เวียงกุมกาม - Wiang Kum Kam

เวียงกุมกาม - Wiang Kum Kam 📣 ศูนย์บริการข้อมูลเวียงกุมกาม ปิดให้บริการชั่วคราว

เวียงกุมกาม : จุดเริ่มต้นแห่งอำนาจและอารยธรรมล้านนา✨📍เวียงกุมกาม ถือเป็นเมืองโบราณสำคัญในประวัติศาสตร์ล้านนา และเป็นหลัก...
27/05/2026

เวียงกุมกาม : จุดเริ่มต้นแห่งอำนาจและอารยธรรมล้านนา✨

📍เวียงกุมกาม ถือเป็นเมืองโบราณสำคัญในประวัติศาสตร์ล้านนา และเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่สะท้อนพัฒนาการทางการเมือง สังคม และวัฒนธรรมของรัฐล้านนาในระยะเริ่มต้น ก่อนการสถาปนาเมืองเชียงใหม่อย่างเป็นทางการ โดยข้อมูลจากหนังสือ “โบราณคดีสามทศวรรษที่เวียงกุมกาม” ของกรมศิลปากร อธิบายว่า เวียงกุมกามมิใช่เพียงชุมชนโบราณทั่วไป หากแต่เป็น “ราชธานีชั่วคราว” ที่มีบทบาทสำคัญต่อการวางรากฐานอำนาจของพญามังรายในดินแดนลุ่มแม่น้ำปิง

ภายหลังจาก พญามังราย สามารถรวบรวมอำนาจและขยายอิทธิพลของอาณาจักรล้านนาได้อย่างมั่นคง พระองค์ทรงเล็งเห็นความสำคัญของพื้นที่ลุ่มน้ำปิงตอนบน ซึ่งมีลักษณะภูมิประเทศเหมาะสมต่อการตั้งเมือง ทั้งในด้านการเกษตร การคมนาคม และการควบคุมเส้นทางการค้าในภูมิภาค จึงโปรดให้สร้างเวียงกุมกามขึ้นราวพุทธศักราช 1829 บริเวณพื้นที่ทางตอนใต้ของเมืองเชียงใหม่ในปัจจุบัน

⛰️ลักษณะทางภูมิศาสตร์ของเวียงกุมกามมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับแม่น้ำปิง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการดำรงอยู่ของชุมชนในสมัยโบราณ พื้นที่ดังกล่าวเป็นที่ราบลุ่มอุดมสมบูรณ์ เหมาะแก่การเพาะปลูกและสามารถเชื่อมโยงการเดินทางระหว่างเมืองต่าง ๆ ได้สะดวก ทั้งยังเป็นจุดยุทธศาสตร์ในการควบคุมเส้นทางการค้าเชื่อมโยงระหว่างลุ่มน้ำเจ้าพระยา รัฐฉาน และดินแดนตอนใต้ของจีน ด้วยเหตุนี้ เวียงกุมกามจึงมิได้มีสถานะเพียงเมืองพักกำลังหรือเมืองหน้าด่าน แต่มีบทบาทในฐานะศูนย์กลางทางการเมืองและเศรษฐกิจของล้านนาในช่วงระยะเวลาหนึ่ง

🪏หลักฐานทางโบราณคดีที่ค้นพบภายในเวียงกุมกามช่วยสะท้อนถึงความเจริญรุ่งเรืองของเมืองได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นแนวคูเมือง กำแพงเมือง ระบบชลประทาน รวมถึงโบราณสถานทางพุทธศาสนาจำนวนมาก เช่น วัดเจดีย์เหลี่ยม วัดช้างค้ำ และ วัดพระเจ้าองค์ดำ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการวางผังเมืองที่มีความเป็นระบบและได้รับอิทธิพลจากแนวคิดการสร้างเมืองแบบหริภุญชัยและพุกาม นักวิชาการหลายท่านจึงมองว่า เวียงกุมกามเป็นพื้นที่ที่สะท้อนการผสมผสานทางวัฒนธรรมระหว่างกลุ่มชนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้อย่างเด่นชัด

นอกจากนี้ การขุดค้นทางโบราณคดียังพบโบราณวัตถุประเภทเครื่องถ้วยจีน เครื่องปั้นดินเผา พระพุทธรูป และจารึกจำนวนหนึ่ง ซึ่งช่วยอธิบายถึงความสัมพันธ์ด้านการค้าและศาสนาของล้านนากับรัฐอื่นในช่วงพุทธศตวรรษที่ 19–20 ได้เป็นอย่างดี ข้อมูลดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า เวียงกุมกามเป็นเมืองที่มีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายเศรษฐกิจและวัฒนธรรมในระดับภูมิภาค มิได้เป็นเพียงชุมชนเกษตรกรรมขนาดเล็กดังที่เคยเข้าใจกันในอดีต

อย่างไรก็ตาม แม้เวียงกุมกามจะมีศักยภาพในหลายด้าน แต่ข้อจำกัดสำคัญของพื้นที่คือปัญหาอุทกภัย เนื่องจากตั้งอยู่ในบริเวณที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนเส้นทางไหลของแม่น้ำปิงอยู่เป็นระยะ น้ำที่เอ่อล้นในฤดูฝนส่งผลกระทบต่อชุมชนและโครงสร้างพื้นฐานของเมือง ทำให้การบริหารจัดการเมืองเป็นไปด้วยความยากลำบาก ปัจจัยดังกล่าวจึงเป็นเหตุสำคัญที่ทำให้พญามังรายทรงตัดสินพระทัยย้ายศูนย์กลางการปกครองไปยังพื้นที่ที่มีชัยภูมิเหมาะสมกว่า และก่อตั้ง เชียงใหม่ ขึ้นในปีพุทธศักราช 1839

แม้เวียงกุมกามจะลดบทบาทลงหลังการก่อตั้งเชียงใหม่ แต่เมืองแห่งนี้มิได้ถูกทิ้งร้างในทันที หากยังคงเป็นชุมชนที่มีผู้คนอยู่อาศัยและมีบทบาททางศาสนาอย่างต่อเนื่อง ก่อนจะค่อย ๆ ถูกตะกอนดินและน้ำท่วมทับถมจนเลือนหายไปจากความทรงจำของผู้คนในเวลาต่อมา กระทั่งมีการสำรวจและขุดค้นอย่างจริงจังโดยกรมศิลปากรในช่วงพุทธศตวรรษที่ 25 จึงทำให้เวียงกุมกามกลับมาเป็นที่รู้จักอีกครั้งในฐานะแหล่งโบราณคดีสำคัญของประเทศไทย

ในมุมมองทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี เวียงกุมกามจึงมีคุณค่าอย่างยิ่งต่อการศึกษาพัฒนาการของรัฐล้านนา เพราะเป็นหลักฐานที่สะท้อนให้เห็นถึงกระบวนการสร้างเมือง การจัดการทรัพยากร และความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมของผู้คนในอดีต อีกทั้งยังแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัวของรัฐโบราณต่อสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญในการศึกษาประวัติศาสตร์เมืองโบราณในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เรียบเรียง นางสาวณัชณา มณีโช

แหล่งอ้างอิง
กรมศิลปากร. โบราณคดีสามทศวรรษที่เวียงกุมกาม. เชียงใหม่: สำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่.

✨จากเมืองหลวงสู่เมืองร้าง : เรื่องเล่าแห่งเวียงกุมกาม เมืองโบราณกลางลุ่มน้ำปิง✨เวียงกุมกาม เมืองโบราณสำคัญแห่งลุ่มแม่น้ำ...
22/05/2026

✨จากเมืองหลวงสู่เมืองร้าง : เรื่องเล่าแห่งเวียงกุมกาม เมืองโบราณกลางลุ่มน้ำปิง✨

เวียงกุมกาม เมืองโบราณสำคัญแห่งลุ่มแม่น้ำปิงในเขตตำบลท่าวังตาล อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ ถือเป็นหลักฐานสำคัญของพัฒนาการทางประวัติศาสตร์และอารยธรรมล้านนาในระยะแรกเริ่ม จากหลักฐานทางโบราณคดีและเอกสารประวัติศาสตร์ของกรมศิลปากร พบว่า พญามังรายทรงโปรดให้สร้างเวียงกุมกามขึ้นราวพุทธศักราช 1829 ภายหลังจากการรวบรวมอำนาจในแคว้นล้านนา โดยมีจุดมุ่งหมายให้เป็นศูนย์กลางทางการปกครอง การค้า และศาสนา ก่อนจะย้ายไปสถาปนาเมืองเชียงใหม่ในเวลาต่อมา เนื่องจากพื้นที่เวียงกุมกามประสบปัญหาน้ำท่วมจากแม่น้ำปิงอยู่เสมอ

ลักษณะผังเมืองของเวียงกุมกามสะท้อนแนวคิดการสร้างเมืองแบบล้านนาอย่างชัดเจน มีคูน้ำและกำแพงล้อมรอบเมือง ภายในประกอบด้วยวัดและศาสนสถานจำนวนมาก เช่น วัดเจดีย์เหลี่ยม หรือวัดกู่คำ ซึ่งเป็นโบราณสถานสำคัญที่ได้รับอิทธิพลรูปแบบสถาปัตยกรรมจากวัดจามเทวี จังหวัดลำพูน แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างล้านนาและหริภุญชัยในช่วงแรกของการสร้างบ้านแปงเมือง นอกจากนี้ยังมีวัดพระเจ้าองค์ดำ วัดช้างค้ำ และวัดอีกหลายแห่งที่สะท้อนถึงความเจริญรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนาในพื้นที่

การขุดค้นทางโบราณคดีของกรมศิลปากรในพื้นที่เวียงกุมกาม พบโบราณวัตถุจำนวนมาก เช่น พระพิมพ์ดินเผา ภาชนะเครื่องถ้วยจีน และฐานสถาปัตยกรรมที่ถูกทับถมใต้ชั้นดินตะกอนจากน้ำท่วม การค้นพบดังกล่าวช่วยยืนยันว่าเวียงกุมกามเคยเป็นชุมชนเมืองขนาดใหญ่ที่มีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมกับเมืองต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อีกทั้งยังเป็นหลักฐานสำคัญในการศึกษาพัฒนาการของอาณาจักรล้านนาในระยะต้น

ปัจจุบัน เวียงกุมกามได้รับการอนุรักษ์และพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่สำคัญของจังหวัดเชียงใหม่ โดยกรมศิลปากรได้ดำเนินงานขุดแต่ง บูรณะ และศึกษาทางวิชาการอย่างต่อเนื่อง เพื่อเผยแพร่คุณค่าของเมืองโบราณแห่งนี้แก่ประชาชนและนักท่องเที่ยว เวียงกุมกามจึงไม่เพียงเป็นมรดกทางโบราณคดีของล้านนาเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของภูมิปัญญาและประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์สืบไป

เรียบเรียง นางสาวณัชณา มณีโช
แหล่งที่มา หนังสือสามทศวรรษเวียงกุมกาม
รายงานการขุดค้นขุดแต่งเวียงกุมกาม

✨ จากเนินดินโบราณ…สู่โบราณสถาน “วัดพระเจ้าองค์ดำ” แห่งเวียงกุมกาม ✨วัดพระเจ้าองค์ดำ ตั้งอยู่ในตำบลท่าวังตาล อำเภอสารภี จ...
30/04/2026

✨ จากเนินดินโบราณ…สู่โบราณสถาน “วัดพระเจ้าองค์ดำ” แห่งเวียงกุมกาม ✨

วัดพระเจ้าองค์ดำ ตั้งอยู่ในตำบลท่าวังตาล อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ เดิมพื้นที่แห่งนี้ปรากฏเป็นเนินโบราณสถานขนาดใหญ่จำนวน 2 เนิน ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า “เนินพญามังราย” และ “เนินพระเจ้าองค์ดำ”

ต่อมาในปี พ.ศ. 2532 ได้มีการขุดแต่งทางโบราณคดี จึงทำให้พื้นที่ดังกล่าวถูกแยกออกเป็น 2 โบราณสถาน ได้แก่ วัดพญามังราย และวัดพระเจ้าองค์ดำดังที่เห็นในปัจจุบัน

ชื่อ “วัดพระเจ้าองค์ดำ” มีที่มาจากการค้นพบพระพุทธรูปสำริดสีดำ ซึ่งสันนิษฐานว่าเกิดจากการถูกไฟไหม้ ชาวบ้านจึงเรียกขานวัดแห่งนี้ตามลักษณะของพระพุทธรูปที่ค้นพบ

ภายในโบราณสถานประกอบด้วยสิ่งก่อสร้างสำคัญ ได้แก่ วิหาร เจดีย์ และกลุ่มอาคารอีกหลายหลัง โดยวิหารประธานหันหน้าไปทางทิศเหนือ ด้านหลังเป็นเจดีย์ และบริเวณใกล้เคียงยังพบอาคารอีก 3 หลังที่มีการวางผังเชื่อมโยงกันอย่างน่าสนใจ

วิหารของวัดพระเจ้าองค์ดำเป็นวิหารโถง ปัจจุบันคงเหลือเพียงส่วนฐานในผังสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีการยกเก็จก้านหน้า 2 ตอน และด้านหลัง 1 ตอน ภายในห้องด้านหลังพบร่องรอยฐานชุกชี บันไดทางขึ้นอยู่ด้านหน้าวิหาร ส่วนโครงสร้างหลังคาเดิมทำด้วยไม้และมุงด้วยกระเบื้องดินขอ

ด้านหลังวิหารคือเจดีย์ ซึ่งปัจจุบันเหลือเพียงฐานเขียง 2 ชั้นในผังสี่เหลี่ยมจัตุรัส รองรับชั้นหน้ากระดานยกเก็จ จากหลักฐานลวดลายปูนปั้นที่พบ นักวิชาการสันนิษฐานว่าเจดีย์องค์นี้น่าจะเป็น “ทรงปราสาทยอดระฆัง”

ทางทิศตะวันออกของเจดีย์พบกลุ่มอาคาร 3 หลังเชื่อมต่อกัน โดยมีทั้งอาคารที่หันหน้าไปทางทิศเหนือ และวิหารโถงที่วางผังในแนวตะวันออก–ตะวันตก รวมถึงอาคารที่เป็นวิหารโถง 2 หลังเชื่อมต่อกัน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการก่อสร้างต่างยุคสมัย เนื่องจากลักษณะรอยต่อไม่สอดคล้องกันนัก

จากการขุดแต่งเมื่อปี พ.ศ. 2532 ได้พบโบราณวัตถุสำคัญจำนวนมาก เช่น

* พระพุทธรูปสำริดแบบล้านนา (พุทธศตวรรษที่ 20–21)
* พระพุทธรูปนาคปรกทรงเครื่อง ศิลปะลพบุรี
* พระพุทธรูปปูนปั้น และพิมพ์ดินเผาแบบสามหอมที่สืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยหริภุญชัย

นอกจากนี้ ยังพบชิ้นส่วนลวดลายปูนปั้นจำนวนมาก เช่น ลายกระหนก ลายพันธุ์พฤกษา ซุ้มจระนำ รวมถึงประติมากรรมรูปคนแคระและสิงห์แบก ซึ่งมีรูปแบบใกล้เคียงกับลวดลายที่พบในวัดพญามังราย และวัดเจ็ดยอด อันเป็นหลักฐานสำคัญในการกำหนดอายุ

จากการวิเคราะห์รูปแบบสถาปัตยกรรมและโบราณวัตถุร่วมกัน สันนิษฐานได้ว่า กลุ่มโบราณสถานวัดพระเจ้าองค์ดำเป็นพื้นที่ที่มีการก่อสร้างทับซ้อนกันหลายสมัย โดยมีอายุอยู่ในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 20 ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ 21

📚 ที่มา:
หนังสือ โบราณคดีสามทศวรรษที่เวียงกุมกาม
รายงานการขุดแต่งและบูรณะโบราณสถาน เวียงกุมกาม พ.ศ. 2531–2532

สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่ 💐ขอแสดงความยินดีกับนายชินณวุฒิ วิลยาลัยผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่เนื่องในโอกาสได...
21/04/2026

สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่ 💐

ขอแสดงความยินดีกับ
นายชินณวุฒิ วิลยาลัย
ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่

เนื่องในโอกาสได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง
รองอธิบดีกรมศิลปากร

สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่
ขอแสดงความยินดีกับ
นายชินณวุฒิ วิลยาลัย
ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่

เนื่องในโอกาสได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง
รองอธิบดีกรมศิลปากร

✨ เจดีย์เหลี่ยม (กู่คำ): มรดกศิลปกรรมล้านนาที่สะท้อนรากเหง้าหริภุญชัย ✨เจดีย์เหลี่ยม หรือที่เรียกกันว่า “กู่คำ” เป็นเจดี...
17/04/2026

✨ เจดีย์เหลี่ยม (กู่คำ): มรดกศิลปกรรมล้านนาที่สะท้อนรากเหง้าหริภุญชัย ✨

เจดีย์เหลี่ยม หรือที่เรียกกันว่า “กู่คำ” เป็นเจดีย์ประธานทรงปราสาทที่มีความโดดเด่นทั้งด้านรูปแบบสถาปัตยกรรมและคุณค่าทางประวัติศาสตร์ โดยมีต้นแบบมาจากเจดีย์กู่กุด วัดจามเทวี จังหวัดลำพูน อันเป็นหลักฐานสำคัญที่สะท้อนถึงการรับอิทธิพลทางพระพุทธศาสนาจากอาณาจักรหริภุญชัยในช่วงเริ่มต้นของการก่อตั้งอาณาจักรล้านนา ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๙

ลักษณะขององค์เจดีย์เป็นแบบชั้นลดหลั่นจำนวน ๕ ชั้น แต่ละชั้นประดับด้วยซุ้มจระนำที่งดงาม ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปยืนในปางต่าง ๆ รวมทั้งสิ้น ๖๐ องค์ ลวดลายประดับเป็นปูนปั้นรูปพันธุ์พฤกษาและพญานาค แสดงถึงความเชื่อและคติทางศาสนาอย่างลึกซึ้ง บริเวณมุมทั้งสี่ของเรือนธาตุในแต่ละชั้น ยังมีการประดับเจดีย์จำลองและสิงห์ปูนปั้น เพิ่มความสง่างามให้แก่องค์เจดีย์ ส่วนยอดเป็นบัวเหลี่ยมสองตอน คั่นด้วยชั้นลูกแก้ว อันเป็นลักษณะเฉพาะของศิลปกรรมล้านนา

ต่อมาในปีพุทธศักราช ๒๔๕๑ สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ได้มีการบูรณะครั้งสำคัญโดยหลวงโยนการวิจิตร คหบดีชาวพม่าผู้มีบทบาททางการค้าในเมืองเชียงใหม่ การบูรณะครั้งนี้ได้มีการสร้างพระพุทธรูปเพิ่มเติมที่ฐานชั้นล่างสุด ด้านละ ๑ องค์ ทำให้จำนวนพระพุทธรูปในซุ้มจระนำเพิ่มเป็น ๖๔ องค์ นอกจากนี้ ยังมีการปรับเปลี่ยนลวดลายปูนปั้นบริเวณกรอบซุ้มให้เป็นลวดลายใบไม้แบบตะวันตก หรือที่เรียกว่า “ลายอะแคนซัส” ซึ่งสะท้อนอิทธิพลศิลปะพม่าแบบมัณฑะเลย์ที่ผสมผสานกับศิลปะตะวันตกในยุคนั้น

สาระสำคัญ
เจดีย์เหลี่ยม (กู่คำ) เป็นโบราณสถานที่มีคุณค่าโดดเด่นในฐานะหลักฐานของการผสมผสานทางศิลปกรรมและวัฒนธรรม ตั้งแต่อิทธิพลหริภุญชัยในยุคต้นล้านนา ไปจนถึงการรับอิทธิพลศิลปะพม่าและตะวันตกในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น จึงนับเป็นมรดกทางประวัติศาสตร์ที่สะท้อนพัฒนาการของสังคม ศาสนา และศิลปะในดินแดนล้านนาได้อย่างชัดเจน

ที่มาข้อมูล : เวียงกุมกาม รายงานการขุดค้นขุดแต่งศึกษาและบูรณะโบราณสถาน หน่วยศิลปากรที่ ๔ เชียงใหม่ กองโบราณคดี พ.ศ.๒๕๓๑-๒๕๓๒

เวียงกุมกามแหล่งอารยธรรมและมรดกของล้านนา
โบราณคดีสามทศวรรษที่เวียงกุมกาม

ศิลาจารึกวัดพระยืน: หลักฐานแรกที่เอ่ยชื่อ “กุมกาม” อย่างชัดเจน ✨ศิลาจารึกจาก วัดพระยืน (หลัก ลพ.๓๘) นับเป็นหลักฐานเอกสาร...
10/04/2026

ศิลาจารึกวัดพระยืน: หลักฐานแรกที่เอ่ยชื่อ “กุมกาม” อย่างชัดเจน ✨

ศิลาจารึกจาก วัดพระยืน (หลัก ลพ.๓๘) นับเป็นหลักฐานเอกสารชั้นต้นที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการศึกษาประวัติศาสตร์ล้านนา โดยจารึกขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๑๙๑๓ ในรัชสมัยของ พญากือนา กษัตริย์ลำดับที่ ๘ แห่งราชวงศ์มังราย ตัวอักษรที่ใช้เป็นอักษรไทยล้านนา ซึ่งได้รับอิทธิพลจากอักษรสุโขทัยหรือฝักขาม สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมโยงทางวัฒนธรรมระหว่างดินแดนล้านนาและสุโขทัยในช่วงเวลาดังกล่าว

เนื้อหาในจารึกกล่าวถึงการนิมนต์ พระสุมนเถระ จากกรุงสุโขทัยขึ้นมาเผยแผ่พระพุทธศาสนาลังกาวงศ์ในดินแดนล้านนา เมื่อพระสุมนเถระเดินทางมาถึง ได้พำนักอยู่ที่วัดพระยืน และต่อมาได้รับการถวายวัดให้เป็นอาราม โดยมีพิธีเฉลิมฉลองและการถวายทานอย่างยิ่งใหญ่ ภาพที่ปรากฏในจารึกสะท้อนถึงความศรัทธาของผู้คนในสังคมล้านนา ทั้งชนชั้นปกครอง ขุนนาง และประชาชนทั่วไป ที่ร่วมกันจัดขบวนแห่ บรรเลงดนตรี และถวายจตุปัจจัยแด่พระสงฆ์อย่างพร้อมเพรียง

จุดสำคัญของจารึกนี้อยู่ที่การปรากฏคำว่า “กุมกาม” ในข้อความตอนหนึ่งว่า “ฝูงคนอันอยู่ภาย กุมกาม เชียงใหม่ ก็ดี…” ซึ่งถือเป็นหลักฐานที่ชัดเจนครั้งแรกในเอกสารร่วมสมัยที่กล่าวถึง เวียงกุมกาม โดยตรง แตกต่างจากหลักฐานประเภทตำนานหรือพงศาวดารที่มักถูกเรียบเรียงขึ้นภายหลัง การปรากฏชื่อดังกล่าวในศิลาจารึกจึงมีน้ำหนักทางประวัติศาสตร์สูง และช่วยยืนยันว่าเวียงกุมกามเป็นชุมชนที่มีอยู่จริงในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๙

นอกจากนี้ ข้อความในจารึกยังสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของผู้คนจากหลายพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็น หริภุญไชย และ เชียงใหม่ ที่เดินทางมาร่วมพิธีและแสดงความศรัทธาต่อพระสุมนเถระร่วมกัน แสดงให้เห็นว่าเวียงกุมกามไม่ได้เป็นเพียงชุมชนโดดเดี่ยว หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายสังคมและศาสนาในล้านนาอย่างชัดเจน

ด้วยเหตุนี้ ศิลาจารึกวัดพระยืนจึงไม่ได้มีคุณค่าเพียงในแง่ของการบันทึกเหตุการณ์ทางศาสนาเท่านั้น แต่ยังเป็นหลักฐานสำคัญที่ช่วยยืนยันการมีอยู่ของ “กุมกาม” ในประวัติศาสตร์จริง ทำให้ชื่อที่เคยปรากฏในตำนาน กลายเป็นข้อเท็จจริงที่มีหลักฐานรองรับอย่างมั่นคงในเชิงประวัติศาสตร์

ที่มาข้อมูล : เวียงกุมกาม รายงานการขุดค้นขุดแต่งศึกษาและบูรณะโบราณสถาน หน่วยศิลปากรที่ ๔ เชียงใหม่ กองโบราณคดี พ.ศ.๒๕๓๑-๒๕๓๒

เรียบเรียงโดย นางสาวณัชณา มณีโช

๒๗ มีนาคม วันสถาปนากรมศิลปากรกรมศิลปากร เป็นหน่วยงานรัฐซึ่งมีภารกิจในการสร้างสรรค์ บำรุงรักษา อนุรักษ์ ส่งเสริม เผยแพร่ศ...
27/03/2026

๒๗ มีนาคม
วันสถาปนากรมศิลปากร

กรมศิลปากร เป็นหน่วยงานรัฐซึ่งมีภารกิจในการสร้างสรรค์ บำรุงรักษา อนุรักษ์ ส่งเสริม เผยแพร่ศิลปวิทยาการและวัฒนธรรมของชาติ ในด้านศิลปกรรม พิพิธภัณฑ์ โบราณคดี โบราณสถาน วรรณกรรม ประวัติศาสตร์ ขนบธรรมเนียม จารีต ประเพณี หอสมุดแห่งชาติ หอจดหมายเหตุแห่งชาติ รวมทั้งนาฏศิลป์ ดุริยางคศิลป์ คีตศิลป์ สถาปัตยกรรมและช่างศิลป์ ให้คงอยู่อย่างมั่นคงถาวร

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริให้รวมงานช่างอย่างประณีต สถาปนาเป็นกรมใหม่ ชื่อ “กรมศิลปากร” เมื่อวันที่ ๒๗ มีนาคม พุทธศักราช ๒๔๕๔ ซึ่งปัจจุบันได้ถือให้วันที่ ๒๗ มีนาคม ของทุกปี เป็นวันคล้ายวันสถาปนากรมศิลปากร

ปัจจุบันกรมศิลปากร สังกัดกระทรวงวัฒนธรรม มีที่ทำการของหน่วยงานส่วนกลางตั้งอยู่ที่อาคารกรมศิลปากร (เทเวศร์) ถนนศรีอยุธยา เขตดุสิต กรุงเทพฯ และยังมีหน่วยงานส่วนกลางที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ต่างๆ คือ สำนักการสังคีต ตั้งอยู่บริเวณถนนราชินี สำนักหอสมุดแห่งชาติและสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ตั้งอยู่บริเวณถนนสามเสน และสำนักช่างสิบหมู่ ตั้งอยู่บริเวณถนนพุทธมณฑลสาย ๕ จังหวัดนครปฐม นอกจากนี้ยังมีสำนักศิลปากรที่ ๑ - ๑๒ ดูแลในส่วนภูมิภาค

โบราณวัตถุุชิ้นสำคัญในไหเนื้อแกร่งเคลือบสีน้ำตาล  🐘จากการขุดแต่งวัดหนานช้างใน พ.ศ. 2546 นอกจากพบโบราณสถานจำนวนหลายหลัง ไ...
27/03/2026

โบราณวัตถุุชิ้นสำคัญในไหเนื้อแกร่งเคลือบสีน้ำตาล 🐘
จากการขุดแต่งวัดหนานช้างใน พ.ศ. 2546 นอกจากพบโบราณสถานจำนวนหลายหลัง ได้พบชิ้นส่วนเครื่องถ้วยจำนวนมากทั้งในสภาพสมบูรณ์และแตกหัก เครื่องถ้วยเหล่านี้มีทั้งที่ผลิตจากแหล่งเตาต่างๆ ในล้านนา โดยเฉพาะเครื่องถ้วยจากเตาเวียงกาหลงและเครื่องถ้วยจีน เครื่องถ้วยจีนที่พบ นอกจากสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่าง ล้านนา พม่า จีน ที่ไม่เคยปรากฎบนบันทึกฉบับใดๆ

จากการขุดค้นพบไหเนื้อแกร่งขนาดใหญ่จากการขุดแต่งโบราณสถานวัดหนานช้าง โดยพบ 2 กลุ่ม รวมทั้งสิ้น 55 ใบ
เครื่องลายครามรูปช้าง จัดอยู่ในกลุ่มแรก บริเวณพื้นที่ระหว่างอาคารหมายเลข 4 และอาคารหมายเลข 5 (อาคารทรงปราสาท) เหนือชั้นดินนี้ เป็นชั้นตะกอนทรายน้ำพาที่ทับถมกันหนา ประมาณ 1.30-1050 เมตร มีการวางเรียงอิฐกั้นระหว่างลำตัวไหและทรายบริเวณรอบๆ ปากไหปิดทับด้วยถาดสำริดและมีก้อนอิฐปิดทับ 3 ก้อน ภายในไหบรรจุเครื่องถ้วยจีนและเครื่องใช้สำริด ทั้งหมด 51 รายการ เครื่องถ้วยเหล่านี้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ พบทั้งประเภทเขียนลายใต้เคลือบและเคลือบด้วยสีน้ำเงิน เหลือง แดง เขียว ฟ้าและน้ำตาลเป็นรูปสัตว์และพฤกษาต่างๆ หลายชิ้นมีอักษรจีนจารึกใต้ก้น และหนึ่งในจำนวนนี้มีหลักฐานที่แสดงให้เห็นความสำคัญของบุคคลผู้เป็นเจ้าของเครื่องถ้วยจีนกลุ่มนี้ และสะท้อนให้เห็นถึงสัมพันธ์ระหว่างล้านนาและจีน

ที่มา : หนังสือโบราณคดีสามทศวรรษที่เวียงกุมกาม
ภาพถ่าย ห้องจัดแสดงโบราณของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่

กรมศิลปากร งดเก็บค่าเข้าชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อุทยานประวัติศาสตร์ และโบราณสถานทุกแห่ง ในวันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๖๙ เนื่องใน...
26/03/2026

กรมศิลปากร งดเก็บค่าเข้าชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อุทยานประวัติศาสตร์ และโบราณสถานทุกแห่ง
ในวันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๖๙
เนื่องในโอกาสครบรอบ ๑๑๕ ปี แห่งการสถาปนากรมศิลปากร
#115ปีกรมศิลปากร #ชมฟรี

🏛️ เสน่ห์ลวดลายปูนปั้นล้านนา: เรื่องราวบนราวบันไดแห่งเวียงกุมกามท่ามกลางร่องรอยของอารยธรรมโบราณ “เวียงกุมกาม” คือหนึ่งใน...
25/03/2026

🏛️ เสน่ห์ลวดลายปูนปั้นล้านนา: เรื่องราวบนราวบันไดแห่งเวียงกุมกาม

ท่ามกลางร่องรอยของอารยธรรมโบราณ “เวียงกุมกาม” คือหนึ่งในพื้นที่ที่สะท้อนความรุ่งเรืองของอาณาจักรล้านนาได้อย่างชัดเจน ไม่ใช่เพียงผังเมืองหรือโบราณสถานเท่านั้น แต่ยังรวมถึง “งานประติมากรรมปูนปั้น” ที่ซ่อนเรื่องราวทางศิลปะและวัฒนธรรมไว้อย่างน่าทึ่ง

โดยเฉพาะปูนปั้นที่ประดับอยู่ตาม “ราวบันได” ของอาคารศาสนสถาน ซึ่งแม้ปัจจุบันจะหลงเหลืออยู่เพียงบางส่วน และหลายชิ้นอยู่ในสภาพชำรุด แต่ก็ยังเพียงพอให้เราเห็นถึงความคิดสร้างสรรค์และฝีมือของช่างในอดีต

🌿 สิ่งที่น่าสนใจคือ ลวดลายเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากแนวคิดท้องถิ่นเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นผลจาก “การผสมผสานทางวัฒนธรรม” โดยเฉพาะอิทธิพลจากศิลปะจีน ที่เข้ามามีบทบาทผ่านการค้าและการติดต่อระหว่างภูมิภาค

ลวดลายอย่าง “มังกร” “มกร” และลายพรรณพฤกษา เชื่อว่ามีต้นแบบมาจากเครื่องถ้วยจีนในสมัยราชวงศ์หยวนและหมิง ก่อนที่ช่างล้านนาจะนำมาปรับใช้ให้เข้ากับรสนิยมและความเชื่อของท้องถิ่น จนเกิดเป็นรูปแบบใหม่ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

🔍 จากหลักฐานที่ค้นพบในโบราณสถานหลายแห่งของเวียงกุมกาม เช่น วัดอีค่าง วัดกุมกามทีปราม วัดกู่ป้าด้อม วัดปู่เปี้ย วัดหนานช้าง และวัดพระเจ้าองค์ดำ ทำให้สามารถจำแนกรูปแบบลวดลายปูนปั้นราวบันไดออกได้เป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่
• ลายม้วนก้นหอย
• ลายกนก หรือ “ตัวเหงา”
• ลายมกรคายนาค

🐉 อย่างไรก็ตาม หนึ่งในผลงานที่โดดเด่นและแตกต่างจากรูปแบบทั่วไป ถูกค้นพบที่ “วัดกู่ป้าด้อม” จากการขุดแต่งเมื่อปี พ.ศ. 2546 นั่นคือ “ปูนปั้นมกรคายมังกร” ซึ่งถือเป็นลักษณะพิเศษที่ไม่เคยพบมาก่อนในศิลปะล้านนา

โดยปกติ ลวดลายราวบันไดมักเลือกใช้เพียงลายกนก หรือมกรคายนาค แต่ที่วัดกู่ป้าด้อมกลับนำทั้งสองรูปแบบมาผสานเข้าด้วยกัน กล่าวคือ ใช้ลายกนกเป็นโครงหลัก และเพิ่มรายละเอียดเป็นรูปมกรคาย “มังกร” ลงไปบนพื้นลวดลายเดียวกัน

แนวคิดนี้สะท้อนให้เห็นถึงการประยุกต์ศิลปะอย่างสร้างสรรค์ ช่างล้านนาอาจได้รับแรงบันดาลใจจากลวดลายมังกรบนเครื่องถ้วยจีน ซึ่งเดิมเป็นภาพ 2 มิติ แล้วนำมาตีความใหม่ให้กลายเป็นงานประติมากรรมปูนปั้นแบบนูนสูงในรูปแบบ 3 มิติ

📜 นอกจากนี้ การค้นพบเศษเครื่องถ้วยจีนที่มีลวดลายมังกรในพื้นที่เวียงกุมกาม ยังช่วยยืนยันถึงความเชื่อมโยงทางวัฒนธรรมและการแลกเปลี่ยนทางศิลปะในอดีตได้เป็นอย่างดี

ท้ายที่สุด แม้โบราณสถานในเวียงกุมกามจำนวนมากจะเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา แต่ปูนปั้นที่หลงเหลืออยู่ยังคงทำหน้าที่ “เล่าเรื่อง” ให้เราเห็นถึงทั้งความเชื่อ ศิลปะ และการเปิดรับอิทธิพลจากภายนอกของสังคมล้านนา

และหนึ่งในเรื่องราวที่ทรงคุณค่าที่สุด ก็คือการกำเนิดของ “มกรคายมังกร” — สัญลักษณ์ของการผสมผสานที่งดงามระหว่างสองวัฒนธรรม ซึ่งยังคงคุณค่าให้ศึกษาและอนุรักษ์สืบไป

ที่มา : เวียงกุมกามแหล่งอารยธรรมและมรดกของล้านนา
โบราณคดีสามทศวรรษที่เวียงกุมกาม

ที่อยู่

ศูนย์ข้อมูลเวียงกุมกาม 142/2 หมู่ 2 ต. ท่าวังตาล อ. สารภี
Chiang Mai
50140

เบอร์โทรศัพท์

+66641758375

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ เวียงกุมกาม - Wiang Kum Kamผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์