กำแพงเพชร

กำแพงเพชร ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก กำแพงเพชร, จุดสังเกตและสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์, เมืองมรดกโลก, Kamphaeng Phet.

ต้องการประชาสัมพันธ์​ทุกอย่างที่เกี่ยวกับกำแพงเพชร มีเรื่องเดือดร้อนต้องการแจ้งต่อสาธารณะ ต้องการให้ช่วยกระจายข่าวสารที่เป็นประโยชน์ อย่ารีรอที่จะส่งข้อมูลให้แอดมิน

“ซอฟต์พาวเวอร์” หรือ “ซอฟต์คอนเสิร์ต”? เมื่อเทศกาลชุมชนกลายเป็นเวทีมหรสพงบประมาณในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คำว่า “Soft Powe...
24/05/2026

“ซอฟต์พาวเวอร์” หรือ “ซอฟต์คอนเสิร์ต”? เมื่อเทศกาลชุมชนกลายเป็นเวทีมหรสพงบประมาณ

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คำว่า “Soft Power” กลายเป็นคำมหัศจรรย์ของวงราชการไทย
ไม่ว่าจะเป็นงานวัด งานเกษตร งานของดีประจำอำเภอ งานประเพณีประจำจังหวัด หรือแม้แต่งานมหรสพพื้นบ้าน ต่างถูกแปะป้ายใหม่ว่าเป็น “การส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์” แทบทั้งหมด
คำถามคือ ประเทศไทยกำลังสร้างพลังทางวัฒนธรรมจริง ๆ หรือเพียงแค่ “เปลี่ยนป้ายชื่อโครงการ” ให้ดูทันสมัยขึ้น?

จากเดิมที่เคยเรียกว่า
“งานส่งเสริมการท่องเที่ยว”
วันนี้กลายเป็น
“โครงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ผ่านอัตลักษณ์ท้องถิ่น”
จากเดิมที่เคยเป็น
“งานของดีประจำจังหวัด”
วันนี้กลายเป็น
“มหกรรม Soft Power ระดับภูมิภาค”
แต่เมื่อเดินเข้าไปในงาน สิ่งที่เห็นกลับยังเหมือนเดิมแทบทุกอย่าง

เวทีคอนเสิร์ตขนาดใหญ่
ไฟ แสง สี เสียง
ร้านเช่าล็อกขายของ
เต็นท์เรียงราย
ศิลปินดังจากกรุงเทพฯ
งบประชาสัมพันธ์
และพิธีเปิดอันอลังการ

คำถามจึงเกิดขึ้นว่า นี่คือการพัฒนาศักยภาพชุมชน หรือเป็นเพียง “อุตสาหกรรมอีเวนต์” ที่ใช้งบภาครัฐเป็นเชื้อเพลิง?

แน่นอน ไม่มีใครปฏิเสธว่าการจัดงานสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริง ร้านค้าอาจขายของได้ โรงแรมอาจมีคนพัก ผู้คนอาจออกมาใช้จ่ายมากขึ้น
แต่ปัญหาอยู่ตรงนี้:
เมื่อคำว่า “Soft Power” ถูกตีความได้กว้างจนแทบหมายถึงทุกอย่าง งบประมาณจำนวนมหาศาลจึงสามารถถูกอธิบายได้สวยงามเสมอ

เวทีคอนเสิร์ตกลายเป็น “การดึงดูดนักท่องเที่ยว”
งานมหรสพกลายเป็น “การสร้างเศรษฐกิจสร้างสรรค์”
ร้านค้าตลาดนัดกลายเป็น “การยกระดับทุนวัฒนธรรมชุมชน”

ท้ายที่สุด คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ว่า “จัดงานได้ไหม”
แต่คือ
“เงินจำนวนนี้สร้างความเข้มแข็งระยะยาวอะไรให้พื้นที่บ้าง?”
ชาวบ้านได้เรียนรู้ทักษะใหม่หรือไม่?
เกิดอาชีพใหม่จริงไหม?
เยาวชนในพื้นที่เติบโตจากโครงการนี้อย่างไร?
หรือสุดท้าย ทุกอย่างจบลงพร้อมกับการเก็บเวทีในคืนสุดท้ายของงาน?

หลายจังหวัดเริ่มมีภาพที่คล้ายกันอย่างน่าประหลาด
ใช้งบหลายล้าน
จัดงานไม่กี่วัน
คอนเสิร์ตแน่น
คนถ่ายรูปเยอะ
แต่หลังงานจบ ชุมชนก็กลับไปเหมือนเดิม หรือแย่กว่าเดิมหากร้านค้าในงานเหล่านั้นมาจากนอกพื้นที่เพื่อดูดเงินจากคนในพื้นที่ออกไปผ่านผู้จัดงาน "หน้าเดิมๆ"

ไม่มีระบบพัฒนาต่อ
ไม่มีตลาดระยะยาว
ไม่มีโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่
ไม่มีการต่อยอดอย่างจริงจัง

สิ่งที่เหลืออยู่ อาจมีเพียงภาพข่าว พิธีเปิด และรายงานผลโครงการหนาหลายร้อยหน้า

นี่คือจุดที่ประชาชนควรเริ่มตั้งคำถามต่อคำว่า “Soft Power” อย่างจริงจัง
เพราะ Soft Power ที่แท้จริงของประเทศ ไม่ได้อยู่ที่จำนวนเวทีคอนเสิร์ต หรือความอลังการของพิธีเปิด
แต่อยู่ที่ว่า ประเทศสามารถเปลี่ยนวัฒนธรรม ท้องถิ่น อาหาร ศิลปะ และภูมิปัญญา ให้กลายเป็นรายได้ที่ยั่งยืนได้หรือไม่
เกาหลีใต้ไม่ได้สร้าง K-Pop ด้วยงานออกร้านปีละครั้ง
ญี่ปุ่นไม่ได้สร้างอุตสาหกรรมอนิเมะด้วยเต็นท์เช่าล็อกขายของ
จีนไม่ได้ผลักดันวัฒนธรรมด้วยเวทีหมอลำสามคืนแล้วจบ

ประเทศเหล่านั้นลงทุนกับ “คน” ลงทุนกับ “ระบบ” และลงทุนกับ “ระยะยาว”
แต่ประเทศไทยกำลังเสี่ยงจะเข้าใจผิดว่า
การจ้างศิลปินขึ้นเวที
คือการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์
และนั่นอาจเป็นเรื่องน่าเศร้าที่สุดของคำว่า Soft Power ในสังคมไทย

เพราะสุดท้ายแล้ว
สิ่งที่แข็งแรงที่สุด อาจไม่ใช่พลังวัฒนธรรมของประเทศ
แต่อาจเป็นเพียง “พลังของระบบงบประมาณ” ที่สามารถเปลี่ยนทุกเทศกาล ให้กลายเป็นโครงการได้เสมอ

แล้วคุณล่ะ เคยดูคอนเสิร์ต​ กินลูกชิ้น ปลาหมึกย่าง ก๋วยเตี๋ยว งาน "Soft Power" มาบ้างไหม?

เรียบเรียงโดย: สำนักข่าวกาขาว
​ #ซอฟต์พาวเวอร์ #คอนเสิร์ต #งานของดีประจำจังหวัด #กำแพงเพชร

💰​ค่าเช่าที่จ่ายที่ใครน้าาาาาา 😆
23/05/2026

💰​ค่าเช่าที่จ่ายที่ใครน้าาาาาา 😆

ด่วน! ตำรวจไซเบอร์รวบสาวกำแพงเพชร เปิดขายหวยออนไลน์เถื่อน พ่วงปล่อยกู้นอกระบบดอกเบี้ยโหด 300% ต่อปีกำแพงเพชร – ตำรวจไซเบ...
22/05/2026

ด่วน! ตำรวจไซเบอร์รวบสาวกำแพงเพชร เปิดขายหวยออนไลน์เถื่อน พ่วงปล่อยกู้นอกระบบดอกเบี้ยโหด 300% ต่อปี

กำแพงเพชร – ตำรวจไซเบอร์ บก.สอท.4 เปิดปฏิบัติการเข้าจับกุมหญิงวัย 37 ปี ภายในบ้านพักพื้นที่ ต.หนองปลิง อ.เมืองกำแพงเพชร หลังสืบทราบลักลอบเปิดรับพนันสลากกินรวบผ่านสื่อออนไลน์ และปล่อยเงินกู้นอกระบบคิดดอกเบี้ยสูงถึงร้อยละ 25 ต่อเดือน หรือประมาณ 300% ต่อปี

📌 รายละเอียดการจับกุม
เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน กก.2 บก.สอท.4 นำโดย พ.ต.ท.พร้อมพล นิตย์วิบูลย์ พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ เข้าตรวจค้นบ้านพักตามหมายค้นศาลจังหวัดกำแพงเพชร ที่ 137/2569 ลงวันที่ 20 พฤษภาคม 2569

จากการเข้าตรวจค้น พบ น.ส.สกุลทิพย์ หรือ “มุ้ย” อายุ 37 ปี อยู่ภายในบ้านพัก พร้อมตรวจยึดโทรศัพท์มือถือ iPhone จำนวน 1 เครื่อง ซึ่งภายในพบข้อมูลเกี่ยวกับการรับพนันออนไลน์ และบัญชีลูกหนี้เงินกู้จำนวนมาก

🔍 พฤติการณ์แห่งคดี
สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ได้รับร้องเรียนจากประชาชนว่า มีหญิงในพื้นที่ใช้สื่อสังคมออนไลน์เปิดรับพนัน “เบอร์เงินสด” หรือสลากกินรวบเลขท้าย 2 ตัว อิงผลสลากกินแบ่งรัฐบาล พร้อมมีพฤติการณ์ปล่อยเงินกู้นอกระบบเรียกเก็บดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด

หลังสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน จึงขออำนาจศาลเข้าตรวจค้นและจับกุมดังกล่าว

💰 รับทำมานานกว่า 3 ปี
จากการสอบสวนเบื้องต้น ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า เปิดรับพนันออนไลน์และปล่อยเงินกู้ให้กับคนรู้จักมานานกว่า 3 ปี โดยคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 25 ต่อเดือน เนื่องจากเคยถูกลูกหนี้เบี้ยวหนี้หลายครั้ง

ทั้งนี้ ผู้ต้องหาระบุว่า มีรายได้จากทั้งสองกิจกรรมรวมประมาณเดือนละ 60,000 – 70,000 บาท

⚖️ แจ้ง 2 ข้อหาหนัก
เจ้าหน้าที่แจ้งข้อกล่าวหา ดังนี้

จัดให้มีการเล่นพนันทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์โดยไม่ได้รับอนุญาต

ประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับโดยไม่ได้รับอนุญาต

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป พร้อมฝากเตือนประชาชนให้หลีกเลี่ยงการพนันออนไลน์และการกู้นอกระบบ ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาหนี้สินและความเสียหายต่อทรัพย์สินในระยะยาว

เรียบเรียงโดย: สำนักข่าวกาขาว
ขอบคุณข้อมูล: ตำรวจไซเบอร์ (บก.สอท.4)
​ #สำนักข่าวกาขาว #ข่าวด่วน #ตำรวจไซเบอร์ #เงินกู้นอกระบบ #หวยออนไลน์ #กำแพงเพชร

ตำนานวัดชีนางเกา: เรื่องเล่าขานและรอยอดีตแห่งเมืองกำแพงเพชรวัดชีนางเกา ตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองกำแพงเพชรด้านทิศตะวันออกเฉีย...
22/05/2026

ตำนานวัดชีนางเกา: เรื่องเล่าขานและรอยอดีตแห่งเมืองกำแพงเพชร

วัดชีนางเกา ตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองกำแพงเพชรด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ เขตอำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร (ใกล้กับการประปาส่วนภูมิภาคในปัจจุบัน) สิ่งก่อสร้างภายในวัด คือ วิหารหันหน้าไปทางทิศตะวันออกเป็นอาคารก่ออิฐถือปูนในผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีมุขทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ภายในวิหารมีพระประธานปูนปั้นประทับนั่งปางมารวิชัยบนฐานชุกชีบอกด้วยศิลาแลง มีเสาไม้รองรับหลังคาภายในวิหาร แต่เสาพาไลที่รองรับหลังคาบริเวณมุขหน้าและหลังเป็นเสาก่ออิฐสี่เหลี่ยม พบกระเบื้องมุงหลังคาเป็นจำนวนมาก ทำให้ทราบว่าหลังคาเป็นเครื่องไม้มุงกระเบื้อง ซึ่งปัจจุบันเหลือหลักฐานเพียงเสาเท่านั้น
สิ่งก่อสร้างที่หลงเหลืออยู่มีเพียงผนังโบสถ์ที่ไม่มีหลังคาคลุม กับองค์พระประธานด้านใน คนเฒ่าคนแก่ในพื้นที่เล่าว่า สมัยก่อนบริเวณหน้าวัดเคยอยู่ติดกับริมแม่น้ำ และที่สำคัญ บริเวณนี้เคยเป็นจุดประวัติศาสตร์สำคัญในการรับเสด็จฯ อีกด้วย เรื่องราวของวัดแห่งนี้ไม่ได้มีแค่ซากปรักหักพัง แต่ยังผูกพันกับสายเลือดตระกูลเจ้าเมืองเก่าแก่ และเต็มไปด้วยเรื่องเล่าที่ผสมผสานทั้งประวัติศาสตร์และความเชื่อเข้าด้วยกัน

ภรรยาเจ้าเมืองผู้สร้างวัด
จากบันทึกของนักค้นคว้าท้องถิ่นระบุว่า ผู้สร้างวัดแห่งนี้มีความเกี่ยวพันกับเจ้าเมืองกำแพงเพชรโดยตรง ท่านมีชื่อว่า "กาว" เป็นลูกสาวของเจ้าเมืองเชียงราย ซึ่งนักประวัติศาสตร์คาดว่าการแต่งงานในครั้งนั้นเป็นการแต่งงานเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างคนภาคกลางและคนล้านนาในยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์
สามีของท่านคือ พระยากำแพงเพชร (นุช) เจ้าเมืองกำแพงเพชรในสมัยรัชกาลที่ 1 ท่านเป็นนักรบที่เก่งกาจ ออกรบหลายครั้งจนได้รับพระราชทานรางวัลเป็น "ดาบด้ามทองฝักทอง" และเป็นต้นตระกูลของผู้ปกครองเมืองกำแพงเพชรในเวลาต่อมา ชาวบ้านและเอกสารเก่ามักเรียกท่านกาวด้วยความเคารพว่า "คุณหญิงชี" "ท่านผู้หญิงเกา" หรือ "ท่านผู้หญิงชี (กาว)" ซึ่งคำว่า "ชี" ในสมัยโบราณไม่ได้หมายถึงแม่ชีที่โกนผมเพียงอย่างเดียว แต่ยังใช้เรียกผู้หญิงสูงวัย หญิงม่าย หรือผู้หญิงชั้นสูงที่หันมานุ่งขาวห่มขาว ถือศีลและปฏิบัติธรรมด้วย
เกร็ดลี้ลับจากคำบอกเล่า: แม้ในตำราจะบันทึกชื่อท่านสั้นๆ ว่า "กาว" แต่จากคำบอกเล่าปากต่อปากของคนโบราณ ผู้เฒ่าผู้แก่ในสายสกุล "รามสูต" ชื่อแท้ๆ ของท่านคือ "ทองกวาว" ซึ่งเป็นชื่อไม้มงคลที่มีดอกสีส้มสะพรั่งตามป่าเขาในล้านนา คาดว่าเมื่อท่านลงมาอยู่ภาคกลาง การเรียกชื่อตามสำเนียงถิ่นที่เพี้ยนไป หรือการบันทึกแบบย่อตามความคุ้นชินของช่างเขียนสมัยก่อน จึงทำให้ชื่อ "ทองกวาว" เหลือเพียงชื่อ "กาว" หรือ "เกา" อย่างที่ปรากฏในปัจจุบัน

กำเนิดวัดและพระประธานหน้าหวาน
เรื่องเล่าที่ส่งต่อกันมาบอกว่า หลังจากที่พระยากำแพงเพชร (นุช) เสียชีวิต ท่านผู้หญิงกาวเสียใจมากจึงตัดสินใจออกบวชชี ถือศีลภาวนา และสร้างวัดแห่งนี้ขึ้นมาเพื่อทำบุญอาทิศส่วนกุศลให้สามี ชาวบ้านจึงเรียกวัดนี้กันติดปากว่า "วัดชีนางเกา" (หมายถึง วัดของแม่ชีที่ชื่อเกาหรือกาว) เล่ากันว่าท่านได้จำพรรษาอยู่ที่วัดนี้จนสิ้นอายุขัย
ความน่าสนใจอีกอย่างคือ "พระประธาน" ภายในโบสถ์ ชาวบ้านหลายคนสังเกตว่าใบหน้าของพระพุทธรูปองค์นี้ดูอ่อนหวานคล้ายกับผู้หญิง จึงมีความเชื่อและเล่าลือกันว่า ช่างปั้นอาจจะตั้งใจสร้างใบหน้าพระให้เหมือนกับท่านผู้หญิงกาว หรือปั้นขึ้นมาเพื่อเป็นตัวแทนดวงวิญญาณของผู้สร้างวัดนั่นเอง

พลับพลารับเสด็จและกำเนิด "โรงเรียนสตรีพลับพลา"
ประวัติศาสตร์หน้าสำคัญของวัดชีนางเกาเกิดขึ้นเมื่อปีพุทธศักราช 2449 เมื่อ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ได้เสด็จประพาสต้นเมืองกำแพงเพชร ทางราชการจังหวัดได้จัดสร้าง พลับพลาที่ประทับแรม ขึ้นเป็นกรณีพิเศษ ณ บริเวณวัดชีนางเกา เพื่อใช้รับเสด็จในคราวนั้น ต่อมาในปี พ.ศ. 2450 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร (รัชกาลที่ 6 ในเวลาต่อมา) ก็ได้เสด็จประพาสหัวเมืองเหนือและแวะประทับ ณ พลับพลาแห่งนี้เช่นกัน
เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจรับเสด็จ พลับพลาไม้ที่สร้างขึ้นด้วยความงดงามและแข็งแรงนี้ไม่ได้ถูกรื้อถอนทิ้งไป แต่ได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์เพื่อการศึกษา จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2469 จังหวัดกำแพงเพชรได้ดำเนินการใช้พื้นที่บริเวณ วัดชีนางเกา (ร้าง) และใช้พลับพลาไม้รับเสด็จดังกล่าวเป็นอาคารเรียนหลังแรก โดยตั้งชื่ออย่างเป็นทางการว่า "โรงเรียนประจำจังหวัดกำแพงเพชร แผนกสตรี" (ต่อมาคือโรงเรียนสตรีนารีวิทยา) แต่ชาวบ้านในสมัยนั้นมักเรียกขานติดปากตามที่มาของอาคารว่า "โรงเรียนสตรีพลับพลา"
วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2499 โรงเรียนได้ย้ายจากบริเวณวัดชีนางเกาไปยังสถานที่ใหม่ในตัวเมืองบริเวณ ศาลพระอิศวร และใช้ชื่อว่า โรงเรียนสตรีกำแพงเพชร "นารีวิทยา" จนกระทั่งวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2514 ได้ประกาศยุบรวมเข้ากับ โรงเรียนกำแพงเพชร "วัชรราษฎร์วิทยาลัย" กลายเป็น โรงเรียนกำแพงเพชรพิทยาคม ในปัจจุบัน

ความเฮี้ยนและเรื่องลี้ลับ
สำหรับคนกำแพงเพชรยุคก่อน วัดชีนางเกาได้ชื่อว่า "เป็นวัดผีดุที่สุดแห่งหนึ่งของเมือง" ในตอนกลางคืนแทบจะไม่มีใครกล้าเดินผ่าน เพราะมักจะมีคนเจอเรื่องแปลกๆ เช่น ได้ยินเสียงผู้หญิงร้องไห้กลางดึก, เห็นผู้หญิงนุ่งขาวห่มขาวเดินวนรอบโบสถ์ หรือเห็นแสงไฟสว่างขึ้นมาในโบสถ์ทั้งที่ไม่มีคนอยู่ ใครที่พูดจาลบหลู่มักจะมีอาการเจ็บไข้ได้ป่วยเมื่อกลับถึงบ้าน เรื่องราวเหล่านี้ทำให้ชาวบ้านเชื่อกันว่า ดวงวิญญาณของท่านผู้หญิงชี (กาว) ยังคงวนเวียนและคอยปกปักรักษาวัดของท่านอยู่

ความศักดิ์สิทธิ์และการแก้บน
แม้ทุกวันนี้วัดจะอยู่ในสภาพวัดร้าง แต่ก็ยังมีชาวบ้านแวะเวียนมาจุดธูปไหว้ขอพรอยู่เสมอ ส่วนใหญ่มักจะมาขอพรเรื่องสุขภาพ การงาน หรือขอให้เดินทางแคล้วคลาด เมื่อขอพรแล้วสำเร็จ สิ่งที่นิยมนำมาถวาย ได้แก่ ดอกมะลิ, ผ้าขาว, น้ำอบไทย และชุดไทยสตรี

ความจริงกับเรื่องเล่า
ปัจจุบัน เรื่องราวของวัดชีนางเกายังคงอยู่กึ่งกลางระหว่างประวัติศาสตร์จริงกับเรื่องเล่าปากต่อปาก สิ่งที่มีหลักฐานยืนยันชัดเจนคือ การมีตัวตนอยู่จริงของพระยากำแพงเพชร (นุช) และบันทึกการใช้พลับพลาที่ประทับรับเสด็จ (ซึ่งสร้างขึ้นในสมัย ร.5) มาจัดตั้งโรงเรียนสตรีแห่งแรกของจังหวัดในพื้นที่วัดร้างแห่งนี้ ส่วนเรื่องราวลี้ลับอื่นๆ ยังคงเป็นตำนานที่ทำให้วัดแห่งนี้มีมนต์ขลังมาจนถึงปัจจุบัน

แล้วคุณคิดว่าใบหน้าของพระประธานภายในโบสถ์ดูอ่อนหวานคล้ายกับผู้หญิงจริงไหม?

เรียบเรียงโดย: สำนักข่าวกาขาว
#วัดชีนางเกา #คุณหญิงชี #ท่านผู้หญิงเกา #กำแพงเพชร #โรงเรียนสตรีพลับพลา

ตำนาน "หลวงพ่อโม้" วัดเทพโมฬี หรือที่ชาวบ้านเรียกขานกันติดปากว่า "วัดหลวงพ่อโม้" มิใช่เพียงเรื่องเล่าปรัมปรา แต่คือร่องร...
21/05/2026

ตำนาน "หลวงพ่อโม้" วัดเทพโมฬี หรือที่ชาวบ้านเรียกขานกันติดปากว่า "วัดหลวงพ่อโม้" มิใช่เพียงเรื่องเล่าปรัมปรา แต่คือร่องรอยประวัติศาสตร์ที่ผสานเข้ากับพลังศรัทธาของชาวเมืองกำแพงเพชรอย่างเหนียวแน่น จากซากปรักหักพังกลางป่ารกชัฏ สู่พุทธสถานศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นศูนย์รวมจิตใจในปัจจุบัน

ปฐมบทแห่งความศรัทธา: วัดร้างนอกคูเมือง
ตามบันทึกทางประวัติศาสตร์หลายแหล่งระบุตรงกันว่า วัดเทพโมฬีมีอายุเก่าแก่ร่วมสมัยกับการสร้างเมืองกำแพงเพชร (เมืองชากังราวโบราณ) โดยตั้งอยู่นอกเขตคูเมืองเก่าทางด้านทิศใต้ ติดกับวัดชีนังเกา ซึ่งพื้นที่ตั้งขององค์พระพุทธรูปนี้อยู่บริเวณด้านหลังของบ้านพักอัยการจังหวัดกำแพงเพชรในปัจจุบัน

สภาพก่อนการบูรณะ: ร่องรอยอดีตจากยุคสุโขทัย
ก่อนที่จะมีความสวยงามเช่นในปัจจุบัน วัดแห่งนี้เคยถูกทิ้งร้างมานานนับร้อยปีหลังภาวะสงคราม โดยสภาพที่ปรากฏแก่สายตาชาวบ้านในยุคก่อน มีดังนี้
⏏️​องค์พระพุทธรูป: ชำรุดหนักจนเหลือองค์พระที่ไม่สมบูรณ์ โดยในบทประพันธ์ของ นางบุญห้อม อรรถธรรมสุนทร ได้ระบุข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ไว้ว่า องค์พระเดิมถูกไฟพม่าเผาทำลายจน "พักตร์ขาดเสี้ยว" (ใบหน้าแหว่งเหลือเพียงเสี้ยวเดียว) และเหลือเพียงส่วนแผ่นหลัง (พระปฤษฎางค์) ส่วนพระกร (แขน) หักหลุดหายไปสิ้น
⏏️​วัสดุและศิลปกรรม: แกนในและลำตัวขององค์พระดั้งเดิมสร้างขึ้นจาก "ศิลาแลงและอิฐ" นักวิชาการสันนิษฐานว่าโครงสร้างเดิมเป็นศิลปะสมัยอู่ทอง ยุคต้นกรุงศรีอยุธยา มีอายุราว 500-700 ปี
⏏️​ความรกร้าง: บริเวณรอบองค์พระเต็มไปด้วยเถาวัลย์หนาทึบ เป็นที่อาศัยของอสรพิษทั้งงูและแมงป่อง จนชาวบ้านสมัยนั้นต่างขยาดและไม่กล้าเดินเฉียดเข้าไปใกล้

ยุคแห่งการฟื้นฟูและปฏิสังขรณ์ (พ.ศ. 2519 - 2520)
จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้องค์พระกลับมาสมบูรณ์งดงาม เกิดจากการร่วมแรงร่วมใจของทั้งฝ่ายฆราวาสและบรรพชิตในปี พ.ศ. 2519 โดยมีจุดเริ่มต้นจากการที่อัยการจังหวัดในขณะนั้น คือ นายจำรูญ อรรถธรรมสุนทร ได้ทราบว่ามีพระภิกษุผู้ทรงญาณสมาบัติเดินทางมาร่วมคณะด้วย จึงได้เรียนเชิญให้มาดูสถานที่ประดิษฐานองค์พระพุทธรูปที่ชำรุดอยู่หลังบ้านพักอัยการ
⏏️​ฝ่ายข้าราชการ/ผู้ว่าราชการจังหวัด: บันทึกและแผ่นจารึกระบุตรงกันว่า ผู้นำฝ่ายฆราวาสในขณะนั้นคือ นายกาจ รักษ์มณี (ผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร ปี 2519) เป็นแกนนำจัดทำโครงการบูรณะ
⏏️​พระผู้ทรงญาณและผู้นิมิต: จังหวัดได้นิมนต์พระเกจิและสถาปนิกพุทธศิลป์ชื่อดัง คือ หลวงปู่โง่น โสรโย (วัดพระพุทธบาทเขารวก จ.พิจิตร) มาเป็นองค์ประธาน โดยหลวงปู่โง่นได้ภาวนาจิต (เพ่งกระแสจิต) และแจ้งแก่อัยการจำรูญและผู้ติดตามว่า "สามารถซ่อมแซมได้" และท่านได้เห็นนิมิตองค์พระที่สมบูรณ์
⏏️​การจัดสร้างองค์พระครอบ: เมื่อผู้ว่าราชการจังหวัด (นายกาจ รักษ์มณี) รับทราบตามนิมิต จึงได้มอบหมายให้อัยการจำรูญ เป็นผู้เรียนเชิญผู้มีจิตศรัทธาร่วมกันบริจาคทรัพย์และดำเนินงานปั้นปูน "สร้างองค์พระใหม่ครอบและหุ้มองค์พระศิลาแลงเดิมไว้ภายใน" ส่งผลให้พุทธศิลป์ภายนอกกลายเป็นศิลปะรัตนโกสินทร์ตอนปลาย (สร้างเสร็จในปี พ.ศ. 2520)
⏏️​ฝ่ายสงฆ์ผู้สนับสนุน: บันทึกทั่วไปกล่าวถึง พระครูวิธานวชิรศาสน์ (หลวงพ่อภา) อดีตเจ้าอาวาสวัดเสด็จ ที่นำพระภิกษุสามเณรมาช่วยลงแรงถากถางป่าร่วมกับชาวบ้าน

"หลวงพ่อโม้" และ "หลวงพ่อแป้งข้าวหมาก"
⏏️​หลวงพ่อโม้ (พระพุทธโมฬี): มีที่มา 2 นัย คือ หนึ่งมาจากการเรียกเพี้ยนจากชื่อเดิม (เทพโมฬี หรือ พระพุทธโมฬี) และสองมาจากปาฏิหาริย์ที่ "ศักดิ์สิทธิ์เกินจริงจนเหมือนเรื่องโม้" แต่ท่านทำให้เกิดขึ้นจริงจนชาวบ้านต่างกล่าวว่า "หลวงพ่อโม้ แต่ไม่เคยโม้เล่น"
⏏️​หลวงพ่อแป้งข้าวหมาก (หลวงพ่อข้าวหมาก): บันทึกจากแผ่นศิลาจารึกได้ไขปริศนาที่มาของชื่อนี้ว่า ในการบูรณะองค์พระพุทธโมฬีเมื่อปี พ.ศ. 2519 นั้น คณะผู้ศรัทธาได้ "สร้างพระพุทธรูปจำลองอีกองค์หนึ่งคู่กัน" และตั้งชื่ออย่างเป็นทางการว่า "หลวงพ่อแป้งข้าวหมาก" เพื่อเป็นพระคู่บารมีกับพระพุทธโมฬี ซึ่งต่อมาความศักดิ์สิทธิ์และปาฏิหาริย์ของท่านทำให้ชาวบ้านนำ "ข้าวหมาก" และ "ขนมจีนน้ำยา" มาถวายแก้บนจนเลื่องลือ

ปาฏิหาริย์และอภินิหารที่เล่าสืบต่อกันมา
⏏️​ห้ามฟ้าห้ามฝน: เป็นเรื่องเล่าที่โด่งดังที่สุดและมีบันทึกไว้ในศิลาจารึก (กลอนระบุว่า "ฝน เอ๋ย จงอย่าตก") หากมีงานรื่นเริงหรือพิธีสำคัญ แล้วมีการบนบานขอให้ฝนหยุด ฝนจะตกหนักรอบนอกแต่บริเวณงานจะแห้งสนิท
⏏️​การตามหาของหาย: จารึกของวัดระบุชัดเจนถึงความศักดิ์สิทธิ์ในด้าน "การให้ได้ของที่หายกลับคืน" (กลอนระบุว่า "ของหมก ลืมที่ไว้ ช่วยดลให้ลูกพบ") ท่านมักจะช่วยดลใจให้ผู้บนบานได้พบของที่หมกลืมหรือหายไปให้ได้กลับคืนมา
⏏️​ความแคล้วคลาด: เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของทหาร ตำรวจ และพรานป่า ในยุคสงครามหรือการปราบปรามคอมมิวนิสต์ มักมากราบขอพรหรือนำดินจากวัดติดตัวไปเพื่อป้องกันอันตราย
⏏️​ขอได้ไหว้รับ: ไม่ว่าจะเป็นเรื่องค้าขาย หรือการสอบเข้า มักสัมผัสได้ถึงความศักดิ์สิทธิ์ที่เห็นผลชัดเจน

อนุสรณ์แห่งศรัทธา: การสร้างวิหารหลังใหม่ (พ.ศ. 2543 - 2544)
หลังจากบูรณะองค์พระเสร็จสิ้น องค์ท่านยังคงประดิษฐานอยู่กลางแจ้ง ต่อมาข้าราชการชั้นผู้ใหญ่และประชาชนผู้เล่าเรียนศรัทธาเห็นว่าองค์พระต้องตากแดดตากฝน จึงได้ร่วมใจกันจัดทำโครงการสร้างวิหารเพื่อเป็นที่ประดิษฐานให้สมพระเกียรติ ซึ่งแผ่นศิลาจารึกทั้ง 2 แผ่นนี้ ถูกจัดทำขึ้นในโอกาส "ฉลองสมโภชสร้างวิหารหลังใหม่สำเร็จเสร็จสิ้น" โดยมีรายนามคณะผู้จัดสร้างและอุปถัมภ์ที่สำคัญดังนี้:
⏏️​ประธานพิธีและฝ่ายบริหาร: นายยงยุทธ ตะโกพร (ผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชรในขณะนั้น) ร่วมเป็นแกนนำผลักดันโครงการ
⏏️​นายสิรินทร์ เฉลิมวัฒน์ (อธิบดีอัยการ สำนักงานอัยการเขต 6) ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีวางศิลาฤกษ์
⏏️​ฝ่ายสงฆ์ผู้ดำเนินงาน: พระวชิร ธีโร (อาจารย์เจ๊ก) เป็นผู้รับผิดชอบหลักควบคุมการดำเนินงานก่อสร้างวิหาร
⏏️​คณะอุปถัมภ์หลัก: นางสุวดี ตะโกพร (นายกเหล่ากาชาด), คุณพี่เยาว์ เฉลิมวัฒน์, คุณธำรงค์-คุณรัชนี อัศวสุธีกุล และคุณณรงค์-คุณรังสุดา เกษปรีชาสวัสดิ์
⏏️​กำหนดเวลา: เริ่มวางศิลาฤกษ์ก่อสร้างเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2543 และสร้างเสร็จสมบูรณ์เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2544
⏏️​ผู้ประพันธ์บทบูชา: นางบุญห้อม อรรถธรรมสุนทร เป็นผู้แต่งบทกลอนลายลักษณ์อักษรจารึกไว้บนแผ่นศิลาเพื่อบอกเล่าเรื่องราว

ความเชื่อเรื่องอาถรรพ์และข้อห้าม
⏏️​ห้ามลบหลู่: มีกฎเหล็กว่าห้ามท้าทาย หรือมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในเขตวิหาร (เช่น ดื่มสุรา หรือพูดดูหมิ่น) หากใครฝ่าฝืนมักเจอเหตุร้าย เช่น รถเสีย เจ็บป่วย หรือฝันร้าย
⏏️​สิ่งศักดิ์สิทธิ์เฝ้าวิหาร: มีเรื่องเล่าถึงเสียงเดินหรือเสียงสวดมนต์ ในวิหารยามดึก แม้จะล็อกประตูไว้แล้วก็ตาม เชื่อว่าเป็นจิตวิญญาณของครูบาอาจารย์ที่ยังปกปักษ์รักษา

ของแก้บน
⏏️​ของแก้บนตามโบราณประเพณี: เมื่อผู้บนบานได้รับผลสำเร็จตามความประสงค์ โดยเฉพาะเรื่องการห้ามฝนและตามหาของหาย สิ่งของนิยมโบราณที่ระบุไว้ในศิลาจารึกว่าเป็นของโปรดของท่านคือ "ขนมจีนน้ำยา" และอาหารประเภทหมักดองอย่าง "ข้าวหมาก"

พลังของ "ตำนานท้องถิ่น"
ตำนานของท่านไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเหนือธรรมชาติ แต่คือ "ความจริงทางวัฒนธรรม" ของชาวกำแพงเพชรที่สะท้อนถึงความสามัคคีและการมีเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจร่วมกันของคนหลายรุ่น ตั้งแต่ระดับผู้บริหาร ข้าราชการฝ่ายปกครอง ข้าราชการตุลาการ/อัยการ ตลอดจนประชาชนในพื้นที่ ซึ่งร่วมกันสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมนี้มาแบบปากต่อปากและลายลักษณ์อักษรบนศิลาจารึกอย่างยั่งยืน

⚠️ ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการวิเคราะห์พุทธศิลป์
ข้อมูลบางแหล่งพบประเด็นที่ระบุไว้แตกต่างกัน ดังนี้: ​ในขณะที่นักวิชาการบางส่วนมองว่าโครงสร้างศิลาแลงแกนในดั้งเดิมเป็นศิลปะอู่ทองตอนต้น ยุคต้นกรุงศรีอยุธยา แต่ข้อมูลจากบทประพันธ์บนแผ่นจารึกของวัดระบุสืบต่อกันมาว่าเป็นพระพุทธรูปเก่าแก่จาก "กาลครั้งสุโขทัย" ในขณะที่ภาพรวมภายนอกในปัจจุบันกลายเป็นศิลปะแบบรัตนโกสินทร์หลังจากการปั้นปูนหล่อครอบองค์เดิมในยุคหลัง

แล้วคุณล่ะ... เคยได้มีโอกาสไปกราบไหว้และลิ้มลองขนมจีนน้ำยาแก้บนที่วัดเทพโมฬีบ้างหรือยัง?

📌 พิกัด: วัดเทพโมฬี (หลวงพ่อโม้) ข้างบ้านพักอัยการจังหวัด ต.ในเมือง อ.เมือง จ.กำแพงเพชร
📍 แผนที่: https://maps.app.goo.gl/ygQWiaDzqbohkELN9?g_st=ac

เรียบเรียงโดย: สำนักข่าวกาขาว
หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่เกร็ดความรู้และประวัติศาสตร์ท้องถิ่น โดยผสานข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ข้อมูลจากศิลาจารึก และความเชื่อของชุมชนเข้าด้วยกัน โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน และควรศึกษาต่อหากต้องการนำไปเผยแพร่ต่อในเชิงวิชาการ
#หลวงพ่อโม้ #วัดหลวงพ่อโม้ #วัดเทพโมฬี #หลวงพ่อข้าวหมาก #หลวงพ่อแป้งข้าวหมาก #ขอได้ไหว้รับ #ประวัติศาสตร์กำแพงเพชร

🔴​ ใช้ยังไงให้คุ้ม!!! "ไทยช่วยไทยพลัส" เพิ่มเงินในกระเป๋า จ่ายเอง 2,666 บาท รัฐสมทบให้รวม 4,000 บาทโครงการ "ไทยช่วยไทยพล...
20/05/2026

🔴​ ใช้ยังไงให้คุ้ม!!! "ไทยช่วยไทยพลัส" เพิ่มเงินในกระเป๋า จ่ายเอง 2,666 บาท รัฐสมทบให้รวม 4,000 บาท

โครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" เป็นมาตรการที่รัฐบาลเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย โดยมีหลักการคือรัฐบาลช่วยสมทบให้ร้อยละ 60 ของยอดซื้อสินค้า แต่ไม่เกินเดือนละ 1,000 บาท ซึ่งหมายความว่าหากผู้ใช้สิทธิ์ต้องการรับเงินสมทบเต็มจำนวน จะต้องมียอดซื้อสินค้าเดือนละ 1,666.67 บาท โดยเป็นการที่ประชาชนจ่ายเองร้อยละ 40 หรือเท่ากับ 666.67 บาทต่อเดือน

สรุปความคุ้มค่าต่อเดือน
ในแต่ละเดือน หากใช้สิทธิ์จนครบวงเงินที่รัฐบาลกำหนด ผู้ใช้สิทธิ์จะได้รับเงินสมทบจากรัฐบาลจำนวน 1,000 บาท และมียอดซื้อสินค้าทั้งหมด 1,666.67 บาท จากการจ่ายเงินส่วนตัว 666.67 บาท

สรุปความคุ้มค่าตลอดโครงการ 4 เดือน
ตลอดระยะเวลาโครงการตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงกันยายน 2569 หากผู้ใช้สิทธิ์ใช้จ่ายเต็มวงเงินในทุกเดือน จะมียอดเงินที่จ่ายเองรวมทั้งสิ้น 2,666.68 บาท และได้รับเงินสมทบจากรัฐบาลรวมเป็นเงิน 4,000 บาท ส่งผลให้มีกำลังซื้อสินค้ารวมทั้งหมด 6,666.68 บาท

แนวทางการบริหารจัดการสิทธิ์
ผู้ใช้สิทธิ์สามารถวางแผนการใช้จ่ายได้ตามความเหมาะสมของแต่ละครอบครัว ดังนี้:
⭕​ แบบใช้เต็มวงเงิน: หากใช้สิทธิ์ตามอัตราที่รัฐกำหนดให้ใช้ได้ไม่เกิน 333.33 บาทต่อวัน (รัฐช่วยออก 200 / เราควักเอง 133.33) จะทำให้ใช้สิทธิ์ครบวงเงิน 1,000 บาทต่อเดือนภายในเวลา 5 วัน ซึ่งเหมาะสำหรับการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคเข้าบ้านครั้งละจำนวนมาก (ใช้ไม่หมดทบยอดไปเดือนถัดไปไม่ได้)
⭕​ แบบเฉลี่ยใช้จ่ายรายวัน: หากต้องการให้มีเงินสมทบครอบคลุมค่าใช้จ่ายรายวันตลอดทั้งเดือน (คิดจาก 30 วัน) สามารถวางแผนซื้อสินค้าจำเป็นในอัตราวันละประมาณ 55.55 บาท ซึ่งจะเป็นส่วนที่รัฐบาลช่วยออกให้ 33.33 บาท และประชาชนจ่ายเอง 22.22 บาท

🔴​ สิ่งที่ต้องดำเนินการก่อนลงทะเบียน
เพื่อให้การลงทะเบียนและใช้งานเป็นไปอย่างเรียบร้อย ผู้สนใจควรดำเนินการดังนี้:
1. อัปเดตแอปพลิเคชัน: เข้าไปที่ร้านค้าแอปพลิเคชันในโทรศัพท์มือถือ เพื่ออัปเดตแอปพลิเคชันเป๋าตังให้เป็นเวอร์ชันล่าสุด
2. ตรวจสอบสถานะยืนยันตัวตน: เข้าใช้งานแอปพลิเคชันเป๋าตังเพื่อตรวจสอบว่าสถานะบัญชีได้ยืนยันตัวตนเรียบร้อยแล้วหรือไม่
3. ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ: ดำเนินการลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง ในวันที่ 25 ถึง 29 พฤษภาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 06.00 ถึง 22.00 น.

โครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" เน้นการช่วยลดภาระค่าครองชีพ ใครวางแผนทำสวยอาจจะยังน้าาาาา 😆​

เรียบเรียงโดย: สำนักข่าวกาขาว
#ไทยช่วยไทยพลัส #แอปเป๋าตัง #ลดค่าครองชีพ #บัตรสวัสดิการ #กำแพงเพชร

ผ่านไปผ่านมากว่า 10 ปี... สงสัยกันไหม ตึกคอนกรีตยักษ์ตรงสามแยกวัดคูยาง คือตึกอะไรกันแน่🚹🚺 หลายคนที่ผ่านไปผ่านมาแถวสามแยก...
19/05/2026

ผ่านไปผ่านมากว่า 10 ปี... สงสัยกันไหม ตึกคอนกรีตยักษ์ตรงสามแยกวัดคูยาง คือตึกอะไรกันแน่

🚹🚺 หลายคนที่ผ่านไปผ่านมาแถวสามแยกข้างวัดคูยาง จังหวัดกำแพงเพชร คงจะเคยเหลียวมองโครงสร้างคอนกรีตขนาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงนั้น แล้วเกิดคำถามในใจกันมานานว่า "ตึกนี้คืออะไร สร้างขึ้นมาทำไม แล้วข้างในเขาจะทำเป็นอะไรกันแน่" วันนี้เราจะพาย้อนเวลากลับไปเปิดพิมพ์เขียวและแกะรอยเพื่อเฉลยคำตอบ

⏳ ย้อนเวลาสู่ปี 2555: จุดเริ่มของมหากาพย์
หากเราย้อนเวลากลับไปในวันที่ 6 เมษายน 2555 ณ บริเวณพื้นที่ข้างวัดคูยาง บรรยากาศในวันนั้นเต็มไปด้วยความคึกคัก เพราะเป็นวันที่ทางวัดได้ปักป้ายประกาศผืนใหญ่ เชิญชวนชาวเมืองกำแพงเพชรมาร่วมพิธีสำคัญ นั่นคือ "พิธีวางศิลาฤกษ์ อาคารศาลานครชากังราว" ในเวลาฤกษ์ดี 09.09 น. บนป้ายวันนั้นปรากฏภาพจำลองของอาคารอเนกประสงค์ยุคใหม่ของวัดที่จะมีทั้ง "ระบบปรับอากาศ และลิฟต์" ติดตั้งอยู่ภายในเพื่ออำนวยความสะดวกอย่างเต็มรูปแบบ

👑 ศูนย์กลางแห่งศรัทธา: ศูนย์รวมการปกครองคณะสงฆ์ภาค 4
เหตุผลสำคัญที่สุดที่ทำให้อาคารหลังนี้ต้องมีความยิ่งใหญ่ นั่นเป็นเพราะบทบาทของวัดคูยาง (พระอารามหลวง) คือการเป็น "ศูนย์กลางการบริหารจัดการและการปกครองคณะสงฆ์ภาค 4" ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ดูแลถึง 4 จังหวัดใหญ่ ได้แก่ กำแพงเพชร, นครสวรรค์, พิจิตร และเพชรบูรณ์ อาคารศาลานครชากังราวหลังนี้จึงถูกสร้างขึ้นมาเพื่อรองรับการเป็น "ศูนย์ประชุมและการบริหารคณะสงฆ์ภาค 4" อย่างเป็นทางการ

📌 เปิดใช้งานจริง: จากพิมพ์เขียวสู่การใช้ประโยชน์
แม้ภาพลักษณ์ภายนอกจะดูเป็นโครงสร้างที่ยังสร้างไม่เสร็จรอการตกแต่งให้สมบูรณ์ตามแบบสถาปัตยกรรม แต่ "ศาลานครชากังราว" ได้เริ่มทำหน้าที่เป็นหัวใจหลักในการรองรับงานบุญและศาสนพิธีสำคัญระดับจังหวัดและระดับประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยมีเหตุการณ์สำคัญเป็นเครื่องยืนยันศักยภาพของอาคาร ดังนี้:
⭕​วันที่ 4 เมษายน 2567: พิธีทักษิณานุประทานบูรพาจารย์
อาคารชั้น 2 ถูกใช้เป็นสถานที่หลักในการประกอบพิธีสมโภชวัดคูยาง และงานฉลองอายุวัฒนมงคล 6 รอบ ของ พระพรหมวัชรวิสุทธิ์ (เจ้าคณะภาค 4) โดยรองรับพระสงฆ์สมณศักดิ์ 53 รูป และสาธุชนที่มาร่วมฟังพระธรรมเทศนาจากพระพรหมวชิรปัญญาจารย์ ราชบัณฑิต
⭕​วันที่ 5 เมษายน 2567: พิธีถวายน้ำสรงและไทยธรรมพระราชทาน
ตอกย้ำความเป็นศูนย์กลางศรัทธาด้วยการเป็นสถานที่ประกอบพิธีถวายน้ำสรง ผ้าไตร และไทยธรรมพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสสมโภชหิรัญบัฏ โดยมีผู้แทนพระองค์และหัวหน้าส่วนราชการเข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียงภายในโถงมหาศาลา
⭕​วันที่ 10 กรกฎาคม 2568: ศูนย์รวมประเพณีเข้าพรรษา "3 วัดรวมเป็นหนึ่ง"
ในวันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษา อาคารแห่งนี้ได้รองรับพลังศรัทธาของชาวกำแพงเพชรในพิธีทำบุญตักบาตรครั้งใหญ่ ซึ่งเป็นการรวมพระภิกษุสงฆ์จาก 3 วัดสำคัญ (วัดคูยาง, วัดบาง และวัดเสด็จ) ไว้ในที่เดียว เพื่ออำนวยความสะดวกแก่พุทธศาสนิกชนที่มาร่วมงานจนเต็มพื้นที่ศาลา

❓ ปลดล็อกข้อสงสัย: นอกจากงานภาค 4 แล้ว วัดสร้างตึกใหญ่ขนาดนี้ "ไปทำไม" อีก
หากดูจากวัตถุประสงค์โครงการที่เขียนว่า "เพิ่มพื้นที่จอดรถห้องเรียนศึกษา" เราจะเห็นวิสัยทัศน์ที่สร้างตึกนี้เพื่อแก้ปัญหาระดับเมืองควบคู่ไปด้วยกัน:
แก้ปัญหาจราจร: วัดคูยางเป็นวัดใหญ่ที่มีผู้คนมาร่วมงานบุญแน่นขนัดเสมอ การสร้างตึกนี้จึงตั้งใจให้เป็น "อาคารจอดรถในร่ม" เพื่อดูดซับรถยนต์ไม่ให้ไปจอดกีดขวางบนพื้นผิวจราจร
สร้างศูนย์รวมการศึกษาครบวงจร: โครงการนี้ดีไซน์ให้มีห้องเรียนศึกษาและห้องสมุดทันสมัย เพื่อให้เป็นพื้นที่เรียนธรรมะและจัดอบรมเยาวชน
การบริหารจัดการที่ดินแนวดิ่ง: ด้วยพื้นที่ราบที่จำกัด การออกแบบตึกนี้จึงเป็นการรวม "ทุกความต้องการ" ซ้อนขึ้นไปเป็น 5 ชั้น ช่วยประหยัดพื้นที่ราบของวัดได้อย่างมหาศาล

🏛️ ความงดงามทางสถาปัตยกรรม: อัตลักษณ์ "ไทยประยุกต์ร่วมสมัย"
หากพิจารณาจากภาพจำลอง รูปทรงของอาคารศาลานครชากังราวถูกดีไซน์ด้วยความประณีต ผสมผสานระหว่างโมเดิร์นและไทยเดิม โดยมีส่วนหลังคาเป็นทรงจั่วหน้าบันตามคติสถาปัตยกรรมไทย มีการเปิดช่องแสงและซุ้มหน้าต่างโค้งรอบตึก ซึ่งนอกจากจะช่วยให้แสงธรรมชาติส่องถึงภายในแล้ว ยังสร้างมิติแสงเงาที่สวยงามสะดุดตาแก่ผู้สัญจรผ่านสามแยก

🏢 เปิดผัง 5 ชั้น: ข้างในมีอะไรซ่อนอยู่
สิ่งที่ทำให้หลายคนทึ่งคือความใหญ่โตของโครงสร้างตึก ซึ่งเดิมถูกวางแผนจัดสรรพื้นที่ไว้ถึง 5 ชั้น:
ชั้นที่ 1 และ 2: ทำเป็น "ชั้นสำหรับจอดรถยนต์"
ชั้นที่ 3: พื้นที่สำนักงาน กุฏิ หรือห้องอาหาร
ชั้นที่ 4: ห้องพักวิทยากร ห้องสมุด และห้องเรียนศึกษาพระปริยัติธรรม
ชั้นที่ 5: "ห้องประชุมใหญ่" รองรับกว่า 1,200 ที่นั่ง

💬 "ชาวกำแพงเพชร" มีใครเคยไปร่วมงานวางศิลาฤกษ์เมื่อปี 2555 หรือร่วมกิจกรรมที่ตึกนี้มาแล้วบ้าง?

​📌 พิกัด: ศาลานครชากังราว (วัดคูยาง)
📍 แผนที่: https://maps.app.goo.gl/hozrTvsBR88okjzs9?g_st=ac

เรียบเรียงโดย: สำนักข่าวกาขาว
หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อความบันเทิงและเกร็ดความรู้ โดยมีการผสานจินตนาการเข้ากับข้อมูลและภาพจริง โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน และตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมหากต้องการนำไปอ้างอิงหรือใช้ประโยชน์ในเชิงวิชาการ
#ตึกยักษ์วัดคูยาง #ศาลานครชากังราว #วัดคูยาง #ศูนย์ปกครองคณะสงฆ์ภาค4 #พระอารามหลวง #กำแพงเพชร

"รสชาติที่หายไป" แห่งเมืองกำแพงเพชร: จากแชมป์เก่าหอเกียรติยศ สู่เมนูตัวเต็งปี 2569หากจะนิยามถึง "เสน่ห์ที่กินได้" ของจัง...
19/05/2026

"รสชาติที่หายไป" แห่งเมืองกำแพงเพชร: จากแชมป์เก่าหอเกียรติยศ สู่เมนูตัวเต็งปี 2569

หากจะนิยามถึง "เสน่ห์ที่กินได้" ของจังหวัดกำแพงเพชร คงไม่มีอะไรชัดเจนไปกว่าเมนูอาหารถิ่นในโครงการ "1 จังหวัด 1 เมนู เชิดชูอาหารถิ่น" ที่เดินทางมาถึงปีที่ 4 ภายใต้ธีม "รสชาติ...ที่หายไป The Lost Taste" ซึ่งเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 ณ วัดนาควัชรโสภณ (วัดช้าง) คณะกรรมการเมืองกำแพงเพชรได้ประชุมร่วมกันเพื่อพิจารณาคัดเลือกเมนูพื้นบ้านโบราณที่กำลังจะเลือนหายไป ให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง วันนี้เราจะพาทุกคนไปไล่เรียงความอร่อยตั้งแต่เมนูที่เคยคว้าชัยชนะ ไปจนถึงรายชื่อเมนูจริงของปีนี้ที่กำลังรอการตัดสิน

🏆 ย้อนรอยทำเนียบ "อาหารถิ่นยอดเยี่ยม" (พ.ศ. 2566 - 2568)
ก่อนจะไปดูปีล่าสุด เรามาดูความเด็ดขาดของเมนูที่เคยครองใจคณะกรรมการและชาวเมืองมาแล้วในปีก่อนๆ
ปี 2566: แกงมัสมั่นกล้วยไข่
วันวานแห่งรสชาติ: เป็นการนำกล้วยไข่ซึ่งเป็นผลไม้สัญลักษณ์ของจังหวัด มาปรุงเป็นอาหารคาวชั้นสูง โดยเลือกกล้วยที่ "เขียวจวนเหลือง" มาเคี่ยวในน้ำแกงมัสมั่นเข้มข้น
รสสัมผัส: เนื้อกล้วยจะมีความ "หนึบสู้ฟัน" ไม่เละเหมือนมันฝรั่ง เมื่อกัดเข้าไปจะมีความหวานละมุนจากเนื้อกล้วยพุ่งออกมา ตัดกับน้ำแกงที่เปรี้ยว เค็ม และความมันจากถั่วลิสงอย่างลงตัวที่สุด
ปี 2567: ข้าวตอกอัด (ข้างวัดเสด็จ​)
วันวานแห่งรสชาติ: ขนมมงคลจากย่านเก่าแก่ข้างวัดเสด็จ ที่นำข้าวตอกขาวบริสุทธิ์จากงานบุญสารทไทยมาแปรรูปเป็นขนมแผ่นสวยงามด้วยพิมพ์ไม้โบราณ
รสสัมผัส: เนื้อขนมมีความ "แน่นแต่ร่วนซุย" เมื่อสัมผัสลิ้นจะค่อยๆ ละลาย ให้ความหวานนวลจากน้ำตาลมะพร้าวและกะทิ เป็นรสชาติที่เรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยความทรงจำ
ปี 2568: ขนมหัวผักกาดกวนโรยถั่วลิสง
วันวานแห่งรสชาติ: ภูมิปัญญาการถนอมอาหารของชาวไทยเชื้อสายจีนในกำแพงเพชร นำหัวผักกาดขูดฝอยมากวนกับแป้งและน้ำตาลจนเป็นเนื้อเดียว
รสสัมผัส: ตัวขนมมีความ "เหนียวนุ่มหนึบ" มีรสหวานนำและเค็มตามบางๆ ทีเด็ดอยู่ที่ความ "กรุบกรอบ" ของถั่วลิสงคั่วใหม่ๆ ที่โรยหน้า เพิ่มมิติการเคี้ยวให้สนุกยิ่งขึ้น

🔍 เปิดรายชื่อเมนูผู้เข้าประกวด (ประจำปี พ.ศ. 2569)
สำหรับปีนี้ มีผู้ประกอบการ ร้านอาหาร และชุมชนในจังหวัดกำแพงเพชร ส่งเมนูอาหารพื้นบ้านรสชาติโบราณเข้าประกวดรวม 6 เมนู โดยแบ่งตามประเภทความอร่อยดังนี้:
ประเภทอาหารคาว
1. ขนมจีนน้ำยาหยวกกล้วยไข่ (นำเสนอโดย น.ส.ทองสา ชัยนามน)
วันวานแห่งรสชาติ: การผสานรวมกันระหว่างเส้นขนมจีนนุ่ม ๆ กับ "กล้วยไข่" ผลไม้สัญลักษณ์อันดับหนึ่งของเมืองกำแพงเพชร โดยนำส่วนของหยวกกล้วยอ่อนมาเป็นวัตถุดิบหลักในการปรุงน้ำยาแกง
รสสัมผัส: น้ำยารสชาติเข้มข้น หอมกลิ่นกระชายและเครื่องแกงโบราณ ทีเด็ดอยู่ที่ความ "กรุบกรอบและหวานธรรมชาติ" ของหยวกกล้วยไข่ที่ไม่เหมือนใคร ยิ่งเคี้ยวยิ่งเพลิน ชวนให้นึกถึงบรรยากาศงานบุญในอดีต
2. พล่าน้ำเพลี้ย (นำเสนอโดย นางบรรจบ พลับผล ชุมชนเพชรวาริน)
วันวานแห่งรสชาติ: เมนูพื้นบ้านรสเด็ดที่สะท้อนวิถีชีวิตคนเมืองกำแพงเพชร นำเนื้อสัตว์มาปรุงพล่าแบบกึ่งสุกกึ่งดิบ แล้วชูรสด้วย "น้ำเพลี้ย" แท้ ๆ ที่ผ่านการเคี่ยวจนสะอาดและได้ที่
รสสัมผัส: สัมผัสแรกคือความนุ่มของเนื้อสัตว์ ผสานความหอมซ่าพุ่งขึ้นจมูกของสมุนไพรสด ทั้งตะไคร้ ใบมะกรูด และสะระแหน่ ตัดด้วยรสชาติ "ขมอมหวาน (ขมอำไร)" อันเป็นเอกลักษณ์ลุ่มลึกของน้ำเพลี้ย เป็นรสชาติที่ดุดันและถึงใจสายอาหารพื้นบ้านอย่างแท้จริง

ประเภทอาหารหวาน
3. ขนมข้าวแขก (นำเสนอโดย นายรุ่งธรรม ศรีวรรธนศิลป์)
วันวานแห่งรสชาติ: ขนมโบราณชื่อแปลกหูที่หาทานได้ยากยิ่งในปัจจุบัน มีกรรมวิธีการทำที่ละเอียดอ่อนจากการกวนแป้งและกะทิ ผสมผสานเครื่องเทศบางชนิดตามตำรับเก่าแก่
รสสัมผัส: เนื้อขนมมีความ "เนียนนุ่ม หนึบหนับ" รสชาติหวานมันกลมกล่อมจากน้ำตาลโตนดและกะทิสด แฝงด้วยกลิ่นหอมจาง ๆ ของเครื่องเทศแป้งกวน ยิ่งเคี้ยวรสชาติยิ่งกระจายทั่วปาก เป็นความหวานแบบโบราณที่ชวนโหยหา
4. ขนมด้วงเบญจรงค์ (นำเสนอโดย ชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชนนครชุม)
วันวานแห่งรสชาติ: ขนมพื้นบ้านจากย่านการค้าเก่าแก่นครชุม ที่นำแป้งมาปั้นเป็นรูปทรงคล้ายตัวด้วง แล้วแต่งแต้มสีสันธรรมชาติจากพืชพรรณในชุมชนจนกลายเป็น 5 สีสวยงาม (เบญจรงค์) ก่อนนำไปต้มและคลุกเคล้า
รสสัมผัส: ตัวขนมมีความ "หนึบสู้ฟัน" มีความมันและเค็มบาง ๆ จากมะพร้าวทึนทึกขูดฝอยที่ใช้คลุก ตัดกับความหวานนวลของน้ำเชื่อมที่ราดลงไป รสสัมผัสมีความสนุกในทุกคำที่เคี้ยวจากความหนึบและความกรุบของมะพร้าว
5. ขนมอีบั๊วะ (นำเสนอโดย นางชุติมา แย้มจันทร์ฉาย)
วันวานแห่งรสชาติ: ขนมโบราณชื่อท้องถิ่นแท้ ๆ ที่แทบจะสูญหายไปตามกาลเวลา เป็นขนมที่มักทำกันในครัวเรือนยุคก่อน มีกรรมวิธีปั้นและสอดไส้ด้วยวัตถุดิบชุมชน
รสสัมผัส: แป้งด้านนอกนุ่มนวลชวนละมุน เมื่อกัดเข้าไปจะเจอไส้ด้านในที่ให้ความหวานฉ่ำตัดกับความเค็มปะแล่ม ๆ แฝงกลิ่นอบอวลที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เป็นรสชาติเรียบง่ายแต่ซ่อนความประทับใจไว้ในคำเดียว

ประเภทอาหารว่าง
6. หมูเจ่าข้าวตัง (นำเสนอโดย ชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชนนครชุม)
วันวานแห่งรสชาติ: การนำ "หมูเจ่า" (ภูมิปัญญาการหมักถนอมอาหารด้วยข้าวหมากรสเปรี้ยวเค็มกลมกล่อม) ของดีเมืองนครชุม มารังสรรค์ทานคู่กับข้าวตังโบราณที่ทอดจนฟูกรอบ
รสสัมผัส: สัมผัสแรกคือความ "กรอบลั่น" ของข้าวตัง ทันทีที่เคี้ยวคู่กับหมูเจ่าจะได้รับรสชาติ "เปรี้ยวอมหวานและเค็มกลมกล่อม" ที่ซึมลึก ผสานความหอมของข้าวคั่วและสมุนไพรที่โรยหน้า เป็นอาหารว่างรสสัมผัสสลับมิติที่กินเท่าไหร่ก็ไม่เบื่อ

🗓️ กำหนดการพิตารณา (ปี 2569)
จากการประชุม คณะกรรมการระดับจังหวัดจะดำเนินการพิจารณาคัดเลือกเมนูที่เปี่ยมด้วยอัตลักษณ์ให้เหลือเพียง 5 เมนูสุดท้าย และจัดส่งผลการคัดเลือกให้แก่กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ภายในวันที่ 31 พฤษภาคม 2569 นี้

ไม่ว่าเมนูไหนจะคว้าตำแหน่งชนะเลิศในปี 2569 นี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่ "ตำรับอาหาร" เหล่านี้ได้ถูกรื้อฟื้นขึ้นมาให้คนรุ่นหลังได้รู้จักและภาคภูมิใจในรากเหง้าของชาวกำแพงเพชรนั่นเอง
แล้วสำหรับคออาหาร... เมนูไหนคือ "ที่สุด" ในใจ ลองมาแบ่งปันรสชาติความทรงจำกัน

แหล่งข้อมูล: ประชาสัมพันธ์จังหวัดกำแพงเพชร

เรียบเรียงโดย: สำนักข่าวกาขาว
หมายเหตุ: ภาพและบทความตกแต่งขึ้นเพื่อความงดงามเท่านั้นมิได้สื่อถึงรสชาติและอาหารต้นตำหรับ
#รีวิวกำแพงเพชร #ของอร่อยกำแพงเพชร #เมนูเชิดชูอาหารถิ่น #กำแพงเพชรเมืองน่าอยู่ #เที่ยวกำแพงเพชร

17/05/2026

ควันหลงความแซ่บ "บุญบั้งไฟบ้านทุ่งทอง" ฟ้าสะเทือน... ไปลุยกันต่อความม่วน 7 วันเต็มที่ "นิคมทุ่งโพธิ์ทะเล" 18-24 พ.ค. นี้

🔴 ​ผ่านพ้นไปได้อย่างงดงามและเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม สำหรับงานประเพณีบุญบั้งไฟบ้านทุ่งทอง ประจำปี 2569 (ต.ทุ่งทอง อ.ทรายทองวัฒนา) เมื่อวันที่ 16-17 พฤษภาคมที่ผ่านมา งานนี้ทีมข่าว #สำนักข่าวกาขาว มีภาพบรรยากาศ "บุญบั้งไฟบ้านทุ่งทอง" จากสมาชิก อัญชชล เพียเอีย มาฝาก บอกได้คำเดียวว่า "ม่วนซื่นโฮแซว" บั้งไฟทะยานขึ้นฟ้าสุดล้ำจ้า ท่ามกลางเสียงเชียร์และแรงศรัทธาของชาวบ้านที่มาร่วมงานอย่างคับคั่ง

🚀 ไฮไลท์สำคัญที่ทำเอาแฟนๆ ลุ้นจนตัวโก่งคือช่วงการจุด "บั้งไฟแสน" พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ซึ่งทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม พุ่งตรงดิ่งทะลุก้อนเมฆหมุนวนเป็นเกลียวควันสีขาวสลวยสวยงามสมศักดิ์ศรีการรอคอย พร้อมเสียงโห่ร้องแสดงความยินดีรอบสนาม เพื่อเป็นการสืบสานประเพณีขอฝนจากพญาแถนตามความเชื่อโบราณก่อนเริ่มต้นฤดูกาลทำนา

💥 แต่ช้าก่อน ความสนุกในเดือนหกยังไม่จบเพียงเท่านี้ สำหรับใครที่พลาดงานที่บ้านทุ่งทอง หรือยังอยากไปสัมผัสบรรยากาศความม่วนต่อ สำนักข่าวกาขาวขอชวนทุกท่านแพ็คกระเป๋าเดินทางมาลุยกันต่อยาวๆ กับ "งานประเพณีบุญบั้งไฟล้าน" เทศบาลตำบลนิคมทุ่งโพธิ์ทะเล อ.เมืองกำแพงเพชร จ.กำแพงเพชร จัดยิ่งใหญ่ต่อเนื่อง 7 วันเต็ม เพื่อสืบสานศรัทธาและวัฒนธรรมไทยอีสานของพี่น้องในพื้นที่

📌 ปักหมุดตารางกิจกรรม (ห้ามพลาดเด็ดขาด):
🛍️ วันที่ 18–24 พฤษภาคม 2569
ช้อป ชิม ชม กันให้จุใจกับการแสดงสินค้าและผลิตภัณฑ์ต่างๆ, การแสดงทางวัฒนธรรมจาก 11 อำเภอ, การแสดงศิลปวัฒนธรรมไทยอีสาน พร้อมอิ่มอร่อยไปกับโซนจำหน่ายอาหารพื้นถิ่นรสเด็ด
📍 พิกัด: ณ ลานตากข้าว หมู่ที่ 4 บ้านโพธิ์ทะเล

💃 วันที่ 22 พฤษภาคม 2569
ตื่นตาตื่นใจไปกับไฮไลท์สำคัญ ร่วมชม "ขบวนแห่เอ้บั้งไฟสวยงาม" ตระการตา พร้อมพิธีเปิดงานอย่างเป็นทางการ
🚀 วันที่ 23–24 พฤษภาคม 2569
ร่วมลุ้นระทึกสะท้านฟ้ากับการแข่งขันจุด "บั้งไฟล้าน" ขึ้นสูง ที่เซียนบั้งไฟทั่วสารทิศต่างมาร่วมประลองความเร็วและความสูง
📍 พิกัด: ณ ฐานจุดบั้งไฟ หมู่ที่ 2 ตำบลนิคมทุ่งโพธิ์ทะเล

งานนี้บอกเลยว่าห้ามพลาดเด็ดขาด เตรียมเสื้อผ้าลายดอกสีสันสดใส แล้วมาสัมผัสกลิ่นอายความสนุกสนานและวัฒนธรรมอันดีงามด้วยกัน สำนักข่าวกาขาวรับประกันความม่วน... แล้วเจอกันที่นิคมทุ่งโพธิ์ทะเลจ้า

📞 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: กองการศึกษา เทศบาลตำบลนิคมทุ่งโพธิ์ทะเล โทร. 055-741911 ต่อ 14

#สำนักข่าวกาขาว #บุญบั้งไฟ2569 #บุญบั้งไฟบ้านทุ่งทอง #ทรายทองวัฒนา #บุญบั้งไฟนิคมทุ่งโพธิ์ทะเล #บุญบั้งไฟล้าน #กำแพงเพชร #เที่ยวเมืองไทย #ประเพณีไทยอีสาน

ที่อยู่

เมืองมรดกโลก
Kamphaeng Phet

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ กำแพงเพชรผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์