ข่าว สวท.ชุมพร

ข่าว สวท.ชุมพร สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไท? สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย สำนักประชาสัมพันธ์เขต 5 กรมประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรี

13/11/2021
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบอนุมัติโครงการรถ Mobile พาณิชย์...ลดราคา! ช่วยประชาชน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก        โดยนำสินค้าราค...
28/06/2021

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบอนุมัติโครงการรถ Mobile พาณิชย์...ลดราคา! ช่วยประชาชน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก
โดยนำสินค้าราคาถูกไปตระเวนจำหน่ายให้แก่ประชาชน ในหมู่บ้านและชุมชนต่าง ๆ ทั่วประเทศ โดยเริ่มต้นในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ไม่ต่ำกว่า 500 ชุมชนโดยการใช้รถ Mobile ไม่น้อยกว่า 1,000 คัน ให้บริการจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการครองชีพให้กับประชาชน ในราคาที่ต่ำกว่าท้องตลาดร้อยละ 20 - 40
เช่น ข้าวหอมถุงละ 5 กิโลกรัม 120 บาท ตกกิโลกรัมละ 24 บาท / ไข่ไก่แผงละ 30 ฟอง แผงละ 83 บาท ตกฟองละ 2.77 บาท / ปลากระป๋อง กระป๋องละ 10 บาท / น้ำมันพืช 1 ลิตร ขวดละ 43 บาท / น้ำตาลทราย กิโลกรัมละ 20 บาท และบะหมี่ กึ่งสำเร็จรูปซองละ 5 บาท รวมทั้งสินค้าอื่น ๆ โดยมีทั้งรถกระบะขนาดเล็ก (รถพุ่มพวง) และรถโมบายล์ขนาดใหญ่ มีสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น ผงซักฟอก โฟมล้างหน้า และสินค้าใช้สอย ในชีวิตประจำวัน โดยลดราคาสูงสุดถึง 60%
ทั้งนี้ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแก่ประชาชน ระยะเวลาดำเนินการ 30 วัน เริ่มเดือน ก.ค. 2564 ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มรายได้ 210 ล้านบาท ลดรายจ่าย 90 ล้านบาท เพิ่มการจ้างงาน/รักษาการจ้างงาน 2,385 คน ลดภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชน 3 ล้านคน หรือ 100,000 คน/วัน

26/06/2021
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม แถลงภายหลังการปะชุมคณะรัฐมนตรี ว่านับตั้งแต่วันที่ 7 มิ.ย.       ที่เ...
21/06/2021

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม แถลงภายหลังการปะชุมคณะรัฐมนตรี ว่านับตั้งแต่วันที่ 7 มิ.ย. ที่เริ่มคิกออฟ “วาระแห่งชาติ” เรื่องการฉีดวัคซีน พร้อมกัน ทั่วประเทศ จนถึง15 มิ.ย. มีการฉีดวัคซีนไปมากกว่า 2 ล้านโดส ภายในเวลาเพียงหนึ่งสัปดาห์ ในภาพรวมได้กระจายวัคซีนไปทั่วประเทศมากกว่า 7 ล้านโดส และฉีดไปได้มากกว่า 6.5 ล้านโดสแล้ว นับเป็นความร่วมแรง ร่วมใจกันอย่างเต็มที่ของเจ้าหน้าที่ในทุกจุดบริการ ต้องขอขอบคุณ

รับทราบปัญหาและกำลังแก้ไข
ปัจจัยที่สำคัญที่จะทำให้การระดมฉีดวัคซีนดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง คือการจัดสรรวัคซีนไปยังจุดบริการทั่วประเทศ อย่างทั่วถึงและพอเพียง ซึ่งเป็นสิ่งที่ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ข่าว หรือการประกาศเลื่อนการฉีดวัคซีนจากโรงพยาบาลต่าง ๆ อาจทำให้เกิดความไม่สบายใจ และเข้าใจว่าภาครัฐไม่ได้จัดสรรวัคซีนให้อย่างเพียงพอ หรือไม่ได้มีการประสานงานกันอย่างดีพอ ซึ่งได้รับทราบและพยายามหาทางแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นทุกวัน โดยสั่งการไปยังผู้ที่รับผิดชอบ เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด

3 ส่วนงานหลักขับเคลื่อนการฉีดวัคซีน
ภาพรวมในการดำเนินการตามวาระแห่งชาติ เรื่องการฉีดวัคซีนนั้น แต่ละหน่วยงานมีการแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบดังนี้
1. ศบค. ผู้เป็นองค์กรสูงสุดในการจัดการสถานการณ์โควิด และการฉีดวัคซีน มีความรับผิดชอบในการกำหนดนโยบาย กำหนดหลักการในการจัดสรรวัคซีนให้แต่ละจังหวัด โดยมีหลักการว่าทุกจังหวัดจะต้องได้รับวัคซีนตามสัดส่วนจำนวนประชากร และเพิ่มเติมให้กับจังหวัดที่มีสถานการณ์ระบาด รวมทั้งเพิ่มเติมกลุ่มบุคคลที่มีความจำเป็นต่อเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว การศึกษา และอื่น ๆ
2. กระทรวงสาธารณสุข หน่วยงานหลักที่รับมอบนโยบายจาก ศบค. จะเป็นผู้รับผิดชอบในการกำหนดว่า วัคซีนที่ได้รับในแต่ละรอบ จะจัดส่งแต่ละจังหวัดจำนวนเท่าใด ตามหลักการในการจัดสรร โดยกระทรวงสาธารณสุข จะเร่งจัดส่งวัคซีนในรอบนั้น กระจายไปยังทั่วประเทศในทันที
3. ความรับผิดชอบของแต่ละจังหวัด ที่จะเป็นผู้กำหนดว่าแต่ละโรงพยาบาลและจุดฉีดในจังหวัดนั้น จะได้รับวัคซีนเป็นจำนวนเท่าใด และจัดการจัดส่งให้อย่างรวดเร็วที่สุด ซึ่งการจัดสรรนี้ จะต้องคำนึงถึงระยะเวลาที่มี จนกว่าจะได้รับการจัดสรรวัคซีนในรอบต่อไป ให้เป็นไปอย่างราบรื่นที่สุด เนื่องจากการได้รับวัคซีนของเรานั้น เป็นการทยอยมาเป็นรอบ ไม่ใช่ได้มาครั้งเดียว 6 ล้านโดส หรือ 10 ล้านโดส ตั้งแต่ต้นเดือน และเราจะส่งออกทันทีที่ได้รับวัคซีน ไม่ได้รอเก็บไว้จนกว่าจะครบ จึงจะส่งออก

เผยสูตรจัดสรรควัคซีนตาม 4 กลุ่มเป้าหมาย
นายกฯ ย้ำว่า “สูตร” ในการจัดสรรวัคซีน ที่ได้สั่งการลงไป มีดังนี้
1. เมื่อมีวัคซีนมา กระทรวงสาธารณสุขต้องส่งให้ทุกจังหวัดทันที จะไม่มีจังหวัดใดที่ไม่ได้เพิ่มเติมในแต่ละรอบ ซึ่งในอนาคตอาจยกเว้นจังหวัดที่ได้ครบตามเป้าหมายแล้ว หรือบางจังหวัดที่ ศบค. พิจารณาว่ายังไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนในขณะนั้น
2. จำนวนวัคซีนที่นำส่งให้แต่ละจังหวัด จะขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ ที่นำมาคำนวณ คือ จำนวนประชากร จำนวนผู้ติดเชื้อ จำนวนผู้จองในระบบ ทั้งหมอพร้อมและระบบของจังหวัด และกลุ่มเฉพาะ เช่น อาชีพเสี่ยง พื้นที่เศรษฐกิจ
3. หากจำนวนวัคซีนที่ได้ คำนวณแล้วไม่เพียงพอต่อการฉีดในระยะเวลา ในรอบนั้น ให้แต่ละจังหวัดและจุดฉีดพิจารณาจัดสรรให้กับกลุ่มผู้สูงอายุ และกลุ่มโรคเสี่ยง ที่ลงทะเบียนไว้ก่อน
4. หากมีความจำเป็น ต้องชะลอการฉีดวัคซีนตามกำหนดเดิม ระหว่างรอการนำส่งวัคซีน ต้องยึดลำดับเดิมไว้ โดยไม่ต้องลงทะเบียนใหม่ และจัดการฉีดวัคซีนตามลำดับเดิมทันทีที่ได้รับการจัดสรรวัคซีน

ชี้การนำส่งวัคซีนต้องใช้เวลาและต้องปรับแผนการฉีดในพื้นที่ระบาดรุนแรงก่อน
เชื่อว่าทุกฝ่ายได้มีความพยายาม และดำเนินการอย่างทุ่มเท เพื่อให้บริการกับพี่น้องประชาชนอย่างดีที่สุด ซึ่งปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้น ส่วนหนึ่งอาจเกิดจากปัจจัยที่ควบคุมได้ยาก นั่นคือการนำส่งวัคซีนที่ต้องใช้เวลา ทั้งการผลิตและการตรวจสอบคุณภาพ ไม่สามารถกำหนดได้แน่นอนทุกครั้งว่าจะได้รับวันใด และจะได้รับเป็นรอบ ไม่ใช่ได้ครั้งเดียวจำนวนมาก ซึ่งหลายประเทศทั่วโลกต่างต้องเจอกับปัญหานี้ทั้งสิ้น แต่ประเทศไทยนั้นยังมีข้อได้เปรียบ ที่เรามีบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ ซึ่งผลิตวัคซีนของแอสตราเซเนกา ตั้งอยู่ในประเทศไทยของเราเอง ทำให้การขนส่งทำได้อย่างรวดเร็ว
อีกปัจจัยหนึ่งคือการปรับแผนการฉีดวัคซีนตามสถานการณ์การระบาดที่เกิดขึ้น ทำให้มีการเปิดให้ประชาชนกลุ่มเสี่ยงและประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงอย่างกรุงเทพมหานคร ได้เริ่มฉีดเพื่อควบคุมการระบาด และเพื่อเหตุผลทางเศรษฐกิจ ทำให้อาจไปกระทบกับผู้ที่ลงทะเบียนไว้ก่อนบางส่วน นอกจากนั้น ต้องยอมรับว่าในภารกิจครั้งนี้มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก มีผลกระทบต่อผู้ที่อยู่ในประเทศไทยทั้ง 70 ล้านคน จึงอาจเกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ในการประสานงานระหว่างหน่วยงาน อย่างไรก็ตามทุกหน่วยงาน มีความตั้งใจอย่างเต็มที่ทั้งหมด

ขออภัยต่อปัญหาที่เกิดขึ้น-ยืนยันจัดหาวัคซีนได้ 100 ล้านโดส ในปีนี้
ในฐานะนายกรัฐมนตรีและผู้อำนวยการ ศบค.ต้องขออภัย พี่น้องประชาชน ต่อปัญหาที่เกิดขึ้น และขอเป็นผู้รับผิดชอบในการแก้ไขปัญหาทั้งหมด ขอย้ำว่ารัฐบาลได้จัดหาวัคซีนอย่างเพียงพอต่อคนไทยทุกคนซึ่งขณะนี้สามารถจัดหาวัคซีนได้ตามเป้าหมาย 100 ล้านโดส สำหรับประชาชน 50 ล้านคน หรือ 70% ของประชากรภายในสิ้นปีนี้ และจะดำเนินการจัดหาเพิ่มขึ้นอีกในปีหน้า และขอย้ำว่าการดำเนินการทุกอย่างเป็นไปด้วยความโปร่งใส และจะไม่ยอมให้เกิดการทุจริตใด ๆ พร้อมเชื่อมั่นว่าด้วยศักยภาพและความทุ่มเทเสียสละของบุคลากรในการควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาด และการระดมฉีดวัคซีน เราจะต้องชนะสงครามโควิดครั้งนี้อย่างแน่นอน

"สถานีกลางบางซื่อ" รับผู้ลงทะเบียน "หมอพร้อม" ที่ถูกเลื่อน 16 มิ.ย. นี้ พร้อมจัดจุด One Stop Service ฉีดกลุ่มเปราะบาง
ด้านนายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า หากไม่มีการเลื่อนนัดจาก รพ.ที่ลงทะเบียนให้ไปฉีดวัคซีนตามนัดหมายเดิม หรือถ้ามีการเลื่อนนัด ขอให้ติดต่อสอบถาม รพ. อีกครั้ง โดยเฉพาะช่วงวันที่ใกล้ฉีดวัคซีนว่ามีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่
เนื่องจากสัปดาห์นี้ กรมควบคุมโรคจะมีการส่งวัคซีนไปเพิ่มเติมตามที่กำหนด ขอให้สอบถาม รพ.ก่อน เพราะอาจกลับมาฉีดได้ตามเดิม ก็ให้ไปฉีดที่ รพ.เป็นหลัก แต่อาจมีกลุ่มที่ช่วง 1-2 วันที่ผ่านมานี้ถูกเลื่อนฉีดไปแล้ว หรือ รพ.ยังจัดการไม่ได้ ใกล้วันฉีดแล้วยังถูกเลื่อนอีก สามารถมาฉีดที่บางซื่อได้ โดยสามารถโทรไปที่ Call center หมอพร้อม 027922333 ซึ่งมีเกือบ 200 คู่สาย จะมี SMS นัดหมายระบุวันและเวลาฉีด นำมาแสดงเพื่อรับการฉีดวัคซีนที่ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อได้ เริ่มฉีดตั้งแต่ 16 มิ.ย.เป็นต้นไป
ทั้งนี้ คาดว่าหมอพร้อมที่ถูกเลื่อนที่มีปัญหาจริง ๆ น่าจะมีไม่เกิน 1,000 คน ซึ่งเตรียมวัคซีนเผื่อไว้ 2,000 โดสต่อวัน โดย Call center หมอพร้อมนัดมาชั่วโมงละ 200 คน ขอให้มาตามเวลานัดเพื่อไม่ให้เกิดความแออัด
นายแพทย์สมศักดิ์ กล่าวด้วยว่า ได้เตรียมจุด One Stop Service รองรับการฉีดวัคซีนกลุ่มเปราะบาง ผู้พิการ โรคเลือด โรคหัวใจ หรือโรคประจำตัวที่คัดกรองแล้วยังควบคุมอาการได้ไม่ดี ไม่สามารถเดินได้ ซึ่งที่ผ่านมามีการฉีดกลุ่มเปราะบางวันละ 200 ราย รอรับฉีดวัคซีนและสังเกตอาการได้ที่จุดเดียว มีแพทย์ พยาบาล และอุปกรณ์การดูแลเตรียมไว้ทั้งหมด

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แถลงภายหลังการประชุม ครม. ย้ำ การฉีดวัคซีนซึ่งถือเป...
15/06/2021

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แถลงภายหลังการประชุม ครม. ย้ำ การฉีดวัคซีนซึ่งถือเป็นวาระแห่งชาติ โดยได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมจุดฉีดวัคซีน ณ สถานีกลางบางซื่อ ที่เป็นจุดฉีดวัคซีนที่ใหญ่ที่สุด ในประเทศ รองรับการฉีดวัคซีนประมาณหมื่นคนต่อวัน และจุดฉีดวัคซีนสำหรับผู้ประกันตนมาตรา 33 ณ อาคารกีฬาเวสน์ ดินแดง โดยวันที่ 7 มิ.ย.ที่ผ่านมาถือเป็น “วันคิกออฟ” ระดมฉีดวัคซีน ทั่วประเทศ ยอดรวมเฉพาะการฉีดวัคซีนมากกว่า 4 แสนโดส และ มียอดสะสมผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีนทั้งหมดมากกว่า 4.6 ล้านโดส โดยแบ่งเป็นผู้ได้ฉีดเข็มแรกแล้ว 3.2 ล้านคน และผู้ฉีดครบสองเข็ม 1.4 ล้านคน
นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้อำนวยการ ศบค. ย้ำถึงหลักการกระจายวัคซีนเพื่อให้เกิดความเท่าเทียมและมีประสิทธิภาพในการควบคุมโรคมากที่สุด ได้แก่ ทุกจังหวัดจะต้องได้รับวัคซีนเพื่อให้เริ่มต้นการฉีดได้พร้อมกัน จำนวนวัคซีนที่แต่ละจังหวัดจะได้รับการจัดสรร ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขสำคัญ คือ จำนวนประชากร อายุ จำนวน ผู้ติดเชื้อ กลุ่มเสี่ยง อาชีพ และการเป็นพื้นที่เฉพาะ เช่น พื้นที่ท่องเที่ยว พื้นที่เศรษฐกิจ โดยแต่ละจังหวัดที่ได้รับวัคซีนจะเป็น ผู้กำหนดการจัดสรรวัคซีนให้แก่โรงพยาบาลต่าง ๆ ในจังหวัดเอง และ ประชาชนที่จองคิวแล้วจะต้องได้รับวัคซีน โดยยึดวันที่จองไว้เดิมให้ได้มากที่สุด โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรียังขออภัยหากมีพี่น้องประชาชนที่ไม่ได้รับความสะดวก หรือเกิดการเปลี่ยนแปลง พร้อมสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาและเยียวยา ผู้ได้รับผลกระทบให้เร็วที่สุด
อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรียืนยันว่าจะมีการจัดหาวัคซีนเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่องให้ได้มากที่สุด โดยรัฐบาลตั้งเป้าหมาย การจัดหาวัคซีน 100 ล้านโดสและเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ปัจจุบันได้มี การทำสัญญากับ AstraZeneca ที่ผลิตโดยบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์แล้ว 61 ล้านโดส Sinovac 6 ล้านโดส และมีแผนจะจัดซื้อเพิ่มอีก 8 ล้านโดส และคาดว่าจะสามารถทำสัญญากับ Pfizer และ Johnson & Johnson รวมกว่า 25 ล้านโดส นอกจากนี้ ยังจะมีวัคซีนอีกจำนวนหนึ่งที่ได้รับมาจากการเจรจาทางความสัมพันธ์กับประเทศต่าง ๆ ซึ่งในปีหน้าคาดว่าจะมีวัคซีนที่ผลิตโดยคนไทย ควบคู่ไปกับการใช้แพทย์แผนไทย ด้วยการนำสมุนไพรต่าง ๆ พัฒนาไปสู่กระบวนการผลิตเพื่อสร้างรายได้ ปรับเปลี่ยนวิธีการเพาะปลูกพืชให้แก่เกษตรกรอีกด้วย

ขณะที่ ราชกิจจานุเบกษา ประกาศศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด- 19) เรื่อง แนวทางการบริหารจัดการวัคซีนป้องกันโรคโควิด – 19 ระบุให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถจัดหาวัคซีนป้องกัน โรคโควิด- 19 มาให้บริการแก่ประชาชนในพื้นที่
โดยให้จัดหาจากหน่วยงานต่าง ๆ ดังนี้ ได้แก่ กรมควบคุมโรค องค์การเภสัชกรรม สถาบันวัคซีนแห่งชาติ สภากาชาดไทย ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ หรือหน่วยงานของรัฐ ที่มีหน้าที่และอำนาจ ในการให้บริการทางการแพทย์หรือสาธารณสุขแก่ประชาชน ร่วมมือกันในการดำเนินการจัดหา สั่ง หรือนำเข้าวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 อย่างเร่งด่วน เพื่อให้ประชาชนได้รับวัคซีนที่มีคุณภาพและ มีประสิทธิภาพอย่างรวดเร็วและทั่วถึง
ภายใต้กฎหมาย กฎ หรือระเบียบที่เกี่ยวข้อง หรือตามหลักเกณฑ์ที่หน่วยงานนั้น ๆ กำหนด และต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎ หรือระเบียบที่เกี่ยวข้อง รวมถึงหลักเกณฑ์หรือแผนการใช้จ่ายงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและต้องสอดคล้องกับแนวทางการบริหารจัดการวัคซีนป้องกันโรคโควิด- 19 ภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉิน ตามที่ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด- 19 หรือนายกรัฐมนตรีกำหนด
ทั้งนี้ การดำเนินการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในแต่ละพื้นที่ ให้เป็นไปตามแนวทางหรืออยู่ในการกำกับดูแล ของผู้ว่าราชการจังหวัดและคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด เพื่อมิให้เกิดความเหลื่อมล้ำในการจัดหาวัคซีนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีศักยภาพด้านงบประมาณและรายได้ที่แตกต่างกัน และเพื่อให้การกระจายวัคซีนให้มีความเป็นธรรมมากที่สุดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสนับสนุนและให้ความสำคัญในการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในพื้นที่ในการเข้ารับบริการฉีดวัคซีนป้องกันโรค โควิด- 19 เพื่อประโยชน์ต่อประชาชนส่วนรวมของประเทศ โดยให้ มีผลตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๔ เป็นต้นไป

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบ 4 มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์โควิด -19 ดังนี้1. โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผ...
07/06/2021

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบ 4 มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์โควิด -19 ดังนี้
1. โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ระยะที่ 3
โดยจ่ายเงินช่วยเหลือผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 1,200 บาท/คน โดยแบ่งจ่ายเดือนละ 200 บาท/คน เป็นระยะเวลา 6 เดือน (ก.ค.-ธ.ค.64) มีผู้ได้ประโยชน์จากโครงการนี้ 13,350,159 คน
2. โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ เช่น ผู้ไม่สามารถเข้าถึงระบบอินเตอร์เน็ต ผู้ไม่มีสมาร์ทโฟน ผู้มีภาวะพึ่งพิง ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ จำนวนไม่เกิน 2,500,000 คน โดยจ่ายผ่านบัตรประชาชนแบบสมาร์ทการ์ด เดือนละ 200 บาท/คน ระยะเวลา 6 เดือน (ก.ค.-ธ.ค.64) รวมได้รับเงินช่วยเหลือ 1,200 บาท
3. โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 เพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายแก่ประชาชน 31 ล้านคน โดยแบ่งเป็น
- ผู้ที่เคยร่วมโครงการใน ระยะที่ 1-2 15 ล้านคน
- เปิดให้ผู้ไม่เคยได้รับสิทธิ์ลงทะเบียนอีก 16 ล้านคน
- ทั้งนี้ต้องเป็นผู้อายุเกิน 18 ปี และไม่เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือเข้าร่วมโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้
การใช้สิทธิ์เป็นลักษณะร่วมจ่าย คือ ซื้อของเท่าไหร่ จ่ายจริงครึ่งเดียว และอีกครึ่งรัฐสนับสนุน โดยยอดเงินที่สนับสนุนไม่เกิน 150 บาท/คน/วัน หรือใช้จ่ายผ่านโครงการนี้ได้ไม่เกินวันละ 300 บาท
การสนับสนุนจะเติมเงินผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” แบ่งเป็น 2 รอบ รอบละ 3 เดือน ( ก.ค. - ก.ย.64) และ (ต.ค. - ธ.ค. 64) ซึ่งจะได้รับสิทธิรอบละ 1,500 บาท รวมได้รับสิทธิ 3,000 บาท ระยะเวลาดำเนินการรับสิทธิได้ตั้งแต่มิถุนายน - ธันวาคม 2564 หรือจนกว่าสิทธิจะเต็ม โดยสามารถเริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่กรกฎาคม - ธันวาคม 2564 คาดว่าจะทำให้มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ 186,000 ล้านบาท ส่งผลให้ GDP ขยายตัวร้อยละ 0.55
4. โครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ สนับสนุนวงเงินในรูปแบบบัตรกำนัลอิเล็กทรอนิกส์ (e-Voucher) เมื่อซื้อสินค้าและบริการ ได้แก่ อาหาร เครื่องดื่ม สินค้าทั่วไป ไม่รวมสลากกินแบ่ง เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยาสูบ รวมทั้งบริการนวด/สปา/ทำผมทำเล็บ และบริการอื่นตามที่กำหนด
โดยจำกัดวงเงินใช้จ่าย ไม่เกิน 5,000 บาท/คน/วัน หรือรวมแล้วไม่เกิน 60,000 บาท/คน และจะได้รับสิทธิ e-Voucher สะสมสูงสุดไม่เกิน 7,000 บาทต่อคนเพื่อนำไปใช้ต่อ ซึ่งในรายละเอียดนั้นทางกระทรวงการคลังจะชี้แจงเพิ่มเติมต่อไป
สำหรับกลุ่มเป้าหมายจะเป็นประชาชนไม่เกิน 4 ล้านคน โดยมีคุณสมบัติคือ เป็นประชาชนสัญชาติไทยมีอายุ 18 ปีบริบูรณ์ มีบัตรประจำตัวประชาชน และไม่เป็นผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ไม่ได้รับสิทธิโครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ หรือไม่ใช้สิทธิโครงการ “คนละครึ่ง” ระยะที่ 3
ทั้งนี้โครงการดังกล่าวเพื่อกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศผ่านผู้มีกำลังซื้อและสนับสนุนผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยกระทรวงการคลังคาดว่าจะทำให้มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ 268,000 ล้านบาท ช่วย GDP ขยายตัวร้อยละ 0.80 ด้วย
อย่างไรก็ตาม 4 มาตรการข้างต้น นอกจากจะประชาชนที่ได้รับสิทธิ์โดยตรง รวมกว่า 51 ล้านคนแล้ว ยังเป็นประโยชน์กับร้านค้ารายย่อยที่เข้าร่วมรับชำระค่าใช้จ่ายผ่านโครงการเหล่านี้ รวมไปถึงห่วงโซ่เศรษฐกิจอื่น ๆ เช่น เกษตรกร ชาวประมง เป็นต้น
#ครม.อนุมัติ4มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจบรรเทาผลกระทบจากโควิด-19

คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติกรอบวงเงิน 311,650,300 บาท ให้กรมราชทัณฑ์เป็นค่าใช้จ่ายในการแก้ไขและป้องกันโรคติดเชื้อไวร...
31/05/2021

คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติกรอบวงเงิน 311,650,300 บาท ให้กรมราชทัณฑ์เป็นค่าใช้จ่ายในการแก้ไขและป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในเรือนจำและ ทัณฑสถานทั่วประเทศ จำนวน 5 รายการ ประกอบด้วย

- ค่าชุดตรวจไวรัสโควิด-19 แบบ RT PCR จำนวน 100,000 ชุด เป็นเงิน 80 ล้านบาท
- ค่าก่อสร้างโรงพยาบาลสนามรองรับผู้ป่วยวิกฤติ ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล จำนวน 2 แห่ง เป็นเงิน 51,967,200 บาท
- ค่าก่อสร้างโรงพยาบาลสนามประจำเขตกลุ่มเรือนจำและทัณฑสถาน จำนวน 10 แห่ง เป็นเงิน 92,680,000 บาท
- ค่าก่อสร้างและปรับปรุงห้องกักกันโรคประจำเรือนจำและทัณฑสถานจำนวน 65 แห่ง เป็นเงิน 49,835,500 บาท
- ค่าวัสดุ อุปกรณ์ป้องกันโรคติดต่อจากเชื้อไวรัสโควิด-19 ในเรือนจำและทัณฑสถาน เป็นเงิน 37,167,600 บาท

ส่วนการจัดหายาฟาวิพิราเวียสำหรับผู้ติดเชื้อนั้นให้กรมราชทัณฑ์ดำเนินการตามแนวปฏิบัติ โดยขอรับการสนับสนุนยาจากกระทรวงสาธารณสุขโดยตรงและเร่งด่วน

ทั้งนี้ เนื่องจากปัญหาการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในเรือนจำและทัณฑสถานเกิดการแพร่ระบาดขึ้นหลายแห่ง จึงจำเป็นต้องก่อสร้างปรับปรุงสถานที่ พร้อมจัดหาวัสดุอุปกรณ์เพื่อแก้ไขและป้องกันการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในเรือนจำและทัณฑสถาน ทั่วประเทศ นายกรัฐมนตรีจึงได้เห็นชอบให้ ใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2564 งบกลาง รายการค่าใช้จ่ายในการบรรเทา แก้ไขปัญหา และเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการระบาดโรคติดเชื้อไวรัส โควิด-19 โดยให้ กรมราชทัณฑ์เร่งจัดทำแผนปฏิบัติการและแผนการใช้จ่ายงบประมาณเท่าที่จำเป็นและเหมาะสม

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างกฎกระทรวงกำหนดอัตราเงินสมทบกองทุนประกันสังคม พ.ศ. …. เพื่อปรับลดอัตราเงินสมทบกองทุนประกันสังค...
24/05/2021

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างกฎกระทรวงกำหนดอัตราเงินสมทบกองทุนประกันสังคม พ.ศ. …. เพื่อปรับลดอัตราเงินสมทบกองทุนประกันสังคม เป็นระยะเวลา 3 เดือน คือ ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน – 31 สิงหาคม 2564 ดังนี้
- นายจ้างและผู้ประกันตน ตามมาตรา 33 ให้จ่ายเงินสมทบประกันสังคมจากเดิม 5% เหลือจ่ายฝ่ายละ 2.5% ของค่าจ้างผู้ประกันตน (ลดลงครึ่งหนึ่ง) ส่งผลทำให้เงินสมทบประกันสังคมที่เคยถูกหักสูงสุด 750 บาทต่อเดือน ลดเหลือถูกหักเพียง 375 บาทต่อเดือน
- ผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ปรับลดอัตราเงินสมทบลดลงจากเดิมจ่าย 432 บาทต่อเดือน ลดเหลือจ่ายเพียง 216 บาท ต่อเดือน
- รัฐบาลส่งเงินสมทบในอัตราเดิมคือ 2.75% ของค่าจ้างผู้ประกันตน

ทั้งนี้ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประกันตนที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และช่วยเสริมสภาพคล่องในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจที่ได้รับ แบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของนายจ้างและผู้ประกันตน รวมทั้งยังช่วยรักษาระดับการจ้างงานของนายจ้างด้วย

สำหรับการลดอัตราเงินสมทบเป็นเวลา 3 เดือน จะทำให้กองทุนจัดเก็บเงินสมบทได้ลดลงจำนวน 20,163 ล้านบาท แต่นายจ้างและผู้ประกันตนจะได้รับประโยชน์จากการลดภาระค่าใช้จ่าย
- นายจ้างจำนวน 485,113 ราย จะลดค่าใช้จ่ายลงได้ 9,487 ล้านบาท
- ผู้ประกันตนมาตรา 33 จำนวน 11.1 ล้านคน จะลดภาระค่าใช้จ่ายลงได้ 9,487 ล้านบาท
- ผู้ประกันตนมาตรา 39 จำนวน 1.8 ล้านคน จะลดภาระค่าใช้จ่ายลงได้ 1,189 ล้านบาท

เมื่อรวมผู้ประกันตนทั้ง 12.9 ล้านคนแล้ว จะลดภาระค่าใช้จ่ายลงได้ถึง 10,676 ล้านบาท รวมเป็นเงินหมุนเวียน ในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น 20,163 ล้านบาท ซึ่งมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวยังทันต่อระยะเวลาการนำส่งเงินสมทบของผู้ประกันตน ในงวดเดือนมิถุนายนนี้ด้วย
สำหรับการลดอัตราเงินสมทบประกันสังคมครั้งนี้ นับเป็นครั้งที่ 2 ของปี 2564 หลังจากที่คณะรัฐมนตรีเคยมีมติเมื่อวันที่ 26 ม.ค.2564 เห็นชอบตามที่กระทรวงแรงงาน เสนอให้แก้ไขกฎกระทรวงกำหนดอัตราเงินสมทบกองทุนประกันสังคม พ.ศ.2563 งวดเดือนกุมภาพันธ์ - มีนาคม 2564 เพื่อบรรเทาผลกระทบให้แก่นายจ้างและผู้ประกันตนจากสถานการการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด -19 ในครั้งนั้นได้มีการปรับลดวงเงินสมทบประกันสังคม โดยให้ฝ่ายนายจ้างจ่ายในอัตรา 3% ต่อเดือน (450 บาท) ผู้ประกันตนมาตรา 33 ให้จ่ายเงินสมทบลดลงลดลงเหลือ 0.5% ต่อเดือน (สูงสุดไม่เกิน 75 บาท) และผู้ประกันตนมาตรา 39 ให้จ่ายเงินสมทบลดลงเหลือ 38 บาท จากเดิมที่ต้องจ่าย 432 บาทต่อเดือน

ครม.เห็นชอบให้นายจ้างจ่ายค่าทำศพลูกจ้างเพิ่มขึ้นจากเดิม
ครม.มีมติเห็นชอบปรับปรุงกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าทำศพให้นายจ้างจ่าย ซึ่งให้กองทุนเงินทดแทนจ่ายค่าทำศพในอัตรา 50,000 บาท เมื่อลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยจนถึงความตายหรือสูญหาย การปรับเงินเพิ่มขึ้นเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจและสังคม จากเดิมที่กำหนดไว้ที่ 40,000 บาท ตามกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าทำศพที่ให้นายจ้างจ่าย พ.ศ.2563 เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัวในการจัดการศพและยังให้เกิดความเท่าเทียมกันทั้งสองกองทุนคือกองทุนเงินทดแทนและกองทุนประกันสังคม ที่กำหนดอัตราเงินค่าทำศพไว้ที่ 50,000 บาท เช่นเดียวกันการทำงาน

ทั้งนี้ อัตราใหม่จะไม่มีผลกระทบต่อสถานะกองทุนเงินทดแทน เนื่องจากกองทุนเงินทดแทนจัดเก็บเงินสมบทเฉลี่ยปีละ 3,941.82 ล้านบาท โดยจ่ายเป็นค่าทำศพรวม เฉลี่ยปีละ 33.75 ล้านบาทหรือร้อยละ 0.96 ของเงินทดแทน ซึ่งในปี 2564 ที่กำหนดอัตราเงินค่าทำศพ 50,000 บาท จะมีค่าจ่ายเพิ่มขึ้นประมาณ 6.75 ล้านบาท

สำหรับครอบครัวผู้เสียชีวิตสามารถติดต่อได้ที่สำนักงานประกันสังคมในพื้นที่ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา

ที่อยู่

184 หมู่ที่ 2 ต. บางหมาก อ. เมือง
Chumphon
86000

เบอร์โทรศัพท์

+6677504101

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ข่าว สวท.ชุมพรผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ องค์กรนั้น

ส่งข้อความของคุณถึง ข่าว สวท.ชุมพร:

แชร์