Foreign Affairs Bureau, ONCB

Foreign Affairs Bureau, ONCB Foreign Affairs Bureau, ONCB. We are an agency under the Office of the Narcotics Control Board

เลขาธิการ ป.ป.ส. หารือเอกอัครราชทูตอินโดนีเซีย เดินหน้ากระชับความร่วมมือด้านยาเสพติด สกัดกั้นเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติวั...
25/08/2026

เลขาธิการ ป.ป.ส. หารือเอกอัครราชทูตอินโดนีเซีย เดินหน้ากระชับความร่วมมือด้านยาเสพติด สกัดกั้นเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติ

วันจันทร์ที่ 24 สิงหาคม 2569 เวลา 13.30 น. ณ ห้องรับรอง เภา สารสิน สำนักงาน ป.ป.ส. พันตำรวจตรี สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. เป็นประธานให้การต้อนรับนายฮารี ปราโบโว (H.E. Mr. Hari Prabowo) เอกอัครราชทูตอินโดนีเซียประจำประเทศไทย ในโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะเพื่อแนะนำตัวเนื่องในโอกาสเข้ารับตำแหน่งใหม่ และหารือข้อราชการเกี่ยวกับความร่วมมือด้านการแก้ไขปัญหายาเสพติดระหว่างสองประเทศ โดยมีนายอภิกิต ฉ.โรจน์ประเสริฐ รองเลขาธิการ ป.ป.ส. พร้อมด้วยผู้แทนสำนักการต่างประเทศ สำนักพัฒนาการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด และสำนักปราบปรามยาเสพติด ร่วมให้การต้อนรับด้วย

ในการนี้ เลขาธิการ ป.ป.ส. ได้กล่าวต้อนรับเอกอัครราชทูตอินโดนีเซียฯ และกล่าวขอบคุณสำหรับการหารือข้อราชการร่วมกันในครั้งนี้ พร้อมทั้งชื่นชมความร่วมมือของฝ่ายอินโดนีเซียในการประสานงานด้านยาเสพติดกับสำนักงาน ป.ป.ส. มาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะคุณโอลิเวีย เซมบิริง (Ms. Olivia Sembiring) ผู้ช่วยทูตฝ่ายกิจการอัยการ และพันตำรวจเอก เอนดอน นูร์จาโย (Pol.Col. Endon Nurcahyo) อดีตผู้ช่วยทูตฝ่ายตำรวจ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานของทั้งสองประเทศ โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทั้งสองฝ่ายจะยังคงสานต่อความร่วมมือด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้นต่อไป

ในการนี้ เลขาธิการ ป.ป.ส. เห็นพ้องกับฝ่ายอินโดนีเซียในการให้ความสำคัญกับการต่ออายุบันทึกความเข้าใจระหว่างสำนักงาน ป.ป.ส. และคณะกรรมการยาเสพติดแห่งสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ว่าด้วยความร่วมมือในการควบคุมยาเสพติด วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท สารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ และการใช้ยาในทางที่ผิด (Memorandum of Understanding between the Office of the Narcotics Control Board of the Kingdom of Thailand and the National Narcotics Board of the Republic of Indonesia on the Cooperation in Controlling Narcotic Drugs, Psychotropic Substances, their Precursors and Chemicals, and Drug Abuse: MOU) ซึ่งได้ลงนามร่วมกันเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 8 ธันวาคม 2559 โดยฝ่ายไทยให้ความสำคัญกับการดำเนินการดังกล่าวเช่นเดียวกัน เนื่องจากเห็นว่าการต่ออายุ MOU ฉบับดังกล่าวจะเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างและยกระดับความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของทั้งสองประเทศให้มีความต่อเนื่องและเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น และยินดีเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมทวิภาคีไทย–อินโดนีเซีย ครั้งที่ 3 ในห้วงปี 2570 โดยจะมอบหมายให้สำนักการต่างประเทศประสานหารือในรายละเอียดร่วมกันต่อไป

นอกจากนี้ เลขาธิการ ป.ป.ส. ได้กล่าวว่า ไทยและอินโดนีเซียต่างเป็นเป้าหมายสำคัญของเครือข่ายลักลอบลำเลียงยาเสพติดข้ามชาติจากพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำไปยังประเทศที่สาม โดยเฉพาะการใช้เส้นทางทางทะเล ดังนั้น สำนักงาน ป.ป.ส. จึงเห็นควรส่งเสริมการแลกเปลี่ยนข้อมูลการข่าว การประสานงานด้านการสืบสวน การขยายผล การติดตามจับกุมผู้ค้ายาเสพติดรายสำคัญ และเป้าหมายหลบหนีหมายจับของทั้งสองฝ่าย ตลอดจนชื่นชมและสนับสนุนความร่วมมือภายใต้กลไกคณะทำงานสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด ณ ท่าเรือสากลในอาเซียน (ASEAN Seaport Interdiction Task Force: ASITF) ซึ่งเป็นกรอบความร่วมมือที่ฝ่ายอินโดนีเซียเป็นผู้ริเริ่ม เพื่อร่วมกันลดทอนขีดความสามารถของเครือข่ายการค้ายาเสพติดข้ามชาติที่ใช้เส้นทางทะเลและท่าเรือสากลในการลำเลียงยาเสพติด อันจะนำไปสู่การสกัดกั้นและปราบปรามเครือข่ายการค้ายาเสพติดข้ามชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

สำหรับความร่วมมือในระดับพหุภาคี เลขาธิการ ป.ป.ส. ยังได้กล่าวขอบคุณถึงความร่วมมือระหว่างประเทศในการประชุมคณะกรรมาธิการยาเสพติด (Commission on Narcotic Drugs: CND) ซึ่งทั้งไทยและอินโดนีเซียเป็นสมาชิก CND โดยได้ร่วมกันผลักดันจุดยืนของอาเซียนในเวที CND อีกทั้งฝ่ายอินโดนีเซียได้ให้การสนับสนุนข้อมติที่ประเทศไทยเสนออีกด้วย

สำหรับความร่วมมือภายใต้กรอบอาเซียน สำนักงาน ป.ป.ส. ขอขอบคุณฝ่ายอินโดนีเซียที่ได้ส่งผู้แทนเข้าร่วมการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนด้านยาเสพติด (ASEAN Senior Officials Meeting on Drug Matters: ASOD) ครั้งที่ 47 เมื่อวันอังคารที่ 4–วันพุธที่ 5 สิงหาคม 2569 ในรูปแบบการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ นอกจากนี้ เลขาธิการ ป.ป.ส. ยังได้เน้นย้ำถึงนโยบายของรัฐบาลไทย ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และพลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ซึ่งยังคงให้ความสำคัญกับปัญหายาเสพติด โดยมุ่งเน้นการดำเนินงานในทุกมิติ ทั้งด้านการป้องกันยาเสพติด การปราบปรามเครือข่ายค้ายาเสพติดทุกระดับ การบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพเพื่อแก้ไขปัญหาผู้เสพและผู้ติดยาเสพติดอย่างครบวงจร ตลอดจนการเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในชุมชน และยกระดับความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อลดแหล่งผลิตในพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำและสกัดกั้นยาเสพติดไม่ให้เข้าสู่ประเทศ เพื่อให้การแก้ไขปัญหายาเสพติดเกิดผลสัมฤทธิ์อย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ เนื่องจากปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาข้ามชาติที่ไม่สามารถแก้ไขได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงลำพัง หากแต่จำเป็นต้องอาศัยการประสานงานและความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง ในการนี้ เลขาธิการ ป.ป.ส. ยืนยันความพร้อมในการให้ความร่วมมือด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดกับฝ่ายอินโดนีเซีย โดยขอให้ประสานงานกับเจ้าหน้าที่สำนักงาน ป.ป.ส. ได้โดยตรง เพื่อร่วมกันแลกเปลี่ยนข้อมูล ประสานการดำเนินงาน และสนับสนุนการแก้ไขปัญหายาเสพติดร่วมกัน อันจะช่วยเสริมสร้างประสิทธิภาพในการดำเนินงานด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดของทั้งสองประเทศให้ดียิ่งขึ้นต่อไป

สำนักงาน ป.ป.ส. ให้การต้อนรับคณะผู้แทนศุลกากรฝรั่งเศส เข้าเยี่ยมคารวะและหารือข้อราชการ เสริมสร้างความร่วมมือด้านการสกัดก...
21/08/2026

สำนักงาน ป.ป.ส. ให้การต้อนรับคณะผู้แทนศุลกากรฝรั่งเศส เข้าเยี่ยมคารวะและหารือข้อราชการ เสริมสร้างความร่วมมือด้านการสกัดกั้นยาเสพติดและกัญชาระหว่างไทย–ฝรั่งเศส

วันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม 2569 เวลา 10.00 น. พันตำรวจตรี สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. มอบหมายให้นายอภิกิต ฉ.โรจน์ประเสริฐ รองเลขาธิการ ป.ป.ส. เป็นประธานให้การต้อนรับนายเบอนัว โกดาร์ (Mr. Benoit Godart) ผู้อำนวยการสำนักความร่วมมือและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ กรมศุลกากรและภาษีสรรพสามิต สาธารณรัฐฝรั่งเศส (Direction Générale des Douanes et Droits Indirects: DGDDI) นายแพทริค มีฮูบ (Mr. Patrick Mihoub) ผู้ช่วยทูตฝ่ายศุลกากร และนางโอเดรย์ ฮอฟมาน (Mrs. Audrey Hoffmann) เลขานุการผู้ช่วยทูตฝ่ายศุลกากร สถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย ในโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะและหารือข้อราชการเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์และความร่วมมือด้านการสกัดกั้นยาเสพติดและกัญชาระหว่างไทย–ฝรั่งเศส ณ ห้องรับรอง เภา สารสิน อาคาร 1 ชั้น 2 สำนักงาน ป.ป.ส.

ในการนี้ นายอภิกิตได้กล่าวต้อนรับคณะผู้แทนฝรั่งเศส พร้อมทั้งขอบคุณฝ่ายฝรั่งเศสสำหรับการต้อนรับคณะผู้แทนสำนักงาน ป.ป.ส. อย่างอบอุ่น ในโอกาสเดินทางเข้าร่วมการประชุมหารือเชิงนโยบายและศึกษาดูงานด้านการสกัดกั้นยาเสพติด ณ สาธารณรัฐฝรั่งเศส ระหว่างวันที่ 11–16 มีนาคม 2569 ซึ่งคณะผู้แทนไทยได้มีโอกาสหารือและแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างใกล้ชิดกับผู้แทนระดับสูงของ DGDDI และหน่วยงานศุลกากรประจำท่าอากาศยานชาร์ล เดอ โกล อันเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาความร่วมมือด้านการสกัดกั้นยาเสพติดระหว่างสองประเทศ

นายอภิกิตยังได้แสดงความยินดีต่อการลงนามในหนังสือแสดงเจตจำนงว่าด้วยความร่วมมือและการให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกันในด้านศุลกากร (Letter of Intent concerning Cooperation and Mutual Assistance in Customs Matters: LoI) ระหว่างกรมศุลกากรไทยและ DGDDI เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2569 ณ สำนักงานใหญ่องค์การศุลกากรโลก (World Customs Organization: WCO) พร้อมยืนยันว่า สำนักงาน ป.ป.ส. พร้อมสนับสนุนการขับเคลื่อนความร่วมมือภายใต้กรอบดังกล่าว โดยเฉพาะการสกัดกั้นยาเสพติดผ่านท่าอากาศยาน ท่าเรือ และพัสดุระหว่างประเทศ ตลอดจนการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรองและการประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของทั้งสองประเทศให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ยาเสพติดและแนวโน้มการลักลอบลำเลียงยาเสพติดระหว่างประเทศ โดยนายอภิกิตได้ชี้แจงถึงมาตรการควบคุมกัญชาของประเทศไทย ซึ่งรัฐบาลไทยและสำนักงาน ป.ป.ส. ให้ความสำคัญกับปัญหาการลักลอบนำกัญชาออกนอกราชอาณาจักร ภายใต้ข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี ได้มีการบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อยกระดับมาตรการควบคุมกัญชา โดยมีแนวนโยบายให้การใช้กัญชาเป็นไป “เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์เท่านั้น” ตลอดจนผลักดันมาตรการทางกฎหมายและการกำกับดูแลร้านจำหน่ายกัญชาให้มีความเข้มงวดมากยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันการนำกัญชาไปใช้ในทางที่ไม่เหมาะสมและลดความเสี่ยงต่อการลักลอบนำออกนอกประเทศ

ด้านนายเบอนัว ได้แสดงความยินดีและสนับสนุนแนวทางของรัฐบาลไทยในการยกระดับมาตรการควบคุมกัญชา โดยระบุว่า ภายหลังการเปลี่ยนแปลงนโยบายด้านกัญชาของประเทศไทยในปี 2565 พบแนวโน้มการลักลอบนำกัญชาจากประเทศไทยไปยังประเทศต่าง ๆ ในยุโรปเพิ่มขึ้น อาทิ สหราชอาณาจักร เบลเยียม เนเธอร์แลนด์ และฝรั่งเศส ซึ่งเป็นประเด็นที่หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของยุโรปให้ความสำคัญ ทั้งนี้ ฝ่ายฝรั่งเศสชื่นชมรัฐบาลไทยและสำนักงาน ป.ป.ส. ที่รับฟังข้อกังวลและยกระดับมาตรการทางกฎหมาย รวมถึงการประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนผู้เดินทางและเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบ ณ ท่าอากาศยาน ซึ่งช่วยป้องปรามและลดการลักลอบลำเลียงกัญชาข้ามประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังชื่นชมความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะกรมศุลกากรและสำนักงาน ป.ป.ส. ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลและสกัดกั้นยาเสพติด
ในโอกาสนี้ นายอภิกิตได้กล่าวขอบคุณนายแพทริค มีฮูบ ผู้ช่วยทูตฝ่ายศุลกากร และนางโอเดรย์ ฮอฟมาน เลขานุการผู้ช่วยทูตฝ่ายศุลกากร สถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย สำหรับการประสานงาน การแลกเปลี่ยนข้อมูลการข่าว และสนับสนุนการปฏิบัติงานของฝ่ายไทย ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการติดตามสถานการณ์ การสกัดกั้น และการดำเนินงานด้านการปราบปรามยาเสพติดของฝ่ายไทย

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ยาเสพติดประเภทอื่น โดยเฉพาะยาบ้า ยาไอซ์ และยาอี ซึ่งเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อทั้งเอเชียและยุโรป และเห็นพ้องถึงความจำเป็นในการยกระดับการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรอง การสืบสวนร่วม และการประสานงานระหว่างหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย เพื่อรับมือกับเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่มีการปรับเปลี่ยนเส้นทางและรูปแบบการลักลอบลำเลียงอย่างต่อเนื่อง โดยฝ่ายไทยยืนยันพร้อมประสานความร่วมมือกับฝรั่งเศสและประเทศภาคีทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อสนับสนุนการสกัดกั้นและปราบปรามเครือข่ายยาเสพติดอย่างมีประสิทธิภาพ

จากนั้น คณะผู้แทนฝรั่งเศสได้ร่วมรับฟังการบรรยายสรุปสถานการณ์ยาเสพติดและกัญชาในประเทศไทย ตลอดจนมาตรการและแนวทางในการควบคุมกัญชาของไทย และศึกษาดูงาน ณ ศูนย์ปฏิบัติการ สำนักงาน ป.ป.ส. เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวปฏิบัติด้านการติดตามสถานการณ์ การวิเคราะห์ข้อมูล และการประสานงานเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติการด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด

ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนด้านยาเสพติด (ASOD) ครั้งที่ 47 เดินหน้าขับเคลื่อนความร่วมมืออาเซีย...
05/08/2026

ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนด้านยาเสพติด (ASOD) ครั้งที่ 47 เดินหน้าขับเคลื่อนความร่วมมืออาเซียนรับมือภัยคุกคามยาเสพติด

สำนักงาน ป.ป.ส. เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนด้านยาเสพติด (ASEAN Senior Officials Meeting on Drug Matters: ASOD) ครั้งที่ 47 ระหว่างวันที่ 4–5 สิงหาคม 2569 ในรูปแบบการประชุมทางไกล (Video Conference) โดยมีผู้แทนระดับอธิบดีและเลขาธิการจากประเทศสมาชิกอาเซียน สำนักเลขาธิการอาเซียน ประเทศคู่เจรจา และองค์การระหว่างประเทศเข้าร่วม เพื่อร่วมกำหนดทิศทางความร่วมมือในการรับมือปัญหายาเสพติดของภูมิภาค

สำหรับฝ่ายไทย พันตำรวจตรี สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. มอบหมายให้นายอภิกิต ฉ. โรจน์ประเสริฐ รองเลขาธิการ ป.ป.ส. ทำหน้าที่ประธานการประชุม และนางสาวอารีภักดิ์ เงินบำรุง รองเลขาธิการ ป.ป.ส. เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทย พร้อมด้วยผู้แทนจากกระทรวงการต่างประเทศและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมการประชุม

โดยในวันที่ 4 สิงหาคม 2569 พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมผ่านวีดิทัศน์ (Video Message) ได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นที่ประเทศสมาชิกอาเซียนต้องเสริมสร้างความร่วมมือเพื่อรับมือภัยคุกคามยาเสพติดที่มีความซับซ้อนมากขึ้น โดยเฉพาะการแพร่ระบาดของยาเสพติดสังเคราะห์จากพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ และการใช้เทคโนโลยีของเครือข่ายอาชญากรรม พร้อมทั้งย้ำว่าการเสริมสร้างความร่วมมือระดับภูมิภาคจะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างประชาคมอาเซียนที่ปลอดภัยและพร้อมรับมือกับความท้าทายในอนาคต ทั้งนี้ ประเทศไทยได้เปิดตัว “รายงานเฝ้าระวังสถานการณ์ยาเสพติดอาเซียน ประจำปี 2569 (ASEAN Drug Monitoring Report 2026)” ซึ่งจัดทำขึ้นเพื่อสนับสนุนการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์ยาเสพติดในภูมิภาค

สำหรับการประชุมเต็มคณะ ประเทศไทยได้รับหน้าที่เป็นประธานการประชุม ASOD ครั้งที่ 47 อย่างเป็นทางการ และประเทศสมาชิกได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับสถานการณ์และแนวทางแก้ไขปัญหายาเสพติดในระดับชาติ ภูมิภาค และนานาชาติ โดยหัวหน้าคณะผู้แทนไทยได้นำเสนอนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลที่ยกระดับการแก้ไขปัญหายาเสพติดเป็นวาระแห่งชาติ พร้อมรายงานผลการดำเนินงานด้านการปราบปราม การป้องกัน การบำบัดฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด การยึดทรัพย์ ตลอดจนความร่วมมือระหว่างประเทศในการแก้ไขปัญหายาเสพติด

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังได้รายงานความคืบหน้าการพัฒนาเว็บไซต์ศูนย์ความร่วมมือด้านยาเสพติดอาเซียน (ASEAN Narcotics Cooperation Center: ASEAN-NARCO) ซึ่งที่ประชุมเห็นชอบให้ประเทศสมาชิกแต่งตั้งผู้ประสานงานหลัก (Focal Point) อย่างเป็นทางการ รวมถึงได้รายงานผลการประชุมเครือข่ายเฝ้าระวังยาเสพติดอาเซียน (ASEAN Drug Monitoring Network: ADMN) ตลอดจนผลการประชุมคณะกรรมาธิการยาเสพติดแห่งสหประชาชาติ (Commission on Narcotic Drugs: CND) ครั้งที่ 69 อีกทั้ง ประเทศไทยยังได้นำเสนอโครงการเสริมสร้างศักยภาพด้านการสกัดกั้นสารเคมีและสารตั้งต้นที่ลักลอบลำเลียงเข้าสู่พื้นที่สามเหลี่ยมทองคำเพื่อขอรับการสนับสนุนจากกองทุนแผนปฏิบัติการว่าด้วยความร่วมมือด้านยาเสพติดระหว่างอาเซียนและจีน (ASEAN and China Cooperative Operations in Response to Dangerous Drugs: ACCORD) ที่ประชุมยังเห็นชอบให้ประเทศไทยเป็นผู้พัฒนาแนวทางเกี่ยวกับการดำเนินงานตามแผนงานและโครงการภายใต้การประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านยาเสพติด (ASEAN Ministerial Meeting on Drug Matters: AMMD) และกลไกย่อยที่เกี่ยวข้อง

โอกาสนี้ ที่ประชุมยังได้รับทราบผลการดำเนินงานของกลุ่มย่อยทั้ง 5 ด้าน ได้แก่ การปราบปราม การป้องกัน การบำบัดรักษาและฟื้นฟู การวิจัย และการพัฒนาทางเลือก รวมทั้งความคืบหน้าการดำเนินงานของประเทศฟิลิปปินส์ในการทบทวนแผนปฏิบัติการอาเซียนเพื่อประชาคมปลอดภัยจากยาเสพติด ปี พ.ศ. 2559–2568 และพัฒนาแนวปฏิบัติและระเบียบวิธีของการประชุม AMMD และกลไกย่อยที่เกี่ยวข้อง ซึ่งในส่วนของแผนปฏิบัติการฯ ประเทศฟิลิปปินส์จะนำเสนอให้ที่ประชุม AMMD ครั้งที่ 9 พิจารณารับรองในเดือนตุลาคม 2569 ที่ประชุมยังได้รับทราบการทบทวนกลไกการทำงานภายใต้กรอบ ACCORD ซึ่งประเทศมาเลเซียจะนำไปหารือกับประเทศจีนต่อไป

ในช่วงการประชุมวาระเปิด (Open Session) องค์กรภาคีระหว่างประเทศ ได้แก่ องค์การตำรวจสากล (INTERPOL) โครงการที่ปรึกษาด้านยาเสพติด สำนักเลขาธิการแผนโคลัมโบ (CPDAP) สำนักงานยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) และฝ่ายเลขานุการของการประชุมคณะกรรมาธิการยาเสพติด (CND) ได้ร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์ยาเสพติดและความคืบหน้าโครงการความร่วมมือที่สำคัญ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของอาเซียนในการรับมือกับปัญหายาเสพติดข้ามชาติ

และวันที่ 5 สิงหาคม 2569 ได้มีการประชุมระหว่าง ASOD กับประเทศคู่เจรจาของอาเซียน (Dialogue Partners) ได้แก่ จีน สาธารณรัฐเกาหลี ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย อินเดีย และรัสเซีย เพื่อหารือแนวทางการเสริมสร้างความร่วมมือด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด โดยที่ประชุมได้แลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์ยาเสพติดในภูมิภาค ตลอดจนหารือแนวทางยกระดับความร่วมมือเพื่อรับมือกับภัยคุกคามยาเสพติดข้ามชาติในอนาคต ในโอกาสดังกล่าว ประเทศไทยได้ทำหน้าที่ประธานร่วม (Co-chair) ในการประชุม ASOD + สาธารณรัฐเกาหลี ครั้งที่ 12 และการประชุม ASOD+3 (จีน สาธารณรัฐเกาหลี และญี่ปุ่น) ครั้งที่ 19 ซึ่งที่ประชุมได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ยาเสพติดและความคืบหน้าความร่วมมือ พร้อมทั้งหารือแนวทางการดำเนินงานร่วมกันในระยะต่อไป

ทั้งนี้ ประเทศติมอร์-เลสเต จะรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพการประชุม ASOD ครั้งที่ 48 ในปี พ.ศ. 2570 ต่อไป

05/08/2026

ASEAN Drug Monitoring Report 2026

Thai Subtitles

สำนักงาน ป.ป.ส. เน้นย้ำความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหายาเสพติดในการประชุมเตรียมการสำหรับการประชุมสมัชชาสหประชาชาติสมัยสามัญ ...
31/07/2026

สำนักงาน ป.ป.ส. เน้นย้ำความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหายาเสพติดในการประชุมเตรียมการสำหรับการประชุมสมัชชาสหประชาชาติสมัยสามัญ ครั้งที่ 81 (UNGA81) ประจำปี 2569–2570

เมื่อวันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม 2569 พ.ต.ต. สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. มอบหมายให้นางสาวศรีตระกูล เวลาดี ผู้อำนวยการสำนักการต่างประเทศ เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการประสานงานด้านสหประชาชาติ องค์การระหว่างประเทศอื่น ๆ และองค์การต่างประเทศ ครั้งที่ 2/2569 ณ วิเทศสโมสร กระทรวงการต่างประเทศ โดยมีนายเชษฐพันธ์ มากสัมพันธ์ รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เป็นประธานการประชุม ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อเตรียมการสำหรับการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81 (UNGA81) ประจำปี 2569–2570 ซึ่งจะจัดขึ้นในห้วงเดือนกันยายน 2569 ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

ที่ประชุมได้พิจารณาแนวทางการจัดทำท่าทีไทยสำหรับการประชุม UNGA81 ภายใต้การดำเนินงานของคณะกรรมการหลักต่าง ๆ ของสมัชชาสหประชาชาติ จำนวน 6 ด้าน ได้แก่ (1) คณะกรรมการ 1: การลดอาวุธและความมั่นคงระหว่างประเทศ (2) คณะกรรมการ 2: เศรษฐกิจ การเงิน และการพัฒนา (3) คณะกรรมการ 3: สังคม มนุษยธรรม และวัฒนธรรม (4) คณะกรรมการ 4: การเมืองพิเศษและการปลดปล่อยอาณานิคม (5) คณะกรรมการ 5: การบริหารจัดการและงบประมาณ และ (6) คณะกรรมการ 6: กฎหมาย รวมทั้งการประชุมเต็มคณะของ UNGA81 โดยสำนักงาน ป.ป.ส. มีบทบาทและภารกิจที่เกี่ยวข้องกับคณะกรรมการ 3 ซึ่งได้เห็นชอบต่อท่าทีของไทยในการเสนอข้อมติที่ประเทศไทยร่วมผลักดัน ได้แก่ ข้อมติเรื่อง Addressing and countering the world drug problem through a comprehensive, integrated and balanced approach และข้อมติเรื่อง Appendix to Complement the United Nations Guiding Principles on Alternative Development ซึ่งเป็นข้อมติที่ได้รับการรับรองโดยคณะกรรมาธิการยาเสพติด (Commission on Narcotic Drugs: CND) สมัยที่ 69 เมื่อเดือนมีนาคม 2569 และได้เสนอต่อคณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Economic and Social Council: ECOSOC) เพื่อให้ความเห็นชอบในการเสนอเพื่อให้มีการรับรองในการประชุม UNGA81

นอกจากนี้ สำนักงาน ป.ป.ส. ยังได้ยืนยันท่าทีในการลงสมัครเลือกตั้งเป็นสมาชิก CND วาระปี ค.ศ. 2028–2031 ซึ่งจะมีกำหนดเลือกตั้งในเดือนเมษายน 2570 พร้อมทั้งการเตรียมการที่จะร่วมกับมูลนิธิโครงการหลวง (คกล.) และมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ (มฟล.) จัดกิจกรรมเพื่อเทิดพระเกียรติและเผยแพร่พระราชกรณียกิจเกี่ยวกับการพัฒนาทางเลือกของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในโอกาสมหามงคลเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปี ในห้วงระหว่างการประชุม CND สมัยที่ 70 ในเดือนมีนาคม 2570 รวมถึงการจัดกิจกรรมคู่ขนานและนิทรรศการที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการจัดทำร่างข้อมติ (Resolution) ด้านการพัฒนาทางเลือก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่พระราชกรณียกิจและพระราชดำริด้านการพัฒนาทางเลือก (Alternative Development) ซึ่งเป็นต้นแบบของการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างยั่งยืนและได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติต่อไป

รายงานสถานะกัญชาของประเทศสมาชิก UNODCโดย สำนักการต่างประเทศ สำนักงาน ป.ป.สข้อมูล ณ เดือน ก.ค. 2569
27/07/2026

รายงานสถานะกัญชาของประเทศสมาชิก UNODC
โดย สำนักการต่างประเทศ สำนักงาน ป.ป.ส
ข้อมูล ณ เดือน ก.ค. 2569

สำนักงาน ป.ป.ส. ร่วมงาน TICA Connect ครั้งที่ 11 ตอกย้ำความสัมพันธ์ไทย–UN ตลอด 8 ทศวรรษวันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม 2569 นางสา...
24/07/2026

สำนักงาน ป.ป.ส. ร่วมงาน TICA Connect ครั้งที่ 11 ตอกย้ำความสัมพันธ์ไทย–UN ตลอด 8 ทศวรรษ

วันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม 2569 นางสาวศรีตระกูล เวลาดี ผู้อำนวยการสำนักการต่างประเทศ ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้แทนสำนักงาน ป.ป.ส. เข้าร่วมงาน TICA Connect ครั้งที่ 11 ร่วมฉลอง 80 ปีที่ประเทศไทยเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติ โดยมีนายอรรถยุทธ์ ศรีสมุทร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวเปิดงาน ณ วิเทศสโมสร กระทรวงการต่างประเทศ

งาน TICA Connect ครั้งที่ 11 จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “Thailand–United Nations Partnership for Inclusive and Sustainable Future through South-South and Triangular Cooperation” โดยตอกย้ำความสัมพันธ์ตลอด 80 ปี ระหว่างประเทศไทยและองค์การสหประชาชาติผ่านความร่วมมือใต้–ใต้ และความร่วมมือไตรภาคี รวมถึงส่งเสริมการสานต่อความร่วมมือในอนาคตท่ามกลางความท้าทายที่เพิ่มขึ้นในปัจจุบัน และประเทศไทยยืนยันการยึดมั่นการดำเนินงานพหุภาคีที่ครอบคลุม การปฏิบัติตามระเบียบโลก เพื่อบรรลุเป้าหมายเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) รวมถึงให้ความสำคัญกับความร่วมมือในอนาคตที่เน้นการดำเนินงานโดยให้คนเป็นศูนย์กลาง เพื่อยกระดับและพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กและเยาวชนที่ขับเคลื่อนนวัตกรรมทางสังคม รวมถึงจิตอาสาที่จะนำไปสู่การสร้างการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่ครอบคลุมและยั่งยืนในอนาคต

ทั้งนี้ ภายในงานได้มีการจัดแสดงนิทรรศการที่นำเสนอผลลัพธ์โครงการความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศระหว่างไทย–โคลอมเบีย และไทย–เวียดนาม ซึ่งมุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ แนวปฏิบัติที่ดี และการพัฒนาศักยภาพร่วมกันระหว่างประเทศ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมคณะผู้บริหารสำนักงาน ป.ป.ส. ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานสกัดกั้นยาเสพติดตามแนวลำน้ำโขง และ...
23/07/2026

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมคณะผู้บริหารสำนักงาน ป.ป.ส. ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานสกัดกั้นยาเสพติดตามแนวลำน้ำโขง และจุดตรวจยาเสพติดบ้านน้ำเกิ่ง แขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว

เมื่อวันพุธที่ 22 กรกฎาคม 2569 พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมคณะผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (สำนักงาน ป.ป.ส.) นำโดย พันตำรวจตรี สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานด้านการสกัดกั้นยาเสพติดตามแนวชายแดนลุ่มแม่น้ำโขง ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย และแขวงบ่อแก้ว สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) เพื่อติดตามผลการดำเนินงานด้านการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติดตามแนวชายแดน ตลอดจนเสริมสร้างความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญในการสกัดกั้นการลักลอบลำเลียงยาเสพติดเข้าสู่ประเทศไทย

จากข้อมูลสถิติการจับกุมและตรวจยึดยาบ้า โดยศูนย์ปฏิบัติการ สำนักงาน ป.ป.ส. พบว่า ในห้วงปี พ.ศ. 2568 ประเทศไทยสามารถจับกุมคดีที่เกี่ยวกับการลักลอบลำเลียงยาบ้าเข้าสู่ประเทศในพื้นที่ตามชายแดนไทย–ลาว จำนวน 370 คดี และตรวจยึดของกลางยาบ้าได้มากถึง 415 ล้านเม็ด ซึ่งสูงกว่าในพื้นที่ตามชายแดนไทย–เมียนมา สะท้อนให้เห็นถึงทิศทางและแนวโน้มการลักลอบลำเลียงยาเสพติดในพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ปัจจุบันเครือข่ายนักค้ายาเสพติดเลือก สปป.ลาว เป็นพื้นที่ทางผ่าน เช่นเดียวกันกับประเทศไทย

ในการนี้ คณะได้รับฟังการบรรยายสรุปจากหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง เขตเชียงราย เกี่ยวกับสภาพภูมิประเทศ สถานการณ์การลักลอบลำเลียงยาเสพติดในพื้นที่ แนวทางการปฏิบัติการสกัดกั้นตามแนวลำน้ำโขง ตลอดจนหารือแนวทางการเสริมสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามแนวชายแดน

นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการปฏิบัติงานในพื้นที่ จึงมีความประสงค์ที่จะตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจ พร้อมทั้งมอบสิ่งของจำเป็นแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ อันมีหน่วยงานทั้ง 6 หน่วยงาน ประกอบด้วย 1) หน่วยเฉพาะกิจทัพเจ้าตาก กองกำลังผาเมือง 2) หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง เขตเชียงราย 3) ปกครองอำเภอเชียงแสน 4) ด่านตรวจคนเข้าเมืองเชียงแสน 5) ศุลกากรเชียงแสน 6) สถานีตำรวจภูธรเชียงแสน เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้แก่เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็งตลอดมา

จากนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมและคณะได้เดินทางทางเรือจากจุดผ่านแดนถาวรสามเหลี่ยมทองคำไปยังท่าเรือบ้านมอม เมืองต้นผึ้ง แขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว เพื่อเยี่ยมเยียนและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้านการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติดตามลำน้ำโขง ตลอดจนได้เดินทางและศึกษาเส้นทางบกและการดำเนินงานสกัดกั้นยาเสพติดของเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายของแขวงบ่อแก้ว และจุดตรวจยาเสพติดบ้านน้ำเกิ่ง โดยได้หารือแนวทางในการพัฒนาการดำเนินงานให้การสกัดกั้นมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ตลอดจนแนวทางการสนับสนุนความร่วมมือระหว่างกัน และหารือร่วมกันเพื่อยกระดับในการเฝ้าระวังและสกัดกั้นการลักลอบลำเลียงยาเสพติดในพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ พร้อมทั้งมอบเครื่องอุปโภคบริโภคเพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่เมืองต้นผึ้ง แขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว

ภายหลัง คณะได้เดินทางไปยังจุดตรวจยาเสพติดบ้านน้ำเกิ่ง เมืองต้นผึ้ง แขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดตรวจที่ฝ่ายไทยให้การสนับสนุนงบประมาณเพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของชุดปฏิบัติการสกัดกั้นยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ของ สปป.ลาว ภายใต้ความร่วมมือด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดระหว่างสองประเทศ ซึ่งในห้วง 12 ปีที่ผ่านมา สปป.ลาว ได้รับการจัดสรรงบประมาณมากถึง 66,776,373 บาท เพื่อสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพและเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของด่านตรวจยาเสพติดใน 5 แขวงของ สปป.ลาว (7 ด่านตรวจยาเสพติด) ได้แก่ แขวงบ่อแก้ว (ด่านน้ำเกิ่ง ด่านน้ำทุง และด่านปากทา) แขวงหลวงน้ำทา แขวงอุดมไซ แขวงบอลิคำไซ และแขวงเวียงจันทน์ เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการสกัดกั้นการลักลอบลำเลียงยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ตั้งแต่พื้นที่ต้นทาง ก่อนเข้าสู่ประเทศไทยและประเทศอื่นในภูมิภาค

นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมและคณะผู้แทนไทยได้ประชุมหารือร่วมกับฝ่าย สปป.ลาว เกี่ยวกับสถานการณ์ยาเสพติดในพื้นที่ชายแดนและแนวทางการยกระดับความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด โดยฝ่าย สปป.ลาว นำโดย พลจัตวา จันพอนเพ็ด คำสี หัวหน้ากองบัญชาการป้องกันความสงบ แขวงบ่อแก้ว และ พันเอก จันทอน เฮืองคำไซ หัวหน้าสำนักงานตรวจตราและควบคุมยาเสพติด โดยร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์ แนวโน้มการลักลอบลำเลียงยาเสพติด และมาตรการบังคับใช้กฎหมายตามแนวชายแดน พร้อมทั้งนำคณะศึกษาสภาพพื้นที่และเส้นทางที่มีความเสี่ยงต่อการลักลอบลำเลียงยาเสพติด เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการกำหนดมาตรการสกัดกั้นและการปฏิบัติการร่วมระหว่างสองประเทศให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นต่อไป

ทั้งนี้ พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ กล่าวว่า การแก้ไขปัญหายาเสพติดจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดต่อกัน การลงพื้นที่ครั้งนี้ทำให้ได้รับทราบข้อเท็จจริง สภาพปัญหา และข้อจำกัดในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ ซึ่งจะเป็นข้อมูลสำคัญในการกำหนดนโยบายและสนับสนุนการปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งยืนยันว่ากระทรวงยุติธรรมและสำนักงาน ป.ป.ส. จะเดินหน้าบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วนและส่งเสริมความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างต่อเนื่อง เพื่อสกัดกั้นยาเสพติดตั้งแต่ต้นทาง อันเป็นกลไกสำคัญในการลดการแพร่ระบาดของยาเสพติด ลดผลกระทบต่อประชาชน และเสริมสร้างความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ตลอดจนภูมิภาคอย่างยั่งยืน

สำนักงาน ป.ป.ส. เตรียมกำหนดแนวทางท่าทีประเทศไทยขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหายาเสพติด ลดความเดือดร้อนของประชาชน ในโอกาสเป็นเจ้า...
21/07/2026

สำนักงาน ป.ป.ส. เตรียมกำหนดแนวทางท่าทีประเทศไทยขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหายาเสพติด ลดความเดือดร้อนของประชาชน ในโอกาสเป็นเจ้าภาพประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส ภายใต้บันทึกความเข้าใจ 7 ฝ่าย ว่าด้วยการควบคุมยาเสพติดในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ในเดือนตุลาคม 2569

เมื่อวันอังคารที่ 21 กรกฎาคม 2569 พันตำรวจตรี สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. มอบหมายให้นายอภิกิต ฉ.โรจน์ประเสริฐ รองเลขาธิการ ป.ป.ส. เป็นประธานการประชุมเตรียมการสำหรับการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส ภายใต้บันทึกความเข้าใจ 7 ฝ่าย ว่าด้วยการควบคุมยาเสพติดในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (บันทึกความเข้าใจ 7 ฝ่ายฯ) ครั้งที่ 2 ซึ่งประเทศไทยเป็นสมาชิกร่วมกับกัมพูชา จีน ลาว เมียนมา เวียดนาม และสำนักงานยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Office on Drugs and Crime: UNODC) โดยได้มีการปรับกำหนดการจัดประชุมฯ เป็นระหว่างวันอาทิตย์ที่ 18–วันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม 2569

การประชุมเตรียมการฯ ครั้งที่ 2 จัดขึ้นเพื่อกำหนดท่าทีประเทศไทยในการหารือด้านสารัตถะสำหรับการประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสฯ โดยมอบหมายกอง/สำนักที่เกี่ยวข้องจัดเตรียมข้อมูลเพื่อนำเสนอผลลัพธ์การปราบปรามปัญหายาเสพติดในประเทศไทย รวมถึงบทบาทในการให้ความช่วยเหลือประเทศสมาชิกผ่านโครงการเสริมสร้างศักยภาพเจ้าหน้าที่ด้านยาเสพติด มุ่งเน้นเสริมสร้างความร่วมมือในการป้องกันยาเสพติด การควบคุมสารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ และการตรวจพิสูจน์ยาเสพติด พร้อมเรียกร้องให้เร่งลดความเหลื่อมล้ำด้านกฎหมายเพื่อยกระดับความร่วมมือระหว่างกันในอนุภูมิภาคให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงมอบหมายสำนักงาน ป.ป.ส. ภ.2 เตรียมการประสานหน่วยงานในพื้นที่เพื่อจัดการศึกษาดูงานที่สามารถนำเสนอผลลัพธ์การดำเนินงานแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่จังหวัดชลบุรีที่เป็นรูปธรรมและเป็นประโยชน์ต่อประเทศสมาชิกลุ่มแม่น้ำโขง

ป.ป.ส. ให้การต้อนรับคณะผู้แทนคณะกรรมาธิการข่าวกรองอาชญากรรมแห่งออสเตรเลีย เข้าเยี่ยมคารวะและหารือข้อราชการ มุ่งยกระดับคว...
21/07/2026

ป.ป.ส. ให้การต้อนรับคณะผู้แทนคณะกรรมาธิการข่าวกรองอาชญากรรมแห่งออสเตรเลีย เข้าเยี่ยมคารวะและหารือข้อราชการ มุ่งยกระดับความร่วมมือด้านข่าวกรองและการปราบปรามยาเสพติดข้ามชาติ

เมื่อวันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม 2569 ณ ห้องรับรอง เภา สารสิน สำนักงาน ป.ป.ส. พันตำรวจตรี สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. มอบหมายให้นายอำนาจ เหล่ากอที รองเลขาธิการ ป.ป.ส. ให้การต้อนรับนายอดัม เมเยอร์ (Mr. Adam Meyer) รองประธานคณะกรรมาธิการข่าวกรองอาชญากรรมแห่งออสเตรเลีย (Australian Criminal Intelligence Commission: ACIC) และนายฮันเตอร์ แมคกี (Mr. Hunter McGee) เจ้าหน้าที่ประสานงาน ACIC ประจำสถานเอกอัครราชทูตเครือรัฐออสเตรเลียประจำประเทศไทย ในโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะและศึกษาดูงานศูนย์ปฏิบัติการสำนักงาน ป.ป.ส. โดยมีผู้แทนสำนักงาน ป.ป.ส. ได้แก่ ผู้อำนวยการสำนักการต่างประเทศ และเจ้าหน้าที่จากสำนักการต่างประเทศ สำนักป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด สถาบันตรวจพิสูจน์ยาเสพติด และสำนักปราบปรามยาเสพติด เข้าร่วมให้การต้อนรับ

ในการเข้าเยี่ยมคารวะและหารือข้อราชการ นายอดัม เมเยอร์ ได้กล่าวขอบคุณสำนักงาน ป.ป.ส. สำหรับการต้อนรับและความร่วมมืออันใกล้ชิดที่มีมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการสนับสนุนการปฏิบัติงานของ ACIC ในประเทศไทย และแสดงความยินดีที่นายฮันเตอร์ แมคกี ได้รับโล่ประกาศเกียรติคุณจากสำนักงาน ป.ป.ส. เนื่องในวันต่อต้านยาเสพติดโลกที่ผ่านมา

ขณะที่รองเลขาธิการ ป.ป.ส. ได้กล่าวขอบคุณรัฐบาลออสเตรเลียสำหรับความร่วมมือด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดที่ดำเนินมาอย่างยาวนาน พร้อมย้ำว่าประเทศไทยและออสเตรเลียต่างได้รับผลกระทบจากเครือข่ายค้ายาเสพติดเดียวกัน โดยประเทศไทยเป็นประเทศทางผ่าน ส่วนออสเตรเลียเป็นหนึ่งในประเทศปลายทาง จึงเห็นพ้องถึงความจำเป็นในการยกระดับความร่วมมือด้านการแลกเปลี่ยนข่าวกรองเชิงลึก การวิเคราะห์แนวโน้มและรูปแบบการลักลอบลำเลียงยาเสพติด ตลอดจนการพัฒนาระบบบริหารจัดการข้อมูลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ทั้งนี้ ฝ่าย ACIC ได้แสดงความสนใจในการผลักดันการจัดทำบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding: MOU) ระหว่างสองหน่วยงาน เพื่อยกระดับความร่วมมือด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดและอาชญากรรมข้ามชาติให้มีความเป็นระบบและยั่งยืนยิ่งขึ้น

ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือความร่วมมือด้านโครงการตรวจวิเคราะห์ยาเสพติดในน้ำเสีย (Wastewater Management Project) โดยฝ่ายไทยได้ขอบคุณรัฐบาลออสเตรเลียที่ให้การสนับสนุนโครงการดังกล่าว พร้อมแจ้งความประสงค์ที่จะส่งตัวอย่างน้ำเสียไปศึกษาร่วมกับออสเตรเลีย รวมถึงส่งเจ้าหน้าที่เข้ารับการฝึกอบรมด้านนิติวิทยาศาสตร์ แม้ว่าประเทศไทยยังมีข้อจำกัดด้านบุคลากรและการเก็บตัวอย่าง เนื่องจากโครงสร้างระบบระบายน้ำที่แตกต่างจากออสเตรเลีย ขณะที่ฝ่าย ACIC ได้แบ่งปันประสบการณ์การดำเนินโครงการซึ่งมีมาอย่างต่อเนื่องกว่า 10 ปี และยินดีสนับสนุนการถ่ายทอดองค์ความรู้ผ่านความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ เพื่อพัฒนาแนวทางการตรวจวิเคราะห์ที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย พร้อมทั้งมอบรายงานผลการวิเคราะห์น้ำเสียประจำปีให้แก่ฝ่ายไทย

นอกจากนี้ รองเลขาธิการ ป.ป.ส. ได้กล่าวถึงนโยบายสำคัญของรัฐบาลไทยและสำนักงาน ป.ป.ส. ในการเร่งรัดแก้ไขปัญหายาเสพติด โดยเฉพาะการดำเนินงานตามนโยบายเร่งด่วน 90 วันของรัฐบาล ซึ่งมุ่งบูรณาการการทำงานของทุกหน่วยงานเพื่อเร่งปราบปรามเครือข่ายค้ายาเสพติดรายสำคัญ ตัดวงจรการเงินของขบวนการค้ายา และลดผลกระทบต่อประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม ควบคู่กับการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนผ่านสายด่วน ป.ป.ส. 1386 ซึ่งเป็นช่องทางรับแจ้งเบาะแสและข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับยาเสพติดตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อนำข้อมูลไปสู่การสืบสวน ขยายผล และการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ รวมไปถึงแนวทางยกระดับความร่วมมือในการสกัดกั้นการลักลอบลำเลียงยาเสพติดผ่านท่าอากาศยาน ท่าเรือ และระบบขนส่งพัสดุ โดยสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วย Airport Interdiction Task Force (AITF), Seaport Interdiction Task Force (SITF) และ Parcel Interdiction Task Force (PITF) เพื่อป้องกันไม่ให้ยาเสพติดจากประเทศไทยถูกลำเลียงไปยังประเทศปลายทาง รวมถึงออสเตรเลีย

ในโอกาสนี้ รองเลขาธิการ ป.ป.ส. ได้เสนอขอรับการสนับสนุนในการพัฒนาศักยภาพด้านการสืบสวนอาชญากรรมไซเบอร์ การติดตามธุรกรรมคริปโทเคอร์เรนซี และการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ เพื่อสนับสนุนการสืบสวน ขยายผล และตัดวงจรทางการเงินของเครือข่ายยาเสพติด รวมทั้งขอให้ฝ่าย ACIC พิจารณาสนับสนุนวิทยาลัยป้องกันและปราบปรามยาเสพติดระหว่างประเทศ (International Narcotics Control College: INCC) ให้เป็นศูนย์กลางการฝึกอบรมและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดในระดับภูมิภาค โดยอาจสนับสนุนวิทยากรหรือถ่ายทอดองค์ความรู้เฉพาะทางในประเด็นดังกล่าวให้แก่ผู้เข้ารับการฝึกอบรมของวิทยาลัย INCC ทั้งนี้ ฝ่าย ACIC ยินดีรับข้อเสนอดังกล่าวไปพิจารณาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดแนวทางการสนับสนุนที่เหมาะสมในอนาคต

ในช่วงท้าย นายอดัม เมเยอร์ ได้กล่าวขอบคุณรองเลขาธิการ ป.ป.ส. และคณะสำหรับการต้อนรับและการจัดการศึกษาดูงานเป็นอย่างดียิ่ง พร้อมยืนยันถึงความมุ่งมั่นของ ACIC ในการสานต่อและยกระดับความร่วมมือกับสำนักงาน ป.ป.ส. ในทุกมิติ เพื่อร่วมกันรับมือกับภัยคุกคามจากยาเสพติดและอาชญากรรมข้ามชาติที่มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น

ที่อยู่

5 ถนนดินแดง แขวงสามเสนใน เขตพญาไท
Bangkok
10400

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 16:30
อังคาร 08:30 - 16:30
พุธ 08:30 - 16:30
พฤหัสบดี 09:00 - 16:30
ศุกร์ 08:30 - 16:30

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Foreign Affairs Bureau, ONCBผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์