19/04/2026
⚔️⚔️องค์ความรู้ชุด “The Kingdom’s Blacksmith : ลัวะทำเหล็กแห่งอาณาจักรล้านนา”⚔️⚔️
✌️EP. 5 บันทึกการเดินทางของ Holt Samuel Hallett : ภาพสะท้อนการดำรงอยู่ของการทำเหล็กแบบจารีต ที่บ้านลัวะบ่อหลวง เมื่อ 142 ปีที่ผ่านมา .เรียบเรียงโดย นายยอดดนัย สุขเกษม นักโบราณคดีชำนาญการ. A Thousand Miles on an Elephant in the Shan States เป็นเอกสารบันทึกการเดินทาง ของ โฮลต์ ซามูเอล ฮาลเลตต์ (Holt Samuel Hallett) วิศวกรผู้มีส่วนสำคัญในการบุกเบิกพัฒนาเส้นทางรถไฟในพม่า ซึ่งได้เดินทางสำรวจตั้งแต่พื้นที่เมืองมะละแหม่ง ดินแดนประเทศพม่า เข้าสู่ดินแดนประเทศไทยผ่านเมืองยวม (อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน) ผ่านเทือกเขาถนนธงชัยเข้าสู่เมืองฮอด (อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่) ก่อนเดินทางเข้าสู่เมืองเชียงใหม่ ข้อมูลบันทึกการเดินทางดังกล่าวได้ถูกตีพิมพ์เป็นหนังสือชื่อ A Thousand Miles on an Elephant in the Shan States เมื่อปี พ.ศ. 2427 ซึ่งเนื้อหาตอนหนึ่งช่วงการเดินทางผ่านเทือกเขาที่คั่นระหว่างแม่สะเรียงและฮอด (ส่วนหนึ่งของเทือกเขาถนนธงชัย) ได้กล่าวกลุ่มชาติพันธ์ลัวะที่บ้านบ่อหลวงและกิจกรรมการผลิตเหล็ก ดังนี้.“บ่อจี คนพม่าเรียก หรือคนไทเรียกว่า บ่อหลวง ทั้งสองคำต่างมีความหมายว่า ใหญ่ บ่อหลวงมี 3 หมู่บ้าน สองหมู่บ้านมี 30 หลัง อีกหนึ่งหมู่บ้านมี 21 หลัง ชาวบ้านเป็นชาวลัวะ ทำอาชีพช่างตีเหล็กและคนงานเหมือง พวกเขาขุดแร่เหล็ก และถลุงแร่เหล็กบนเขาลูกหนึ่งทางด้านเหนือของดอยแพ ซึ่งต้องนั่งช้างเดินทางไปไกลจากหมู่บ้านระยะเวลา 2 วัน” (Holt Samuel Hallett, 1890, pp.54).“กล่าวกันว่าเหมืองแร่เหล็กมีความลึกเฉลี่ย 50 ฟุต (ประมาณ 15 เมตร) เชื่อกันว่ามีผีคอยเฝ้าบ่อแร่เหล็ก ต้องทำการเซ่นไหว้ด้วยหมูหรือไก่ ถ้าหากขุดได้แร่เหล็กที่คุณภาพไม่ดี ก็ต้องเซ่นไหว้ผีอีกซ้ำ ๆ เพื่อให้ได้แร่เหล็กคุณภาพดีมากขึ้นแร่เหล็กจะถูกถลุงที่หมู่บ้านชาวลัวะชื่อ อมพาย ซึ่งอยู่ใกล้กับเหมืองแร่เหล็ก แต่ไม่อนุญาตให้คนแปลกหน้าเฝ้าดูวิธีทำเพราะเชื่อว่า หากฝ่าฝืนจะทำให้ผีจะโกรธ เมื่อถลุงแร่เหล็กได้เป็นก้อนโลหะเหล็กแล้ว จึงบรรทุกขึ้นหลังช้างกลับมายังหมู่บ้านชาวลัวะ เพื่อผลิตเป็นอุปกรณ์หรือสินค้าต่าง ๆ ก่อนส่งขายทั่วเมือง แร่ที่ขุดได้ คือแร่เหล็กมีออกไซด์สีแดงทั่วไป” (Holt Samuel Hallett, 1890, pp.54-55).นอกจากเนื้อความข้างต้นจะกล่าวถึงกลุ่มชาวลัวะบ้านบ่อหลวงเดินทางไปทำเหมืองแร่เหล็กและถลุงเหล็กบริเวณดอยแพ (ดอยแม่โถ) และบริเวณหมู่บ้านอมพายแล้ว ยังกล่าวถึงกิจกรรมการตีเหล็กของชาวลัวะที่บ้านบ่อหลวงเพิ่มเติม ดังนี้.“เราพบชายหลายคนกำลังทำโซ่ แต่เมื่อเราเดินไปถึง พวกเขากลับวางมือ เราต้องเจรจาพูดคุยกันครู่ใหญ่พวกเขาถึงยอมสาธิตวิธีทำให้ดู ชายหนุ่มคนหนึ่งอายุประมาณ 20 ปี นำเหล็กไปเผาให้ร้อน แล้วใช้ค้อนทุบเป็นห่วงโซ่ด้วยความชำนาญและรวดเร็วเหมือนกับผู้ใหญ่ ชายชราคนหนึ่งนำก้อนแร่เหล็กมาให้ดูหลายชิ้น แต่ไม่อนุญาตให้เอาไป เพราะกลัวผีบ่อเหล็กจะโกรธ” (Holt Samuel Hallett, 1890, pp.55).“อุปกรณ์สูบลมและอุปกรณ์ต่าง ๆ ของพวกเขาดูน่าแปลกตา ทั่งสำหรับตีเหล็กเป็นทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส กว้าง ยาว 3 นิ้ว สูง 2 นิ้ว ทำจากแท่งเหล็กขนาดใหญ่ ตอกฝังเข้าไปในท่อนไม้ ทั่งอีกชิ้นรูปร่างเหมือนจอบสามเหลี่ยม ข้างบนกว้างยาว 5 นิ้ว ข้างล่างกว้างยาวหนึ่งนิ้วครึ่ง ก็ถูกตอกเข้าไปในท่อนไม้ด้วยเช่นกัน ทั่งนี้เป็นอุปกรณ์สำหรับตีขึ้นรูปทำตะขอและ โซ่ล่ามช้าง” (Holt Samuel Hallett, 1890, pp.55).“มีกระบอกสูบลม 2 อันอยู่ข้างเตาตีเหล็ก จำนวน 2 ชุด กระบอกสูบลมทำด้วยไม้ไผ่ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 4 นิ้ว สูงขึ้นมาจากพื้น 2 ฟุต มีลูกสูบหุ้มด้วยผ้าขี้ริ้วอยู่ภายใน ทำงานโดยการเป่าลมออกจากรูเล็ก ๆ บริเวณฐาน ที่สูบลมแต่ละคู่ตั้งห่างกัน 3 ฟุต ควบคุมการทำงานโดยใช้เด็กหนุ่มคนหนึ่ง” (Holt Samuel Hallett, 1980, pp.55).จากเนื้อความในเอกสารข้างต้น สามารถตีความเกี่ยวกับกิจกรรมด้านโลหกรรมและสถานะสังคมของกลุ่มชาวลัวะบ้านบ่อหลวง ที่ดำรงอยู่ในช่วงราวปี พ.ศ. 2427 (ตรงกับช่วงพระเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าหลวงเชียงใหม่ ลำดับที่ 7) ตามประเด็นสำคัญได้ ดังนี้.1) ประเด็นกิจกรรมด้านโลหกรรม ในห้วงเวลาปี พ.ศ. 2427 กลุ่มชาวลัวะบ้านบ่อหลวง ยังคงทำกิจกรรมด้านโลหกรรมผลิตเหล็กแบบโบราณ ในทุก ๆ ขั้นตอน ตั้งแต่การเดินทางไปทำเหมืองแร่เหล็กที่ภูเขาลูกหนึ่งในดอยแม่โถ หลังจากนั้นทำการถลุงเหล็กในพื้นที่ใกล้เคียงเหมืองแร่เหล็ก บริเวณดอยแม่โถและบ้านอมพาย ทั้งนี้เมื่อถลุงได้ก้อนโลหะเหล็กแล้ว จึงขนผลผลิตกลับมาแปรรูปเป็นเครื่องมือเหล็กที่บ้านบ่อหลวง ดังนั้นกิจกรรมด้านโลหกรรมทำเหล็กที่เกิดขึ้นในบ้านบ่อหลวง ช่วงครึ่งแรกของพุทธศตวรรษที่ 25 นี้ น่าจะเป็นการแปรรูปตีเครื่องมือเหล็กเป็นหลัก โดยมีการผลิตเครื่องมือรูปแบบที่ค่อนข้างหลากหลายกว่าในอดีต ตามความต้องการของตลาด หนึ่งในนั้นคือ โซ่ล่ามช้าง ซึ่งนิยมใช้ในอุตสาหกรรมทำไม้และการเดินทางในช่วงเวลานั้น นอกจากนี้ เนื้อความในบันทึกข้างต้นยังสะท้อนให้เห็นถึงปฏิสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มชาวลัวะบ้านบ่อหลวงและความเคารพที่มีต่อจิตวิญาณผู้ดูแลแหล่งทรัพยากรแร่เหล็กอีกด้วย.2) ประเด็นสถานะทางสังคม เดิมทีในช่วงครึ่งหลังของพุทธศตวรรษที่ 24 กลุ่มชุมชนชาวลัวะบ้านบ่อหลวงยังคงมีสถานะเป็น “ไพร่ส่วย” ตามกฎหมายจารีตรัฐโบราณอย่างชัดเจน ทั้งนี้เมื่อวิเคราะห์เรื่องราวในเอกสาร A Thousand Miles on an Elephant in the Shan States ซึ่งมีห้วงเวลาห่างจากเรื่องราวในจารึกหลาบเงินบ้านบ่อหลวง พระเจ้ามโหตรประเทศ ประมาณ 3 ทศวรรษ พบนัยสำคัญว่า ลัวะบ้านบ่อหลวง สามารถผลิตเครื่องมือเหล็กเพื่อทำการค้าขายทั่วไปได้โดยอิสระได้มากยิ่งขึ้น ทั้งยังสามารถผลิตได้ตามความต้องการของตลาดทั่วไป บ่งชี้ว่าอำนาจจากเชียงใหม่อาจมีอิทธิพลต่อชุมชนชาวลัวะบ้านบ่อหลวงน้อยลง และระบบศักดินาในฐานะ “ไพร่ส่วย” อาจค่อย ๆ ลดความสำคัญลงไป ซึ่งสอดคล้องกับบริบทความเปลี่ยนแปลงทางสังคมครั้งสำคัญในระดับภูมิภาค เมื่อรัฐบาลกลางของสยามเริ่มส่งพระนรินทรราชเสนี (พุ่ม ศรีไชยยันต์) เป็น “ข้าหลวงสามหัวเมือง” ประจำการที่เชียงใหม่ ในปี พ.ศ. 2417 เพื่อควบคุม ดูแล และแนะนำให้เจ้าหลวงปฏิบัติตามสนธิสัญญาเชียงใหม่ ต่อมาในปี พ.ศ. 2427 มีการส่งพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นพิชิตปรีชากร มาจัดการปฏิรูปการปกครองในล้านนา ผลของการปฏิรูปการปกครองทำให้จารีตท้องถิ่นล้านนาในทุก ๆ ด้าน ซึ่งเคยเป็นอัตลักษณ์สืบต่อกันมาหลายร้อยปี ค่อย ๆ สลายตัว (สรัสวดี อ๋องสกุล, 2566, น. 294-303)
เอกสารอ้างอิง
- สรัสวดี อ๋องสกุล. (2566). ประวัติศาสตร์ล้านนา. พิมพ์ครั้งที่ 13. เชียงใหม่: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
- วิชญา มาแก้ว. (2559). ระบบเศรษฐกิจและความเปลี่ยนแปลงทางสังคมในยุคทองของอาณาจักรล้านนา (ค.ศ.1355-1525). (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต). มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, สาขาวิชาประวัติศาสตร์.
- Hallett, H. S. (1890). A thousand miles on an elephant in the Shan States. Edinburgh, London: W. Blackwood and sons.
ที่มาของภาพ
- Hallett, H. S. (1890). A thousand miles on an elephant in the Shan States. Edinburgh, London: W. Blackwood and sons.
- สำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่
#ลัวะทำเหล็ก #เหล็กล้านนา #โบราณโลหะวิทยาดินแดนล้านนา