Deva Manor Private functions in histrionic atmosphere

ความปราณีตช่างศิลป์ไทยในอดีตบรรจงผ่านเครื่องประดับสำคัญของราชวงศ์ไทย  “รัดพระองค์ทองคำ-พระปั้นเหน่งประดับเพชรซีก” เครื่อ...
06/09/2026

ความปราณีตช่างศิลป์ไทยในอดีตบรรจงผ่านเครื่องประดับสำคัญของราชวงศ์ไทย

“รัดพระองค์ทองคำ-พระปั้นเหน่งประดับเพชรซีก” เครื่องประดับสำคัญที่กรมพระจันทบุรีนฤนาถทรงเคยสวม
“รัดพระองค์ทองคำและพระปั้นเหน่งประดับเพชรซีก” เครื่องประดับสำคัญของราชสำนักสยามที่สะท้อนให้เห็นถึงความประณีตของงานช่างและแบบแผนการแต่งพระองค์ โดยข้อมูลจากการบันทึกภาพประกอบหนังสือของกรมธนารักษ์ระบุว่า เครื่องประดับชุดนี้สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในช่วงปลายรัชกาลที่ 4 ถึงต้นรัชกาลที่ 5 และ พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้ากิติยากรวรลักษณ์ ซึ่งต่อมาทรงได้รับการสถาปนาเป็น พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ ต้นราชสกุลกิติยากร ทรงเคยสวมใส่
เครื่องประดับชุดดังกล่าวประกอบด้วย “รัดพระองค์” ซึ่งใช้สำหรับคาดบริเวณพระเอว และ “พระปั้นเหน่ง” ซึ่งเป็นส่วนหัวของเครื่องคาด ทำจากทองคำและประดับด้วยเพชรซีก เป็นรูปแบบการเจียระไนเพชรที่พบในเครื่องประดับโบราณ รายละเอียดของลวดลายและการจัดวางอัญมณีสะท้อนฝีมือช่างชั้นสูง รวมถึงรสนิยมและธรรมเนียมการแต่งพระองค์ของเจ้านายในราชสำนักในยุคนั้น
ภาพถ่าย “รัดพระองค์ทองคำและพระปั้นเหน่งประดับเพชรซีก” ได้รับการบันทึกไว้เพื่อใช้ประกอบหนังสือ “ธำรงไว้ในแผ่นดิน” และ “ค่าควรเมือง 72 ปี กรมธนารักษ์” ซึ่งถ่ายทอดเรื่องราวและคุณค่าของทรัพย์สินมีค่าของแผ่นดิน ช่วยให้คนรุ่นหลังได้เห็นร่องรอยของงานช่าง แบบแผนราชสำนัก และเรียนรู้ประวัติศาสตร์ผ่านวัตถุสำคัญที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน

✨สายน้ำพัดผ่านกาลเวลา แต่ธรรมเนียมที่ Deva manor ยังคงอยู่ ✨ก่อนเข้าสู่ห้องบรรทมใหญ่ของอดีตพระตำหนัก มีระเบียงทางเดินทอด...
04/09/2026

✨สายน้ำพัดผ่านกาลเวลา แต่ธรรมเนียมที่ Deva manor ยังคงอยู่ ✨
ก่อนเข้าสู่ห้องบรรทมใหญ่ของอดีตพระตำหนัก มีระเบียงทางเดินทอดยาวรับแสงจากแนวหน้าต่าง หากยืนบริเวณนี้แล้วมองออกไปด้านนอก จะเห็นแม่น้ำเจ้าพระยาอยู่เบื้องหน้า ท่ามกลางพื้นกระเบื้องเก่า ประตู หน้าต่าง และเครื่องเรือนที่ยังคงอยู่ บรรยากาศรอบตัวพาให้นึกถึงช่วงเวลาที่ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ หรือที่คนในวังเรียกว่า “เสด็จในกรม” เคยประทับอยู่ ณ พระตำหนักแห่งนี้
บริเวณระเบียงมี ชุดโต๊ะ - เก้าอี้โบราณ จัดวางไว้อย่างเรียบง่าย บนโต๊ะมีพานสำหรับถวาย บรั่นดีและซิการ์ แด่เสด็จในกรม ตามธรรมเนียมที่ผู้ดูแลพระตำหนักสืบต่อกันมา โดยมีคำบอกเล่าว่าจะจัดถวายในวันพระ เพื่อแสดงความเคารพและระลึกถึงเจ้าของพระตำหนักเดิม แม้กาลเวลาจะล่วงเลยมากว่าศตวรรษ
ธรรมเนียมที่ยังคงรักษาไว้นี้ สะท้อน การดูแลสถานที่ประวัติศาสตร์ในอีกมิติหนึ่ง นอกเหนือจากการอนุรักษ์ตัวอาคาร กระเบื้อง และเครื่องเรือนเดิม ยังมีการส่งต่อความทรงจำและวิถีปฏิบัติที่ผูกพันกับผู้เคยอยู่อาศัย ทำให้พระตำหนักยังมีเรื่องราวของผู้คนควบคู่ไปกับคุณค่าทางสถาปัตยกรรม
ระเบียงทางเดินสู่ห้องบรรทมใหญ่จึงเป็นพื้นที่ที่เชื่อม สถานที่ วิถีชีวิต และความทรงจำ เข้าด้วยกัน ตั้งแต่ทิวทัศน์ริมแม่น้ำเจ้าพระยาไปจนถึงพานบนโต๊ะโบราณ แต่ละองค์ประกอบช่วยบอกเล่าความผูกพันที่ผู้ดูแลยังคงมีต่อ “เสด็จในกรม” และทำให้เรื่องราวของเจ้าของพระตำหนักเดิมยังได้รับการส่งต่อมาถึงปัจจุบัน

“แก้วพอร์ต” รสนิยมแบบตะวันตกของพระยาอนิรุทธเทวาเครื่องเรือนและเครื่องใช้ที่จัดแสดงอยู่ภายในอดีตพระตำหนักส่วนใหญ่เป็นของ ...
03/09/2026

“แก้วพอร์ต” รสนิยมแบบตะวันตกของพระยาอนิรุทธเทวา
เครื่องเรือนและเครื่องใช้ที่จัดแสดงอยู่ภายในอดีตพระตำหนักส่วนใหญ่เป็นของ พระยาอนิรุทธเทวา (ม.ล.ฟื้น พึ่งบุญ) ที่มีตรา “เทวดาถือกระโถน” หรือที่เรียกกันภายในวังว่า “ตราพระสุพรรณศรี” กำกับอยู่ ไม่ว่าจะเป็นอ่างล้างมือ Finger Bowl แก้วไวน์ แก้วพอร์ต แก้วเชอร์รี แก้วน้ำ แก้วกาแฟ ตลอดจนช้อนและส้อม โดยบางชุดสั่งทำขึ้นเป็นพิเศษจากประเทศอังกฤษ
รายละเอียดเล็ก ๆ เหล่านี้ช่วยสะท้อนให้เห็นถึงรสนิยมและวิถีชีวิตของเจ้าของเดิม โดยเฉพาะ “แก้วพอร์ต” ที่ใช้สำหรับดื่ม Port Wine มีขนาดเล็กกว่าแก้วไวน์ทั่วไป และออกแบบมาให้เหมาะกับลักษณะของเครื่องดื่มประเภทนี้โดยเฉพาะ การเลือกใช้แก้วให้เหมาะกับเครื่องดื่มแต่ละชนิดทำให้เห็นถึงความพิถีพิถันและความคุ้นเคยกับรูปแบบการรับประทานอาหารและการดื่มแบบตะวันตกของพระยาอนิรุทธเทวา
อีกหนึ่งรายละเอียดที่สะท้อนตัวตนของท่านคือ “สีชมพู” ซึ่งเป็นทั้งสีที่พระยาอนิรุทธเทวาโปรดและเป็นสีประจำวันเกิด จึงมีความผูกพันกับสีนี้เป็นพิเศษ จนคนใกล้ชิดมักนำเรื่องความชอบสีชมพูของท่านมาหยอกล้อกันอยู่เสมอ
เครื่องเรือนเหล่านี้จึงช่วยบอกเล่ารสนิยม วิถีชีวิต และความใส่ใจในรายละเอียดของเจ้าของเดิม ที่สำคัญแทบทุกชิ้นยังคงอยู่ในสภาพเดิมสามารถใช้งานได้จริงจนถึงปัจจุบัน

A SEPTEMBER TO REMEMBER 🤍กันยา...เดือนแห่งความทรงจำ ณ  Deva ManorDeva Manor  ขยายช่วงเวลาแห่งความทรงจำตลอดเดือนกันยายน 2...
02/09/2026

A SEPTEMBER TO REMEMBER 🤍
กันยา...เดือนแห่งความทรงจำ ณ Deva Manor

Deva Manor ขยายช่วงเวลาแห่งความทรงจำตลอดเดือนกันยายน 2569 พร้อมขยายเวลาเปิดให้เข้าชมเป็น 10.00 - 22.00 น. เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกท่านได้กลับมาเยือน เดินชมเรื่องราวในแต่ละมุมของพระตำหนัก และร่วมเก็บอีกหนึ่งความทรงจำกับบ้านประวัติศาสตร์แห่งนี้

กันยายนนี้...ชวนกลับมาเก็บความทรงจำด้วยกันอีกครั้ง
ก่อน Deva Manor ก้าวเข้าสู่บทต่อไปของบ้านประวัติศาสตร์แห่งนี้

Cherishing Memories at Deva Manor. 🤍

Deva manor cafe ขยายเวลาปิดถึงสี่ทุ่มนะคะ อย่าลืมแวะมาสัมผัสบรรยากาศยามค่ำคืนกันนะคะ คาเฟ่ เปิด 10.00 - 22.00 น. ค่ะ 🙏
01/09/2026

Deva manor cafe ขยายเวลาปิดถึงสี่ทุ่มนะคะ

อย่าลืมแวะมาสัมผัสบรรยากาศยามค่ำคืนกันนะคะ

คาเฟ่ เปิด 10.00 - 22.00 น. ค่ะ 🙏

“ห้องกำปั่น” เมื่อกว่าร้อยปีก่อนห้องเก็บทรัพย์สินสำคัญของเจ้านายในวังภายในอดีตพระตำหนักใหญ่ วังปากคลองผดุงกรุงเกษม ยังมี...
31/08/2026

“ห้องกำปั่น” เมื่อกว่าร้อยปีก่อน
ห้องเก็บทรัพย์สินสำคัญของเจ้านายในวัง

ภายในอดีตพระตำหนักใหญ่ วังปากคลองผดุงกรุงเกษม ยังมีห้องหนึ่งที่ชื่ออาจไม่คุ้นหู นั่นคือ “ห้องกำปั่น” ซึ่งในอดีตใช้สำหรับเก็บรักษาทรัพย์สินและเอกสารสำคัญของพระตำหนัก ไม่ว่าจะเป็นโฉนดที่ดิน เอกสารสำคัญ ทรัพย์สมบัติ ตลอดจนของมีค่าต่างๆ
ห้องกำปั่นตั้งอยู่ถัดจากห้องบรรทมใหญ่ และถูกแยกการใช้งานออกจากพื้นที่ส่วนอื่นอย่างเป็นสัดเป็นส่วน ลักษณะดังกล่าวแสดงให้เห็นการจัดพื้นที่ภายในพระตำหนักในอดีต ซึ่งแต่ละห้องสอดคล้องกับวิถีชีวิตของผู้อยู่อาศัย ตั้งแต่ห้องบรรทม ห้องรับรอง ไปจนถึงห้องสำหรับเก็บเอกสารและทรัพย์สินสำคัญ
เมื่อพระตำหนักได้รับการบูรณะ ห้องกำปั่นก็ปรับเปลี่ยนไปตามการใช้งานในปัจจุบัน โดยผู้ดูแลและผู้บูรณะพระตำหนัก ได้ปรับพื้นที่แห่งนี้เป็น Connecting Room หรือห้องเชื่อม เพื่อให้สามารถเดินเชื่อมต่อระหว่างห้องต่าง ๆ ได้สะดวกขึ้น ขณะเดียวกันยังคงรักษาองค์ประกอบดั้งเดิมบางส่วนไว้ โดยเฉพาะพื้นไม้สักทองเดิมซึ่งมีอายุกว่าร้อยปี
“ห้องกำปั่น” จึงเป็นอีกหนึ่งร่องรอยที่ช่วยบอกเล่าวิถีชีวิตภายในพระตำหนักในอดีต ขณะเดียวกันการบูรณะยังสะท้อนแนวคิดการปรับใช้พื้นที่เดิมให้เหมาะกับการใช้งานในปัจจุบันโดยไม่สูญเสียเรื่องราวทางประวัติศาสตร์

เหตุใด “พระยาอนิรุทธเทวา” (ม.ล.ฟื้น พึ่งบุญ) จึงได้รับราชการใกล้ชิดตลอดรัชสมัยรัชกาลที่ 6 และเหตุใดรัชกาลที่ 6 จึงทรงไว้...
29/08/2026

เหตุใด “พระยาอนิรุทธเทวา” (ม.ล.ฟื้น พึ่งบุญ) จึงได้รับราชการใกล้ชิดตลอดรัชสมัยรัชกาลที่ 6

และเหตุใดรัชกาลที่ 6 จึงทรงไว้วางพระราชหฤทัย ถึงกับทรงชุบเลี้ยงเสมือนพระราชบุตรบุญธรรม?
ตามที่พระธรรมราชนิเทศบันทึกว่า … การรับราชการใกล้ชิดในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสมัยนั้น เป็นงานที่ทำยากแสนยาก โดยปรกติในวันหนึ่ง ๆ มีงานที่ต้องทรงปฏิบัติมากมายหลายลักษณะด้วยกัน ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ผู้รับใช้อย่างใกล้ชิด เช่น ท่านเจ้าคุณอนิรุทธเทวาจะต้องเป็นผู้ “ตื่น” อยู่เสมอ ทั้งต้องสนใจในงานทุกด้านและมีความสามามารถรอบตัวพอที่จะอนุวัตรตามพระราชอัธยาศัยได้

ต้องรู้เท่าถึงการและต้องมีความไหวพริบพอที่จะหยั่งทราบว่า เวลาไหนตรงโปรดงานอะไร และควรจะถวายให้ทรงแต่เพียงแค่ใด นอกจากนี้ยังต้องไม่เห็นแก่ความเหนื่อยยาก เเละไม่ต้องรังเกียจในเรื่องเวลาว่าจะเป็นกลางวันหรือกลางคืน เพราะเวลาเป็นของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้รับใช้ใกล้ชิดต้องพร้อมที่จะปฏิบัติหน้าที่อยู่ทุกเมื่อ
คุณลักษณะพิเศษโดยประการดังกล่าวมานี้ท่านเจ้าคุณอนิรุทธเทวามีอยู่อย่างเพียบพร้อม และที่เด่นดียิ่งไปกว่านี้ก็คือท่านเจ้าคุณหนักแน่นด้วยความจงรักภักดีอย่างไม่มีเสื่อมคลาย และเป็นผู้ทราบพระราชอัธยาศัยอย่างดีหาที่เปรียบได้ โดยยาก
ภายหลังรัชกาลที่ 6 เสด็จสวรรคต พระยาอนิรุทธเทวาได้ลาออกจากราชการและใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย ณ “บ้านบรรทมสินธุ์” ซึ่งเป็นบ้านพระราชทานจากรัชกาลที่ 6 แม้จะพ้นจากหน้าที่ในราชสำนักแล้ว แต่ความจงรักภักดีและความผูกพันที่มีต่อพระองค์ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง และยึดถือพระบรมราโชวาทและแนวพระราชนิยมเป็นหลักในการดำเนินชีวิต ดังที่เคยประพฤติปฏิบัติมาโดยตลอด
ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้เอง น่าจะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้พระยาอนิรุทธเทวาได้รับความไว้วางพระทัยจากเจ้านายพระองค์อื่น ๆ ด้วย รวมถึงพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ ซึ่งทรงคุ้นเคยกับท่านผ่านหน้าที่ราชการมาอย่างยาวนาน

อ้างอิง : ประมวลบทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ภาคปกิณกะ พิมพ์เนื่องในงานพระราชทานเพลิงศพ พระยาอนิรุทธเทวา (ม.ล.ฟื้น พึ่งบุญ) พ.ศ. 2494

27/08/2026

เรื่องบางอย่างเป็นเชื่อ เรื่องบางอย่างเป็นปาฏิหาริย์ สำหรับเรื่องเล่าของอดีตพระตำหนัก

แสงไฟไร้กาลเวลา…เมื่ออดีตยังคงส่องสว่าง ณ Deva Manorเชื่อเลยว่า...ใครที่ได้ก้าวเข้ามาภายในอดีตพระตำหนักใหญ่ แห่งวังปากคล...
25/08/2026

แสงไฟไร้กาลเวลา…เมื่ออดีตยังคงส่องสว่าง ณ Deva Manor

เชื่อเลยว่า...ใครที่ได้ก้าวเข้ามาภายในอดีตพระตำหนักใหญ่ แห่งวังปากคลองผดุงกรุงเกษม จะต้องสะดุดตากับโคมไฟที่ห้อยระย้า ประดับอยู่ตามห้องต่าง ๆ ไว้อย่างงดงาม ซึ่งโคมไฟที่เห็นในวันนี้เป็นองค์ประกอบที่ผู้บูรณะนำมาเพิ่มเติมในภายหลัง เพราะในช่วงแรกของการสร้างอาคารแห่งนี้ ยังไม่มีระบบไฟฟ้าในรูปแบบที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบัน
หากลองยืนอยู่ภายในพระตำหนัก แล้วจินตนาการย้อนกลับไปในอดีต บรรยากาศยามค่ำคืนคงแตกต่างจากวันนี้ไม่น้อย แสงสว่างภายในห้องต่าง ๆ ยังอาศัย “เชิงเทียน” เป็นหลัก แสงนวลจากเปลวเทียนที่สะท้อนกับผนัง เครื่องเรือน และรายละเอียดของสถาปัตยกรรม ช่วยให้เห็นภาพของพระตำหนักในอีกยุคหนึ่ง ก่อนที่ไฟฟ้าจะค่อย ๆ เข้ามามีบทบาทสำคัญ
ไฟฟ้าเริ่มเข้ามามีบทบาทในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โดยใน พ.ศ. 2427 มีการจ่ายกระแสไฟฟ้าเพื่อให้แสงสว่างที่พระที่นั่งจักรีมหาปราสาทในพระบรมมหาราชวัง อย่างไรก็ตามในช่วงที่วังปากคลองผดุงกรุงเกษมสร้างแล้วเสร็จใน พ.ศ. 2439 ไฟฟ้ายังไม่ได้แพร่หลาย การใช้ไฟฟ้าจึงยังไม่ครอบคลุมถึงวังแห่งนี้
เมื่ออดีตพระตำหนักใหญ่ได้รับการฟื้นฟู นอกจากการบูรณะตัวอาคารแล้ว ระบบไฟฟ้าต้องเดินใหม่หมดทั้งหลัง เพื่อให้เหมาะกับการใช้งานในปัจจุบัน พร้อมเลือกโคมไฟให้กลมกลืนกับสถาปัตยกรรมและบรรยากาศเดิม
จากแสงเชิงเทียนในวันวานสู่แสงจากโคมไฟในวันนี้ แม้เทคโนโลยีจะเปลี่ยนไปตามกาลเวลา แต่เสน่ห์และกลิ่นอายของพระตำหนักเดิมยังคงได้รับการรักษาไว้อย่างลงตัว

เหตุใด “พระตำหนักใหญ่” แห่งราชสกุลกิติยากร จึงถูกส่งต่อถึงพระยาอนิรุทธเทวาหลายคนคงอยากทราบว่า ทำไม “พระตำหนักใหญ่”แห่งวั...
24/08/2026

เหตุใด “พระตำหนักใหญ่” แห่งราชสกุลกิติยากร จึงถูกส่งต่อถึงพระยาอนิรุทธเทวา

หลายคนคงอยากทราบว่า ทำไม “พระตำหนักใหญ่”แห่งวังปากคลองผดุงกรุงเกษม ซึ่งเคยเป็นที่ประทับของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ ต้นราชสกุล “กิติยากร” จึงถูกขายให้แก่ พระยาอนิรุทธเทวา หรือ (ม.ล.ฟื้น พึ่งบุญ)
ต้องย้อนกลับไปภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 เมื่อบริบททางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมเปลี่ยนแปลงไป บรรดาเจ้านายและราชสกุลต่างต้องปรับวิถีชีวิต รวมถึงแนวทางการดูแลวัง ที่ดิน และทรัพย์สินให้เหมาะสมกับสถานการณ์ เช่นเดียวกับ อดีตวังแห่งนี้ที่ต่อมามีการจัดแบ่งพื้นที่และทรัพย์สินออกเป็นส่วนต่าง ๆ เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนไป
พื้นที่วังเดิมประมาณ 18 ไร่ ถูกแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ส่วนละประมาณ 6 ไร่ โดยพื้นที่ส่วนหนึ่งซึ่งถือเป็นบริเวณสำคัญของวัง ประกอบด้วย พระตำหนักใหญ่และพระตำหนักน้ำ ได้เปลี่ยนมือไปอยู่ในความครอบครองของพระยาอนิรุทธเทวา
แล้วทำไมต้องขายให้“พระยาอนิรุทธเทวา”?
ในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 กรมพระจันทบุรีนฤนาถ ทรงดำรงตำแหน่ง องค์ปฐมเสนาบดีกระทรวงพาณิชย์ ทรงมีบทบาทสำคัญด้านเศรษฐกิจและการพาณิชย์ของประเทศ ต้องเสด็จเข้าเฝ้าเพื่อถวายรายงานราชการอยู่เสมอ ขณะที่พระยาอนิรุทธเทวา เป็นขุนนางผู้ถวายงานใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท และดำรงตำแหน่งสำคัญในกระทรวงวังและกรมอัศวราช
ด้วยบทบาทหน้าที่ราชการ ทำให้กรมพระจันทบุรีนฤนาถและพระยาอนิรุทธเทวา มีความคุ้นเคยกันมาอย่างยาวนาน และเกิดความไว้วางพระทัยระหว่างกัน เมื่อถึงช่วงที่ราชสกุลกิติยากรจำเป็นต้องจัดการพื้นที่และทรัพย์สินของวัง พระตำหนักใหญ่จึงถูกขายให้แก่พระยาอนิรุทธเทวา นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของประวัติศาสตร์พระตำหนักแห่งนี้
จากพระตำหนักที่เคยเป็นที่ประทับของต้นราชสกุล “กิติยากร” สถานที่แห่งนี้จึงเข้าสู่การดูแลของครอบครัวอนิรุทธเทวา และได้รับการสืบทอดต่อกันมาหลายรุ่น จนมาถึงปัจจุบัน

ที่อยู่

4 ถนนกรุงเกษม เขตพระนคร กทม
Bangkok
10200

เบอร์โทรศัพท์

+66909593904

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Deva Manorผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์