ประชาสัมพันธ์ โรงพยาบาลเบตง

ประชาสัมพันธ์ โรงพยาบาลเบตง ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก ประชาสัมพันธ์ โรงพยาบาลเบตง, 106 rattanakij, Betong.

02/04/2014

ตอนนี้ย้ายไปอยู่ Bbird

ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย บางพื้นที่อากาศก็เริ่มเย็นขึ้นแล้วเนอะ ^^ เรามีตัวช่วยป้องกันอาการเจ็บป่วยต่างๆ มาฝากกันค่ะ
04/12/2012

ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย บางพื้นที่อากาศก็เริ่มเย็นขึ้นแล้วเนอะ ^^ เรามีตัวช่วยป้องกันอาการเจ็บป่วยต่างๆ มาฝากกันค่ะ

วันเดียว 3 ฤดู! แพทย์เตือน อากาศแปรปรวน ระวังไข้หวัดใหญ่ - ปอดบวม แนะปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศที่ 26 องศา ส่วนห้องพัด...
30/11/2012

วันเดียว 3 ฤดู! แพทย์เตือน อากาศแปรปรวน ระวังไข้หวัดใหญ่ - ปอดบวม แนะปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศที่ 26 องศา ส่วนห้องพัดลมไม่ควรเอาพัดลมจ่อร่างกายโดยตรง เนื่องจากจะทำให้ร่างกายปรับอุณหภูมิไม่ทัน

วานนี้ (29 พฤศจิกายน) นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กล่าวเตือนประชาชน เนื่องจากอากาศแปรปรวนในขณะนี้ โดยระบุว่า ในช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลงทั้งวัน บางวันก็มีครบ 3 ฤดู ทั้งร้อน ฝน และหนาว ซึ่งอาจจะทำให้ร่างกายปรับอุณหภูมิไม่ทัน ส่วนผู้ที่ร่างกายไม่แข็งแรงอาจจะป่วยได้ง่าย โดยเฉพาะโรคไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ และอาจจะลุกลามไปถึงโรคปอดบวม ซึ่งพบมากในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 2 ปี

ทั้งนี้ จากข้อมูลของสำนักระบาดวิทยา รายงานตัวเลขผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม - 24 พฤศจิกายน 2555 พบผู้ป่วย 54,304 ราย ส่วนโรคปอดบวมตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม - 25 พฤศจิกายน 2555 พบ 177,913 ราย

อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวต่อว่า ในช่วงนี้ควรจะดูแลร่างกายตัวเองเป็นพิเศษ โดยทำร่างกายให้อบอุ่น ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ทั้งนี้ ปัญหาสำคัญที่พบบ่อย ๆ คือ คนส่วนมากมักนอนในห้องปรับอากาศ ซึ่งการนอนในลักษณะนี้จะทำให้เกิดความแห้งชื้น และเป็นสาเหตุที่ทำให้ป่วยเป็นไข้หวัดได้ง่าย ดังนั้น ควรปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศไปที่ 26 องศาเซลเซียส และควรมีน้ำ 1 แก้ว พร้อมผ้าชุบน้ำไว้ 1 ผืน เพื่อดูดซับความแห้งซึ่งจะช่วยให้เกิดการหมุนเวียนได้ทางหนึ่ง

พยาบาลลูกจ้างหยุดงาน1-3ม.ค.56 พยาบาลลูกจ้าง 17,000 คน หยุดงานประท้วง 3 วัน ตั้งแต่ 1 ม.ค. 56 ไม่สน สธ.บรรจุข้าราชการลอตแ...
29/11/2012

พยาบาลลูกจ้างหยุดงาน1-3ม.ค.56


พยาบาลลูกจ้าง 17,000 คน หยุดงานประท้วง 3 วัน ตั้งแต่ 1 ม.ค. 56 ไม่สน สธ.บรรจุข้าราชการลอตแรก 4,000 อัตรา ระบุไม่ใช่พยาบาลทั้งหมด แต่ต้องเฉลี่ยวิชาชีพอื่น

เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน น.ส.วรรณวิภา ศรีหอมชัย ประธานภาคกลางเครือข่ายพยาบาลวิชาชีพลูกจ้างชั่วคราว กล่าวว่า จากการหารือเครือข่ายพยาบาลวิชาชีพลูกจ้างชั่วคราวทั้งหมด 17,000 คน มีความเห็นตรงกัน และขอยืนยันตามข้อเรียกร้องเดิมให้พยาบาลลูกจ้างชั่วคราว 17,000 คน ได้บรรจุเป็นข้าราชการทั้งหมด การจะมาทยอยบรรจุ โดยที่กระทรวงระบุว่า ในปี 2556 จะได้ตำแหน่งข้าราชการ 4,000 คนนั้น ในส่วนนี้ไม่ใช่พยาบาลทั้งหมด แต่รวมวิชาชีพอีก 21 สายงาน ทั้งแพทย์ พยาบาล ทันตแพทย์ เภสัชกร นักกายภาพบำบัด นักเคมีบำบัด ฯลฯ



การแบ่งสัดส่วนแต่ละวิชาชีพนั้น ทราบว่าพยาบาลจะได้ที่ 1,000 คน ใน 4,000 คน ซึ่งมากกว่าสัดส่วนอื่น โดยจะได้ประมาณ 100-300 คน แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่รอตำแหน่งมานานหลายปี ซึ่งก่อนหน้านี้กระทรวงเคยรับปากว่าจะให้ตำแหน่งเราถึง 8,000 ตำแหน่ง จึงขอยืนยันว่า หากสิ้นเดือนธันวาคมนี้ไม่ได้รับคำตอบที่ตอบโจทย์ดีพอ จะหยุดงานตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2556 เป็นเวลา 3 วัน เป็นสิทธิที่ลูกจ้างชั่วคราวทำได้ โดยมีสิทธิหยุดงานได้ปีละ 10 วัน ซึ่งเครือข่ายพยาบาลฯ จะหยุด 3 วัน โดยเป็นการหยุดพร้อมกัน ทั้งนี้กลุ่มพยาบาลลูกจ้างชั่วคราวที่ออกมาเรียกร้อง เป็นรุ่นที่ตกค้างรอการบรรจุมามากกว่า 5 ปี การจะมาโยกสถานะเป็นพนักงาน ก.สธ. แม้จะมีสิทธิสวัสดิการเทียบเท่าข้าราชการ แต่ยังคงใช้สิทธิประกันสังคม ซึ่งครอบครัว พ่อแม่ ลูก ไม่สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ หากยังให้รอไปอีก อายุราชการจะลดน้อยลง โอกาสการเติบโตทางสายงานก็น้อยลงอีก จึงไม่เป็นธรรม



นพ.วรวิทย์ ตันติวัฒนทรัพย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอุ้มผาง จ.ตาก กล่าวว่า เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมอย่างแท้จริง ขอเสนอให้ปรับสถานภาพของทุกวิชาชีพ 21 สายงาน ทั้งแพทย์ พยาบาล ทันตแพทย์ เภสัชกร นักกายภาพบำบัด ฯลฯ รวมทั้งบุคคลที่ได้รับสถานะเป็นข้าราชการแล้ว ควรเปลี่ยนเป็นพนักงาน ก.สธ.ทั้งหมด หมายความว่า ข้าราชการในระบบกระทรวงสาธารณสุขตั้งแต่ปลัด สธ.ลงมาควรเป็นพนักงาน ก.สธ. ทำลักษณะคล้ายมหาวิทยาลัยที่ออกนอกระบบนั่นเอง หากทำได้เชื่อว่าไม่มีใครคัดค้านอีก รวมทั้งการจัดสรรงบประมาณเพื่อเป็นค่าตอบแทน ค่าจ้างให้แก่พนักงาน ก.สธ.อยากให้เงินดังกล่าวเป็นงบประมาณคงที่ที่ต้องได้ทุกปี และเพียงพอกับการจ้างพนักงาน ก.สธ.จริงๆ



"เรื่องนี้น่าเห็นใจทุกฝ่าย แต่ฝ่ายพยาบาลลูกจ้างชั่วคราวยิ่งน่าเห็นใจ เพราะพยาบาลถือเป็นกระดูกสันหลังของโรงพยาบาล มีภาระงานที่หนัก การเรียกร้องความมั่นคงในวิชาชีพจึงเป็นสิ่งถูกต้อง" นพ.วรวิทย์ กล่าว

คุณสาวๆ จะได้ระวังตัวกันไว้
29/11/2012

คุณสาวๆ จะได้ระวังตัวกันไว้

เตือนอันตรายถึงตายอย่ากินส้มกับ'ยา'นายแพทย์เดวิด เบลลีย์ ทีมแพทย์จากสถาบันวิจัยสาธารณสุขลอว์สัน แห่งประเทศแคนาดา ตีพิมพ์...
29/11/2012

เตือนอันตรายถึงตายอย่ากินส้มกับ'ยา'


นายแพทย์เดวิด เบลลีย์ ทีมแพทย์จากสถาบันวิจัยสาธารณสุขลอว์สัน แห่งประเทศแคนาดา ตีพิมพ์ผลการวิจัยในวารสารวิชาการแพทย์แห่งแคนาดา ระบุว่า ผลไม้จำพวกส้ม (เกรฟฟรุต,ส้มเซวิลล์ สำหรับใช้ทำแยม และมะนาว) ไม่ควรรับประทานหรือดื่มน้ำคั้นสดๆ คู่กับยาบางชนิด ด้วยเหตุที่ในน้ำส้มมีสารเคมีที่เรียกว่าฟูราโนคูมารินส์ ซึ่งไปทำลายเอ็นไซม์ในร่างกายคนเราที่ใช้สำหรับทำให้ตัวยาบางอย่างแตกตัวออก ผลก็คือ ทำให้ปริมาณยา หลุดรอดจากระบบย่อยอาหารของเราเข้าไปเกินกว่าปริมาณที่ร่างกายสามารถรับได้ นอกจากส้มแล้ว แพทย์ยังเตือนด้วยว่า ยาปฏิชีวนะส่วนใหญ่ก็ไม่สามารถ ดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้หากกินพร้อมกับนม

"การบ้าน" ทำให้เด็กฉลาดขึ้นหรือไม่? สถิติเหล่านี้กำลังจะบอกคุณ เว็บไซต์ setthasat.comได้นำเสนอบทความน่าสนใจเรื่อง "การบ้...
15/11/2012

"การบ้าน" ทำให้เด็กฉลาดขึ้นหรือไม่? สถิติเหล่านี้กำลังจะบอกคุณ



เว็บไซต์ setthasat.comได้นำเสนอบทความน่าสนใจเรื่อง "การบ้าน" ทำให้เด็กฉลาดขึ้นหรือไม่ โดยตั้งข้อสังเกตว่าแม้การบ้านเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับการศึกษาในโรงเรียนมาเนิ่นนาน แต่เคยสงสัยไหมว่าการบ้านมีผลช่วยให้เด็กๆ ฉลาดขึ้นหรือไม่ มีวินัยมากขึ้นหรือไม่ รักการเรียนมากขึ้นไหม นอกจากนั้น การบ้านยังมีผลได้ที่ลดน้อยถอยลง เบียดบังเวลาเรียนรู้ด้านอื่นๆ แถมคุณครูแต่ละคนยังมี coordination failure ในการสั่งการบ้านด้วย



เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ประธานาธิบดีฝรั่งเศสเตรียมออกคำสั่งห้ามครูสั่งการบ้านนักเรียน เนื่องจากไม่ได้ช่วยให้เด็กฉลาดขึ้น อันที่จริงประเด็นนี้เป็นที่สนใจกันมาพอสมควรแล้ว โดยจุดเริ่มต้นมาจากหนังสือที่มีชื่อเสียงมากสองเล่มคือ The Homework Myth ของ Alfie Kohn และ The Case Against Homework ของ Sara Bennett และ Nancy Kalish หนังสือทั้งสองเล่มได้ยกเอาข้อมูล สถิติ งานศึกษา


และการสำรวจจำนวนมากเพื่อพยายามชี้ให้เห็นว่า “การบ้าน(ที่มากเกินไป)ไม่ได้มีส่วนช่วยให้เด็กมีได้คะแนนสอบดีขึ้น”


ข้อมูลที่น่าสนใจก่อนการวิเคราะห์ของหนังสือทั้งสองเล่มได้แก่


–จากการสำรวจเด็กอเมริกัน 24,000 คนในปี 2004 ของมหาวิทยาลัยมิชิแกน พบว่า เด็กใช้เวลาทำการบ้านมากขึ้นกว่าในปี 1981 ถึง 51%

– เด็กๆ ในชั้นเรียนระดับล่างจะมีอัตราการเพิ่มของการบ้านมากกว่าเด็กในชั้นเรียนที่สูงขึ้น

–เด็กในช่วงอายุ 6-8 ปี ใช้เวลาทำการบ้านเพิ่มจาก 52 นาทีต่อสัปดาห์ในปี 1981 เป็น 128 นาทีต่อสัปดาห์ในปี 1997 และดูเหมือนว่าในปี 2006 จะเพิ่มเป็น 78 นาทีต่อวันเลยทีเดียว
– ผลการสำรวจดังกล่าวไม่ได้ดูเหมือนเป็นจริงแค่ในสหรัฐอเมริกา เพราะประเทศที่ให้การบ้านน้อย(เกินไป) เช่น ญี่ปุ่น สาธารณรัฐเชค และเดนมาร์ก จะมีคะแนนสอบมาตรฐานของเด็กสูงกว่าประเทศที่ให้การบ้านมาก(เกินไป) เช่น ไทย กรีซ และอิหร่าน

อย่างไรก็ตาม ปัญหาของการบ้านอีกประการหนึ่งก็คือ อันที่จริงกระบวนการเรียนรู้ของเด็กควรเป็นแบบสม่ำเสมอและค่อยเป็นค่อยไป แต่การให้การบ้านของครูในแต่ละวิชานั้นมีแนวโน้มจะเป็นอิสระจากกัน จึงเกิดความล้มเหลวของการร่วมมือกันให้การบ้าน (Homework Coordination Failure) นั่นหมายถึง บางวันเด็กอาจจะมีการบ้านเยอะมาก บางวันก็อาจไม่มีเลย แทนที่จะกระจายอย่างสม่ำเสมอ



แม้ว่าจะมีการโต้แย้งว่า การบ้านอาจไม่ได้มุ่งหวังแค่ผลสอบที่ดีขึ้นเท่านั้น แต่ยังมุ่งหวังเพื่อสร้างนิสัยรักการเรียนด้วย อย่างไรก็ตาม งานวิจัยที่ตามมาจำนวนมากก็ยังไม่เห็นด้วยกับประเด็นนี้ เพราะการบ้านมีแนวโน้มที่น่าจะทำให้เด็กไม่รักการเรียนมากกว่า



นอกจากนี้ การบ้านยังทำให้เด็กมีโอกาสใช้เวลาในการออกกำลังกายน้อยลง มีปฏิสัมพันธ์กับครอบครัวน้อยลง และนอนน้อยลงด้วย ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้ล้วนมีความสำคัญกับพัฒนาการของเด็กและการเป็นคนที่สมบูรณ์ของสังคมในอนาคตไม่น้อยไปกว่าการเป็นคนเรียนเก่งอีกด้วย



ทางออกที่Kohn(ผู้เขียนหนังสือ The Homework Myth) เสนอคือให้ยกเลิกการบ้านไปเลย ขณะที่ Bennet and Kalish เสนอบนพื้นฐานงานวิจัยของ Cooper et. al (2006) ว่าให้มีการบ้านเพียงเล็กน้อย (ประมาณ 10 นาที) และไม่ต้องมีการบ้านในช่วงวันหยุดยาวหรือสุดสัปดาห์ด้วย



แม้ว่าข้อเสนอแนะของหนังสือทั้งสองเล่มจะดูขัดแย้งกับสถานการณ์ของโลกความเป็นจริง(รวมทั้งสังคมไทย)ไปมากทีเดียวแต่มันก็น่าจะทำให้เราฉุกคิดหรือนำมาศึกษาในกรณีเฉพาะของสังคมเราบ้างว่า“การบ้านเป็นผลดีกับการศึกษาของเด็ก…จริงหรือไม่” และก็เป็นสิ่งที่น่าจะช่วยกันหาคำตอบต่อไป

ความแตกต่าง ระหว่างการทำงานของสมองซีกซ้าย และขวา
15/11/2012

ความแตกต่าง ระหว่างการทำงานของสมองซีกซ้าย และขวา

โลหิตหมดคลัง สภากาชาดไทย วอนบริจาคช่วยผู้ป่วยด่วน !         สภากาชาดไทย ขาดแคลนโลหิตทุกกรุ๊ป วอนประชาชนบริจาคโลหิตช่วยผู...
15/11/2012

โลหิตหมดคลัง สภากาชาดไทย วอนบริจาคช่วยผู้ป่วยด่วน !



สภากาชาดไทย ขาดแคลนโลหิตทุกกรุ๊ป วอนประชาชนบริจาคโลหิตช่วยผู้ป่วยด่วน! เนื่องจากขณะนี้ ปริมาณโลหิตบริจาคลดลงเหลือ วันละ 1,200 ยูนิต ขณะที่ยอดขอใช้โลหิตของผู้ป่วยในโรงพยาบาลทั่วประเทศเพิ่มสูงเกิน 2 เท่าของโลหิตบริจาค ถึงวันละ 5,000 ยูนิต ส่งผลให้ไม่มีโลหิตเพียงพอสำหรับผู้ป่วยจำนวนมาก



แพทย์หญิงสร้อยสอางค์ พิกุลสด ผู้อำนวยการศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ เปิดเผยว่า ด้วยขณะนี้ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ประสบปัญหาจัดหาโลหิตไม่ได้ตามเป้าหมาย คือ จะต้องได้รับโลหิตบริจาควันละอย่างน้อย 1,500 ยูนิต จึงจะเพียงพอสำหรับผู้ป่วย แต่สถานการณ์โลหิตตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน2555 เป็นต้นมา จนถึงขณะนี้ พบว่ามีผู้บริจาคโลหิตลดลง จากเดิมที่ได้รับโลหิตบริจาควันละ 1,500 - 2,000 ยูนิต เหลือเพียงวันละ 1,200 ยูนิต ทำให้ไม่มีโลหิตสำรองคงคลัง ซึ่งตามมาตรฐานต้องมีโลหิตสำรอง วันละอย่างน้อย 3,000 ยูนิต จึงจะเพียงพอสำหรับผู้ป่วย



ในขณะที่ยอดการขอใช้โลหิตสำหรับรักษาผู้ป่วยของโรงพยาบาลต่างๆทั้งกรุงเทพฯ ปริมณฑล และ จังหวัดใกล้เคียงกว่า 120 แห่ง มีจำนวนเพิ่มสูงเกิน 2 เท่าของโลหิตที่ได้รับบริจาค คือ วันละ 5,000 ยูนิต แต่ศูนย์บริการโลหิตฯ สามารถจ่ายโลหิตให้ได้เพียงวันละ ประมาณ 1,400 ยูนิต เท่านั้น





จึงขอวอนประชาชนร่วมบริจาคโลหิตเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยจำนวนมาก บริจาคโลหิต ได้ที่ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ถนนอังรีดูนังต์



เวลาเปิดรับบริจาคโลหิต

วันจันทร์, พุธ, ศุกร์ เวลา 08.00-16.30 น.

วันอังคารและพฤหัสบดี เวลา 07.30-19.30 น.

วันเสาร์-อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 08.30-15.30 น.



นอกจากนี้ สามารถบริจาคโลหิต ได้ที่ หน่วยเคลื่อนที่รับบริจาคโลหิต



โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ ทุกจันทร์-ศุกร์ เวลา 09.00 - 15.00 น.

จตุจักร ทุกวันเสาร์ เวลา 11.00 - 15.00 น.
มหาวิทยาลัยรามคำแหง ทุกวันจันทร์-อังคาร เวลา 10.00 - 15.00 น.

ซีคอนสแควร์ เสาร์ที่ 3 ของเดือน เวลา 11.30 - 15.30 น.

ฯลฯสอบถามข้อมูลหน่วยรับบริจาคโลหิตเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายประชาสัมพันธ์และจัดหาผู้บริจาคโลหิต โทร. 0 2256 4300 , 0 2263 9600-99 ต่อ 1101

เตือน! ปลาดุกย่างมีสารปนเปื้อนมากสุด เสี่ยงก่อมะเร็ง           กรมวิทย์ เตือน ปลาดุกย่าง-หมูปิ้ง-ไก่ย่าง ปนเปื้อนสารเบนโ...
09/11/2012

เตือน! ปลาดุกย่างมีสารปนเปื้อนมากสุด เสี่ยงก่อมะเร็ง


กรมวิทย์ เตือน ปลาดุกย่าง-หมูปิ้ง-ไก่ย่าง ปนเปื้อนสารเบนโซเอไพรีน เสี่ยงก่อมะเร็ง แต่ไม่เกินค่ามาตรฐานยุโรป แนะหลีกเลี่ยงอาหารไหม้เกรียม

เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นพ.นิพนธ์ โพธิ์พัฒนชัย อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ แถลงข่าวขั้นตอนการตรวจวิเคราะห์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเกาหลีนองชิม ว่า ทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ส่งตัวอย่างบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปดังกล่าวมาตรวจวิเคราะห์ที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์แล้ว ภายหลังมีข่าวว่ามีการตรวจพบสารเบนโซเอไพรีน ซึ่งเป็นสารที่มีความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดมะเร็งปนเปื้อนในผงปรุงรสของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปดังกล่าว โดยคาดว่าจะทราบผลการตรวจวิเคราะห์ภายใน 2 วัน

นอกจากนี้ นพ.นิพนธ์ ยังระบุด้วยว่า ทางกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์มีการเฝ้าระวังการปนเปื้อนของสารเบนโซเอไพรีนในอาหารมาอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อปี 2554 มีการสุ่มสำรวจอาหารที่มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดการปนเปื้อน ได้แก่ ไก่ย่าง ปลาดุกย่าง และหมูปิ้ง โดยเก็บตัวอย่างจากตลาดสดใน กทม. 42 แห่ง รวม 101 ตัวอย่าง


ปลาดุกย่าง


- ไก่ย่าง 35 ตัวอย่าง พบการปนเปื้อนร้อยละ 31 ปริมาณสารดังกล่าวที่พบอยู่ที่ 0.5-0.7 ไมโครกรัมต่อกิโลกรัม

- ปลาดุกย่าง 36 ตัวอย่าง พบปนเปื้อนร้อยละ 81 ปริมาณสารที่พบอยู่ที่ 0.5-3.2 ไมโครกรัมต่อกิโลกรัม

- หมูปิ้ง 30 ตัวอย่าง พบการปนเปื้อนร้อยละ 40 ปริมาณสารที่พบอยู่ที่ 0.3-1.3 ไมโครกรัมต่อกิโลกรัม

ทั้งนี้ สารเบนโซเอไพรีน เกิดจากการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ เป็นสารเคมีที่มีความเป็นพิษเฉียบพลันต่ำ แม้จะมีการทดลองพบว่าสารนี้มีผลก่อมะเร็งในสัตว์ทดลอง แต่ยังไม่พบข้อมูลที่เพียงพอว่าจะทำให้ก่อมะเร็งในคน อีกทั้ง ปริมาณสารที่พบยังถือว่ามีค่าต่ำกว่าค่ามาตรฐานที่ประกาศในกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป กำหนดไว้ที่ 5 ไมโครกรัมต่อกิโลกรัม

ทางด้าน นายมงคล เจนจิตติกุล ผอ.สำนักคุณภาพและความปลอดภัยอาหารกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า แม้ผลการตรวจวิเคราะห์ในกลุ่มอาหารที่เสี่ยงต่อการปนเปื้อนของสารดังกล่าวจะพบการปนเปื้อนในปริมาณที่ต่ำกว่ามาตรฐานมาก แต่อยากแนะนำว่าเพื่อความปลอดภัยก่อนรับประทานควรตัดส่วนที่ไหม้เกรียมออกไป ไม่ควรรับประทานอาหารปิ้งย่างที่ไหม้เกรียม ส่วนกรณีปลาดุกย่างนั้นแนะนำว่าควรลอกหนังออกและรับประทานแต่เนื้อจะช่วยลดความเสี่ยงการได้รับสารดังกล่าวลงได้

08/11/2012

สธ.เคลียร์ตำแหน่งราชการ บรรจุลูกจ้างชั่วคราว 4,000 ตำแหน่งแรก มกราคม-มิถุนายน 56

วันนี้ (7 พฤศจิกายน 2555) ที่กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี นายแพทย์ประดิษฐ สินธวณรงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ภายหลังประชุมกับตัวแทนกลุ่มพยาบาลวิชาชีพลูกจ้างชั่วคราวทั่วประเทศ เรื่องการบรรจุเป็นข้าราชการ พร้อมด้วยนายแพทย์ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุขนายแพทย์สุพรรณ ศรีธรรมมา รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข นายแพทย์โสภณ เมฆธน รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข และคณะที่ปรึกษา เรื่องการบรรจุเป็นข้าราชการของกลุ่มพยาบาลลูกจ้างชั่วคราว จำนวน 17,000 ตำแหน่ง ว่า กระทรวงสาธารณสุข ได้หาแนวทางแก้ไขปัญหาการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ ในเรื่องของสถานภาพการเป็นลูกจ้างชั่วคราว เรื่องนี้เป็นปัญหาของประเทศที่ทุกฝ่ายทั้งกระทรวงสาธารณสุข สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน สำนักงบประมาณจะช่วยกันแก้ไขปัญหา อย่างเป็นรูปธรรม มีขั้นตอน ในระยะเวลาที่ชัดเจน

นายแพทย์ประดิษฐกล่าวต่อว่า ขณะนี้กระทรวงสาธารณสุข มีบุคลากรทุกสาขาวิชาชีพที่ทำงานเป็นลูกจ้างชั่วคราวรอการบรรจุประมาณ 30,000 ตำแหน่ง ในการแก้ไขปัญหาจะดำเนินการทั้งระบบ โดยจะหาตำแหน่งบรรจุกลุ่มลูกจ้างที่ทำงานมานานหลายปีตั้งแต่ปี 2549 - 2551 ประมาณ 11,000 คน เป็นอันดับแรก เริ่มบรรจุเป็นข้าราชการได้ตั้งแต่เดือนมกราคม – มิถุนายน 2556 ประมาณ 4,000 ตำแหน่ง และจะใช้ตำแหน่งเกษียณอายุราชการทยอยบรรจุอีกประมาณ 3,000 ตำแหน่งภายใน 3 ปี จากนั้นจำนวนที่เหลือจะปรึกษาหารือกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง พิจารณาความเป็นไปได้ในการเพิ่มตำแหน่งให้ครบ 11,000 ตำแหน่ง โดยจะจัดลำดับความสำคัญในการพิจารณาบรรจุ เช่น ระยะเวลาในการเป็นลูกจ้างชั่วคราว อยู่ในโรงพยาบาลพื้นที่ขาดแคลนบุคลากร และพื้นที่ทุรกันดารก่อน

ขณะเดียวกันก็ไม่ได้ทอดทิ้งบุคลากรที่เหลืออีกกว่า 20,000 คนที่ทำงานหลังพ.ศ. 2551 ได้หารูปแบบอื่นในระหว่างรอการบรรจุเป็นข้าราชการ คือเป็นพนักงานกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำระเบียบว่าด้วยพนักงานกระทรวงสาธารณสุขและชุดสิทธิประโยชน์ที่จะช่วยแก้ไขปัญหาคับข้องใจ ให้สามารถทำงานได้อย่างมีความสุข เช่น ขยายการจ้างงานระยะยาวขึ้นเป็น 5-10 ปี ซึ่งจะช่วยให้มีความมั่นคงของการจ้างงาน และสามารถกู้เงินกับสถาบันการเงินต่างๆ ได้ ได้รับเงินเดือนสูงกว่าข้าราชการร้อยละ 20 เลื่อนขั้นเงินเดือนทุกปี มีความก้าวหน้าในวิชาชีพสามารถเป็นหัวหน้างานได้ มีสิทธิลาศึกษาต่อ จัดสวัสดิการต่างๆ ที่เหมาะสมแก่ครอบครัว ได้รับค่าตอบแทนตามภาระงาน เป็นต้น ซึ่งรูปแบบดังกล่าวจะเป็นทางเลือกแก่บุคลากร ให้มีความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน แทนที่จะเป็นลูกจ้างชั่วคราวระหว่างรอการบรรจุเป็นข้าราชการที่ต้องใช้ระยะเวลานาน

นายแพทย์ประดิษฐกล่าวต่อไปว่า เข้าใจน้องๆ ที่ตกอยู่ในสถานภาพนี้มานาน จึงได้พยายามหาทางออกที่คิดว่าดีที่สุดที่แก้ไขปัญหาในปัจจุบันได้อย่างครอบคลุมทั้งระบบ คิดว่าจะตกลงกันได้ ซึ่งตัวแทนพยาบาลวิชาชีพลูกจ้างชั่วคราวเข้าใจในหลักการ แต่ต้องการทราบรายละเอียดต่างๆ ให้ชัดเจนก่อน จะต้องพูดคุยกัน โดยได้กำหนดกรอบเวลาให้ได้ข้อตกลงในหลักการภายในเดือนพฤศจิกายนนี้ เพื่อเดินหน้าดำเนินการต่อไป ขณะเดียวกันจะเชิญสภาวิชาชีพ และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมประชุมพิจารณารายละเอียดต่างๆ ดำเนินการคู่ขนานกันไป เป็นการทำงานร่วมกัน เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการ ภายใต้ระเบียบและสถานภาพการเงินการคลังของประเทศด้วย

ระวัง! ดูดไขมันหน้าท้องเสี่ยงถูกเข็มแทงทะลุตับไต ถึงตาย	       แพทย์เตือนดูดไขมันหน้าท้อง เสี่ยงถูกเข็มแทงทะลุตับไตตาย เ...
08/11/2012

ระวัง! ดูดไขมันหน้าท้องเสี่ยงถูกเข็มแทงทะลุตับไต ถึงตาย


แพทย์เตือนดูดไขมันหน้าท้อง เสี่ยงถูกเข็มแทงทะลุตับไตตาย เหมือนนางแบบดังชาวบราซิล หากทำกับแพทย์ที่ไม่มีความเชี่ยวชาญ แนะปรับพฤติกรรมการกิน ออกกำลังกาย ลดไขมันส่วนเกินดีกว่าดูดไขมัน

นพ.ถนอมกิต เพราะสุนทร แพทย์โรงพยาบาลสมิติเวช กล่าวถึงกรณีสำนักข่าวเอเจนซีส์รายงานการเสียชีวิตของ “พาเมลา นาสซิเมนโต” นางแบบสาวชื่อดังวัย 27 ปี ชาวบราซิล หลังเข้ารับการผ่าตัดดูดไขมันหน้าท้องแล้วถูกเข็มอุปกรณ์แทงทะลุไตจนเสียชีวิต ว่า การผ่าตัดดูดไขมันหน้าท้องมีโอกาสผิดพลาดถูกเข็มอุปกรณ์ดูดไขมันแทงทะลุอวัยวะได้ ทั้งบริเวณตับ ไต หรือลำไส้ เนื่องจากแพทย์ผู้ทำการดูดไขมันอาจขาดประสบการณ์ คุณวุฒิ หรือไม่ได้รับการอบรมมาโดยตรง ทำให้ไม่มีความรู้ในเรื่องกายวิภาค ทำให้มีโอกาสเกิดอุบัติเหตุขึ้นตามที่เป็นข่าวได้

นพ.ถนอมกิต กล่าวอีกว่า โดยปกติแล้วการดูดไขมันจะไม่ใช้วิธีเข็มแทงทะลุลงไปตรงๆ แต่จะใช้เทคนิคในการแทงเข็มขนานผิวเสมอ ซึ่งจะแทงลงไปถึงแค่บริเวณชั้นไขมันใต้ผิวหนังเท่านั้น จะไม่ทะลุลงไปถึงชั้นกล้ามเนื้อ ทั้งนี้ หากเข็มแทงทะลุไปถูกอวัยวะต่างๆ ในช่องท้องแล้วจะทำให้เกิดความเสียหาย อาทิ ไตและส่วนประกอบท่อปัสสาวะเสีย ถือเป็นภาวะฉุกเฉินต้องรีบผ่าตัดเปิดช่องท้องเพื่อซ่อมแซมทันที เพราะหากรักษาไม่ทันอาจทำให้เสียชีวิตตามที่เป็นข่าวได้

“หากเข็มแทงทะลุถูกไตแพทย์ผู้ทำการดูดไขมันจะสามารถรู้ได้ทันที เนื่องจากก่อนทำการผ่าตัดดูดไขมันจะมีการต่อท่อบริเวณกระเพาะปัสสาวะ เพื่อวัดปริมาตรน้ำที่เข้าออกในร่างกาย หากเกิดอุบัติเหตุขึ้นจะมีเลือดจากไตไหลออกมาทางกระเพาะปัสสาวะ” นพ.ถนอมกิต กล่าว

นพ.ถนอมกิต กล่าวด้วยว่า การผ่าตัดดูดไขมันนั้น แพทย์จะทำให้เฉพาะจุดที่ใช้วิธีต่างๆ ในการลดไขมันแล้ว แต่ไม่สามารถลดได้ จึงจะทำการผ่าตัดดูดไขมันให้ และจะไม่ทำให้บ่อยครั้ง เนื่องจากก่อนและหลังผ่าตัดจะมีคำแนะนำในเรื่องการคุมการใช้ชีวิตประจำวัน เพื่อไม่ให้ไขมันสะสมในร่างกายอยู่แล้ว และขอแนะนำผู้ที่จะทำการดูดไขมันว่า ควรปรับพฤติกรรมการรับประทาน และการใช้ชีวิตก่อน เช่น ออกกำลังกาย มากกว่าการมาผ่าตัดดูดไขมัน

ที่อยู่

106 Rattanakij
Betong
95110

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ประชาสัมพันธ์ โรงพยาบาลเบตงผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ องค์กรนั้น

ส่งข้อความของคุณถึง ประชาสัมพันธ์ โรงพยาบาลเบตง:

แชร์