พรรคประชาชน กระบี่ - People's Party Krabi

พรรคประชาชน กระบี่ - People's Party Krabi พรรคประชาชนกระบี่ เชิญชวนประชาชนมาร่วมกันสร้างสังคมไปด้วยกัน อนาคตกระบี่ออกแบบได้

27/05/2026

‘ศุภโชติ’ อัด ‘ค่าไฟ’ ไม่เป็นธรรม! รัฐบาล ‘ย้ายภาระ’ จากประชาชนกลุ่มหนึ่ง ไปให้ประชาชนอีกกลุ่มรับภาระ ต้องจ่ายค่าไฟทะลุ 5 บาท เหตุรัฐบาลไม่กล้าชน ‘กลุ่มทุนพลังงาน’ ย้ำ คนใช้ไฟเยอะ ไม่ได้หมายความว่า ‘รวย’ ครอบครัวใหญ่-อยู่กันหลายคน , คนปรับตัวหนีน้ำมันแพงมาใช้รถ EV , คนทำงานจากบ้าน ตกที่นั่งลำบาก

วันที่ 25 พ.ค.69 นายศุภโชติ ไชยสัจ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน

[ สุดท้ายรัฐบาลก็ยัง “ไม่ฟังเสียงประชาชน”! ไม่ยอมปรับ “โครงสร้างค่าไฟใหม่” ให้เป็นธรรม แถมคนที่อยู่ในครอบครัวใหญ่ ตกที่นั่งลำบาก ต้องจ่ายค่าไฟทะลุ 5 บาทต่อหน่วย ]

นี่แหละครับที่เขาเรียกว่า “โยนภาระมาให้ประชาชนแบกไว้เอง”

ก่อนหน้านี้ประชาชนจำนวนมากออกมาส่งเสียงชัดเจนแล้วว่า “คนใช้ไฟเยอะ ไม่ได้หมายความว่าเป็นคนรวย” แต่สิ่งที่รัฐบาลและคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กำลังเปิดรับฟังความคิดเห็นเรื่องโครงสร้างค่าไฟใหม่ในวันนี้ กลับยังเดินหน้าแนวคิดเดิม

คือการผลักภาระให้คนที่ใช้ไฟมากขึ้นต้องจ่ายแพงขึ้น จนบางกรณีค่าไฟส่อทะลุ “5 บาทกว่า/หน่วย” นั่นหมายความว่า คนบางกลุ่มอาจต้องรับภาระเพิ่มขึ้นเกือบ “1 บาทต่อหน่วย”

รัฐบาลที่เคยหาเสียงว่าจะ “แก้โครงสร้างพลังงาน” ดูเหมือนจะเป็นแค่ลมปาก พูดไว้ แต่ไม่ทำพลัส!��เพราะสิ่งที่กำลังทำอยู่ตอนนี้ ไม่ใช่การปฏิรูปโครงสร้างอะไรเลย ต้นตอของค่าไฟแพงยังคงอยู่ครบทุกอย่าง ��- ทั้งสัญญารับซื้อไฟฟ้าที่ไม่เป็นธรรม
- ค่าความพร้อมจ่ายที่ประชาชนต้องแบกทั้งที่ไม่ได้ใช้ไฟจริง
-โครงสร้างตลาดไฟฟ้าที่เอื้อให้นายทุนพลังงานบางกลุ่ม รับผลประโยชน์กันต่อไปแบบไม่สะเทือนอะไร แทนที่รัฐบาลจะใช้ความกล้าหาญทางการเมืองไปแตะปัญหาที่เป็นต้นเหตุให้ประชาชนต้องแบกค่าไฟแพงเหล่านี้ กลับเลือกวิธีที่ง่ายที่สุด คือการโยนภาระมาให้ประชาชนแบกรับกันเอง

บ้านที่อยู่กันหลายคนเพื่อแชร์ค่าใช้จ่าย ใช้ไฟรวมกันสูงขึ้นก็โดนค่าไฟแพง! คนที่พยายามปรับตัวหนีราคาน้ำมันแพง หันมาใช้รถ EV ก็ต้องมาเจอค่าไฟเพิ่มขึ้นอีก! คนที่ทำงานจากบ้าน หรือจำเป็นต้องเปิดแอร์เพราะอากาศร้อนขึ้นทุกปี ก็ถูกตีตราว่า “ใช้ไฟเยอะ”

ทั้งที่ความจริง หลายคนแค่กำลังพยายามเอาตัวรอดจากค่าครองชีพที่สูงขึ้นทุกด้าน และไม่ได้มีรายได้เพิ่มขึ้นตามเลยแม้แต่นิดเดียว

นี่ไม่ใช่การปรับโครงสร้างแบบ “เฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุข” อย่างที่รัฐบาลพยายามพูด แต่เหมือนที่ผมเคยพูดไว้ มันคือการ “ย้ายภาระ” จากคนกลุ่มหนึ่ง ไปกดทับอีกคนกลุ่มหนึ่งแทน เพราะสุดท้ายรัฐบาลก็ยังไม่กล้าชนกับกลุ่มทุนพลังงานตัวจริง แล้วผลักให้ประชาชนต้องแบกรับปัญหากันเองต่อไป

ถึงตรงนี้ เรายังพอมีเวลาครับ เราต้องช่วยกันส่งเสียงครับ ใครไม่เห็นด้วยกับโครงสร้างค่าไฟแบบนี้ สามารถเข้าไปแสดงความเห็นต่อ กกพ. ให้มันมีหลักฐานชัดๆ ไปเลยว่า รัฐบาลอนุทินฟังเสียงประชาชนหรือไม่

เขียนอนาคต "ปาล์มน้ำมัน" ฉบับประชาชน 🌴เสียงของประชาชน…ไม่ควรเป็นแค่เสียงที่ถูกได้ยิน แต่ต้องเป็นเสียงที่ร่วมกำหนดอนาคต📝 ...
22/05/2026

เขียนอนาคต "ปาล์มน้ำมัน" ฉบับประชาชน 🌴
เสียงของประชาชน…ไม่ควรเป็นแค่เสียงที่ถูกได้ยิน แต่ต้องเป็นเสียงที่ร่วมกำหนดอนาคต
📝 ขอเชิญร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อ พ.ร.บ.ปาล์มน้ำมัน และผลิตภัณฑ์จากปั๊มน้ำมัน ฉบับประชาชน เพื่อสร้างความเข้าใจ ตระหนักถึงความสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ และร่วมผลักดันอนาคตปาล์มไทยที่เป็นธรรม โปร่งใส และยั่งยืน

🗣️ มาร่วมพูดคุย ตั้งคำถาม และเสนอแนวคิดเพราะการเปลี่ยนแปลงที่ดีที่สุด ต้องเกิดจากการมีส่วนร่วมของทุกคน
พบกับ
ลิซ่า - ภคมน หนุนอนันต์ โฆษกพรรค และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ | พรรคประชาชน

เคี่ยง - ธนวัช ภูเก้าล้วน
อดีตผู้สมัคร ส.ส. กระบี่ เขต 1 | พรรคประชาชน
🗓️ วันเสาร์ที่ 30 พฤษภาคม 2569
⏱️ เวลา 8.30 - 15.30 น.(เลี้ยงอาหารกล่อง)
📍 สถานที่ : โรงแรมกระบี่รอยัล
กด Link หรือ แสกน QR เพื่อ ลงทะเบียน (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
https://act.pplethai.org/event/161477/

#อนาคตปาล์ม #โครงสร้างราคาปาล์มที่เป็นธรรม #พรรคประชาชนกระบี่

12/05/2026

[ ภาคใต้ไม่ได้ขาดโปรเจ็คต์ แต่ขาดการเมืองและราชการที่มุ่งทำงานให้สำเร็จ ]


สิ่งที่น่าแปลกใจเวลารัฐบาลพยายามขายโครงการแลนด์บริดจ์คือ การทำเสมือนว่าที่ผ่านๆ มาเราไม่ได้ลงทุนกับการพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้เลย จึงจำเป็นต้องมีการลงทุนครั้งใหญ่เสียที


แต่หากเราไปดูข้อมูลย้อนหลังจะเห็นว่า ในเดือนสิงหาคม 2561 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ มีมติเห็นชอบโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC) พร้อมทั้งอนุมัติ "โครงการเร่งด่วน" ที่ใช้ชื่อว่า Quick Win ตั้งแต่ตอนนั้นจำนวนมาก เช่น


🔵 โครงการพัฒนาท่าเรือระนองรองรับกลุ่ม BIMSTEC

🔵 โครงการปรับปรุงท่าอากาศยานระนอง

🔵โครงการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศโดยเพิ่มประสิทธิภาพ

🔵โครงข่ายอินเตอร์เน็ตระหว่างประเทศสู่การเป็น ASEAN Digital Hub

🔵โครงการป่าชายเลนระนองสู่มรดกโลก

🔵 โครงการพัฒนาโรงงานต้นแบบสำหรับการผลิตนวัตกรรมยางพารา

🔵 โครงการพัฒนา จ.นครศรีธรรมราช สู่เมืองอัจฉริยะ (smart city)

🔵 โครงการจัดตั้งสถาบันวิจัยและพัฒนาสัตว์น้ำเศรษฐกิจแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ จ.สุราษฎร์ธานี


หลายโครงการเกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทยตั้งแต่ตอนนั้น เพราะมีคุณอนุทินเป็นรองนายกฯ คุณพิพัฒน์เป็น รมต.ท่องเที่ยว คุณศักดิ์สยามเป็น รมต.คมนาคม


KPI ตอนนั้นระบุไว้ถึงขั้น "10 ปีแรกของการพัฒนาโครงการ (2562-2572) จีดีพีจะขยายตัวเฉลี่ย 5% ต่อปี นักท่องเที่ยวจะเพิ่มขึ้น 1.2 ล้านคนต่อปี การลงทุนในภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นประมาณ 2 แสนล้านบาท โดยภาคอุตสาหกรรมจะยกระดับเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง และมีกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม"


เวลาผ่านไป 8 ปี คำถามคือ โครงการต่างๆ เหล่านี้เดินหน้าไปอย่างไร ได้ผลตามเป้าแค่ไหน หากไม่ได้ตามเป้า เช่น อาจมีข้ออ้างเรื่องโควิดหรืองบสะดุด แต่สุดท้ายแล้วมีความพยายามแก้ไขปรับปรุงกันอย่างไร มีบทเรียนเชิงนโยบายอะไรบ้าง อะไรเป็นข้อควรระวังหากจะทำโครงการใหม่ๆ ?

- - - - -

ส่วนตัวผมเอง เมื่อเห็นภาพ Quick Win Projects ภาคใต้รูปนี้ ทำให้ผมนึกถึงตอนคุยเรื่องความสำเร็จของ "เสือเศรษฐกิจแห่งเอเชีย" กับ ฮาจุนชาง อาจารย์ชาวเกาหลีของผมที่เคมบริดจ์ เพราะผมก็เคยคิดแบบคนไม่รู้จักโลกภายนอกว่า ไทยจำเป็นต้องมีโครงการใหญ่ๆ เบิ้มๆ อยู่ตลอด ประเทศถึงจะพัฒนาได้


แต่ชางบอกว่า ความสำเร็จของเอเชียตะวันออกเกิดจากการพยายามทำงานต่อเนื่อง ผู้ผลักดันการพัฒนาอุตสาหกรรมในญี่ปุ่นหรือเกาหลีใต้จนสำเร็จ แทบทั้งหมดไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์ที่แม่นทฤษฎีเลย แต่เป็น "นักปฏิบัติ" ที่หมกมุ่นกับการปรับปรุงการผลิตรายวัน ฝันใหญ่ว่าจะสร้างเทคโนโลยีของประเทศให้ได้ แล้วก็เดินหน้าพัฒนาเรื่องตรงหน้าที่ตัวเองรับผิดชอบในแต่ละวันให้ดีขึ้น ทีละวันๆ


ผมเชื่อว่าประเทศไทยเราไม่ได้ขาดงบประมาณและบุคลากร เท่ากับที่เราขาดเจตจำนงทางการเมืองที่มุ่งติดตามทำงานให้เสร็จ เพื่อให้ประเทศดีขึ้นในทุกๆ วัน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญแห่งความสำเร็จของสี่เสือแห่งเอเชียตะวันออก

- - - - -

05/05/2026
04/05/2026

พริษฐ์ ชวนจับตาครม. 5 พ.ค. ลุ้น 8 ร่างกม.สำคัญ หากไม่ผ่าน เน็ตแพง-แรงงานแย่-อากาศไม่บริสุทธิ์

02/05/2026

‘ศุภโชติ’ โต้ ‘อนุทิน’ ไม่มี ‘เฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุข‘ อย่างที่นายกฯ พูด มีแต่ย้ายความทุกข์จากคนกลุ่มหนึ่ง ไปกดทับอีกกลุ่มหนักกว่าเดิม ชี้ รัฐบาลไม่กล้าแตะต้นตอค่าไฟแพง เสือนอนกิน ยังสบายดี ไม่สะทกสะท้าน

วันที่ 1 พ.ค.69 นายศุภโชติ ไชยสัจ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน

[ไม่มีหรอก “เฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุข” อย่างที่นายกพูด มีแต่การ “ย้ายเอาความทุกข์” จากคนกลุ่มหนึ่ง ไปกดทับอีกกลุ่มหนึ่งให้หนักกว่าเดิม ทั้งที่ภาพรวมประชาชนก็ยังแบกภาระค่าไฟแพงเหมือนเดิม]

โครงสร้างค่าไฟใหม่ที่รัฐบาลภูมิใจนำเสนอ ไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นตอแม้แต่นิดเดียว แต่บังคับให้ประชาชนช่วยกันแบกรับกันเอง

ตอนคิดนโยบาย ท่านนายก เคยคิดไหมว่านโยบายแบบนี้กำลังซ้ำเติมคนหลาย ๆ กลุ่มที่พยายามปรับตัวเพื่ออยู่รอด บ้านที่อยู่รวมกันหลายคนพยายามประหยัด ใช้ไฟร่วมกันให้คุ้มที่สุด กลับต้องโดนค่าไฟแพงขึ้น เพียงเพราะยอดการใช้รวมสูงขึ้น คนที่หนีราคาน้ำมันแพง หันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้าเพื่อลดภาระค่าพลังงาน กลับกลายเป็นต้องจ่ายค่าไฟแพงขึ้นอีก

นี่ไม่ใช่นโยบายที่ช่วยประชาชน แต่มันคือการ “ผลักภาระ” ให้ประชาชนแก้ปัญหากันเอง ในขณะที่ต้นตอของค่าไฟแพงยังไม่เคยถูกแตะ

ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างตลาดไฟฟ้าที่ผูกขาด ค่าความพร้อมจ่ายที่สูงเกินจริง หรือสัญญาที่เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนพลังงานบางกลุ่ม นายทุนพลังงานที่ทำตัวเป็น “เสือนอนกิน” ยังสบายดี ไม่สะทกสะท้านแม้แต่นิดเดียว

สิ่งที่นายกพูดวันนี้ มันไม่ใช่การเฉลี่ยสุขทุกข์ แต่มันคือการทำให้คนส่วนใหญ่ยังทุกข์เหมือนเดิม แค่เปลี่ยนว่าใครจะทุกข์มากขึ้นแค่นั้น

01/05/2026

[ รัฐบาลบังคับให้ประชาชนเฉลี่ยทุกข์ ปล่อยทุนสัมปทานรับสุข ]

คนที่ใช้ไฟเกิน 400 หน่วยไม่ใช่คนรวยเสมอไป ไม่ใช่ผู้ใช้ไฟฟุ่มเฟือยด้วยซ้ำ

การปรับค่าไฟฟ้าที่รัฐบาลกำลังดำเนินการ แม้จะยังไม่มีข้อสรุปสุดท้าย แต่ชัดเจนว่าอยู่บนแนวทางให้ผู้ใช้ไฟเยอะด้องจ่ายแพงขึ้น (อาจจะหน่วยละ 5 บาทในส่วนเพิ่ม) เพื่อมาอุดหนุนกลุ่มคนที่ใช้ไฟน้อย

ทั้งที่ในความเป็นจริง ในกลุ่มผู้ "ใช้ไฟเยอะ" เกิน 400 หน่วย ซึ่งมีอยู่ 3.2 ล้านครัวเรือนนั้น จำนวนมากก็เพราะ "จำเป็นต้องใช้"

วันก่อนผมถามในเพจว่า “ใครที่ประหยัดสุดๆ แล้ว ก็ยังต้องใช้ไฟบ้านเกิน 400 หน่วยบ้าง”

ได้คำตอบว่าหลายบ้านอยู่กันแค่ 2-3 คน เปิดแอร์กลางคืนก็เกิน 400 หน่วยแล้ว บางบ้านบอกว่าแค่เปิดพัดลมยังเกินเลย

แต่ที่น่าเห็นใจเป็นพิเศษคือ

- ครอบครัวใหญ่ อยู่กันหลายคน

- ร้านขายของชำ ค้าขายขนาดเล็ก

- บ้านที่มีผู้ป่วยติดเตียง หรือมีผู้ใหญ่ที่ต้องดูแล

- คนภาคเหนือที่เผชิญวิกฤตฝุ่น ต้องเปิดเครื่องฟอกทั้งวัน

- คนที่ต้อง Work from home เพิ่มขึ้นจากวิกฤตน้ำมัน

หากรัฐบาลจะให้สังคม “เฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข” กันจริงๆ

รัฐบาลต้องกล้าเดินหน้าเจรจาลดค่าพร้อมจ่าย ปรับโครงสร้างพลังงานให้เป็นธรรม

ถ้าคนที่ลำบากอยู่แล้ว ต้องมารับภาระค่าไฟเกินหน่วยละ 5 บาทอีก

นี่คือการ "ซ้ำเติม" ความเดือดร้อนของประชาชนในภาวะวิกฤต แปลงความเดือดร้อนของประชาชนไปเป็นกำไรให้ทุนสัมปานผูกขาด

ใครที่ประหยัดสุดๆ แล้ว ก็ยังต้องใช้ไฟบ้านเกิน 400 หน่วยอีกบ้างครับ ช่วยกันส่งเสียงหน่อย

28/04/2026

[ อัตราค่าไฟถูกลงจริง หรือแค่ “โยนภาระ” ไปให้คนอีกกลุ่ม? ]
อัตราค่าไฟใหม่ของรัฐบาลรวมถึงนโยบายพลังงานที่คุณเอกนัฏ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานนำเสนอออกมาและเพิ่งผ่านการเห็นชอบของที่ประชุมคณะรัฐมนตรีนั้น ผมมีความกังวลอยู่ 3 ประเด็น
1. โครงสร้างค่าไฟใหม่ อย่าเดินซ้ำรอยกองทุนน้ำมัน
แนวคิดการทำค่าไฟแบบขั้นบันไดที่เสนอให้
- ผู้ที่ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วยแรกนั้น จ่ายค่าไฟอยู่ที่ 3 บาทต่อหน่วย (ถูกลง)
- ผู้ที่ใช้ไฟช่วง 201-400 หน่วยนั้น จ่ายค่าไฟอยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย (ราคาตามค่าเฉลี่ย)
- ผู้ที่ใช้ไฟเกิน 401 ขึ้นไป จะต้องจ่ายค่าไฟอยู่ที่ประมาณ 5 บาทกว่าต่อหน่วย (แพงขึ้น)
สิ่งเหล่านี้ ฟังดูเหมือนการไปเก็บเงินคนที่ใช้ไฟเยอะมาช่วยคนใช้ไฟน้อย แต่ในความเป็นจริงมันคือ “cross-subsidy” หรือการเอาคนกลุ่มหนึ่งไปอุดหนุนอีกกลุ่มหนึ่ง
รัฐบาลจะมั่นใจได้อย่างไรว่า คนที่ใช้ไฟน้อย คือกลุ่มเปราะบาง หรือแม้แต่คนที่ใช้ไฟเยอะคือคนรวยที่ดูแลตัวเองได้ มองกลับกันหากเป็นกรณีครอบครัวขนาดใหญ่ ที่อยู่รวมกันหลายคนเพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย หารกันใช้ค่าไฟ เพื่อที่จะได้ประหยัดมากขึ้น กลุ่มเหล่านี้กำลังจะได้ผลกระทบจากนโยบายใหม่ของรัฐบาลหรือไม่?
การออกนโยบายในลักษณะของ cross-subsidy ในภาคพลังงานนั้นเคยเกิดขึ้นมาแล้วในฝั่งน้ำมันที่รัฐบาลตั้งเป้าว่าจะไปเก็บเงินจากผู้ใช้น้ำมันเบนซินมาอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซล ซึ่งรัฐบาลเชื่อว่า เป็นการอุดหนุนคนกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันมากกว่า หรือแม้แต่เอาเงินจากกองทุนน้ำมันไปสนับสนุนหรือตรึงราคาก๊าซหุงต้ม
แต่ที่ผ่านมาเราได้เห็นว่าการสนับสนุนในลักษณะนี้ ทำให้เครื่องมืออย่างกองทุนน้ำมันไม่สามารถทำงานได้ตามจุดประสงค์และใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมาโดยตลอด ส่วนใหญ่มักจะถูกฝั่งการเมืองใช้เป็นกลไกในการทำนโยบายแบบประชานิยม จนเมื่อเกิดวิกฤตพลังงานขึ้นอย่างในปัจจุบัน เงินในกองทุนน้ำมันจึงเหลือน้อย และติดลบอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็น “ระเบิดเวลา” และในที่สุดราคาน้ำมันต้องมีการปรับขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทั้งการขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาท ภายในวันเดียว หรือขึ้น 3.50 บาทต่อลิตร สองวันติดต่อกัน
คำถามคือ…เรากำลังจะเดินซ้ำรอย แบบกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงหรือไม่? ถ้าวันนี้รัฐบอกว่า คนใช้ไฟเยอะควรจ่ายแพงขึ้น ทางออกเดียวสำหรับคนที่ใช้ไฟเยอะที่ทางรัฐบาลเสนอให้ คือ ให้ไป “ติดโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านตัวเอง”
หากกลุ่มที่ต้องใช้ไฟในอัตราแพง ทำตามสิ่งที่รัฐบาลนำเสนอ คือไปติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านตัวเองทั้งหมด เพื่อลดค่าไฟที่จะต้องจ่ายลง คำถามถัดมาคือ…หากกลุ่มดังกล่าวใช้ไฟน้อยแล้ว ใครจะเป็นคนแบกรับต้นทุนแทนคนกลุ่มนั้น?
เพราะถ้าไม่มีแหล่งที่มาของเงินสำหรับการสนับสนุน สุดท้ายการออกนโยบายแบบนี้จะกลับกลายเป็นการ “สลับภาระไปมา” จนระบบพัง แล้วต้องกู้เงินมาพยุงระบบ
สุดท้ายแล้ว ภาระจะไปตกที่หน่วยงานรัฐวิสาหกิจอย่าง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) หรือ ปตท. หรือไม่? แล้วผลก็จะวนกลับไปสู่ “การขยายหนี้ ยืดหนี้ แบกหนี้” เหมือนเดิม
การที่รัฐมนตรีออกมาบอกว่า จะทำให้ต้นทุนค่าไฟลดลง 20-30% นั้น ท่านต้องออกมาชี้แจงให้ชัดเจนว่า จะออกมาในรูปแบบไหน เพราะว่าระบบยังมีการจัดซื้อปริมาณไฟเท่าเดิม ซื้อเชื้อเพลิงเข้ามาเท่าเดิม ดังนั้นก็อาจจะต้องให้รัฐมนตรีออกมาชี้แจงว่า ต้นทุนระบบที่ลดลงนั้นแท้จริงแล้วเป็นอย่างไร หรือใครเป็นคนแบบรับต้นทุนแทนหรือไม่
2. พลังงานแสงอาทิตย์คือทางออก แต่ประชาชนยังเข้าไม่ถึง ทุกอย่างยังเอื้อกับกลุ่มทุน
การตั้งโจทย์ว่า ประเทศไทยจะต้องใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์เพิ่มมากขึ้น ถือว่ารัฐบาลมาถูกทาง แต่กลไกต่าง ๆ ที่ออกมายังมีข้อจำกัด ส่วนตัวผมคาดหวังมากกว่านี้จากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
พรรคประชาชนเห็นด้วยและสนับสนุนให้ พี่น้องประชาชนสามารถเข้าถึงโซลาร์เซลล์ได้ “ง่าย” และ “คุ้มค่า” มากขึ้น แต่ดูเหมือนว่ามาตรการที่ทางรัฐมนตรีชี้แจงในวันนี้ ไม่สามารถตอบโจทย์ทั้งสองประเด็นได้แม้แต่นิดเดียว
ประเด็นเรื่องการทำให้ประชาชนเข้าถึงโซลาร์เซลล์ได้ง่ายขึ้น ถึงแม้รัฐบาลจะบอกให้ประชาชนติดตั้งโซลาร์เซลล์มากแค่ไหน แต่อุปสรรคหลักของทุกคนตอนนี้ก็ยังเป็นเรื่องของเงินทุน ถึงแม้จะมีการออกนโยบายสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำจากธนาคารพาณิชย์ แต่แทบจะทั้งหมดนั้นต้องมีการวางเงินดาวน์ 20-30% ก่อนทั้งนั้น สิ่งนี้เป็นหนึ่งในอุปสรรคสำหรับประชาชนเช่นเดียวกัน
นโยบายที่พรรคประชาชนนำเสนอมาตลอดคือ การทำนโยบาย “ติดก่อน ผ่อนผ่านบิลค่าไฟ” หรือ On-Bill Financing ซึ่งจะทำให้ประชาชนไม่จำเป็นต้องลงเงินก้อนก่อนล่วงหน้าแม้แต่บาทเดียว และสามารถใช้ “เงินส่วนที่ประหยัดได้” มาจ่ายคืนระบบแทน เราเชื่อว่านี่คือวิธีที่ทำให้ประชาชนเข้าถึงโซลาร์เซลล์ และทำให้โซลาร์ “เกิดขึ้นจริงในวงกว้าง”
ประเด็นเรื่องความคุ้มค่า ทุกการลงทุนยิ่งคืนทุนเร็วเท่าไหร่ ยิ่งดีกับผู้ลงทุน ถ้าประชาชนเป็นผู้ลงทุนติดตั้งโซลาร์เซลล์ จำนวนเงินที่ประหยัดได้คือรายได้ของการลงทุน แต่ประชาชนจะคืนทุนเร็วขึ้น ถ้าหากสามารถขายไฟที่ผลิตจากหลังคาบ้านของตัวเองคืนในระบบได้
ถึงแม้รัฐบาลจะมีการพูดเรื่องนี้ว่า อยากผลักดันให้เกิดขึ้น ซึ่งสามารถทำได้แทบจะทันที ผ่านการออกเป็นมติของคณะรัฐมนตรีได้เลย แต่ย้อนไปดูโครงการในลักษณะดังกล่าวว่า รัฐบาลเคยรับซื้อไฟจากประชาชนมากน้อยแค่ไหน สิ่งที่เกิดขึ้นน่าตกใจยิ่งกว่า เนื่องจากโครงการรับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์ภาคประชาชน “หยุดอยู่ที่ 90 MW” หรือประมาณ 10,000 หลังคาเรือนมาตั้งแต่ปี 2566 ในขณะที่โครงการขนาดใหญ่ให้เอกชนไปแล้ว “เกือบหมื่น MW”
ต้องจับตากันต่อว่า ถ้ารัฐบาลบอกว่าจะเพิ่มโซลาร์เซลล์ในประเทศ รัฐบาลจะเลือกให้ประชาชนเป็นคนผลิต หรือเอาสัมปทานไปมอบให้เอกชนกันแน่?
3. ค่าไฟแพงจะแก้ไม่ได้ ถ้ารัฐบาลไม่ยอมแก้ปัญหาที่ต้นตอ
ผมเห็นด้วยว่า “สัญญาซื้อขายไฟฟ้าเก่า” หลายส่วนต้องถูกทบทวน เนื่องจากเป็นสัญญาที่ทำให้ต้นทุนค่าไฟของพี่น้องประชาชนเพิ่มสูงขึ้น แต่ต้องทำอย่างมีกลยุทธ์และมีแนวทางที่ชัดเจน ไม่ใช่แค่พูดว่าจะยกเลิกอย่างเดียว เนื่องจากผลกระทบอาจจะรุนแรงกับพี่น้องประชาชนและประเทศมากกว่าที่คิด
กลุ่มสัญญาประเภท Adder รัฐมนตรีพูดถึงว่า อยากยกเลิกสัญญาประเภทนี้ ผมเห็นด้วยว่า สัญญาประเภทนี้มีปัญหา เนื่องจากเป็นสัญญาที่ถูกตีความว่า ผู้ที่ถือสิทธิ์สัญญานี้สามารถต่อสัญญาออกไปได้เรื่อย ๆ ไม่มีวันหมดอายุ
แต่แทนที่จะตั้งเป้าว่าจะไปหักด้ามพร้าด้วยการ “ยกเลิกสัญญา” แล้วเพิ่มความเสี่ยงการถูกฟ้องร้องเพียงแค่อย่างเดียว เนื่องจากสัญญาเจ้าปัญหานี้ก็เกิดมาจากรัฐบาลในอดีตเป็นคนออกแบบและคิดมาทั้งสิ้น จนสุดท้ายอาจจะต้องเอาเงินภาษีของประชาชนเหมือนการเสียค่าโง่หลาย ๆ คดีที่เคยเห็นกันมาชดเชยให้บริษัทเหล่านี้แทน ซึ่งเท่ากับว่าประชาชนไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย
พรรคประชาชนเสนอให้รัฐบาลเร่งหาตลาดใหม่ เช่น โครงการ Direct PPA เป็นต้น ให้กับผู้ได้สัญญาสัมปทานในรูปแบบนี้ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโรงไฟฟ้าประเภทพลังงานสะอาดที่กำลังเป็นที่ต้องการของผู้ประกอบการยุคใหม่ ดูจะเป็นทางออกที่วิน-วิน-วิน สำหรับทั้งประชาชน นักลงทุน และรัฐบาลมากกว่า
กลุ่มสัญญาที่มีค่าความพร้อมจ่าย (Availabiliy Payment) หรือสัญญาประเภทไม่ซื้อก็ต้องจ่าย (Take-or-Pay Contract)
นี่คือ “ช้างในห้อง” ที่รัฐมนตรี หรือรัฐบาลไม่มีใครพูดถึง ทั้งที่ประชาชนจ่ายส่วนนี้ให้กับเจ้าของโรงไฟฟ้าฟรี ๆ และเป็นต้นทุนค่าไฟของประชาชน “มากกว่า Adder หลายเท่า”
ปัญหาเรื่องโรงไฟฟ้าล้น ถูกจัดว่าเป็นปัญหาหลักที่ทำให้ต้นทุนค่าไฟของประชาชนสูงเกินความจำเป็น ประชาชนต้องจ่ายเงินให้กับโรงไฟฟ้าที่ถูกสร้างมาแล้วไม่ได้เดินเครื่องรวม ๆ กันหลักหลายหมื่นล้านบาท การจัดทำแผนก่อสร้างโรงไฟฟ้าในอดีตที่ผิดพลาดอย่างต่อเนื่อง จนดูเหมือนเป็นการจงใจทำให้เกิดการทุจริตเชิงนโยบาย ล้วนแต่เป็นปัญหาที่ไม่เคยได้รับการแก้ไข ประชาชนมีแต่เสียประโยชน์ แต่คนที่ได้ประโยชน์กับเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้าทั้งสิ้น
ถ้าจะปฏิรูปจริง ต้องกล้าจัดการตรงนี้ เข้าไปเจรจากับเจ้าของโรงไฟฟ้าเดิมที่มีอยู่ พยายามตั้งเป้าการใช้โรงไฟฟ้าที่มีอยู่ให้เต็มศักยภาพ แทนการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่
นโยบายพลังงานชุดนี้อาจดูเหมือนเป็นการลดค่าไฟ แต่ในเชิงโครงสร้างมันยังไม่ใช่การ “ลดต้นทุนทั้งระบบ” อย่างแท้จริง หากยังคงเลือกใช้วิธีจัดสรรภาระใหม่ผ่านโครงสร้างราคา โดยไม่แตะต้นตอของปัญหา ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างสัญญา ต้นทุนเชื้อเพลิง หรือการเปิดตลาดให้แข่งขันอย่างเป็นธรรม สุดท้ายเราจะเพียงแค่ “ย้ายภาระจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง” และวนกลับไปเผชิญปัญหาเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า การทำให้ค่าไฟถูกลงอย่างยั่งยืนจึงต้องเริ่มจากความกล้าที่จะปฏิรูปทั้งระบบ ไม่ใช่แค่ปรับสูตรค่าไฟบนกระดาษเท่านั้น

#โต๋ศุภโชติ #พรรคประชาชน #ทีมพลังงานประชาชน #ค่าไฟแพง

ที่อยู่

มหาราช
Krabi
81000

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ พรรคประชาชน กระบี่ - People's Party Krabiผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ องค์กรนั้น

ส่งข้อความของคุณถึง พรรคประชาชน กระบี่ - People's Party Krabi:

แชร์