ต้นกะจัง..ทำสวน

ต้นกะจัง..ทำสวน ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก ต้นกะจัง..ทำสวน, Kantang.

ฝรั่งพันธุ์หายากครับ
24/01/2025

ฝรั่งพันธุ์หายากครับ

เมล็ดดอกชมจันทร์​ ชุดละ​ 20​ บ.​ชุดละ​ 20​ เมล็ด​ ค่าส่ง 20​ บ.​   #เมล็ดกอกชมจันทร์​  #ดอกชมจันทร์​  #ชมจันทร์
09/02/2023

เมล็ดดอกชมจันทร์​ ชุดละ​ 20​ บ.​
ชุดละ​ 20​ เมล็ด​ ค่าส่ง 20​ บ.​ #เมล็ดกอกชมจันทร์​ #ดอกชมจันทร์​ #ชมจันทร์

เกี่ยวพัน..
23/10/2022

เกี่ยวพัน..

02/09/2021
14/04/2021
06/04/2021

เห็นสถิติข้อมูลล่าสุดของการส่งออกสินค้าเกษตรและย้อนหลังมองในรอบหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นความร่วงโรยของภาคเกษตรกรรมอย่างน่าใจหาย

มูลค่ารวมการส่งออกสินค้าเหล่านี้ลดลงจาก 893,376 ล้านบาท ในปี 2554 เหลือเพียง 537,151 ล้านบาทเท่านั้นในปี 2563

มูลค่าการส่งออกยางพาราลดลงอย่างน่าใจหายที่สุด จาก 440,424 ล้านบาท เหลือเพียง 116,398 ล้านบาทเท่านั้น

ในขณะที่การส่งออกข้าวลดลงจาก 208,253 ล้านบาท เหลือ 115,915
ล้านบาท มันสำปะหลัง และอ้อย-น้ำตาลก็อยู่ในสภาพถดถอย

มีเพียงผลไม้เท่านั้นที่การส่งออกเพิ่มขึ้นจาก 56,218 ล้านบาท เป็น 141,131 ล้านบาท ก้าวกระโดด พร้อมแซงหน้าการส่งออกมันสำปะหลัง และข้าว กลายเป็นสินค้าเกษตรส่งออกอันดับหนึ่งแทน แต่ก็น่าห่วงแทนหากพึ่งตลาดจีนเป็นหลักเหมือนกับที่กำลังเป็นอยู่

ตัวเลขการส่งออกที่ลดลง ยังคู่ขนานไปกับการใช้งบประมาณมหาศาลปีละเฉลี่ยกว่า 50,000 ล้านบาท (หรือมากกว่า) เพื่อสนับสนุนเกษตรกรให้สามารถดำเนินกิจกรรมการผลิตต่อไปได้

บทเรียนในรอบหนึ่งทศวรรษนี้ชี้ชัดว่าหมดอนาคตของเกษตรกรรมเชิงเดี่ยวที่ผลิตวัตถุดิบราคาถูกเพื่อป้อนอุตสาหกรรมแล้ว

ประเทศไทยไม่มีความได้เปรียบใดๆและไม่มีประโยชน์ใดๆกับการแข่งขันส่งออกสินค้าราคาถูกในขณะที่ต้นทุนแพง และรายได้ที่ได้รับไม่คุ้มค่ากับความเสื่อมโทรมของฐานทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ในขณะที่เกษตรกรรายย่อยก็ไม่ได้ประโยชน์จากโครงสร้างการส่งออกดังกล่าว

เราเห็นว่ามีแต่เกษตรกรรมเชิงนิเวศ การพัฒนาจากความได้เปรียบเรื่องความหลากหลายทางพันธุกรรม ความรู้และภูมิปัญญาของเกษตรกรรายย่อยเกี่ยวกับไม้ผลเมืองร้อน และนวัตกรรมจากฐานทรัพยากรชีวภาพซึ่งรวมทั้งด้านพืชอาหารและสมุนไพร ระบบตลาดและโลจิสติกส์ที่ออกแบบใหม่สำหรับเกษตรกรรายย่อย-วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก คือกุญแจสำคัญของการปฏิวัติเกษตรกรรม เพื่อหลุดพ้นจากความร่วงโรยของเกษตรกรรมเชิงเดี่ยวแบบเดิม

05/04/2021

ในขณะที่บริษัทซินเจนทาฟ้องศาลปกครองเพื่อให้มีการยกเลิกการแบนพาราควอต

นางจรรยา มณีโชติ นายกสมาคมวิทยาการวัชพืช ซึ่งคัดค้านการแบนพาราควอตและสารพิษอื่น ได้ยื่นฟ้อง นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ อดีตผอ.มูลนิธิชีววิถี กรณีวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีสมาคมฯบางแห่งได้รับการสนับสนุนจากบริษัทสารเคมีกำจัดศัตรูพืช รวมทั้งกรณีที่เพจ BIOTHAI โต้แย้งข้อมูลของสมาคมฯว่า ไกลโฟเซตไม่ควรจัดว่ามีพิษระดับต่ำ เพราะสารดังกล่าวได้รับการจัดชั้นเป็นสารน่าจะก่อมะเร็งชั้น 2A จาก WHO อีกทั้งในสหรัฐมีการฟ้องร้องจนบริษัทผู้ผลิตต้องชดเชยค่าเสียหายมหาศาลแก่ผู้รับสัมผัสสารพิษดังกล่าว เป็นต้น

อย่างไรก็ตามในคำฟ้องของนางจรรยา กลับระบุข้อความตอนหนึ่งยอมรับว่า

"สมาคมฯ ได้รับการสนับสนุนจากบริษัทเอกชน ในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ อาทิ เช่น การจัดพิมพ์เอกสาร โปสเตอร์ และวารสารวิชาการ การเป็นเจ้าภาพจัดประชุมวิชาการทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ ซึ่งเป็นการสนับสนุนในรูปแบบของการซื้อพื้นที่โฆษณาในสื่อสิ่งพิมพ์ และพื้นที่จัดบู้ธนิทรรศการในการประชุมวิชาการ นอกจากนี้ สมาคมฯ ยังได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยด้านวัชพืช ทั้งจากบริษัทเอกชน และ หน่วยงานรัฐ"

ศาลนัดไต่สวนครั้งแรกในวันที่ 28 มิถุนายน 2564 หลังจากนางจรรยา มณีโชติ และสมาคมวิทยาการวัชพืชได้แจ้งความในข้อหาหมิ่นประมาทด้วยคอมพิวเตอร์เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2562

หากคำฟ้องของนางจรรยา และสมาคมฯมีเจตนาจะต้องการปิดปาก หวังไม่ให้ไบโอไทยพูดความจริง พวกเขาคงจะผิดหวัง เพราะเราจะยังคงพูดความจริงเกี่ยวกับพิษภัยของสารพิษกำจัดศัตรูพืช รวมทั้งความสัมพันธ์กับและพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของพวกเขาต่อไป

#พาราควอต #ไกลโฟเซตก่อมะเร็ง #ฟ้องปิดปาก lawsuit against public participation

19/03/2021

"ถึงแม้จะให้ราคาสูง แต่พวกเราจะไม่ตัดไม้ในไร่หมุนเวียนมาขาย แล้วเอาเงินซื้อข้าวกิน ทำแบบนั้นมันสบายแต่จะมีใครรักษาเชื้อพันธุ์ข้าวของบรรพบุรุษเอาไว้ ?" นี่คือคำกล่าวของผู้นำชุมชนปะกาเกอะญอ บ้านแม่ลานคำ อ.สะเมิง เชียงใหม่ หาใช่นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่ประกาศละทิ้งผลประโยชน์ของตน เพื่ออุทิศการทำงานในการอนุรักษ์ทรัพยากรพันธุกรรมเพื่อคนรุ่นหลังแต่อย่างใดไม่

พ่อหลวงนะผ่อ กล่าวประโยคดังกล่าวระหว่างสนทนากับนักพัฒนา และกลุ่มผู้ประกอบการจากในเมืองกลุ่มหนึ่ง เมื่อปี 2540 ข้อความนี้ถูกบันทึกไว้ในหนังสือชื่อ "ทรัพยากรชีวภาพอาเพศ : การย่ำยีพันธุกรรมและการต่อสู้ของชุมชน" จัดพิมพ์โดยมูลนิธิโกมลคีมทอง เมื่อปี 2541

คำตอบนั้นเกิดขึ้นจากบุคคลภายนอกผู้หนึ่งที่มาเห็นไร่หมุนเวียนเป็นครั้งแรก ตั้งคำถามด้วยความสงสัยว่า ในระบบไร่หมุนเวียนที่มีการทำไร่ข้าวในปีแรก จากนั้นปล่อยให้ไร่เหล่าฟื้นตัวจนเป็นป่าแล้วค่อยหมุนเวียนกลับมาทำไร่ใหม่เมื่อครบรอบ 7-10 ปี ทำไมคนปะกาเกอะญอไม่ขายไม้จากไร่เหล่าปีที่ 7-10 ทำไม้แปรรูปหรือวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมเยื่อกระดาษ แล้วเอาเงินไปซื้อข้าวกินแทน ดีไม่ดีได้ข้าวมากกว่าผลผลิตข้าวจากไร่หมุนเวียนเสียอีก แถมไม่ต้องเหนื่อยทำไร่เลย ทยอยขายไม้จากไร่หมุนเวียนแต่ละแปลงแทน

คำตอบของพ่อหลวงนะผ่อ ที่บ้านแม่ลานคำ คือคำอธิบาย "จิตวิญญาณแห่งไร่หมุนเวียน" ของพี่น้องชุมชนชาติพันธุ์ที่คนภายนอกไม่อาจเข้าใจได้โดยง่าย เพราะ "ข้าว" และ "เชื้อพันธุ์ข้าว" คือหลักประกันความมั่นคงทางอาหารของพวกเขา

สิ่งที่ปู่คออี้ หน่อแอะ และบิลลี่ แห่งบางกลอยต้องการกลับไปทำไร่หมุนเวียนที่บ้านใจแผ่นดิน หมู่บ้านเดิมของพวกเขา ก็ด้วยเหตุผลและจิตวิญญาณแบบเดียวกัน

ความเชื่อและวิถีปฏิบัติของพวกเขาต่อป่าและธรรมชาติเป็นวิถีแห่งการอนุรักษ์โดยวิถีชีวิต สิ่งนั้นมีคุณค่าไม่น้อยไปกว่าผู้ที่ประกาศตนว่าเป็นนักสิ่งแวดล้อมหรือผู้รักธรรมชาติแต่อย่างใดไม่

วิถีเกษตรกรรมเชิงจารีตดังกล่าว อนุรักษ์สายพันธุ์ข้าวไว้กว่า 28 สายพันธุ์ (ทั้งนี้โดยไม่ต้องกล่าวถึงสายพันธุ์พืชอาหารและสมุนไพรหลายร้อยชนิดพันธุ์) ไว้ในชุมชนเล็กๆ ในขณะที่พื้นที่ปลูกข้าว 90% หรือประมาณ 50 ล้านไร่ของประเทศปลูกข้าวไม่ถึง 10 สายพันธุ์

ทุกปีที่พวกเขาเก็บสายพันธุ์ข้าวเอาไปปลูกต่อ แลกเปลี่ยนกันระหว่างพี่น้องในชุมชนหรือต่างชุมชน เราทุกคนในประเทศนี้ ได้สายพันธุ์ข้าวและพืชอาหารสายพันธุ์ใหม่ที่ปรับตัวเองให้ต้านทานต่อโรคแมลง และการเปลี่ยนแปลงของดินฟ้าอากาศ จากวิถีเกษตรกรรมของพวกเขา

ไร่หมุนเวียนกลายเป็นแปลงอนุรักษ์ ฟื้นฟู และพัฒนาสายพันธุ์ โดยรัฐไม่ต้องลงทุนทำธนาคารเมล็ดพันธุ์หรือศูนย์วิจัยปรับปรุงสายพันธุ์

มาตราสำคัญในอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพจึงเรียกร้องให้ภาคีสมาชิก "เคารพ" วิถีดังกล่าวของชุมชนพื้นเมืองเหล่านั้น

เพราะวิถีดังกล่าวต่างหากที่สร้างหลักประกันให้กับการสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับมนุษยชาติ ไม่ใช่วิถีเกษตรกรรมแผนใหม่ของพวกเรา ที่พรากความหลากหลายทางพันธุกรรมจากพื้นที่เกษตรกรรมของโลกและของประเทศไทยไปอย่างรวดเร็วตลอด 4-5 ทศวรรรษที่ผ่านมา

นี่คือหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่เรา

14/03/2021

ระบบไร่หมุนเวียนเป็นหนึ่งในแบบแผนเกษตรเขตร้อนที่อนุรักษ์ดินและน้ำ แทบจะใกล้เคียงกับป่าธรรมชาติทีเดียว

งานศึกษาเรื่อง Soil erosion and conservation in agroforestry systems ของ Wiersum KF (1991) จัดลำดับเปรียบเทียบระบบนิเวศการปลูกพืชต่างๆ พบว่า ระบบการปลูกพืชที่เกื้อกูลการอนุรักษ์ดินและน้ำมากที่สุดคือระบบการปลูกพืชแบบหลายชั้นแบบเดียวกับ "สวนสมรม" ในภาคใต้ของประเทศไทย เพราะพบว่าการชะล้างของดินน้อยที่สุด รองลงมาคือ ไร่เหล่า (หรือไร่หมุนเวียนตั้งแต่ปีที่ 2 เป็นต้นไป ) โดยทั้งสองระบบมีการชะล้างของดิน (ใช้ค่ามัธยฐาน- median) อยู่ที่ 0.06 และ 0.15 ตัน/เฮกตาร์/ปี น้อยกว่าป่าธรรมชาติเสียอีก

ส่วนการทำไร่ข้าวแบบดั้งเดิม มีอัตราการชะล้างของดิน 2.78 ตัน/เฮกตาร์/ปี น้อยกว่าระบบการปลูกป่าแบบตองยา (ปลูกพืชเกษตรระหว่างแถวไม้ยืนต้น) ซึ่งมีอัตราการชะล้างเฉลี่ย 5.23 ตัน/เฮกตาร์/ปี แต่มากกว่าการปลูกป่าที่เมื่อปลูกแล้วปล่อยให้เป็นป่าแบบธรรมชาติโดยไม่รบกวนใดๆ ซึ่งพบว่ามีอัตราการชะล้างในระดับ 0.58 ตัน/เฮกตาร์/ปี

อย่างไรก็ตามหากจัดอันดับการชะล้างดังกล่าวของกรมพัฒนาที่ดินยังถือว่าอยู่ในระดับ "น้อยมาก" (กรมพัฒนาที่ดินจัดระดับการสูญเสียดินน้อยมาก มีค่า 0-2 ตันต่อไร่ต่อปี)

ส่วนระบบการปลูกป่าไม้ที่ปล่อยให้พื้นดินเตียนโล่งนั้นมีอัตราการชะล้างของดินในระดับปานกลางคืออยู่ที่ระดับเฉลี่ย 5.23 ตัน/เฮกตาร์/ปี

ระบบไร่หมุนเวียน ซึ่งรวมการปลูกข้าวไร่และพืชอาหารต่างๆในปีแรกโดยมีวิธีจัดการแบบพื้นบ้านปล่อยให้ไม้ยืนต้นในไร่สามารถแตกกิ่งก้าน เติบโตเป็นผืนป่าใหม่อย่างรวดเร็วได้อีกครั้งจนถึงปีที่ 7 ถึง 10 ถูกจัดเป็นเกษตรกรรมเชิงอนุรักษ์ในแง่การอนุรักษ์ดินและน้ำ ทั้งนี้โดยไม่ต้องกล่าวถึงคุณค่าของระบบไร่หมุนเวียนที่สร้างความหลากหลายของพันธุกรรมพืชเพื่ออาหารเกษตรและยา ซึ่งไบโอไทยได้เคยนำเสนอไปก่อนหน้านี้

การตระหนักต่อบทบาทและความสำคัญต่อจารีตและวิถีเกษตรกรรมของพี่น้องชนเผ่าปะกาเกอญอ/กะเหรี่ยง ของนานาประเทศมีเหตุผลรองรับในเชิงนิเวศเกษตรกรรมดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น

หมายเหตุ : กรมพัฒนาที่ดินจัดระดับการชะล้างดินไว้ดังนี้
- การสูญเสียดินน้อยมาก มีค่า 0-2 ตันต่อไร่ต่อปี
- การสูญเสียดินน้อย มีค่า 2-5 ตันต่อไร่ต่อปี
- การสูญเสียปานกลาง มีค่า 5-20 ตันต่อไร่ต่อปี
- การสูญเสียรุนแรง มีค่า 20-100 ตันต่อไร่ต่อปี
- การสูญเสียรุนแรงมาก มีค่ามากกว่า 100 ตันต่อไร่ต่อปี

#ไร่หมุนเวียน #อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ #การชะล้าง

สักลังหล่าวแต่ยังไม่เข้าที
12/03/2021

สักลังหล่าวแต่ยังไม่เข้าที

เก็บแต่พอมื้อ
26/02/2021

เก็บแต่พอมื้อ

17/02/2021

ที่อยู่

Kantang
92110

เบอร์โทรศัพท์

0855707018

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ต้นกะจัง..ทำสวนผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์