พรรคประชาชน แม่ฮ่องสอน People's Party MHS

พรรคประชาชน แม่ฮ่องสอน People's Party MHS เผยแพร่แนวคิด นโยบาย และความเคลื่อนไหวของพรรคประชาชน จังหวัดแม่ฮ่องสอน

วันนี้วันสุดท้ายแล้วของการลงทะเบียนไทยช่วยไทย ใครที่ทำไม่เป็นและอยากจะร่วมเข้าใช้สิทธิ์สามารถแวะให้ทีมงานพรรคประชาชนแม่ฮ...
29/05/2026

วันนี้วันสุดท้ายแล้วของการลงทะเบียนไทยช่วยไทย ใครที่ทำไม่เป็นและอยากจะร่วมเข้าใช้สิทธิ์สามารถแวะให้ทีมงานพรรคประชาชนแม่ฮ่องสอน อาสาช่วยได้เลยครับ เปิดถึง 16.00 น. สโมสรอยู่ตรงข้ามวัดปางล้อก่อนถึง4แยกตลาดนัดเย็น หรือ ตามหมุดตำแหน่งนี้เลยครับ
https://maps.app.goo.gl/esFHnkauUjFpxtcs7?g_st=ic

ตอนนี้สโมสรพรรคประชาชนแม่ฮ่องสอนเปิดแล้วนะครับ ชาวแม่ฮ่องสอนท่านใด ลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัสไม่เป็น ทีมงานพรรคประชาชนแม่ฮ่...
28/05/2026

ตอนนี้สโมสรพรรคประชาชนแม่ฮ่องสอนเปิดแล้วนะครับ
ชาวแม่ฮ่องสอนท่านใด ลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัสไม่เป็น ทีมงานพรรคประชาชนแม่ฮ่องสอน อาสาช่วยครับ อย่าเสี่ยงลงเอง หากยังไม่เข้าใจระบบเสี่ยงอาจจะทำให้ถูกตัดสิทธิ์ได้ครับ แวะมาได้ที่สโมสรพรรคประชาชนแม่ฮ่องสอน
สโมสรอยู่ตรงข้ามวัดปางล้อก่อนถึง4แยกตลาดนัดเย็น หรือ ตามหมุดตำแหน่งนี้เลยครับ
https://maps.app.goo.gl/esFHnkauUjFpxtcs7?g_st=ic

27/05/2026

ชาวแม่ฮ่องสอนท่านใด ลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัสไม่เป็น ทีมงานพรรคประชาชนแม่ฮ่องสอน อาสาช่วยครับ อย่าเสี่ยงลงเอง หากยังไม่เข้าใจระบบเสี่ยงอาจจะทำให้ถูกตัดสิทธิ์ได้ครับ
แวะมาได้ที่สโมสรพรรคประชาชนแม่ฮ่องสอน ตั้งแต่วันที่ 28-29 พฤษภาคม เปิด
ตั้งแต่ 10.00น. - 16.00น.ครับ

21/05/2026

พื้นที่ทำกินแถวไหนที่ถูกน้ำท่วมเมื่อปีที่แล้ว ยังไม่ได้รับความช่วยเหลือด้านการฟื้นฟูพื้นที่บ้าง ช่วยส่งข้อมูลให้แอดมินในแชทหน่อยค่ะ ต้องการข้อมูลด่วน

แอดมินสนับสนุน สส.แม็กกี้นะครับ🤣
20/05/2026

แอดมินสนับสนุน สส.แม็กกี้นะครับ🤣

ถ้าอภิปรายเรื่องผลไม้ เราจะแต่งแบบนี้กันได้มั้ย

 #หลักการบริหารราชการ  #ตรวจสอบรัฐบาล
20/05/2026

#หลักการบริหารราชการ #ตรวจสอบรัฐบาล

[ รัฐบาลกำลังกระทำการมิบังควร เสี่ยงละเมิดหลักการประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ]
ในการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เพื่อเตรียมรับมือภัยแล้งปี 2569 เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคมที่ผ่านมา ถือเป็นกลไกปกติของรัฐบาลในฐานะฝ่ายบริหารที่มีหน้าที่กำหนดนโยบายและมาตรการรับมือวิกฤตตามฤดูกาล
แต่สิ่งที่ไม่ปกติและแทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน คือการปรากฏตัวของคณะองคมนตรีหลายท่าน ได้แก่ พลากร สุวรรณรัฐ, พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข, พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา, พลเอก ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ, พลเอก ไพบูลย์ คุ้มฉายา, พลเรือเอก พงษ์เทพ หนูเทพ, พลเอก เฉลิมชัย สิทธิสาท, พลอากาศเอก จอม รุ่งสว่าง และเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ได้เข้าร่วมประชุมเพื่อ “ให้กำลังใจและคำแนะนำ” ในการรับมือภัยแล้งครั้งนี้
มองเผินๆ นี่อาจดูเหมือนความห่วงใยต่อประชาชนในยามวิกฤต แต่ในอีกด้านหนึ่ง การที่องคมนตรีเข้า "คลุกวงใน" กับการทำงานของฝ่ายบริหารอย่างใกล้ชิดเช่นนี้ ชวนให้ตั้งคำถามสำคัญถึงความเหมาะสมในทางหลักการ
ตามหลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พระมหากษัตริย์ทรงดำรงสถานะอยู่เหนือการเมือง เพื่อรักษาความเป็นกลางและเสถียรภาพของสถาบันโดยไม่ทรงเข้ามาข้องเกี่ยวโดยตรงกับอำนาจบริหาร
ขณะที่องคมนตรี ซึ่งมีขอบเขตหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญชัดเจนว่าเป็นผู้ถวายคำปรึกษาต่อพระมหากษัตริย์ ย่อมต้องวางตัวเป็นกลางเพื่อรักษาดุลยภาพนั้น และต้องไม่มีบทบาททางการเมืองเด่นชัดต่อสาธารณะอันอาจถูกตีความได้ว่าเป็นการแทรกแซงฝ่ายบริหาร
ในความเป็นจริง เส้นแบ่งระหว่างการ “ให้คำแนะนำ” กับ “การมีอิทธิพลต่อการบริหารราชการแผ่นดิน” นั้นบางเบาอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในบริบทสังคมไทย “คำแนะนำ” จากผู้สวมหัวโขนที่ปรึกษาของพระมหากษัตริย์ ย่อมถูกปฏิเสธได้ยาก และมักได้รับน้ำหนักเหนือกว่าข้อสั่งการหรือแนวนโยบายของผู้ปฏิบัติงานจริงที่หน้างาน
คำถามสำคัญคือ รัฐบาลและข้าราชการในที่ประชุม บกปภ.ช. จะสามารถปฏิเสธหรือตั้งคำถามต่อ “คำแนะนำ” เหล่านั้นได้จริงหรือ? ในทางปฏิบัติคงเป็นไปได้ยากยิ่ง และนี่คือเหตุผลว่าทำไมองคมนตรีจึงไม่ควรเข้าร่วมประชุมสำคัญของฝ่ายบริหาร เพราะหน่วยงานรัฐจำเป็นต้องรับคำแนะนำเหล่านั้นแทบทั้งหมดไปปฏิบัติโดยอัตโนมัติ
และที่สำคัญที่สุดคือหลักความรับผิดรับชอบ (Accountability) ในระบอบประชาธิปไตย รัฐบาลคือฝ่ายที่ประชาชนเลือกเข้ามา มีหน้าที่ใช้อำนาจบริหารและต้องรับผิดชอบต่อความสำเร็จหรือล้มเหลวผ่านกลไกตรวจสอบของรัฐสภา ต่างจากองคมนตรีที่มีที่มาจากการแต่งตั้งตามพระราชอัธยาศัย และไม่มีกลไกที่จะต้องรับผิดชอบทางการเมืองหรือกฎหมายต่อสาธารณะ
หาก “คำแนะนำ” เหล่านั้นถูกนำไปปฏิบัติแล้วเกิดความล้มเหลว สังคมจะสามารถเรียกหาความรับผิดชอบจากผู้ให้คำแนะนำได้หรือไม่? หรือสุดท้ายรัฐบาลต้องเป็นผู้แบกรับแทน?
พรรคประชาชนเห็นว่ารัฐบาลกำลังกระทำการมิบังควร เสี่ยงละเมิดหลักการประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข การปล่อยให้เกิดสภาวะเช่นนี้รังแต่จะสร้างความสับสนว่า ใครคือผู้บริหารประเทศตัวจริง ระหว่างผู้ที่ประชาชนเลือกเข้ามา หรือผู้ที่ไม่มีสถานะทางการเมืองโดยตรงแต่มีบทบาทในกระบวนการบริหารอย่างต่อเนื่อง
ไม่มีใครปฏิเสธความปรารถนาดีต่อประชาชน แต่ในระบอบประชาธิปไตย “ความหวังดี” ต้องอยู่บนฐานของความถูกต้องตามหลักการ
องคมนตรีจึงต้องวางตัวอย่างระมัดระวังที่สุด ไม่ให้ “คำแนะนำ” กลายสภาพเป็น “ข้อสั่งการ” โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับประชาชนนับล้าน ซึ่งสมควรเป็นหน้าที่และการตัดสินใจของฝ่ายบริหารที่จะต้องรับผิดชอบต่อประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย

พรุ่งนี้วันที่20จะเป็นวันสุดท้ายของการส่งประกวดคลิปต่อต้านการซื้อเสียงแล้วใครที่ยังไม่ได้ส่ง รีบส่งพรุ่งนี้วันที่ 20 จะเ...
19/05/2026

พรุ่งนี้วันที่20จะเป็นวันสุดท้ายของการส่งประกวดคลิปต่อต้านการซื้อเสียงแล้วใครที่ยังไม่ได้ส่ง รีบส่งพรุ่งนี้วันที่ 20 จะเป็นวันสุดท้ายแล้ว สำหรับการส่งผลงานประกวดคลิปต่อต้านการซื้อเสียง ใครที่ทำเสร็จแล้วหรือกำลังเก็บงานอยู่ ต้องรีบส่งด่วนเลย! โอกาสดีๆ แบบนี้ไม่ได้มีบ่อยๆ มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสรรค์สังคมกันเลย ส่งได้จนถึง 23.59 น. ของวันพรุ่งนี้ 🎬✨

[ จุดยืนพรรคประชาชนเรื่องรัฐธรรมนูญ: เดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ยืนยัน 3 หลักการ “ประชาชนมีส่วนร่วม-ป้องกันการผูกขา...
19/05/2026

[ จุดยืนพรรคประชาชนเรื่องรัฐธรรมนูญ: เดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ยืนยัน 3 หลักการ “ประชาชนมีส่วนร่วม-ป้องกันการผูกขาด-ไม่เพิ่มสิทธิพิเศษให้วุฒิสภา” ส่งสัญญาณพร้อมเสนอร่างและสนับสนุนร่างพรรคอื่นที่มีหลักการเดียวกัน - หนุนภาคประชาชนล่า 50,000 ชื่อยื่นร่างเข้าสภา ]
ข้อสรุปหลังพรรคประชาชนและภาคประชาชนได้หารือร่วมกันในการประชุม ครม.เงาครั้งที่ 3 เห็นร่วมกันว่า กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนได้ก็ต่อเมื่อสะท้อนผ่านผลการออกเสียงประชามติและนำไปสู่ฉันทามติใหม่ของสังคม โดยร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ (รธน.) มาตรา 256 เพิ่มเติมหมวด 15/1 ว่าด้วยกลไกในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องยึดหลักการสำคัญ ดังนี้
1. พรรคประชาชน และ ภาคประชาชน เห็นร่วมกัน ว่าหากกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนที่สะท้อนผ่านผลการออกเสียงประชามติ และนำไปสู่ฉันทามติใหม่ของสังคม ร่างแก้ไข รธน. มาตรา 256 เพิ่มเติม หมวด 15/1 เรื่องกลไกในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ควรต้องยึดหลักการดังต่อไปนี้
1.1 ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน: สนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมให้ได้มากที่สุดในกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งรวมถึงการมีส่วนร่วมในการเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สภาร่างรัฐธรรมนูญ (แม้จะต้องเผชิญกับข้อจำกัดเรื่องการเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญจากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ 18/2568 ซึ่งขัดกับหลักการสำคัญที่ว่าประชาชนเป็นผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ)
1.2 ป้องกันการผูกขาด: ป้องกันไม่ให้ฝ่ายใดหรือกลุ่มความคิดใด “ผูกขาด” กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อการได้มาซึ่งกติกาสูงสุดของประเทศ ที่เป็นธรรมและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย ภายใต้ความหลากหลายทางความคิดในสังคม
1.3 ไม่เพิ่มสิทธิพิเศษให้สมาชิกวุฒิสภา: กำหนดให้สมาชิกรัฐสภาทุกคน มีสิทธิเท่ากัน ในการให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก่อนจะนำเสนอต่อประชาชนในการออกเสียงประชามติ โดยไม่มีการกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติม ที่ให้สิทธิพิเศษกับสมาชิกวุฒิสภาซึ่งไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง (เช่น การเพิ่มเงื่อนไขว่าจะต้องได้ความเห็นชอบจาก 1 ใน 3 หรือ 1 ใน 5 ของสมาชิกวุฒิสภา)
2. พรรคประชาชนพร้อมเสนอและผลักดัน ร่างแก้ไข รธน. มาตรา 256 เพิ่มเติม หมวด 15/1 ที่ยึดหลักการในข้อ 1 เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของรัฐสภา เพื่อเดินหน้ากระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามผลการออกเสียงประชามติ
3. พรรคประชาชน พร้อมจัดสรร สส. ของพรรคบางส่วน มาร่วมลงชื่อสนับสนุน ร่างแก้ไข รธน. มาตรา 256 เพิ่มเติม หมวด 15/1 ของสมาชิกรัฐสภาในส่วนอื่น (เช่น สส. จากพรรคการเมืองอื่น หรือ สว.) ที่ต้องการเสนอร่างเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของรัฐสภา แต่มีจำนวนสมาชิกรัฐสภาที่ไม่เพียงพอต่อการเสนอร่าง ตราบใดที่ร่างดังกล่าวสอดคล้องกับหลักการในข้อ 1
4. พรรคประชาชน พร้อมสนับสนุนภาคประชาชนในการรวบรวม 50,000 รายชื่อจากประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เพื่อเสนอ ร่างแก้ไข รธน. มาตรา 256 เพิ่มเติม หมวด 15/1 ของภาคประชาชน ตราบใดที่ร่างดังกล่าวสอดคล้องกับหลักการในข้อ 1 โดยเราหวังว่าในการพิจารณาของรัฐสภา จะมีร่างของภาคประชาชนเข้ามาร่วมพิจารณาด้วย
5. พรรคประชาชน และ ภาคประชาชน เห็นร่วมกัน ว่ารัฐบาล รัฐสภา ภาควิชาการ และภาคประชาชน ควรร่วมกันรณรงค์และจัดกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ เข้าใจ และมีส่วนร่วมอย่างมีความหมาย กับกระบวนการในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
โดยพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ระบุว่าในภาพใหญ่ รัฐธรรมนูญ 2560 ได้นำพาประเทศมาสู่ระบบการเมืองที่ฮั้วกันได้ทั้งกระดาน โดยเปิดช่องให้รัฐบาลสามารถฮั้วกันกับองค์กรอิสระได้โดยใช้วุฒิสภาเป็นเครื่องมือ การที่รัฐธรรมนูญไปกำหนดกระบวนการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาที่ไม่ยึดโยงกับประชาชนและมาจากการเลือกกันเอง เป็นการเปิดช่องให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทางการเมืองสามารถเข้ามาแทรกแซงและควบคุมเสียงของวุฒิสภาได้อย่างแทบจะเบ็ดเสร็จ
และในเมื่อรัฐธรรมนูญก็ได้ออกแบบให้วุฒิสภานั้นมีอำนาจในการชี้ขาดว่าใครจะเข้าไปดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ก็กลายเป็นว่าหากฝ่ายการเมืองที่ควบคุมเสียงของวุฒิสภาเป็นฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาล ประชาชนก็ย่อมมองได้ว่ารัฐบาลคุมเสียงในองค์กรอิสระได้ด้วยเช่นกัน ทำให้กลไกของประเทศในการตรวจสอบการทุจริตและการใช้อำนาจรัฐโดยมิชอบถูกบีบให้อ่อนแอลง
พริษฐ์กล่าวต่อไปว่า ตัวอย่างเช่น หากมีใครในรัฐบาลไปกระทำการทุจริตอย่างการซุกหุ้น องค์กรที่สังคมคาดหวังให้เข้ามาทำหน้าที่ตรวจสอบก็คือ ป.ป.ช. แต่หาก ป.ป.ช. มีข้อสงสัยว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ละเว้นการตรวจสอบหรือกระทั่งปกป้องฟอกขาวบุคคลในรัฐบาลดังกล่าว กลไกที่มีในการตรวจสอบของ ป.ป.ช. ก็ขาดประสิทธิภาพ หากต้องการตรวจสอบ ป.ป.ช. ก็ต้องยื่นร้องเรียนไปที่ประธานรัฐสภา เพื่อส่งต่อให้ประธานศาลฎีกาตั้งคณะไต่สวนอิสระมาไต่สวนกรรมการ ป.ป.ช. แต่เรื่องดังกล่าวจะไม่มีทางไปถึงศาลได้หากไม่ได้รับการอนุมัติจากประธานรัฐสภา ซึ่งก็มาจากพรรคเดียวกันกับพรรครัฐบาล และหากต้องการจะร้องเรียนว่าประธานรัฐสภาปัดตกข้อร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. อย่างไม่สมเหตุสมผล ก็ต้องยื่นเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับประธานรัฐสภาไปที่ ป.ป.ช.
ตัวอย่างต่อมา หากมีใครในรัฐบาลที่กระทำการทุจริตในเลือกตั้ง สส. หรือแทรกแซงการเลือก สว. องค์กรที่ประชาชนคาดหวังให้มาทำหน้าที่ตรวจสอบก็คือ กกต. แต่หากในอนาคต กกต. มีการเป่าคดีฮั้ว สว. ให้ไปไม่ถึงศาลในลักษณะที่เรามองว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กลไกที่เรามีในการตรวจสอบ กกต. ตามรัฐธรรมนูญ 2560 ก็แทบจะไม่มีเลย เพราะสิทธิที่ประชาชนเคยมีในการเข้าชื่อให้เริ่มกระบวนการถอดถอนองค์กรอิสระ ได้ถูกถอนออกไปจากรัฐธรรมนูญ 2560 แล้ว และหากจะเสนอให้มีการแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อให้มีการคืนสิทธิแก่ประชาชนในการเข้าชื่อถอดถอน ก็จะจะต้องได้รับเสียงเห็นชอบจาก 1 ใน 3 ของ สว. ด้วยเช่นกัน
พริษฐ์กล่าวต่อไปว่าทั้งสองตัวอย่างข้างต้นชี้ให้เห็นถึงปรากฏการณ์งูกินหางหรือการผลัดกันเกาหลัง
- ถ้าจะร้อง ป.ป.ช. ก็ต้องไปที่ประธานรัฐสภา แต่ถ้าจะร้องประธานรัฐสภาก็ต้องไปที่ ป.ป.ช.
- ถ้าจะเอาผิด สว. ก็ต้องหวังพึ่ง กกต. ให้มีมติส่งเรื่องไปที่ศาล แต่ถ้าจะเอาผิด กกต. ก็ต้องหวังพึ่ง สว. ให้มาร่วมแก้รัฐธรรมนูญ
ทั้งหมดนี้จึงเป็นเหตุผลที่ตนอภิปรายไปในสภาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่ารัฐธรรมนูญ 2560 เป็นปุ๋ยชั้นดีของระบอบตั๋วสีน้ำเงิน ที่พยายามรุกคืบและกินรวบประเทศ โดยพยายามควบคุมสถาบันทางการเมืองทั้งหมดอย่างเบ็ดเสร็จ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล รัฐสภา หรือองค์กรอิสระ
พรรคประชาชนจึงมีความกังวลใจว่าหลังจากนี้เป็นต้นไประบอบสีน้ำเงินจะพยายามทำทุกวิถีทางให้กระบวนการในการเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่ประสบความสำเร็จ หรือหากเดินไปได้ก็จะพยายามทำให้กระบวนการดังกล่าวอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ทำให้ระบอบสีน้ำเงินสามารถผูกขาดการคัดเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และผูกขาดการกำหนดเนื้อหาในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้
ยืนยันว่าพรรคประชาชนจะเดินหน้าอย่างเต็มที่ใช้กลไกของสภาผู้แทนราษฎร เพื่อทำให้ประเทศมีระบบและกติกาที่เป็นธรรม ยึดโยงกับประชาชน และหลุดพ้นการถูกผูกขาดโดยระบอบสีน้ำเงิน แต่พรรคประชาชนก็ตระหนักดีว่าความพยายามของพรรคประชาชนต่อเป้าหมายนี้ไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ หากเราไม่ร่วมมือและรวมพลังกับภาคประชาชนที่มีเป้าหมายเดียวกันทั่วประเทศ ในการนี้ตนจึงขอขอบคุณภาคประชาชนที่สละเวลามาร่วมกันหารือและร่วมแถลงการการประชุมครั้งนี้

16/05/2026

ฟังเรื่องสินบนจากเอกชนแล้ว ขอฟังเสียงประชาชนหน่อย หน่วยงานไหนเรียกเก็บบ้าง? กี่บาท?

[ รัฐบาลชุดนี้เลือกอุ้มทุนและอำนาจ ปัดตกกฎหมายยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ]ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภาวันนี้ (15 พ.ค. 2569...
16/05/2026

[ รัฐบาลชุดนี้เลือกอุ้มทุนและอำนาจ ปัดตกกฎหมายยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ]
ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภาวันนี้ (15 พ.ค. 2569) มีการพิจารณาว่าร่างกฎหมายใดจากสภาชุดที่แล้วจะถูกส่งกลับเข้ามาพิจารณาต่อในสภาชุดปัจจุบัน ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 147 วรรคสอง ซึ่งเป็นอำนาจของคณะรัฐมนตรีในการเลือกว่าจะส่งกฎหมายใดกลับเข้ามาสภาบ้าง
ซึ่งรัฐบาลได้เลือกที่จะไม่ส่งกลับกฎหมายสำคัญหลายฉบับ โดยเฉพาะที่พรรคประชาชนเป็นผู้เสนอ ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม กฎหมายนิรโทษกรรมที่ดิน กฎหมายคุ้มครองแรงงาน กฎหมายปฏิรูปกองทัพ ไปจนถึงร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ตั้งคำถามว่ารัฐบาลใช้หลักเกณฑ์อะไรในการตัดสินใจว่ากฎหมายฉบับใดควรได้ไปต่อหรือควรถูกปัดตก กฎหมายที่ถูกปฏิเสธไม่ให้กลับเข้าสภาหลายฉบับล้วนเป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของประเทศ ทั้งกฎหมายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม กฎหมายนิรโทษกรรมที่ดิน กฎหมายคุ้มครองแรงงาน กฎหมายปฏิรูปกองทัพ และร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ
แน่นอนว่าคำตอบที่เป็นเทคนิคทางกฎหมายโดยกฤษฎีกา ย่อมไม่มีความสำคัญเท่าความเห็นทางการเมืองของรัฐบาล ในฐานะที่เป็นผู้ต้องกำหนดนโยบายนำพาความเป็นไปของประเทศ ว่าที่เลือกไม่หยิบกฎหมายต่างๆ ให้กลับมาพิจารณาในสภาแห่งนี้ เป็นเพราะกฎหมายเหล่านั้นจะไปแตะโครงสร้างอำนาจของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นการปฏิรูปกองทัพ การคุ้มครองแรงงานที่ไปเกี่ยวข้องกับกลุ่มทุนที่กำลังมีผลประโยชน์ทับซ้อนกับรัฐบาล หรือแม้แต่กฎหมายสิ่งแวดล้อมที่จะไปเพิ่มภาระให้นายทุน รวมถึงร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ที่กำลังเป็นฐานอำนาจให้รัฐบาลระบอบสีน้ำเงินอยู่หรือไม่
ขอยืนยันหลักการสำคัญข้อหนึ่งว่า หลักการในการพิจารณากฎหมายต่างๆ นั้น เป็นอำนาจโดยตรงของรัฐสภาแห่งนี้
[ ทิ้งกฎหมายสิ่งแวดล้อม ปล่อยประชาชนล้มป่วยแลกความสะดวกนายทุน ]
กฎหมายสิ่งแวดล้อมสองฉบับที่รัฐบาลทิ้งแบบไม่ใยดี คือ พ.ร.บ.PRTR และ พ.ร.บ.โรงงาน
ทั้งที่ที่ผ่านมาประเทศไทยเผชิญวิกฤตมลพิษและอุบัติภัยทางเคมีซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งโรงงานระเบิด การลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม การปนเปื้อนของสารพิษในแหล่งน้ำและพื้นที่ชุมชน เฉพาะปี 2566 ปีเดียว เกิดอุบัติเหตุและอุบัติภัยในโรงงานอุตสาหกรรมถึง 140 ครั้ง
ในส่วนของกฎหมาย PRTR คือกฎหมายที่จะทำให้ประชาชนมีสิทธิรู้ว่าโรงงานใดปล่อยสารพิษอะไรออกมาบ้าง ซึ่งเป็นมาตรฐานที่หลายประเทศทั่วโลกใช้กันแล้ว แต่การปัดตกของรัฐบาลไม่เพียงทำให้ประชาชนขาดสิทธิในการรับรู้ข้อมูล แต่ยังทำให้ประเทศไทยเสียโอกาสในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ สูญเสียความน่าเชื่อถือด้านสิ่งแวดล้อม และอาจกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศในอนาคต เพราะหลายประเทศเริ่มกำหนดมาตรฐานด้านคาร์บอนและความโปร่งใสด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้นเรื่อยๆ
ขณะเดียวกัน ร่าง พ.ร.บ.โรงงาน คือกฎหมายสำคัญที่จะมาแก้ปัญหาที่กฎหมายปัจจุบันไม่ครบคลุม คือการขาดการตรวจสอบและการมีส่วนร่วมของประชาชน ใครจะตั้งโรงงานที่ไหนประชาชนแทบไม่มีสิทธิร่วมตัดสินใจ ไม่มีสิทธิรับรู้ข้อมูล และไม่มีอำนาจตรวจสอบอย่างแท้จริง อีกทั้งการแก้กฎหมายโรงงานในปี 2562 ที่ยกเลิกระบบต่ออายุใบอนุญาตโรงงาน ทำให้โรงงานจำนวนมากแทบได้ใบอนุญาตตลอดชีวิต โดยไม่มีการตรวจสอบอย่างเข้มงวดเหมือนเดิม
การปัดตกกฎหมายทั้งสองฉบับ เท่ากับเป็นการประกาศจุดยืนของรัฐบาล ที่เลือกจะปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มทุนอุตสาหกรรม มากกว่าสุขภาพและความปลอดภัยของประชาชน
[ ปัดตกกฎหมายนิรโทษกรรมที่ดิน ทิ้งคน 3 ล้านไว้กลางป่าปลอม ]
ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมที่ดิน ที่พรรคประชาชนเสนอเพื่อคืนความเป็นธรรมให้ประชาชนกว่า 3 ล้านคน ที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายรัฐด้านป่าไม้และที่ดิน ตั้งแต่รัฐเริ่มประกาศเขตป่าทับที่ประชาชน จนทำให้ประชาชนจำนวนมากกลายเป็นผู้บุกรุกบนที่ดินที่ตัวเองและบรรพบุรุษอาศัยอยู่มาก่อน
โดยเฉพาะในช่วงนโยบายทวงคืนผืนป่าสมัย คสช. ที่ประชาชนกว่า 29,000 รายถูกจับกุมดำเนินคดี โดยที่กว่า 80% เป็นผู้ที่ไม่ได้บุกรุกใหม่หรือนายทุน
ร่างกฎหมายฉบับนี้จึงมีเป้าหมายเพื่อคืนความเป็นธรรม เปิดทางให้ประชาชนเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สิทธิ์ และล้างผลพวงจากการใช้อำนาจรัฐที่ไม่เป็นธรรม
แต่รัฐบาลกลับเลือกฟังเสียงข้าราชการบางกลุ่มมากกว่ารับฟังเสียงของประชาชน ปัดตกกฎหมายนี้ทิ้งแบบไม่ใยดี ทั้งที่ปัญหานี้มีผู้ได้รับผลกระทบไม่ต่ำกว่า 3 ล้านคนทั่วประเทศ ในสภาที่แล้วก็อภิปรายและลงมติสนับสนุนเห็นชอบล้นหลาม แต่มาวันนี้กลับไม่ใส่ใจและปล่อยทิ้งคนกว่า 3 ล้านคนให้รอเก้อผิดหวังไปตามๆ กัน
[ ปัดตกกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ทิ้งคนทำงานไว้กลางพายุทางเศรษฐกิจ ]
ในด้านสิทธิแรงงาน พรรคประชาชนได้ยื่นร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน 2 ฉบับไปในสมัยรัฐบาลที่แล้ว และได้ผ่านวาระหนึ่งเรียบร้อยแล้ว แต่รัฐบาลนี้กลับเลือกปล่อยให้ตกไป ทั้งที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตของคนทำงานทั่วประเทศ
กฎหมายฉบับแรก “ฉบับพักผ่อน” เสนอให้ลดเวลาทำงานเหลือไม่เกิน 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เพิ่มวันหยุดประจำสัปดาห์ และเพิ่มวันลาพักผ่อนประจำปี
ส่วนอีกฉบับ “ฉบับมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” เช่น ห้ามเลือกปฏิบัติในการจ้างงาน ให้มีมุมปั๊มนมในที่ทำงาน และให้สิทธิลาเพื่อดูแลคนในครอบครัว และให้แรงงานหญิงลาปวดประจำเดือนได้
สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเกินเลย แต่คือคุณภาพชีวิตพื้นฐานที่แรงงานควรได้รับ ทุกวันนี้แรงงานจำนวนมากทำงานหนักขึ้น แต่กลับมีเวลาพักผ่อนน้อยลง รายได้ไม่ทันค่าครองชีพ คนทำงานเป็นมนุษย์ มีเลือดเนื้อและความรู้สึก เจ็บป่วยได้ มีพี่น้องครอบครัวเช่นทุกคน การมีมุมปั๊มนมในที่ทำงาน หรือมีวันหยุดเพิ่มเพื่อให้มีลมหายใจหายคอมากขึ้น คือการเพิ่มพลังให้คนทำงานมีแรงกลับไปทำงานในวันใหม่ได้
แต่วันนี้คณะรัฐมนตรีกลับปิดโอกาสเหล่านี้และทำลายความหวังของคนทำงานไปหมดแล้ว กฎหมายทั้งสองฉบับนี้ผ่านความเห็นอย่างเป็นเอกฉันท์ในสภาสมัยที่แล้ว แต่รัฐบาลเลือกที่จะปัดตกกฎหมายทั้ง 2 ฉบับนี้ทิ้ง สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่ารัฐบาลนี้ไม่เคยยืนอยู่เคียงข้างประชาชนคนทำงาน
[ ปัดตกกฎหมายปฏิรูปกองทัพ ปล่อยอำนาจศาลทหารผลัดกันเกาหลัง ]
ในประเด็นการปฏิรูปกองทัพ พรรคประชาชนได้เสนอร่างแก้ไข พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร ไปควบคู่กับกฎหมายปฏิรูปกองทัพหลายฉบับในสภาชุดก่อน แต่รัฐบาลนี้ก็เลือกที่จะปัดตกเหมือนร่างกฎหมายอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์กับประชาชน
โดยเฉพาะกฎหมายปฏิรูปศาลทหาร ที่จะมาแก้ไขปัญหาโครงสร้างของศาลทหารที่ขาดกลไกตรวจสอบถ่วงดุลที่เพียงพอ แม้ศาลทหารจะมีอำนาจในลักษณะเดียวกับองค์กรตุลาการทั่วไป แต่โครงสร้างการเลื่อนลดปลดย้ายตำแหน่ง ยังอยู่ภายใต้อำนาจฝ่ายบริหารของกองทัพ
ปัญหาการซ้อมทรมาน การทุจริตประพฤติมิชอบ และคดีที่ทหารกระทำผิดต่อพลเรือน ล้วนเป็นคดีที่สังคมตั้งคำถามถึงความเป็นธรรมมาโดยตลอด แต่ทั้งสามกรณีข้างต้นนี้ภายใต้กฎหมายปัจจุบันคือสิ่งที่อยู่ใต้อำนาจของศาลทหารแทบจะโดยสิ้นเชิง
กฎหมายปฏิรูปศาลทหารจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น ในการดึงเอาคดีทั้งสามกรณีข้างต้นมาอยู่ภายใต้กระบวนการยุติธรรมปกติ เพื่อสร้างระบบตรวจสอบถ่วงดุลที่ทำให้กองทัพได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชนมากขึ้น และเป็นก้าวสำคัญในการสถาปนาหลักการกองทัพอยู่ภายใต้พลเรือนอย่างแท้จริง
แต่รัฐบาลก็เลือกที่จะปัดตกกฎหมายนี้ทิ้งไปเช่นเดียวกัน สะท้อนให้เห็นจุดยืนของรัฐบาลที่ต้องการรักษาอำนาจและเครือข่ายอำนาจของตัวเอง มากกว่าความยุติธรรมของประชาชนในประเทศนี้
[ จุดยืนรัฐบาลเคียงข้างใคร สะท้อนผ่านจุดยืนต่อกฎหมาย ]
อย่างที่หัวหน้าพรรคประชาชนได้อภิปรายไป ความเห็นเชิงเทคนิคกฎหมายย่อมไม่มีความสำคัญเท่ากับความเห็นทางการเมืองของรัฐบาล เพราะนั่นคือสิ่งที่สะท้อนจุดยืนของรัฐบาลอย่างแท้จริง ว่ามีภาพอนาคตของประเทศเป็นอย่างไร
และการเลือกที่จะปัดทิ้งกฎหมายที่เกี่ยวกับคุณภาพชีวิตประชาชน ความปลอดภัยของชุมชนและสิ่งแวดล้อม สิทธิของแรงงาน ความเป็นธรรมของคนตัวเล็กตัวน้อย และอนาคตของประเทศทั้งประเทศ ก็เท่ากับรัฐบาลเลือกแล้ว ที่จะยืนอยู่เคียงข้างผู้ได้รับผลประโยชน์จากโครงสร้างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
แม้วันนี้กฎหมายหลายฉบับจะถูกปัดตก แต่พรรคประชาชนจะยังเดินหน้าผลักดันกฎหมายเหล่านี้ต่อไป แม้จะต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่
เพราะกฎหมายเหล่านี้คือสิ่งที่เป็นผลประโยชน์ของประชาชน ที่พวกเรายืนอยู่เคียงข้างมาโดยตลอดมาและตลอดไป
ไม่ใช่ผลประโยชน์ของกลุ่มทุนหรือผู้มีอำนาจที่รัฐบาลนี้เลือกชัดเจนแล้วว่าจะยืนอยู่เคียงข้าง บนความทุกข์ยากของประชาชน

ที่อยู่

ปางล้อนิคม
Mae Hong Son
58000

เบอร์โทรศัพท์

+66964862544

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ พรรคประชาชน แม่ฮ่องสอน People's Party MHSผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์