ศูนย์การเรียนรู้ดาราศาสตร์และหอดูดาว เฉลิมพระเกียรติฯ

ศูนย์การเรียนรู้ดาราศาสตร์และหอดูดาว เฉลิมพระเกียรติฯ เปิดจันทร์-ศุกร์ เวลาราชการ ติดต่อ 054

ให้นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไปได้เรียนรู้เรื่องดาราศาสตร์ ระบบสุริยจักรวาล จัดแสดงภาพยนตร์ให้ความรู้ด้านดาราศาสตร์ ภายในประกอบด้วย อาคารจัดแสดง รูปโดมทรงกลม จัดแสดงในระบบดิจิตอล ระบบ 3 มิติที่ทันสมัยสามารถฉายดวงดาวได้ตามจริง สำหรับการแสดงการดูดวงดาวในแต่ละพื้นที่ในทุกภูมิภาคของเมืองไทยและทั่วโลก รวมถึงสามารถจัดฉายภาพยนตร์ 360 องศา หรือแบบเต็มโดมได้อีกด้วย รองรับผู้เข้าชมได้รอบละ 34 คน

น้องๆ มาไกลจาก อ.บ้านหลวง รร.บ้านฟ้า
14/03/2026

น้องๆ มาไกลจาก อ.บ้านหลวง รร.บ้านฟ้า

22/02/2023

โทรมาสอบถามการจองคิว หรือติดต่อได้ที่เบอร์

088-514-0269

คุณนราธิป

08/01/2023

ในตอนกลางวันแดดเปรี้ยง คุณผู้อ่านคงเคยเห็นภาพ “แอ่งน้ำ” …

08/01/2023
31/07/2019

#แบบจำลองใหม่ พบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะความหนาแน่นต่ำหลายดวง

แบบจำลองทางคอมพิวเตอร์ที่สร้างจากการหา #ดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ โดยวิธีการผ่านหน้า (Transit Method) ของกล้องโทรทรรศน์อวกาศเคปเลอร์ พบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะที่มีความหนาแน่นต่ำหลายดวง

วิธีการผ่านหน้าเป็นการวัดปริมาณแสงที่ลดลงของดาวฤกษ์ดวงแม่ เมื่อดาวเคราะห์เคลื่อนที่ผ่านหน้าดาวฤกษ์ ปริมาณแสงของดาวฤกษ์ดวงแม่ที่ลดลงสามารถบอกขนาดของดาวเคราะห์และรายละเอียดอื่น ๆ ได้ แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าดาวเคราะห์มีมวลเท่าใด ดังนั้นนักดาราศาสตร์จึงใช้วิธีวัดความเร็วในแนวเล็ง (Radial Velocity) หาค่ามวลของดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ โดยการวัดการส่ายของดาวฤกษ์ดวงแม่ เมื่อทราบรัศมีและมวลของดาวเคราะห์ก็จะสามารถหาค่าความหนาแน่นเฉลี่ยของดาวเคราะห์ได้ จากความหนาแน่นจะทำนายองค์ประกอบของดาวเคราะห์ดวงนั้นได้

ประมาณ15 ปีที่ผ่านมา นักดาราศาสตร์จากศูนย์ดาราศาสตร์ฟิสิกส์ฮาร์วาร์ด-สมิธโซเนียน (Harvard-Smithsonian Center for Astrophysics หรือ CfA) ได้สร้างแบบจำลองทางคอมพิวเตอร์ขึ้นมาเพื่อทำนายมวลของดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ และยืนยันความถูกต้องของแบบจำลองด้วยวิธีวัดความเร็วในแนวเล็ง แบบจำลองจะทำให้นักวิจัยสามารถทำนายมวลของดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะได้ เพียงใช้ข้อมูลจากการวัดโดยวิธีการผ่านหน้าเพียงวิธีเดียว

จากแบบจำลองทางคอมพิวเตอร์นี้ทำให้พบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะที่มีความหนาแน่นต่ำมากมาย เช่น ระบบเคปเลอร์-9 (Kepler-9) มีดาวเคราะห์สองดวงที่มีความหนาแน่น 0.42 และ 0.31 กรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตร นับว่ามีความหนาแน่นต่ำมาก เมื่อเทียบกับดาวเคราะห์หินแบบโลกที่มีความหนาแน่น 5.51 กรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตร ส่วนดาวเสาร์ เป็นดาวที่มีความหนาแน่นน้อยที่สุดในระบบสุริยะ ยังมีความหนาแน่น 0.69 กรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตร ในขณะที่น้ำมีความหนาแน่น 1 กรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตร

เรียบเรียง : พัชริดา ยั่งยืนเจริญสุข
เจ้าหน้าที่สารสนเทศดาราศาสตร์ - สดร.
อ้างอิง : https://www.cfa.harvard.edu/news/su201924

18/06/2019
24/05/2019

#สวัสดีวันจันทร์ #ด้วยเรื่องราวดวงจันทร์ของดาวอังคาร😁

ภาพจันทร์เต็มดวงบนดาวอังคาร เผยอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงไป

24 เมษายน 2562 - ยานอวกาศ มาร์ส โอดีสซีย์ (Mars Odyssey) ขององค์การนาซา (Nasa) สามารถบันทึกภาพดวงจันทร์โฟบอส (Phobos) เต็มดวงได้เป็นครั้งแรก แสดงให้เห็นอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงไป

ยานอวกาศ มาร์ส โอดีสซีย์ เริ่มศึกษาดวงจันทร์ของดาวอังคาร ตั้งแต่เดือนกันยายน 2560 จนถึงปัจจุบัน โดยกล้องถ่ายภาพความร้อน (THEMIS) บนยานได้บันทึกภาพที่แสดงให้เห็นรูปร่างและอุณหภูมิพื้นผิวของดวงจันทร์โฟบอส ในแต่ละช่วงเวลาไว้

ภาพที่บันทึกล่าสุด (ภาพขวา) เป็นภาพขณะดวงจันทร์โฟบอสอยู่ในตำแหน่งตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ จึงสว่างเต็มดวง ทำให้พบว่า บริเวณใจกลางนั้นมีอุณหภูมิสูงกว่าบริเวณอื่น ซึ่งนักดาราศาสตร์สันนิษฐานว่า อุณหภูมิที่สูงบริเวณใจกลางอาจมาจากส่วนประกอบของเหล็กและนิกเกิลที่เป็นองค์ประกอบหลักของดาวเคราะห์น้อย

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากการสำรวจครั้งนี้ยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันได้ว่า ดวงจันทร์โฟบอสมีต้นกำเนิดมาจากแถบดาวเคราะห์น้อย หรือเกิดจากเศษวัตถุจากดาวอังคาร ปัจจุบันนักดาราศาสตร์กำลังรวบรวมข้อมูลเพื่อต่อยอดภารกิจสำรวจ และมีแนวโน้มว่า ในปี พ.ศ. 2563 ยานอวกาศของญี่ปุ่นจะทำภารกิจลงจอดบนพื้นผิว เพื่อศึกษาองค์ประกอบและต้นกำเนิดของดวงจันทร์โฟบอสต่อไป

ยานอวกาศ มาร์ส โอดีสซีย์ ปฏิบัติภารกิจโคจรรอบดาวอังคารเป็นเวลา 18 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ.2544 ในแต่ละเดือนได้ถ่ายภาพพื้นผิวของดาวอังคารหลายพันภาพ ช่วยให้นักดาราศาสตร์สามารถคำนวณสถานที่ลงจอดสำหรับภารกิจในอนาคต และยังทำหน้าที่สำคัญในการส่งต่อข้อมูลที่ได้ให้แก่ยานอินไซต์ (InSight) แต่สำหรับการศึกษาดวงจันทร์โฟบอส นั้นยังนับว่าเป็นสิ่งใหม่สำหรับยานอวกาศ มาร์ส โอดีสซีย์

เรียบเรียง : กฤษดา รุจิรานุกูล - เจ้าหน้าที่สารสนเทศดาราศาสตร์ สดร.
อ้างอิง :https://www.nasa.gov/feature/jpl/why-this-martian-full-moon-looks-like-candy

17/05/2019
17/05/2019

งานวิจัยล่าสุดชี้ว่า "ดวงจันทร์" ซึ่งเป็นดาวบริวารของโลกกำลังค่อยๆ หดตัวเล็กลงอย่างต่อเนื่อง หลังจากนักว...

wow
20/03/2019

wow

นาซาแถลง... พบอนุภาคพ่นออกจากพื้นผิวดาวเคราะห์น้อยเบนนู !!

วันที่ 20 มีนาคม 2562 เวลาประมาณ 00.24 น. ตามเวลาประเทศไทย นาซาแถลงข่าว ยานโอไซริส-เร็กซ์ ค้นพบว่า ดาวเคราะห์น้อยเบนนูพ่นอนุภาคออกจากพื้นผิวสู่อวกาศ และภาพถ่ายความละเอียดสูงยังแสดงให้เห็นสภาพพื้นผิวขรุขระ ซึ่งต่างจากที่คาดการ์ไว้มาก สร้างความท้าทายแก่ยานในการร่อนลงสัมผัสพื้นผิวเพื่อเก็บตัวอย่าง

ยานโอไซริส-เร็กซ์ (OSIRIS-REx) เป็นยานสำรวจดาวเคราะห์น้อยขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา หรือ นาซา ถูกส่งไปสำรวจดาวเคราะห์น้อยเบนนู (Bennu) ตั้งแต่เดือนกันยายน 2559 มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อศึกษาและเก็บตัวอย่างหินบนดาวเคราะห์น้อย และจะกลับมายังโลกภายในปี พ.ศ. 2566

#ดาวเคราะห์น้อยเบนนู เป็นดาวเคราะห์น้อยประเภท C (C-type, carbonaceous asteroid) คือ ดาวเคราะห์น้อยที่มีธาตุคาร์บอนเป็นองค์ประกอบหลัก ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 492 เมตร มีวงโคจรรอบดวงอาทิตย์อยู่ระหว่างโลกและดาวอังคาร ก่อนหน้านี้ยานโอไซริส-เร็กซ์ได้ค้นพบว่าดาวเคราะห์น้อยเบนนูมีแร่ธาตุบางชนิดที่บ่งชี้ว่าบนพื้นผิวเคยมีน้ำอยู่

แต่...ดาวเคราะห์น้อยดวงนี้มีขนาดเล็กเกินกว่าที่น้ำจะคงอยู่ได้ในสภาวะของเหลว นักวิทยาศาสตร์จึงเชื่อว่า ในอดีตดาวเคราะห์น้อยเบนนูอาจเป็นดาวเคราะห์น้อยที่มีขนาดใหญ่กว่าที่เป็นอยู่

ล่าสุด !! การค้นพบอนุภาคที่พ่นออกมาจากพื้นผิวดาวเคราะห์น้อยเบนนูสร้างความประหลาดใจแก่นักวิทยาศาสตร์อย่างมาก ขณะนี้ทีมนักวิจัยกำลังเร่งหาสาเหตุที่แท้จริง ทั้งนี้ ไม่ได้เป็นอันตรายต่อยานสำรวจแต่อย่างใด

จากการวิเคราะห์พื้นผิวโดยรอบ พบว่าเต็มไปด้วยก้อนหินขนาดใหญ่ ทำให้ยานต้องปรับเปลี่ยนแผนการลงสัมผัสพื้นผิวเพื่อเก็บตัวอย่าง ซึ่งจะต้องอาศัยความแม่นยำที่มากขึ้นอีกด้วย

ยานโอไซริส-เร็กซ์ยังค้นพบอีกว่า คาบการหมุนรอบตัวเองของดาวเคราะห์น้อยมีการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากการแผ่รังสีของดวงอาทิตย์ เรียกว่า “Yarkovsky-O'Keefe-Radzievskii-Paddack effect (YORP)” ทำให้ทุก ๆ 100 ปี ดาวเคราะห์น้อยจะมีคาบการหมุนรอบตัวเองลดลงประมาณ 1 วินาที

ดาวเคราะห์น้อยทุกดวงก่อตัวขึ้นมาพร้อมกับดาวเคราะห์ดวงอื่น ๆ แต่เนื่องจากมีขนาดที่เล็กและไม่มีชั้นบรรยากาศ ทำให้ลักษณะภายนอกแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงนับตั้งแต่ระบบสุริยะก่อตัว การศึกษาวัตถุประเภทนี้จึงเปรียบได้กับการศึกษาวัตถุโบราณที่ปราศจากสิ่งเจือปน ที่จะเป็นกุญแจสำคัญในการไขความลับการกำเนิดระบบสุริยะ

อ้างอิง :
[1] https://www.nasa.gov/press-release/nasa-mission-reveals-asteroid-has-big-surprises
[2] https://www.nasa.gov/press-release/nasa-s-newly-arrived-osiris-rex-spacecraft-already-discovers-water-on-asteroid

เรียบเรียง : ธนกร อังค์วัฒนะ - เจ้าหน้าที่สารสนเทศดาราศาสตร์ สดร.

ที่อยู่

องค์การบริหารส่วนจังหวัดน่าน
Muang Nan
55000

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 16:30
อังคาร 08:30 - 16:30
พุธ 08:30 - 16:30
พฤหัสบดี 08:30 - 16:30
ศุกร์ 08:30 - 16:00

เบอร์โทรศัพท์

+6654783983

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ศูนย์การเรียนรู้ดาราศาสตร์และหอดูดาว เฉลิมพระเกียรติฯผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์