ระบุว่า โดยเฉลี่ย caregiver 1 คน ดูแลผู้ป่วยติดบ้านติดเตียงได้ประมาณ 4 คนเท่านั้น และในอนาคตจำนวนผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ความต้องการผู้ดูแลเพิ่มตาม
ดังนั้น การวางระบบจึงไม่สามารถคิดเพียง “หนึ่งหมู่บ้านต่อหนึ่งคน” แต่ต้องคำนวณจากจำนวนผู้ป่วยจริงในพื้นที่

◤ ดัน “ศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตระดับตำบล” เป็นศูนย์กลางดูแลกลุ่มเปราะบาง
นพ.ประสิทธิ์ชัย เสนอว่า ปัญหาปัจจุบันคือหลายหน่วยงานต่างทำงานเรื่องผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบางแยกกัน ทั้งกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ทำให้เกิดความซ้ำซ้อน

เขาจึงเสนอแนวคิด “Area-based Care” หรือการจัดระบบบนฐานพื้นที่ โดยใช้ระดับตำบลเป็นแกนกลาง เนื่องจากมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นนิติบุคคล มีงบประมาณ และสามารถบริหารจัดการคนในพื้นที่ได้
“จริงๆ ศูนย์ไม่จำเป็นต้องเป็นตึกใหญ่โต แต่คือกลุ่มคนที่มานั่งคุย วางแผน และจัดการร่วมกัน”

แนวคิดดังกล่าว คือการตั้ง “ศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิต” ระดับตำบล เพื่อรวบรวมทุกภาคส่วน ทั้ง อบต. รพ.สต. อสม. caregiver ภาคประชาชน และเอกชน มาทำงานร่วมกันภายใต้ฐานข้อมูลเดียวกัน
จากนั้นจึงกระจายคนดูแลตามจำนวนผู้ป่วยจริง หากกำลังคนไม่เพียงพอ ก็สามารถประสาน อสม.เข้ามาช่วยดูแลบางส่วนได้

“คนไข้ก็มีอยู่เท่านี้ คนทำงานก็มีอยู่เท่านี้ ถ้ารวมกันทำก็จบ ไม่ต้องต่างคนต่างทำจนซ้ำซ้อน”

◤ สระบุรีเดินหน้าต้นแบบ “ทุกคนต้องมีคนดูแล”
นพ.ประสิทธิ์ชัย เปิดเผยว่า จังหวัดสระบุรีกำลังเริ่มขับเคลื่อนแนวคิดดังกล่าว ภายใต้การผลักดันของผู้ว่าราชการจังหวัด ร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด และหน่วยงานท้องถิ่น
โดยตั้งเป้าหมายว่า ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง และกลุ่มเปราะบางทุกคน จะต้องมีระบบดูแลรองรับ

พร้อมมองว่า หากศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตระดับตำบลดำเนินการต่อเนื่อง และขึ้นทะเบียนตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย รวมถึงเชื่อมกับกระทรวง พม.ได้ในอนาคต จะช่วยให้หน่วยงานเหล่านี้สามารถรับงบประมาณจากหลายแหล่ง และบริหารจัดการได้คล่องตัวมากขึ้น

“ถ้าทำให้เป็นนิติบุคคลที่ถูกกฎหมาย รับงบได้หลายทาง ขั้นตอนจะลดลง คนเข้ามาช่วยมากขึ้น แล้วระบบดูแลกลุ่มเปราะบางจะเดินได้จริง”

#เก็บตกจากวชิรวิทย์

https://www.facebook.com/share/p/1DxBmo95yJ/?mibextid=wwXIfr

🧖‍♂️ ส่องบทบาท Caregiver ก่อนมี “อาสาพยาบาล”

ผอ.รพ.แก่งคอย เสนอ “แก่งคอยโมเดล” ! รื้อระบบดูแลกลุ่มเปราะบาง ตั้ง “ศูนย์คุณภาพชีวิตตำบล” รวมทุกส่วนงาน สธ. - มท. - พม. - อบต. จบปัญหาทำงานซ้ำซ้อน รองรับงบประมาณจากหลายแหล่ง บริหารจัดการได้คล่องตัว

นพ.ประสิทธิ์ชัย มั่งจิตร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลแก่งคอย ให้สัมภาษณ์สะท้อนภาพระบบดูแลผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบางในชุมชนไทย โดยระบุว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ ท่ามกลางปัญหา “เด็กเกิดน้อย” ทำให้ภาระการดูแลผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ระบบดูแลระยะยาวจำเป็นต้องอาศัยทั้งครอบครัว ชุมชน อาสาสมัคร และหน่วยงานท้องถิ่นทำงานร่วมกัน

◤ ชี้ “ครอบครัว” คือด่านแรกดูแลผู้สูงอายุ

นพ.ประสิทธิ์ชัย กล่าวว่า การดูแลผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง ควรเริ่มจากการดูแลตัวเองเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะพึ่งพิง แต่เมื่อเกิดการเจ็บป่วยขึ้นมาแล้ว ครอบครัวถือเป็นกลไกสำคัญที่สุดในการวางแผนดูแล ไม่ว่าจะเป็นลูกหลาน ญาติ หรือผู้ดูแลในครัวเรือน

“หลายครอบครัวต้องกลับมาคิดว่าใครจะเป็นคนดูแล มีลูกหลานหรือไม่ มีศักยภาพในการจ้างคนดูแลหรือเปล่า บางคนอาจใกล้เกษียณแล้วกลับมาอยู่บ้านเพื่อดูแลพ่อแม่ สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องของ family care โดยตรง”

เขาระบุว่า หลังจากระดับครอบครัวแล้ว ประเทศไทยยังมีจุดแข็งคือระบบอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน หรือ อสม. ที่กระจายอยู่ในชุมชน โดยเฉลี่ยหมู่บ้านหนึ่งมีประมาณ 10 คน ทำหน้าที่ดูแลด้านสุขภาพ คัดกรองโรค เฝ้าระวังสิ่งแวดล้อม และเยี่ยมเยียนประชาชน

อย่างไรก็ตาม อสม.ไม่ได้ทำหน้าที่เป็น “ผู้ดูแลเต็มเวลา” หรือ caregiver โดยตรง แต่เป็นกำลังสนับสนุนในระดับชุมชน

◤ อธิบายโครงสร้าง “Caregiver” ไทย มีทั้งวิชาชีพและภาคประชาชน

นพ.ประสิทธิ์ชัย อธิบายว่า คำว่า “Caregiver” เป็นคำรวมของคนดูแลผู้ป่วยและผู้สูงอายุ ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ได้แก่

● กลุ่มวิชาชีพ (Professional Caregiver) เช่น แพทย์ พยาบาล นักกายภาพบำบัด และบุคลากรสาธารณสุข
กลุ่มไม่ใช่วิชาชีพ เช่น ญาติ ลูกหลาน เพื่อนบ้าน หรือผู้ผ่านการอบรมระยะสั้นเพื่อช่วยดูแลผู้ป่วย

● ส่วนผู้ผ่านการอบรมหลักสูตร 70 ชั่วโมง หรือ 120 ชั่วโมงนั้น ถือเป็น caregiver ระดับกลางที่ผ่านการฝึกทักษะเฉพาะด้าน แม้ไม่ใช่วิชาชีพเต็มรูปแบบ แต่สามารถช่วยดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดบ้านติดเตียงได้

“ภาษาไทยง่ายๆ ก็คือคนดูแลคนป่วยทั้งหมด เพียงแต่ระดับความเชี่ยวชาญต่างกัน”

◤ ย้อนที่มา “อาสาสมัครบริบาลท้องถิ่น” จากความร่วมมือ สธ.-มหาดไทย

นพ.ประสิทธิ์ชัย กล่าวว่า ระบบอาสาสมัครบริบาลท้องถิ่น เริ่มต้นจากการที่กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมอนามัยและกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ พัฒนาหลักสูตรอบรม caregiver 70 ชั่วโมง ก่อนต่อยอดเป็น 120 ชั่วโมง เพื่อเพิ่มทักษะในการดูแลผู้สูงอายุ

ช่วงแรกยังไม่มีงบประมาณรองรับ เป็นเพียงการอบรมให้ อสม.หรือคนในชุมชนมีศักยภาพมากขึ้น ก่อนที่ภายหลังจะมีการประสานกับกระทรวงมหาดไทย จนเกิดงบประมาณสำหรับจ้าง “อาสาสมัครบริบาลท้องถิ่น” ผ่านองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) และเทศบาล

โดยผู้ผ่านอบรม 70 ชั่วโมง จะได้รับค่าตอบแทนประมาณ 5,000 บาทต่อเดือน ส่วนผู้ผ่าน 120 ชั่วโมง จะได้รับประมาณ 6,000 บาทต่อเดือน

“ตอนแรกส่วนกลางช่วยงบให้ แต่หลังจากนั้นท้องถิ่นต้องใช้งบตัวเองจ้างต่อ”

ผู้อำนวยการ รพ.แก่งคอย อธิบายว่า ระบบดูแลระยะยาวผู้สูงอายุ หรือ Long Term Care (LTC) ของ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ดำเนินมานานกว่า 10 ปี และมี “Care Plan” เป็นหัวใจสำคัญ

ระบบนี้เริ่มจากพยาบาลวิชาชีพในพื้นที่จัดทำแผนดูแลรายบุคคล ก่อนเสนอผ่าน อบต.หรือเทศบาล เพื่อขอรับงบประมาณจาก สปสช. จากนั้นจึงนำงบมาจัดบริการดูแลผู้ป่วยในชุมชน

ผู้ปฏิบัติงานในระบบ LTC อาจเป็น อสม.หรือ caregiver ที่ผ่านการอบรม ซึ่งรับค่าตอบแทนแบบรายวันหรือรายชั่วโมงตามแผนการดูแล ไม่ใช่การจ้างประจำรายเดือน

เขาย้ำว่า งบของ LTC และงบอาสาสมัครบริบาลท้องถิ่นเป็น “คนละก้อน” และมีโครงสร้างบริหารต่างกัน แม้จะทำงานกับกลุ่มเป้าหมายเดียวกัน

◤ เสนอ “อาสาพยาบาล” ต้องไม่จำกัดแค่คนจบปริญญา

นพ.ประสิทธิ์ชัย กล่าวถึงแนวคิด “อาสาพยาบาล” ที่กำลังถูกพูดถึงในระดับนโยบายว่า ยังไม่มีความชัดเจน แต่เชื่อว่ารัฐต้องการสร้างงานให้คนในพื้นที่ โดยเฉพาะผู้จบปริญญาตรี

อย่างไรก็ตาม เขามองว่า หากกำหนดคุณสมบัติเฉพาะผู้จบปริญญา อาจทำให้เกิดปัญหาขาดคนทำงานจริงในชุมชน เพราะหลายพื้นที่มีคนที่พร้อมดูแลแต่ไม่ได้จบระดับปริญญา

“จริงๆ แล้วอาจไม่จำเป็นต้องจบปริญญาก็ได้ อาจแบ่งระดับ เช่น จบปริญญาได้เงินเดือนหนึ่ง อีกแบบไม่จบก็อีกระดับ แต่ควรเปิดทางให้คนในพื้นที่เข้ามาทำงานได้”

เขาเสนอว่า แนวทางที่เหมาะสม คือการ “อัปเลเวล” caregiver เดิมหรืออาสาสมัครบริบาลท้องถิ่น ไปสู่อาสาพยาบาล มากกว่าการสร้างระบบใหม่แยกออกมา

พร้อมเตือนว่า หากรัฐบาลจะขับเคลื่อนนโยบายนี้ จำเป็นต้องตอบคำถามเรื่องงบประมาณระยะยาว เพราะหากมีการจ้างอาสาพยาบาลทุกตำบลทั่วประเทศ จะใช้งบจำนวนมหาศาล

◤ ชี้ผู้สูงอายุเพิ่มต่อเนื่อง ต้องขยายกำลังคนดูแล

นพ.ประสิทธิ์ชัย ระบุว่า โดยเฉลี่ย caregiver 1 คน ดูแลผู้ป่วยติดบ้านติดเตียงได้ประมาณ 4 คนเท่านั้น และในอนาคตจำนวนผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ความต้องการผู้ดูแลเพิ่มตาม

ดังนั้น การวางระบบจึงไม่สามารถคิดเพียง “หนึ่งหมู่บ้านต่อหนึ่งคน” แต่ต้องคำนวณจากจำนวนผู้ป่วยจริงในพื้นที่

◤ ดัน “ศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตระดับตำบล” เป็นศูนย์กลางดูแลกลุ่มเปราะบาง

นพ.ประสิทธิ์ชัย เสนอว่า ปัญหาปัจจุบันคือหลายหน่วยงานต่างทำงานเรื่องผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบางแยกกัน ทั้งกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ทำให้เกิดความซ้ำซ้อน

เขาจึงเสนอแนวคิด “Area-based Care” หรือการจัดระบบบนฐานพื้นที่ โดยใช้ระดับตำบลเป็นแกนกลาง เนื่องจากมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นนิติบุคคล มีงบประมาณ และสามารถบริหารจัดการคนในพื้นที่ได้

“จริงๆ ศูนย์ไม่จำเป็นต้องเป็นตึกใหญ่โต แต่คือกลุ่มคนที่มานั่งคุย วางแผน และจัดการร่วมกัน”

แนวคิดดังกล่าว คือการตั้ง “ศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิต” ระดับตำบล เพื่อรวบรวมทุกภาคส่วน ทั้ง อบต. รพ.สต. อสม. caregiver ภาคประชาชน และเอกชน มาทำงานร่วมกันภายใต้ฐานข้อมูลเดียวกัน

จากนั้นจึงกระจายคนดูแลตามจำนวนผู้ป่วยจริง หากกำลังคนไม่เพียงพอ ก็สามารถประสาน อสม.เข้ามาช่วยดูแลบางส่วนได้

“คนไข้ก็มีอยู่เท่านี้ คนทำงานก็มีอยู่เท่านี้ ถ้ารวมกันทำก็จบ ไม่ต้องต่างคนต่างทำจนซ้ำซ้อน”

◤ สระบุรีเดินหน้าต้นแบบ “ทุกคนต้องมีคนดูแล”

นพ.ประสิทธิ์ชัย เปิดเผยว่า จังหวัดสระบุรีกำลังเริ่มขับเคลื่อนแนวคิดดังกล่าว ภายใต้การผลักดันของผู้ว่าราชการจังหวัด ร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด และหน่วยงานท้องถิ่น

โดยตั้งเป้าหมายว่า ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง และกลุ่มเปราะบางทุกคน จะต้องมีระบบดูแลรองรับ

พร้อมมองว่า หากศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตระดับตำบลดำเนินการต่อเนื่อง และขึ้นทะเบียนตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย รวมถึงเชื่อมกับกระทรวง พม.ได้ในอนาคต จะช่วยให้หน่วยงานเหล่านี้สามารถรับงบประมาณจากหลายแหล่ง และบริหารจัดการได้คล่องตัวมากขึ้น

“ถ้าทำให้เป็นนิติบุคคลที่ถูกกฎหมาย รับงบได้หลายทาง ขั้นตอนจะลดลง คนเข้ามาช่วยมากขึ้น แล้วระบบดูแลกลุ่มเปราะบางจะเดินได้จริง”

#เก็บตกจากวชิรวิทย์ #นักข่าวสาธารณสุข

ศูนย์คุ้มครองสิทธิบัตรทองจังหวัดปทุมธานี ร่วมกับเทศบาลนครรังสิต สร้างความร่วมมือเครือข่ายผู้ให้บริการ เพื่อยกระดับการคุ้...
27/05/2026

ศูนย์คุ้มครองสิทธิบัตรทองจังหวัดปทุมธานี ร่วมกับเทศบาลนครรังสิต สร้างความร่วมมือเครือข่ายผู้ให้บริการ เพื่อยกระดับการคุ้มครองสิทธิประชาชน

วันที่ 26 พฤษภาคม 2569 ณ อาคารหอประชุม 100 ปี รังสิต จังหวัดปทุมธานี นายวรรณชัย อิทธิมณีสิริ
รองนายกเทศมนตรีนครรังสิต เป็นประธานเปิดการประชุมสร้างความรู้ความเข้าใจและการคุ้มครองสิทธิในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเชิงรุก ประจำปี 2569 ภายใต้โครงการสนับสนุนการมีส่วนร่วมของเครือข่ายภาคประชาชนฯของ สปสช.เขต 4 สระบุรี โดย น.ส.อรกัลยา พิชชาออน ประธานศูนย์คุ้มครองสิทธิบัตรทอง อ.เมืองปทุม นางปาณิช์ลิดา พืชน์เงิน ประธานศูนย์คุ้มครองสิทธิบัตรทอง อ.คลองหลวง นายชั้น รักสูงเนิน ประธานศูนย์คุ้มครองสิทธิบัตรทอง อ.ลาดหลุมแก้ว และผู้แทนประธานศูนย์คุ้มครองสิทธิบัตรทอง อ.ธัญบุรี เพื่อส่งเสริมความรู้ความเข้าใจด้านสิทธิหลักประกันสุขภาพ และพัฒนากลไกการคุ้มครองสิทธิของประชาชนในพื้นที่ มีผู้เข้าร่วมประชุมจากผู้แทน รพสต. สสอ. สสจ. อสม. และภาคประชาสังคม กว่า 70 คน

โอกาสนี้ นายวรรณชัย อิทธิมณีสิริ รองนายกเทศมนตรีนครรังสิต เป็นประธานกล่าวเปิดการประชุม พร้อมเน้นย้ำความสำคัญของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยบริการสุขภาพ ภาคีเครือข่าย และภาคประชาชน เพื่อยกระดับคุณภาพการให้บริการและการคุ้มครองสิทธิในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม

ภายในงานมีการบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับสถานการณ์สิทธิบัตรทอง แนวทางการส่งเสริมการมีส่วนร่วมและการคุ้มครองสิทธิในระบบหลักประกันสุขภาพ รวมถึงการนำเสนอผลการดำเนินงานและความสำเร็จในการจัดการเรื่องร้องเรียน โดยวิทยากรจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เขต 4 สระบุรี โดยนายจักรินทร์ ฆ้องวงษ์ ผู้จัดการ สปสช.เขต 4 สระบุรี และคณะเจ้าหน้าที่ของ สปสช.เขต 4 สระบุรี และศูนย์คุ้มครองสิทธิบัตรทอง

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมแบ่งกลุ่มเรียนรู้แบบ Active Learning เพื่อวิเคราะห์กรณีตัวอย่างเรื่องร้องเรียน และร่วมกันหาแนวทางแก้ไขปัญหา ตลอดจนกิจกรรมฐานเรียนรู้เกี่ยวกับบทบาทผู้ให้บริการในระบบบัตรทอง

การจัดกิจกรรมครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งให้เครือข่ายคุ้มครองสิทธิในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พร้อมขับเคลื่อนการบริการสุขภาพที่มีคุณภาพ โปร่งใส และตอบสนองต่อสิทธิของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

ศูนย์คุ้มครองสิทธิบัตรทองจังหวัดนนทบุรี “เปิดเวทีแลกเปลี่ยนความร่วมมือคุ้มครองสิทธิบัตรทอง ยกระดับบริการสุขภาพประชาชน”  ...
27/05/2026

ศูนย์คุ้มครองสิทธิบัตรทองจังหวัดนนทบุรี
“เปิดเวทีแลกเปลี่ยนความร่วมมือคุ้มครองสิทธิบัตรทอง
ยกระดับบริการสุขภาพประชาชน”
สปสช.เขต 4-อบจ.นนทบุรี ร่วมสนับสนุน

วันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ณ ห้องประชุมองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี นพ.ณรงค์ ตั้งตรงไพโรจน์ รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ “การสร้างการรับรู้เกี่ยวกับสิทธิหลักประกันสุขภาพและความสัมพันธ์อันดี เพื่อให้เกิดการคุ้มครองสิทธิในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ระหว่างศูนย์คุ้มครองสิทธิบัตรทองและเครือข่ายผู้ให้บริการในพื้นที่” พร้อมรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมี นายจักรินทร์ ฆ้องวงษ์ ผู้จัดการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เขต 4 สระบุรี ร่วมบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับสิทธิหลักประกันสุขภาพและแนวทางการคุ้มครองสิทธิของประชาชนในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

ในการนี้ นางจินตนา กวาวปัญญา ประธานศูนย์คุ้มครองสิทธิบัตรทองจังหวัดนนทบุรี กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์ของการจัดประชุม ภายใต้โครงการสนับสนุนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เขต 4 สระบุรี ซึ่งมุ่งส่งเสริมความรู้ความเข้าใจด้านสิทธิหลักประกันสุขภาพ สร้างความร่วมมือระหว่างศูนย์คุ้มครองสิทธิ หน่วยบริการ และภาคีเครือข่ายในพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนได้รับการคุ้มครองสิทธิอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม

ทั้งนี้ มีผู้แทนหน่วยบริการสุขภาพทุกประเภท ประธานอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และภาคีเครือข่ายในพื้นที่ เข้าร่วมประชุมกว่า 60 คน เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เสริมสร้างความเข้าใจ และพัฒนาความร่วมมือในการดำเนินงานคุ้มครองสิทธิในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

ThaiPBS ลงพื้นที่สระบุรีชมโมเดล “สระบุรีต้นแบบ Care Giver ยกระดับระบบ LTC ดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดบ้านติดเตียงในชุมชน...
27/05/2026

ThaiPBS ลงพื้นที่สระบุรีชมโมเดล “สระบุรีต้นแบบ Care Giver ยกระดับระบบ LTC ดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดบ้านติดเตียงในชุมชน ผ่านกลไกศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ คนพิการ และบุคคลที่มีภาวะพึ่งพิงตำบลชำผักแพว

เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2569 ณ ศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ คนพิการ และบุคคลที่มีภาวะพึ่งพิงตำบลชำผักแพว องค์การบริหารส่วนตำบลชำผักแพว อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี โดย นายธนกฤต อัตถะสัมปุณณะ รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสระบุรี พร้อมด้วย นพ.ธนกร ศรัณยภิญโญ นายแพทย์สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสระบุรี นพ.ประสิทธิชัย มั่งจิตร์ รอง นพ.สสจ. /ผอ.รพ.แก่งคอย นางสุวรรณี ศรีปราชญ์ ผู้อำนวยการกลุ่ม สปสช.เขต 4 สระบุรี นางสาวณัฐรดา กล้าหาญ นายก อบต.ชำผักแพว และนายธวัชชัย วงษ์ลี ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลชำผักแพว
ให้การต้อนรับคณะเยี่ยมชมการดำเนินงานศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ คนพิการ และบุคคลที่มีภาวะพึ่งพิง ในกิจกรรม “สื่อมวลชนสัญจร” ในประเด็น “CG ผู้ดูแลใกล้ชิดชุมชน : พลังคนตัวเล็กที่ยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง” ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของระบบดูแลระยะยาว (Long Term Care: LTC) ในระดับชุมชน

กิจกรรมดังกล่าวมีการลงพื้นที่ของสื่อมวลชน นำโดย นายวชิรวิทย์ เลิศบำรุงชัย จาก Thai Public Broadcasting Service พร้อมด้วยผู้บริหารจากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสระบุรี และ สปสช.เขต 4 สระบุรี รวมถึงคณะสื่อมวลชน เพื่อรับฟังและติดตามการดำเนินงานเชิงพื้นที่

ภายในกิจกรรม คณะผู้เข้าร่วมได้รับการต้อนรับจากนายกองค์การบริหารส่วนตำบลชำผักแพว และรับฟังการนำเสนอการดำเนินงานของศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ คนพิการ และบุคคลที่มีภาวะพึ่งพิงตำบลชำผักแพว โดยเน้นการบูรณาการการดูแลผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้มีภาวะพึ่งพิงในพื้นที่อย่างเป็นระบบ

จากนั้น คณะได้ลงพื้นที่เยี่ยมชมการดำเนินงานของศูนย์ฯ และกรณีตัวอย่างผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดบ้านติดเตียงที่ได้รับการดูแลจาก Care Giver ในชุมชน ครอบคลุมการปฐมพยาบาลเบื้องต้น การประเมินและคัดกรองภาวะสุขภาพผู้สูงอายุ การใช้เครื่องมือประเมินสุขภาพ ตลอดจนการดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) สำหรับผู้ป่วยระยะท้าย

นอกจากนี้ ยังมีการสัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้องจากหลายภาคส่วน ได้แก่ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้บริหารสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ผู้บริหาร สปสช. เขต 4 สระบุรี ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลชำผักแพว รวมถึง Care Giver ผู้สูงอายุ และครอบครัว เพื่อสะท้อนบทบาทความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนระบบ LTC ในระดับพื้นที่

กิจกรรมดังกล่าวสะท้อนบทบาทสำคัญของ Care Giver ในฐานะกลไกหลักของระบบสุขภาพชุมชน ที่ช่วยเพิ่มการเข้าถึงบริการ ลดภาระสถานพยาบาล และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดบ้านติดเตียงได้อย่างเป็นรูปธรรม

สปสช. ชวนคนไทยเปิด “กระเป๋าสุขภาพ” บนแอปฯ เป๋าตังเช็กสิทธิ นัดหมาย ใช้บริการ และดูข้อมูลสุขภาพ ครบในมือถือสปสช. ชวนประชา...
26/05/2026

สปสช. ชวนคนไทยเปิด “กระเป๋าสุขภาพ” บนแอปฯ เป๋าตัง
เช็กสิทธิ นัดหมาย ใช้บริการ และดูข้อมูลสุขภาพ ครบในมือถือ

สปสช. ชวนประชาชนใช้เมนู “กระเป๋าสุขภาพ” บนแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ช่องทางดิจิทัลที่ช่วยให้ประชาชนตรวจสอบสิทธิสุขภาพ นัดหมายบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ใช้บริการกรณีเจ็บป่วยเล็กน้อย พบเภสัชกรที่ร้านยา พบแพทย์ออนไลน์ และดูข้อมูลสุขภาพผ่าน PHR / HIE / Health Link ได้สะดวกในมือถือ ตามเงื่อนไขสิทธิของแต่ละบุคคล

ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ในฐานะโฆษก สปสช. กล่าวว่า ปัจจุบันประชาชนสามารถเข้าถึงสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพได้สะดวกมากขึ้นผ่านช่องทางดิจิทัล โดยเฉพาะเมนู “กระเป๋าสุขภาพ” บนแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ซึ่งเป็นช่องทางที่รวบรวมข้อมูลสิทธิสุขภาพและบริการสุขภาพที่ประชาชนสามารถใช้ได้ตามเงื่อนไขของสิทธิ ช่วยให้ประชาชนตรวจสอบรายการบริการที่ตนเองมีสิทธิ นัดหมายเพื่อรับบริการ ค้นหาหน่วยบริการหรือร้านยาที่เข้าร่วม และติดตามข้อมูลสุขภาพของตนเองได้ในช่องทางเดียว

ทพ.อรรถพร กล่าวว่า หลายบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคที่ประชาชนสามารถใช้บริการตามสิทธิได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เช่น การตรวจหาเชื้อไวรัสเอชพีวี เพื่อคัดกรองมะเร็งปากมดลูก การฉีดวัคซีนตามสิทธิและกลุ่มเป้าหมาย ชุดตรวจคัดกรองสุขภาพด้วยตนเอง บริการทันตกรรม หรือบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคอื่นๆ สามารถตรวจสอบสิทธิและนัดหมายรับบริการผ่านเมนู “กระเป๋าสุขภาพ” ได้ โดยระบบจะแสดงรายการบริการที่เหมาะสมกับสิทธิ อายุ กลุ่มเป้าหมาย และเงื่อนไขของแต่ละบุคคล รวมถึงช่วยค้นหาหน่วยบริการที่เข้าร่วมใกล้บ้าน และในบางบริการสามารถเลือกวัน เวลา เพื่อนัดหมายล่วงหน้าได้

“หัวใจสำคัญของกระเป๋าสุขภาพ คือการทำให้ประชาชนรู้สิทธิของตัวเอง และใช้สิทธิได้ง่ายขึ้น เพราะหลายคนมีสิทธิด้านสุขภาพอยู่แล้ว แต่ไม่ทราบว่าจะต้องไปใช้บริการที่ไหน ใช้อย่างไร หรือมีบริการอะไรบ้าง แอปฯ เป๋าตังจึงเป็นอีกช่องทางที่ช่วยเชื่อมประชาชนกับบริการสุขภาพในระบบ ทำให้การดูแลสุขภาพไม่ใช่เรื่องยุ่งยาก และไม่ต้องรอให้ป่วยหนักก่อนจึงเข้ารับบริการ” ทพ.อรรถพร กล่าว

สำหรับการใช้งาน ประชาชนสามารถเปิดแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” จากนั้นเลือกเมนู “กระเป๋าสุขภาพ” และเลือกบริการที่ต้องการ เช่น หมวด “สิทธิสุขภาพดีป้องกันโรค” เพื่อตรวจสอบบริการที่ตนเองสามารถใช้สิทธิได้ ไม่ว่าจะเป็นบริการตรวจคัดกรองสุขภาพ บริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค วัคซีนตามกลุ่มเป้าหมาย หรือบริการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยสามารถค้นหาหน่วยบริการใกล้บ้าน และจองคิวนัดหมายล่วงหน้าได้ในบางรายการ ช่วยลดระยะเวลารอคิวและเพิ่มความสะดวกในการรับบริการ

นอกจากนี้ “กระเป๋าสุขภาพ” ยังมีบริการสำหรับประชาชนที่มีอาการเจ็บป่วยเล็กน้อย โดยสามารถเข้าเมนู “เจ็บ ไข้ ไอ ปวด ต้องการพบแพทย์หรือเภสัชกร” เพื่อประเมินอาการเบื้องต้นผ่านระบบ AI จากนั้นระบบจะแนะนำช่องทางรับบริการที่เหมาะสม เช่น การพบเภสัชกรที่ร้านยา การพบแพทย์ออนไลน์ หรือการค้นหาหน่วยบริการใกล้บ้าน

ทพ.อรรถพร กล่าวว่า สำหรับผู้มีสิทธิบัตรทอง เมื่อระบบประเมินแล้วเข้าเงื่อนไขการรับบริการที่ร้านยา ประชาชนสามารถเลือกนัดหมายร้านยาที่เข้าร่วมบริการใกล้บ้าน และเมื่อถึงวันนัดหมายสามารถไปพบเภสัชกรเพื่อรับคำแนะนำและรับยาตามเงื่อนไขบริการ โดยมีขั้นตอนยืนยันตัวตนและยืนยันการใช้สิทธิผ่านแอปฯ เป๋าตัง ซึ่งช่วยให้การใช้บริการมีความสะดวก ถูกต้อง และลดภาระการเดินทางไปโรงพยาบาลในกรณีอาการเจ็บป่วยเล็กน้อยที่สามารถดูแลในระดับปฐมภูมิได้

อีกบริการหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการใช้สิทธิของประชาชน คือการตรวจสอบรายการใช้สิทธิค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยนอกผ่านแอปฯ โดยในกรณีที่หน่วยบริการส่งข้อมูลเข้าระบบแล้ว ประชาชนสามารถตรวจสอบรายละเอียดการใช้สิทธิ ยืนยันการใช้สิทธิ

ทพ.อรรถพร กล่าวเพิ่มเติมว่า “กระเป๋าสุขภาพ” ยังช่วยให้ประชาชนติดตามข้อมูลสุขภาพของตนเองได้สะดวกขึ้น ทั้งการดูรายการนัดหมาย ประวัติการใช้สิทธิ ประวัติการชำระหรือเบิกค่ารักษา รวมถึงการตรวจสอบผลตรวจรักษาและข้อมูลสุขภาพผ่านระบบ PHR / HIE / Health Link เช่น ข้อมูลการรักษา ผลตรวจ รายการยา อาการแพ้ วัคซีน ผลแล็บ หรือข้อมูลสุขภาพที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนมีข้อมูลประกอบการดูแลสุขภาพของตนเอง และช่วยให้การดูแลต่อเนื่องมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ทั้งนี้ ผู้ที่ยังไม่เคยใช้งานสามารถสมัครใช้แอปฯ เป๋าตังและเมนู “กระเป๋าสุขภาพ” ได้ตามขั้นตอนของระบบ รวมถึงให้ความยินยอมที่เกี่ยวข้องกับการใช้ข้อมูลสุขภาพตามเงื่อนไขที่กำหนด เพื่อให้สามารถเข้าถึงบริการและดูข้อมูลสุขภาพที่เชื่อมโยงในระบบได้อย่างเหมาะสม

“สปสช. ขอเชิญชวนประชาชนเปิดแอปฯ เป๋าตัง เข้าเมนู ‘กระเป๋าสุขภาพ’ เพื่อตรวจสอบสิทธิสุขภาพของตนเอง เพราะสิทธิสุขภาพจำนวนมากเป็นสิทธิที่รัฐจัดไว้ให้ประชาชนอยู่แล้ว การรู้สิทธิ ใช้สิทธิอย่างถูกต้อง และเข้าถึงบริการได้เร็วขึ้น จะช่วยให้ประชาชนดูแลสุขภาพได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ลดความเสี่ยงของการเจ็บป่วยรุนแรง และช่วยให้ระบบสุขภาพโดยรวมมีประสิทธิภาพมากขึ้น” ทพ.อรรถพร กล่าว

ทั้งนี้ การใช้สิทธิผ่าน “กระเป๋าสุขภาพ” เป็นไปตามเงื่อนไขของสิทธิประโยชน์ ประเภทบริการ กลุ่มอายุ กลุ่มเป้าหมาย สิทธิการรักษา และหน่วยบริการที่เข้าร่วมในแต่ละรายการ ประชาชนควรตรวจสอบรายละเอียดในแอปพลิเคชันก่อนเข้ารับบริการ เพื่อให้ได้รับบริการที่ตรงกับสิทธิของตนเอง

//////////25 พฤษภาคม 2569

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้ที่
•สายด่วน สปสช. 1330 โทรฟรี 24 ชั่วโมง
•หรือ LINE Official Account สปสช. พิมพ์ไลน์ไอดี
•หรือ Facebook สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ https://www.facebook.com/NHSO.Thailand

💙 ใช้สิทธิ “บัตรทอง 30 บาท”อยากเปลี่ยนโรงพยาบาลประจำตัว? 🏥ทำได้ง่าย ๆ ผ่าน📱 LINE สปสช. หรือ LINE ID : 📲 แอปฯ สปสช.เลือกเ...
26/05/2026

💙 ใช้สิทธิ “บัตรทอง 30 บาท”
อยากเปลี่ยนโรงพยาบาลประจำตัว? 🏥

ทำได้ง่าย ๆ ผ่าน
📱 LINE สปสช. หรือ LINE ID :
📲 แอปฯ สปสช.

เลือกเมนู “เปลี่ยนหน่วยบริการ” ✨
✔ ใช้สิทธิได้ทันที
✔ เปลี่ยนได้ 4 ครั้งต่อปี

#สิทธิบัตรทอง #บัตรทอง30บาท #เปลี่ยนหน่วยบริการ

26/05/2026
ตรวจมะเร็งปากมดลูก ง่าย ทำได้ด้วยตัวเอง ฟรี สปสช.เขต4(สระบุรี)ร่วมกับภาคเอกชน พรีไซซ จัดกิจกรรมนี้เพื่อพนักงานสตรีของบริ...
26/05/2026

ตรวจมะเร็งปากมดลูก ง่าย ทำได้ด้วยตัวเอง ฟรี สปสช.เขต4(สระบุรี)ร่วมกับภาคเอกชน พรีไซซ จัดกิจกรรมนี้เพื่อพนักงานสตรีของบริษัท ที่ต.บ้านใหม่ อ.เมือง จ.ปทุมธานีนะจะบอกให้

ตรวจมะเร็งปากมดลูก ง่าย ทำได้ด้วยตัวเอง ฟรี สปสช.เขต4(สระบุรี)ร่วมกับภาคเอกชน พรีไซซ จัดกิจกรรมนี้เพื่อพนั.....

ที่อยู่

Phichai Narong Songkhram 1
Mueang Saraburi District
18000

เบอร์โทรศัพท์

+6636213289

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ สปสช.เขต 4 สระบุรีผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์