15/06/2026
จาก ‘ไอ้สัตว์หมา (อสม)’ สู่คนที่หมู่บ้านฝากใจไว้
คุยกับพี่ผึ้งใหญ่-กมนพรรธน์ วงษ์พันธุ์ อสม. หมู่ 4 ตำบลบางปลาม้า อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี
ครั้งหนึ่ง คำว่า ‘อสม.’ ในหมู่บ้านนี้ ไม่ได้หมายถึงอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน แต่บทบาทกลับถูกเลือนราง จนกลายเป็นคำล้อเลียนแรง ๆ ว่า มาจาก “ไอ้สัตว์หมา”
นี่อาจไม่ใช่คำเล่น ๆ แต่เป็นคำประชดของคนทำงานที่รู้สึกว่า ต่อให้พยายามแค่ไหนก็ไม่มีใครเห็นค่า แต่ในวันนี้คนที่เคยถูกมองแบบนั้น กลายเป็นคนที่ชุมชนเรียกหาเป็นคนแรก ทั้งเมื่อมีใครป่วย เมื่อมีเด็กที่อยากให้ช่วยดูแล และเมื่อหมู่บ้านต้องการใครสักคนที่เอาอยู่
คุณกมนพรรธน์ วงษ์พันธุ์ หรือที่ทุกคนเรียกกันว่า ‘พี่ผึ้งใหญ่’ อสม. บางปลาม้า หมู่ 4 ที่เป็นทั้งประธานแม่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน และอสม. แต่ก่อนจะมาถึงจุดนี้ เธอเคยอยู่ในตำแหน่งที่ต่ำกว่านั้นมาก ต่ำถึงขั้นที่คำว่า ‘อสม.’ เคยถูกล้อ ถูกดูถูก และถูกเรียกด้วยคำที่ยกมาข้างต้น
“ไม่ใช่เขาด่าพี่นะ แต่คนที่เป็นอสม.เองพูดประชดตัวเอง เพราะไม่มีใครเห็นค่า” พี่ผึ้งใหญ่เริ่มเล่า
"จุดเริ่มต้นที่เกิดจากความไม่ตั้งใจ แต่เมื่อได้รับหน้าที่มาแล้ว ก็ไม่เคยละความพยายาม"
พี่ผึ้งใหญ่ไม่ได้สมัครมาเป็นอสม.ด้วยความฝันอันยิ่งใหญ่ เธอเข้ามาเพราะตำแหน่งนี้ไม่มีใครทำ
ในฐานะผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน คนในหมู่บ้านขอให้เธอช่วยรับหน้าที่นี้ในปี พ.ศ. 2562 หมู่ 4 เป็นชุมชนที่ทำอาชีพชาวนาเกือบ 90% จำนวนเด็กมีไม่มากนัก คนวัยทำงานก็ไม่ค่อยอยู่บ้าน งานอสม. จึงไม่ใช่งานที่ใครอยากรับ
“ตอนนั้นไม่ได้คิดอะไรเลย แค่รู้ว่าเขาขอให้ทำ ก็ทำ”
ชีวิตก่อนหน้านั้นของเธอจึงแทบไม่ข้องเกี่ยวกับสังคม เรียนก็เรียน ทำงานก็ทำงาน กลับบ้านก็ทำนา
เธอไม่ใช่คนเข้าสังคม ไม่ได้รู้สึกผูกพันกับบทบาทอสม.แม้แต่น้อย แต่ก็มาทำงานนี้
‘งานอาสา’ แรงงานที่ไม่มีใครให้เกียรติ
ช่วงแรกของการทำงาน คำว่า ‘การไม่ยอมรับ’ คือกำแพงที่ทลายยากที่สุดในขณะหนึ่งของพี่ผึ้งใหญ่
“เขามองว่าเราเป็นคนรับใช้ ไปงานไหนก็ให้ยกโต๊ะ เสิร์ฟน้ำ ไม่ใช่คนช่วยงานนะ เหมือนเป็นคนงาน”
ราวกับว่า เธอไม่มีคุณค่าในสายตาเขา ถึงขั้นมีคนไปถามแม่ของพี่ผึ้งใหญ่ตรง ๆ ว่า ลูกสาวเรียนจบอะไรมา
“ตอนนั้นแย่มาก รู้สึกว่า…ไม่น่าเข้ามาเลย”
"ความท้าทายในขั้นตอนของการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ"
จุดเปลี่ยนเริ่มต้นจากการที่เข้าไปเยี่ยมบ้านเพื่อประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย (DSPM) ที่พี่ผึ้งใหญ่เข้าไปในบ้านหลังหนึ่ง บ้านที่พ่อแม่เรียนสูง ลูกเป็นข้าราชการ แฟนเป็นทนาย
คำถามแรกที่ได้รับคือ “มาทำอะไร”
คำถามถัดมาคือ “จบอะไรมากัน”
แต่แทนที่จะเถียง พี่ผึ้งใหญ่เลือกถอยหนึ่งก้าว ยังไม่อธิบายอะไร เพียงแค่ขอให้ทางบ้านนั้นยอมตอบข้อมูลเพื่อให้เธอสามารถนำไปส่งงานกับทางรพ.สต.บางปลาม้าได้
“พี่ช่วยหนูหน่อยนะ เห็นแก่หลาน หนูต้องเอางานไปส่ง”
เธอไม่ได้บอกว่าตัวเองเก่ง ไม่ได้อธิบายทฤษฎีใด ๆ แต่ใช้วิธีชวนให้เจ้าของบ้านไป ศึกษาด้วยตัวเอง
“พี่มีความรู้ พี่จบสูง งั้นพี่ช่วยไปดูหน่อยสิ ว่าพัฒนาการเด็ก 5 ด้านมันมีอะไรบ้าง” แล้วเธอก็ไหว้อย่างสวยก่อนจะกลับออกมา
สองเดือนต่อมา เธอกลับไปอีกครั้ง ด้วยการเชิญชวนสมาชิกในครอบครัวมาดูวิธีการเล่นด้วยชุดเครื่องมือการเยี่ยมบ้าน เพื่อทำความเข้าใจว่า เด็ก ๆ อายุ 0-6 ปีนั้นมีพัฒนาการอยู่เสมอทั้งเรื่องของการเติบโตทางกายภาพ จิตใจ และปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น และสำคัญไปมากกว่านั้น ‘การเล่น’ คือสิ่งที่สามารถเชื่อมทั้ง 3 มิติข้างต้นเข้าไว้ด้วยกัน
อีกทั้ง ‘การเล่น’ ยังสามารถอธิบายได้ถึงพัฒนาการของลูกหลานของพวกเขาได้เป็นอย่างดี
เด็กเริ่มขยับตัว เริ่มยิ้ม เริ่มสื่อสาร ทำให้คนในบ้านที่เคยตั้งแง่ เริ่มมานั่งมอง มาถาม และมีส่วนร่วมในที่สุด
“เขาไม่ได้เชื่อเราเพราะคำพูด แต่เชื่อเพราะเห็นผล” พี่ผึ้งใหญ่ว่า
‘การเล่น’ ที่เปลี่ยนแปลงบ้านไปทั้งหลัง
โครงการโฮมบอนด์ฮีโร่ เยี่ยมบ้านด้วยการเล่นและปฏิสัมพันธ์ ไม่ได้นำของเล่นเข้าไปแค่เพื่อให้เด็กเกิดความสนุกสนาน แต่เพื่อนำเอาการเชื่อมโยงปฏิสัมพันธ์ที่เคยขาดหายไป ให้กลับเข้ามาในชีวิตของเด็ก ๆ
“ในสังคมชนบทที่การทำงานคือการทำงาน การกอดลูก บอกรักลูก ไม่ใช่เรื่องปกติ แต่ในวันนี้ภาพเหล่านั้นเริ่มเปลี่ยน ปู่ย่าตายายนั่งเล่นกับหลาน พ่อแม่เริ่มเล่านิทานให้ลูกฟัง มีการแสดงความรักผ่านปฏิสัมพันธ์ต่าง ๆ ทั้งกอด มีการหอมแก้ม หรือกระทั่งคำพูดบอกรัก”
“เด็กยิ้มแย้ม ผู้ใหญ่ก็อยากยิ้มตาม แค่นั้นเลย” พี่ผึ้งใหญ่เล่าด้วยรอยยิ้ม เมื่อเล่าถึงช่วงเวลาที่การเล่นเข้ามาช่วยเสริมสร้างปฏิสัมพันธ์ได้จริง และเธอเองก็เป็นส่วนหนึ่งที่ได้ทำสิ่งเหล่านั้น
และเมื่อการทำงานจริง ๆ ปรากฏให้เห็น บทบาทของอสม. ก็ถูกยกขึ้นมา จากคนที่เคยถูกใช้ กลายเป็นคนที่ชาวบ้านเชิญเข้าบ้าน จากคนที่ไม่มีใครฟัง กลายเป็นคนที่ชุมชนเชื่อถือ
พี่ผึ้งใหญ่ไม่ได้เป็นแค่อสม. เธอเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน เป็นประธานแม่บ้าน จากคนที่ไม่มีบทบาท
ตอนนี้กลายเป็นทำได้ทุกอย่าง
‘อสม.’ ที่ไม่ใช่ “ไอ้สัตว์หมา” อีกต่อไป
อสม. ได้ค่าตอบแทนเดือนละ 2,000 บาท ถึงแม้จะเพิ่งได้ไม่นาน เมื่อเทียบกับงานที่ต้องทำแทบทุกวัน แต่สิ่งที่พี่ผึ้งใหญ่ได้กลับมามีหลายอย่างมากกว่านั้น
เธอมีเพื่อน
มีสังคม
และเข้าใจถึง ‘ความหมาย’ ของการมีตัวตน
ความคิดจึงเปลี่ยนไป อสม. ไม่ใช่ไอ้สัตว์หมา แต่คือคนหนึ่งที่เป็นทั้งที่ยึดเหนี่ยว และเป็นศูนย์กลางของชุมชน
ในวันนี้ หากใครยังมองว่าอสม. คือแค่คนใช้งาน พี่ผึ้งใหญ่อาจไม่เถียงอีกต่อไป แต่เธอเลือกทำงานให้เห็น ผ่านการเข้าไปเยี่ยมทุกบ้าน รับฟังทุกปัญหา และเล่นกับเด็กทุกคน
เพราะเธอเชื่อว่า ‘การยอมรับ’ ไม่ได้มาจากตำแหน่ง แต่มาจากการลงมือทำ
“เมื่อก่อนแจ้งผู้ใหญ่บ้านแล้วจบ แต่ไม่รู้ว่าใครเป็นคนไปทำ เดี๋ยวนี้เขารู้แล้ว ว่าคนที่ไปทำ… คือเรา”
และบางทีคำว่า ‘อสม.’ อาจไม่ต้องแปลว่าอะไรอีกต่อไป แค่เป็นชื่อของคนที่ชุมชนเรียกหา เมื่อเขาต้องการใครสักคนให้ช่วยเหลือจริง ๆ
#บางปลาม้า #โฮมบอนด์ฮีโร่ #เยี่ยมบ้าน #กระเป๋าเล่นเล่น #อสม #บางปลาม้า #พัฒนาการเด็ก #โฮมบอนด์ฮีโร่