GISTDA สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน)

GISTDA สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) เป็นองค์กรในการนำคุณค่าจากอวกาศและภูมิสารสนเทศสู่สังคม
(1)

ประเทศไทยได้เข้าร่วมโครงการ NASA ERTS-1 ซึ่งเป็นดาวเทียมสำรวจทรัพยากรดวงแรกของโลก เมื่อวันที่ 14 กันยายน พ.ศ.2514 ภายใต้การดำเนินงานของโครงการสำรวจทรัพยากรธรรมชาติด้วยดาวเทียม สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ โดย ทำหน้าที่ ประสานงาน จัดหาข้อมูลดาวเทียม ดำเนินการวิเคราะห์ข้มูล ถ่ายทอดเทคโนโลยี ตลอดจนจัดหาทุนฝึกอบรม ดูงาน และการประชุม ทั้งระดับประเทศและนานาชาติ ด้วยผลสำเร็จของโครงการ จึงได้มีการเปลี่ยนสถานภาพโครงการฯ เป็นหน่วยงานระดับกองชื่อ กองสำรวจทรัพยากรธรรมชาติด้วยดาวเทียม ใน พ.ศ.2522 และใน พ.ศ.2525 ได้ดำเนินการจัดตั้งสถานีรับสัญญาณดาวเทียมขึ้นที่ เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร นับเป็นสถานีรับแห่งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมื่อปี 2541 รัฐบาลมีนโยบายปฏิรูประบบราชการเพื่อให้การทำงานคล่องตัวขึ้น จึงได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ.2542 และด้วยความสำคัญของการใช้เทคโนโลยีด้านการสำรวจข้อมูลระยะไกลและระบบ สารสนเทศภูมิศาสตร์ในการพัฒนาประเทศ ใน พ.ศ.2543 กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม ได้จัดตั้งหน่วยงานใหม่โดยรวมกองสำรวจทรัพยากรธรรมชาติด้วยดาวเทียม สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ และ ฝ่ายประสานงานและส่งเสริมการพัฒนาระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ ศูนย์ข้อมูลข้อสนเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม ตามพระราชกฤษฎีกา เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ.2543 ในนามของ " สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) " ตั้งแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ.2543

รวมไฮไลต์ Thailand Space Expo 2026 มหกรรมอวกาศสำหรับทุกคน28-31 ตุลาคมนี้ GISTDA ขอเชิญทุกท่านที่สนใจในเรื่องราวอวกาศ เทค...
03/09/2026

รวมไฮไลต์ Thailand Space Expo 2026 มหกรรมอวกาศสำหรับทุกคน

28-31 ตุลาคมนี้ GISTDA ขอเชิญทุกท่านที่สนใจในเรื่องราวอวกาศ เทคโนโลยีและนวัตกรรมเบื้องหลังการสำรวจนอกโลก ร่วมงาน Thailand Space Expo 2026 มหกรรมอวกาศประจำปีของไทย และในภูมิภาคนี้

สำหรับปีนี้ นอกจากจะเป็นมหกรรมที่รวบรวมหน่วยงานต่าง ๆ ที่มีบทบาทสำคัญต่ออุตสาหกรรมอวกาศโลกแล้ว Thailand Space Expo 2026 ยังมุ่งเน้นส่งต่อแรงบันดาลใจ เปิดโอกาสให้ทุกคนที่หลงใหลและสนใจในเรื่องราวอวกาศ ได้มาสัมผัสประสบการณ์ และเปิดโลกสู่โอกาสด้านอวกาศด้วยตนเอง

ไฮไลต์ในงาน มีทั้งเวทีเสวนา ที่ได้ผู้เชี่ยวชาญ บุคลากรที่ทำงานด้านอวกาศจริง ๆ เช่น วิศวกรดาวเทียม นักภูมิสารสนเทศ และเจ้าหน้าที่ในสายงานที่เกี่ยวข้องกับด้านอวกาศ มาถ่ายทอดประสบการณ์การทำงาน และส่งต่อแรงบันดาลใจอย่างรอบด้าน โดยมีกิจกรรมที่หลากหลาย และเหมาะกับผู้คนที่สนใจด้านอวกาศทุกเพศ ทุกวัย ตลอดทั้ง 4 วัน

นอกจากนี้ ยังมีโซนนิทรรศการจากหน่วยงานอวกาศต่าง ๆ รวมถึงบริษัทที่มีบทบาทและส่วนเกี่ยวข้องกับกิจการอวกาศ ทั้งในไทยและต่างประเทศ ซึ่งเปิดให้ทุกท่านได้รับชมเทคโนโลยีอวกาศ นวัตกรรมต่าง ๆ ที่สอดแทรกอยู่ในชีวิตประจำวัน เปลี่ยนมุมมองว่าแท้จริงแล้วอวกาศไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่คอยช่วยอำนวยความสะดวกให้ชีวิตพวกเราทุกคนอย่างรอบด้าน

สำหรับท่านที่สนใจอัปเดตความคืบหน้าของกิจการอวกาศไทย GISTDA ได้เตรียมความคืบหน้าของโครงการต่าง ๆ ที่ประเทศไทยมีส่วนร่วม อาทิ ความร่วมมือในโครงการอาร์เทมิส (Artemis Program) ภารกิจสำรวจดวงจันทร์ของ NASA รวมถึงการทดลองจากประเทศไทย จากผลงานของวิศวกรและนักวิทยาศาสตร์ไทย ที่ได้ถูกส่งเดินทางขึ้นไปทดลองจริงสถานีอวกาศนานาชาติ ไปจนถึงการพัฒนาท่าอวกาศยานเพื่อสันติ หรือ Spaceport และกลุ่มดาวเทียมสำรวจโลกของไทย หรือ THEOS Constellation ที่แต่ละโครงการนั้นต่างมีบทบาทและความสำคัญต่อความพร้อมของประเทศไทย ในอุตสาหกรรมอวกาศโลก

พร้อมกันนี้ ยังมีกิจกรรมด้านอวกาศ ที่มีการแข่งขันเป็นส่วนหนึ่งในมหกรรมครั้งนี้ เช่น Space Debate Challenge หรือการแข่งขันโต้วาทีอวกาศ รอบชิงชนะเลิศ การแข่งขัน Geo Hackathon 2026 ครั้งที่ 3 ที่ปีนี้มาในธีม Pixel to Policy: Unlocking Insights, Accelerating Impact ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ ที่มีความสนใจและทักษะในด้านที่เกี่ยวข้องกับอวกาศ ได้มาแสดงศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่

นอกจากได้มาร่วมงาน Thailand Space Expo 2026 ในปีนี้ยังมีการจัดงาน Moon Village Association Workshop and Symposium ครั้งที่ 10 ซึ่งเป็นการร่วมกันแลกเปลี่ยนแนวคิดและกำหนดทิศทางอนาคตของการสำรวจดวงจันทร์อย่างยั่งยืน ระหว่างวันที่ 26 – 27 ตุลาคม และงาน APRSAF-32 หรือ Asia-Pacific Regional Space Agency Forum หรือการประชุมสุดยอดผู้นำและหน่วยงานด้านอวกาศในระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ครั้งที่ 32 ระหว่างวันที่ 29-30 ตุลาคม สองงานประชุมระดับนานาชาติ ที่เปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจ นักวิจัย และนักศึกษาในสาขาต่าง ๆ ได้มีส่วนร่วมกับงานด้านอวกาศ

ด้วยเหตุเช่นนี้ งาน Thailand Space Expo 2026 จึงเป็นมหกรรมอวกาศสำหรับทุกคน เพราะเป็นทั้งการเปิดประตูสู่ ‘S-Curve’ ใหม่ ให้นักลงทุนและบริษัทหน้าใหม่เข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจในอุตสาหกรรมอวกาศ ที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด เปิดโอกาสให้นักศึกษาและเยาวชนได้สัมผัสแรงบันดาลใจ พบเจอกับบุคลากรในวงการอวกาศ และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับประสบการณ์ได้โดยตรง รวมถึงเป็นมหกรรมที่เปิดให้ผู้คนทุกช่วงวัยได้อัปเดตความก้าวหน้าของกิจการอวกาศไทย เทคโนโลยีและการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด ซึ่งเทคโนโลยีอวกาศเหล่านี้จะถูกนำมาใช้ประโยชน์ เพื่อให้ชีวิตของคนไทยทุกคนสะดวกสบาย และมีความปลอดภัยยิ่งขึ้น

สำหรับทุกท่านที่สนใจ สามารถร่วมงานได้ฟรี ระหว่างวันที่ 28 – 31 ตุลาคม 2569 ณ ชั้น 7 ไอคอนสยามฮอลล์ ไอคอนสยาม กรุงเทพฯ และติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ https://tsx.gistda.or.th/ รวมถึงโซเชียลมีเดียอย่างเป็นทางการของ GISTDA

#เทคโนโลยีอวกาศ #อว

01/09/2026

วันนี้ GISTDA Training Center นำเสนอหลักสูตร "Flood Mapping" วิเคราะห์สถานการณ์น้ำท่วมจากภาพถ่ายดาวเทียม
โดยการนำข้อมูล SAR ไปวิเคราะห์ข้อมูล ร่วมกับหลักการ remote sensing วิเคราะห์ข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียม
📌 ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและสมัครเรียนได้ที่ [email protected] โทร.033-048-091 ต่อ 107-109
#ประเทศไทย🇹🇭 #คอร์สเรียน

เตรียมตัวให้พร้อม! 30 กันยายนนี้ เรามีนัดกันชวนทุกคนมาขยับไปด้วยกันในงาน“MOVE AS ONE : ขยับไปด้วยกัน เมืองเพื่อทุกคน”📅 ว...
01/09/2026

เตรียมตัวให้พร้อม! 30 กันยายนนี้ เรามีนัดกัน

ชวนทุกคนมาขยับไปด้วยกันในงาน
“MOVE AS ONE : ขยับไปด้วยกัน เมืองเพื่อทุกคน”

📅 วันพุธที่ 30 กันยายน 2569
🕠 เวลา 05:30 – 08:30 น. กิจกรรมวิ่ง
🕠 เวลา 09:30 – 12:00 น. คอนเสิร์ตจากศิลปินตาบอด
📍 สวนลุมพินี กรุงเทพมหานคร

GISTDA ร่วมกับกรุงเทพมหานคร และภาคีเครือข่าย
ขอชวน คนพิการ ผู้ช่วยวิ่ง (Guide Runner) และประชาชนทั่วไป มาร่วมเปิดประสบการณ์ใหม่ของการวิ่ง ที่ทุกคนสามารถไปด้วยกันได้
มาร่วมวิ่ง ร่วมแบ่งปันประสบการณ์ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็น พร้อมสัมผัส LifeDee แอปพลิเคชันที่นำข้อมูลด้านอวกาศและภูมิสารสนเทศมาเชื่อมโยงกับ สุขภาพ สิ่งแวดล้อม และการเข้าถึงพื้นที่สาธารณะ

เพราะเมืองที่ดี ไม่ใช่แค่เมืองที่น่าอยู่ แต่ต้องเป็นเมืองที่ ทุกคนเข้าถึงและใช้ชีวิตได้อย่างเท่าเทียม

สมัครฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย
เปิดลงทะเบียนแล้ววันนี้ – 7 กันยายน 2569
รับเสื้อพร้อมของที่ระลึกอีกมากมาย
จำนวนจำกัด รีบสมัครก่อนเต็ม!
>> https://shorturl.at/KM9Hy

แล้วมาเจอกันที่
30 กันยายนนี้ มาเป็นส่วนหนึ่งของก้าวเล็ก ๆ ที่จะพาเราไปสู่เมืองที่เข้าถึงได้สำหรับทุกคน 💚

#ขยับไปด้วยกัน #เมืองเพื่อทุกคน #กรุงเทพมหานคร

🚀 GISTDA ชวนเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่หลงใหลเรื่องอวกาศ ไม่พลาดโอกาสดีๆ นี้!Asia-Pacific Space Generation Workshop (AP-SGW) ครั...
01/09/2026

🚀 GISTDA ชวนเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่หลงใหลเรื่องอวกาศ ไม่พลาดโอกาสดีๆ นี้!

Asia-Pacific Space Generation Workshop (AP-SGW) ครั้งที่ 12 จัดโดย Space Generation Advisory Council (SGAC) ภายใต้กิจกรรมคู่ขนานของ APRSAF-32 ในหัวข้อ "Bridging the Asia-Pacific: Advancing a Trusted and Inclusive Space Future"

📅 24-25 ตุลาคม 2569
📍 มจพ. (KMUTNB)
🙋 อายุ 18-35 ปี, สื่อสารภาษาอังกฤษได้, สนใจด้านอวกาศ

ผู้เข้าร่วมจะได้แลกเปลี่ยนความรู้กับผู้เชี่ยวชาญระดับโลก และสร้างเครือข่ายกับเยาวชนด้านอวกาศทั่วภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกค่ะ

📲 สมัครและดูรายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.facebook.com/spacegeneration

#อวกาศ

29/08/2026

GISTDA Training Center จัดทำหลักสูตรการประเมินการกักเก็บคาร์บอนด้วยเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ รวมถึงข้อมูลจาก UAV และโดรน
📌 ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและสมัครเรียนได้ที่ [email protected] โทร.033-048-091 ต่อ 107-109
#ประเทศไทย🇹🇭 #อว #คอร์สเรียน

🌏 เทคโนโลยีอวกาศกับการติดตามก๊าซเรือนกระจก🛰️🚀 ในเวที CAL Forum 5 เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2569 ดร.ปกรณ์ อาภาพันธ์ุ ผู้อำนว...
29/08/2026

🌏 เทคโนโลยีอวกาศกับการติดตามก๊าซเรือนกระจก🛰️

🚀 ในเวที CAL Forum 5 เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2569 ดร.ปกรณ์ อาภาพันธ์ุ ผู้อำนวยการ GISTDA ชูประเด็น “Remote Sensing for GHG Monitoring” ถ่ายทอดมุมมองการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดาวเทียมและภูมิสารสนเทศในการติดตามก๊าซเรือนกระจกและประเมินคาร์บอน เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศ 🛰️🌱

นอกจากนี้ GISTDA ยังนำเสนอการบูรณาการข้อมูลจากดาวเทียม LiDAR ข้อมูลภาคสนาม และสถานี Carbon Flux เพื่อประเมิน Carbon Stock และ Carbon Flux รวมถึงติดตามการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ป่าและมวลชีวภาพในเชิงพื้นที่ พร้อมต่อยอดข้อมูลผ่าน Carbon Atlas

การบูรณาการข้อมูลเหล่านี้ช่วยสนับสนุนระบบ MRV (Measurement, Reporting and Verification) ให้การประเมินคาร์บอนมีความโปร่งใสและตรวจสอบได้มากขึ้น ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญต่อการพัฒนา Carbon Credit และการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมาย Net Zero 🛰️🌱

#อว

🛰️เหนือท้องฟ้าที่กำลังมืดลง…แต่ในอวกาศยังมีดาวเทียมหลายดวงที่คอยสำรวจและเก็บข้อมูลของโลกอยู่ตลอดเวลา👨‍🚀ดาวเทียมแต่ละประเ...
29/08/2026

🛰️เหนือท้องฟ้าที่กำลังมืดลง…แต่ในอวกาศยังมีดาวเทียมหลายดวงที่คอยสำรวจและเก็บข้อมูลของโลกอยู่ตลอดเวลา

👨‍🚀ดาวเทียมแต่ละประเภทมีความสามารถและข้อจำกัดต่างกัน เช่น ดาวเทียมที่ใช้การถ่ายภาพด้วยแสง อาจมองเห็นพื้นผิวโลกได้ไม่ชัดเมื่อมีเมฆปกคลุม

🗺️แต่ข้อมูลจากอวกาศไม่ได้มีแค่รูปแบบเดียว

🤝เรายังสามารถใช้ข้อมูลจากดาวเทียมประเภทอื่นเข้ามาช่วยเสริมกันได้ เช่น ดาวเทียมเรดาร์ ซึ่งสามารถสำรวจพื้นผิวโลกได้แม้ในพื้นที่ที่มีเมฆปกคลุม

🌏การนำข้อมูลจากดาวเทียมหลายประเภทมาใช้ร่วมกัน จึงช่วยให้เราติดตามการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นบนโลกได้อย่างต่อเนื่องและมีข้อมูลประกอบการวิเคราะห์ที่ครบถ้วนมากขึ้น

📌GISTDA ทำหน้าที่เชื่อมโยงและนำข้อมูลจากเทคโนโลยีอวกาศเหล่านี้มาใช้ เพื่อให้สามารถติดตามและทำความเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นบนโลกได้อย่างต่อเนื่อง แม้ในวันที่ท้องฟ้าอาจไม่ได้เปิดให้เรามองเห็นทุกอย่างด้วยตาเปล่า

🙏ขอบคุณภาพจากสมาชิกเพจ GISTDA ถ่ายแถวจังหวัดนนทบุรี เมื่อเวลา 14:29 น.

#อว

“SGiFarm” แพลตฟอร์มยกระดับการผลิตสินค้าเกษตรสร้างมูลค่าชู “ระบบตรวจสอบย้อนกลับ” เพิ่มรายได้ให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน..........
29/08/2026

“SGiFarm” แพลตฟอร์มยกระดับการผลิตสินค้าเกษตรสร้างมูลค่า
ชู “ระบบตรวจสอบย้อนกลับ” เพิ่มรายได้ให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน....................................................................................

ในวันที่สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงและต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูงขึ้น เกษตรกรไทยกลุ่มหนึ่งไม่ได้นั่งรอความเมตตาจากฟ้าฝนอีกต่อไป แต่พวกเขากำลังใช้ข้อมูลจากเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ ในการบริหารจัดการฟาร์มเกษตรและแปลงเพาะปลูกให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ไม่ใช่แค่การเพิ่มปริมาณและคุณภาพของผลผลิตทางการเกษตร แต่ยังยกระดับมูลค่าสินค้าเกษตรไทย ด้วยระบบตรวจสอบย้อนกลับ ที่ตรวจไปถึงต้นทางการผลิต สร้างความเชื่อมั่นในการตัดสินใจซื้อสินค้าให้กับผู้บริโภค

และนี่คือเรื่องราวของ “SGiFarm” แพลตฟอร์มยกระดับการผลิตสินค้าเกษตรไทยด้วยนวัตกรรมภูมิสารสนเทศ ที่พัฒนาขึ้นในปี 2568 โดยสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA แพลตฟอร์มนี้เป็น “เครื่องมือสำคัญ” ที่จะเข้ามาเปลี่ยนวิถีเกษตรกรรมแบบดั้งเดิมให้กลายเป็น “เกษตรอัจฉริยะ” สร้างรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนให้กับกลุ่มเกษตรกรที่เป็นฐานรากสำคัญของประเทศไทย

“ 1 ปีที่ผ่านมา มีเกษตรกรไทยใช้แพลตฟอร์ม SGiFARM ในการจัดการฐานข้อมูลแปลงเพาะปลูกถึง 3,500 ราย ครอบคลุม 64 กลุ่มเกษตรกรทั่วประเทศ มี 64 ผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้น และมีมหาวิทยาลัยต่างๆและหน่วยงานในพื้นที่กว่า 24 แห่ง ร่วมขับเคลื่อนและนำแพลตฟอร์มนี้ไปใช้ส่งเสริมเกษตรกรในความดูแล ”

เบื้องหลังความสำเร็จของแพลตฟอร์มนี้ เริ่มต้นจากประสบการณ์ในการลงพื้นที่เพื่อฟังเสียงสะท้อนจากเกษตรกรตัวจริงที่ต้องเผชิญกับปัญหา และพบว่าสิ่งที่เกษตรกรส่วนใหญ่ต้องการ คือ การรู้ล่วงหน้าถึงข้อมูลสำคัญต่างๆ ในแปลงปลูกของตนเอง เช่น สภาวะอากาศ จะหว่านข้าววันนี้อีก 1-2 วันจะมีฝนตกลงมาหรือไม่ เพื่อจะนำไปวางแผนทำการเพาะปลูกได้อย่างเหมาะสมกับสถานการณ์ และต้องการเครื่องมือในการเก็บข้อมูลสำคัญในแปลง การบันทึกกิจกรรมการเพาะปลูก มาตรฐานการผลิต ที่สามารถจัดเก็บและเข้าถึงได้อย่างสะดวกรวดเร็ว รวมทั้งเมื่อผลผลิตออกมาแล้วจะทำอย่างไรให้ขายได้ราคาดี เพราะประสบปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ

“ธนากร สงวนตระกูล” นักภูมิสารสนเทศชำนาญการพิเศษ สำนักประยุกต์และพัฒนาภูมิสารสนเทศ ฝ่ายจัดการการเกษตร GISTDA กล่าวว่า จากโจทย์ความต้องการดังกล่าว นำมาสู่การพัฒนาเครื่องมือที่ใช้งานได้จริง ใน “โครงการยกระดับการผลิตสินค้าเกษตรที่ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่/อัจฉริยะด้วยนวัตกรรมภูมิสารสนเทศแบบมีส่วนร่วมกับชุมชน” ซึ่งมีเป้าหมายที่ท้าทายในการทำให้อัตราการขยายตัวของมูลค่าสินค้าของเกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่น(Gi) เกษตรปลอดภัย(GAP) เกษตรชีวภาพ(Organic) เกษตรแปรรูป และเกษตรอัจฉริยะ เพิ่มขึ้นได้ถึง 25-50% สูงกว่าเป้าหมายของแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่วางไว้ 4-15 %ตามลำดับ

ทั้งนี้ SGiFarm ได้เปิดโอกาสให้กลุ่มเกษตรกรหรือวิสาหกิจชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการข้อมูลด้วยตนเองได้ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ภายในแพลตฟอร์มออกแบบการบันทึกข้อมูลที่สร้างหลักฐานการผลิตอย่างเป็นระบบ และเน้นการใช้งานง่าย โดยเกษตรกรสามารถใช้จัดเก็บข้อมูลสำคัญที่ใช้ในการขึ้นทะเบียนเกษตรกร และข้อมูลมาตรฐานการผลิต รวมถึงบันทึกกิจกรรมการเพาะปลูก ค่าใช้จ่าย ผลผลิตและรายได้ ตลอดฤดูเพาะปลูก เพื่อนำมาใช้ในการวางแผนการเพาะปลูกในฤดูกาลถัดไป
ขณะเดียวกัน SGiFarm ยังเป็นช่องทางให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลสำคัญ ที่จะนำมาใช้ในการเพาะปลูกโดยเฉพาะแปลงเพาะปลูกของตนเอง เช่น ข้อมูลจากดาวเทียมและภูมิสารสนเทศ ข้อมูลสภาวะอากาศ ที่มีการพยากรณ์รายชั่วโมงและล่วงหน้า 7 วัน โดยเชื่อมโยง API จากกรมอุตุนิยมวิทยา ข้อมูลภัยพิบัติจากการวิเคราะห์ด้วยภาพถ่ายจากดาวเทียม ที่ติดตามทั้งได้ภัยแล้ง โดยแสดงดัชนีเสี่ยงภัยแล้งในแปลง พร้อมคำแนะนำสำหรับการเพาะปลูกเพื่อช่วยประเมินพื้นที่และตัดสินใจเพาะปลูกในแต่ละระดับความเสี่ยง ติดตามอุทกภัย โดยแสดงข้อมูลพื้นที่น้ำท่วม รวมถึงพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม ติดตามข้อมูลร่องรอยการเผาไหม้และจุดความร้อนที่เกิดขึ้นในแปลงและพื้นที่โดยรอบ เพื่อให้เกษตรกรสามารถเฝ้าระวัง ตรวจสอบ และประเมิน
สถานการณ์ที่จะส่งผลกระทบและเกิดความเสียหายกับแปลงเพาะปลูก ข้อมูลความสมบูรณ์ของพืช (NDVI) ที่จะช่วยให้เกษตรกรติดตามความสมบูรณ์ของพืชที่ปลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพ และข้อมูลดูดซับและปลดปล่อยคาร์บอนในแปลง ที่เชื่อมโยงกับ API : Carbon Atlas ซึ่งเป็นเทรนด์สำคัญของเกษตรกรรมโลกในอนาคต

...และที่สำคัญ จากการจัดเก็บข้อมูลการผลิตที่เป็นระบบในแพลตฟอร์ม ทำให้สินค้าเกษตรที่เกษตรกรผลิตขึ้น สามารถนำมาสร้าง “ระบบตรวจสอบย้อนกลับ(Traceability)” โดยแพลตฟอร์มฯ จะสร้าง QR Code ผลิตภัณฑ์ เชื่อมโยงข้อมูลแปลงปลูก กระบวนการผลิต และมาตรฐานที่ได้รับ รวมถึงเรื่องราวของกลุ่มเกษตรกรเข้าด้วยกัน ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและเพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้าเกษตรของกลุ่มเกษตรกรหรือวิสาหกิจชุมชนที่เข้าร่วมโครงการ…

อย่างไรก็ดี สิ่งที่ยืนยันความสำเร็จของ SGiFarm ได้ดีที่สุดคือ “ตัวเลขรายได้ที่เพิ่มขึ้นจริง ” ของกลุ่มเกษตรกรที่นำแพลตฟอร์มนี้ไปใช้ในการยกระดับสินค้า สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค อย่างเช่น กลุ่มผู้ปลูกทุเรียนในพื้นที่ต่าง ๆ มีการยกระดับสู่การเป็นทุเรียนปลอดสารพรีเมียม ได้นำ QR Code มาทำเป็น Tag ติดที่ผลทุเรียนและฉลากสินค้าแปรรูป ทำให้ผู้บริโภคกล้าตัดสินใจซื้อทุเรียนคุณภาพสูง ที่ตรวจสอบแหล่งที่ปลูกและมาตรฐานการเพาะปลูกได้ในราคาที่เหมาะสม และกลุ่มผู้ปลูกข้าวอินทรีย์ จากเดิมที่เคยขายผลิตภัณฑ์ได้ในราคา 60-80 บาท ต่อกิโลกรัม เมื่อใช้ QR Code ตรวจสอบย้อนกลับของ SGiFarm ติดที่ผลิตภัณฑ์ ทำให้สามารถขยับราคาขึ้นไปขายที่ 120-150 บาท ต่อกิโลกรัมได้ เนื่องจากผู้บริโภคเกิดความเชื่อมั่น ในมาตรฐานข้าวอินทรีย์ที่กลุ่มเกษตรกรผลิต จากการ สแกน QR Code ตรวจสอบ

ปัจจุบัน GISTDA ยังคงลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมกับกลุ่มเกษตรและหน่วยงานในพื้นที่ จัดเก็บข้อมูลกับเกษตรกรถึงระดับรายแปลง มีการส่งเสริมการใช้ประโยชน์ อบรมถ่ายทอดองค์ความรู้นวัตกรรมภูมิสารสนเทศการเกษตร SGiFarm และ วิธีการใช้งานระบบตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อยกระดับการผลิตสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ของกลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และกลุ่มเกษตรแปลงใหญ่ ให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น

ก้าวต่อไปของ SGiFarm ทีมจาก GISTDA มีแผนพัฒนาระบบเพิ่มเติมให้สามารถวิเคราะห์ข้อมูลรายแปลงได้ละเอียดยิ่งขึ้น โดยแสดงผลผ่าน Dashboard ที่เข้าใจง่าย พร้อมมีระบบแจ้งเตือนและให้คำแนะนำผ่านมือถือ ซึ่งเปรียบเสมือน “ผู้ช่วย” ที่ทำให้เกษตรกรสามารถรู้เท่าทันและรับมือกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศได้อย่างทันท่วงที

จากความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ในการขับเคลื่อนการนำเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศไปใช้ประโยชน์สำหรับทุกคนตามนโยบาย “GI for All” คาดว่าจะสามารถขยายผลกลุ่มเกษตรกรผู้ใช้งานแพลตฟอร์ม SGiFarm เพิ่มอีก 50 กลุ่ม มีผลิตภัณฑ์เกษตรสร้างมูลค่าตรวจสอบย้อนกลับได้อีก 50 ผลิตภัณฑ์ และเกษตรกรได้ประโยชน์เพิ่มขึ้นอีก 3,000 ราย ภายในปี 2570
อย่างไรก็ตาม GISTDA ไม่ได้พัฒนาแค่แพลตฟอร์มเท่านั้น เรายังยกระดับการใช้งานให้เข้าถึงง่ายสำหรับเกษตรกรและประชาชน ผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ตโฟนอีกด้วย

กลุ่มเกษตรกร ที่เข้าร่วมโครงการ ฯ สามารถใช้งานแพลตฟอร์ม SGiFarm ได้ฟรี ผ่าน Web Application ( https://sgifarm.gistda.or.th) และ Mobile Application ทั้งในระบบ Android

--------------------------------------------

Unlocking Agro-Value: SGiFarm Empowers Farmers with Traceability Platform for Sustainable Growth

As climate volatility and rising production costs squeeze farmers, a growing number of Thai agricultural producers are no longer waiting at the mercy of the skies. Instead, they're turning to satellite and geo-informatics data to manage their farms and plots with far greater precision — not just to boost the volume and quality of their harvests, but to raise the value of Thai agricultural products through a traceability system that tracks output all the way back to its source, giving consumers confidence in what they buy.

This is the story of "SGiFarm" — a platform designed to elevate Thai agricultural production through geo-informatics innovation, developed in 2025 by the Geo-Informatics and Space Technology Development Agency (Public Organization), or GISTDA. The platform is emerging as a key tool in transforming traditional farming into "smart agriculture," offering a stable and sustainable income stream for the farming communities that form the backbone of the country.

Over the past year, 3,500 Thai farmers across 64 farmer groups nationwide have used SGiFarm to manage data on their plots. The platform has helped add value to 64 agricultural products, with more than 24 universities and local agencies partnering to roll it out and support farmers under their care.

The platform's success traces back to fieldwork and conversations with farmers grappling with real problems on the ground. What emerged was a clear need: advance knowledge of critical conditions on their own plots — weather patterns, whether rain would fall in the next day or two before sowing rice — so they could plan planting around actual conditions. Farmers also wanted tools to record essential field data, log cultivation activities and production standards, and store it all in a way that was fast and easy to access. And once the harvest came in, there was the perennial challenge of selling at a fair price, given how often crop prices collapse.

Thanakorn Sanguantrakul, a geo-informatics specialist at the Office of Geo-Informatics Development and Application, GISTDA, said these needs shaped the development of a practical tool under the "Project to Upgrade Agricultural Production Using Modern/Smart Technology through Community-Participatory Geo-Informatics Innovation." The project set an ambitious target: raising the growth rate of value for geographical-indication (GI) products, GAP-certified safe agriculture, organic farming, processed agricultural goods, and smart farming by 25–50% — well above the 4–15% targets set out in Thailand's 20-year national strategy.

SGiFarm allows farmer groups and community enterprises to manage their own data from upstream to downstream. The platform is built for ease of use, with a data-logging system that creates a systematic production record. Farmers can use it to store the information needed to register as farmers and to document production standards, while also logging cultivation activities, costs, yields and income throughout the growing season — data that then feeds into planning for the following season.

At the same time, SGiFarm gives farmers access to critical data sources specific to their own plots. This includes satellite and geo-informatics data and weather information — hourly forecasts and a 7-day outlook — drawn via API from the Thai Meteorological Department. It also delivers satellite-image-based disaster analysis, tracking drought risk through an on-plot risk index with cultivation advice to help farmers assess conditions and make planting decisions at each risk level; flood monitoring, showing flooded areas as well as flood-risk zones; and tracking of burn scars and hot spots on and around plots, so farmers can monitor, verify and assess situations that could damage their crops. The platform also provides vegetation health data (NDVI) to help farmers track crop condition efficiently, and carbon sequestration and emissions data for each plot, linked to the Carbon Atlas API — a trend set to become increasingly important for agriculture worldwide.

Crucially, the systematic production data stored on the platform allows farmers' goods to carry a full "traceability" system. SGiFarm generates a product QR code linking data on the plot, the production process, certified standards, and the story of the farmer group behind it — building trust and adding value to the goods produced by participating farmer groups and community enterprises.

The clearest proof of SGiFarm's impact, though, is the real income growth among farmer groups who have used the platform to elevate their products and build consumer trust. Durian growers in several regions, for instance, have upgraded to premium, chemical-free durian, using QR code tags on the fruit itself and on processed-product labels — giving consumers the confidence to pay a fair price for high-quality durian whose growing origin and standards can be verified. Organic rice growers who once sold their product for 60–80 baht per kilogram have been able to raise prices to 120–150 baht per kilogram after attaching SGiFarm's traceability QR code, as consumers gained confidence in the organic standards behind the rice after scanning to verify it.

GISTDA continues to work directly with farming communities and local agencies, gathering plot-level data and running training sessions to spread knowledge of SGiFarm's geo-informatics tools and the traceability system, aiming to raise the value of goods produced by farmer groups, community enterprises and large-scale farming collectives.

Looking ahead, the GISTDA team plans to further develop the system for more detailed plot-level analysis, displayed through an easy-to-read dashboard, complete with mobile alerts and recommendations — functioning as a kind of "assistant" that helps farmers stay ahead of and respond to climate change in real time.

Through collaboration across sectors to put space and geo-informatics technology to use for everyone under the "GI for All" policy, GISTDA expects to expand SGiFarm to 50 more farmer groups, add traceability to 50 more agricultural products, and benefit 3,000 additional farmers by 2027.

Beyond the platform itself, GISTDA has also made the system more accessible to farmers and the public through a dedicated smartphone app. Farmer groups participating in the project can use SGiFarm free of charge via its web application (https://sgifarm.gistda.or.th) and mobile app, available on both Android and iOS.

#ภูมิสารสนเทศ #เทคโนโลยีอวกาศ #เทคโนโลยี #เกษตรอัจฉริยะ

THEOS-2 จับภาพร่องรอยภัยพิบัติ “เหตุการณ์น้ำป่าไหลหลากและดินโคลนถล่มขนาดใหญ่จากบริเวณเทือกเขาหิมาลัย”จากคลิปวิดีโอที่บัน...
28/08/2026

THEOS-2 จับภาพร่องรอยภัยพิบัติ “เหตุการณ์น้ำป่าไหลหลากและดินโคลนถล่มขนาดใหญ่จากบริเวณเทือกเขาหิมาลัย”
จากคลิปวิดีโอที่บันทึกภาพเหตุการณ์ภัยพิบัติบนสื่อสังคมออนไลน์ เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 แสดงให้เห็นเหตุการณ์น้ำป่าไหลหลากและดินโคลนถล่มขนาดใหญ่จากบริเวณเทือกเขาหิมาลัย ในพื้นที่พรมแดนระหว่างสหพันธ์สาธารณรัฐเนปาลและเขตปกครองตนเองทิเบต สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมวลน้ำขนาดใหญ่และรุนแรงไหลเข้าท่วมพื้นที่ใกล้เคียงอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบต่ออาคาร บ้านเรือน รวมถึงระบบสาธารณูปโภคของประชาชนที่ตั้งอยู่ตามหุบเขาโดยรอบจุดเกิดเหตุ
หลังเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว ดาวเทียม THEOS-2 โดย GISTDA ได้บันทึกภาพพื้นที่ประสบภัย เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2569 เพื่อสำรวจร่องรอยความเสียหายบริเวณ “ด่านจีหรง” ซึ่งเป็นด่านพรมแดนทางบกและท่าเรือขนส่งสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในเขตปกครองตนเองทิเบต ประเทศจีน และเชื่อมต่อกับ “ด่านรัสวา” ในแคว้นบากมาตี ประเทศเนปาล โดยภาพถ่ายจากดาวเทียมแสดงให้เห็นร่องรอยของกระแสน้ำที่พัดพาอาคารบริเวณด่านพรมแดน รวมถึงสะพานมิตรภาพระหว่างสองประเทศหายไปจากพื้นที่ ขณะที่ดินโคลนและเศษวัสดุที่ไหลมากับกระแสน้ำยังคงหลงเหลือและปกคลุมอยู่ในบริเวณดังกล่าว สะท้อนถึงความรุนแรงของกระแสน้ำและมวลวัสดุที่เคลื่อนตัวผ่านพื้นที่ในช่วงเกิดเหตุ
สถานการณ์ปัจจุบัน (วันที่ 28 สิงหาคม 2569) สำนักข่าว BBC ไทย รายงานผู้เสียชีวิตในฝั่งประเทศเนปาลและเขตปกครองตนเองทิเบตแล้วมากกว่า 400 คน ขณะที่ยอดผู้สูญหายรวมทั้งสองประเทศมีมากกว่า 1,000 คน โดยในจำนวนนี้มีทั้งนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติและผู้แสวงบุญจากหลายประเทศ ซึ่งได้เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวและประกอบกิจกรรมทางศาสนาในพื้นที่ใกล้เคียงกับจุดเกิดเหตุ
นอกจากนี้ ลักษณะภูมิประเทศยังเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้เหตุการณ์มีความรุนแรง โดยพื้นที่ประสบภัยมีลักษณะเป็นหุบเขาท่ามกลางภูเขาสูงและมีความลาดชัน ทำให้มวลน้ำถูกบีบให้ไหลไปตามแนวหุบเขา รวมถึงเคลื่อนตัวลงสู่พื้นที่ด้านล่างอย่างรวดเร็ว ประกอบกับปริมาณน้ำที่สะสมมาเป็นระยะเวลานาน จึงทำให้มวลน้ำเคลื่อนตัวด้วยความรุนแรง และส่งผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายน้ำในวงกว้าง
รูปแบบของน้ำป่าไหลหลากและดินโคลนถล่มในครั้งนี้มีลักษณะแตกต่างจากเหตุการณ์ที่มักเกิดขึ้นทั่วไป โดยปกติแล้ว น้ำป่าไหลหลากหรือดินโคลนถล่มมักมีสาเหตุมาจากฝนตกหนักและต่อเนื่อง ทำให้เกิดการสะสมของน้ำในชั้นดิน จนดินอุ้มน้ำไว้ในปริมาณมากและพังถล่มลงมา แต่สำหรับเหตุการณ์ครั้งนี้ เกิดจากการพังทลายของธารน้ำแข็งและดินขนาดใหญ่บนเทือกเขาหิมาลัย ก่อนเคลื่อนตัวไปปิดกั้นพื้นที่ต้นน้ำ ทำให้เกิดการสะสมตัวของน้ำ เศษน้ำแข็ง ดิน และตะกอนในพื้นที่ ก่อนที่มวลน้ำและเศษวัสดุเหล่านี้จะพังทลายและไหลลงสู่พื้นที่ท้ายน้ำ ขณะเดียวกัน การพังทลายของธารน้ำแข็งก่อนเกิดเหตุยังทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนที่สามารถรับรู้ได้ในพื้นที่ใกล้เคียง
เหตุการณ์ในครั้งนี้ มีลักษณะบางส่วนใกล้เคียงกับปรากฏการณ์ “น้ำท่วมฉับพลันจากทะเลสาบธารน้ำแข็ง” (Glacial Lake Outburst Floods: GLOF) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสะสมตัวของหินและตะกอนบริเวณธารน้ำแข็ง เมื่อน้ำแข็งเกิดการละลาย จึงพัดพาเศษวัสดุเหล่านี้ลงสู่พื้นที่ต่ำและก่อตัวเป็นโมเรน (Moraine) หรือสันเขื่อนธรรมชาติที่ทำหน้าที่กักเก็บน้ำจากการละลายของธารน้ำแข็ง เมื่อสันเขื่อนดังกล่าวพังทลาย มวลน้ำจึงไหลลงสู่พื้นที่ต่ำ และก่อให้เกิดน้ำป่าไหลหลากและดินโคลนถล่ม ลักษณะที่มีความเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ในครั้งนี้ คือการละลายของธารน้ำแข็ง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงของมวลน้ำและตะกอนในพื้นที่
___________

THEOS-2 Captures Images of the Disaster: Massive Flash Flood and Mudslide in the Himalayas
A video clip of the disaster, shared on social media on August 26, 2026, shows a massive flash flood and mudslide originating from the Himalayas in the border area between Nepal and the Tibet Autonomous Region of China. The enormous and violent surge of water rapidly inundated nearby areas, impacting buildings, homes, and infrastructure in the surrounding valleys.
Following the event, the THEOS-2 satellite, operated by GISTDA, captured images of the affected area on August 27, 2026, to survey the damage at the Gyirong border crossing, the largest land border checkpoint and shipping port in the Tibet Autonomous Region of China, which connects to the Rasuwa border crossing in Bagmati, Nepal. Satellite images show the aftermath of the floodwaters sweeping away buildings at the border crossing, including the Friendship Bridge between the two countries. Mud and debris carried by the floodwaters remain and cover the area. This reflects the severity of the water flow and the mass of material moving through the area during the event.
As of August 28, 2026, the death toll in Nepal has exceeded 300, while the total number of missing persons in both countries is over 1,000. Among those missing are foreign tourists and pilgrims from various countries who were traveling and participating in religious activities in the vicinity of the incident.
Furthermore, the topography is another factor contributing to the severity of the event. The affected area is a valley surrounded by high, steep mountains, forcing the water mass to flow rapidly downhill. Combined with the water accumulated over a long period, this resulted in a powerful flow of water, impacting a wide area downstream.
The pattern of this flash flood and mudslide differs from that of typical events. Normally, flash floods or mudslides are caused by heavy and continuous rainfall, leading to the accumulation of water in the soil and subsequent collapse. However, this event was caused by the collapse of a large glacier and soil mass in the Himalayas, which then moved to block the upstream area. This caused an accumulation of water, ice fragments, soil, and sediment in the area before the water and debris collapsed and flowed downstream. At the same time, the glacier collapse before the event also caused tremors that could be felt in nearby areas.
This event shares some characteristics with the phenomenon of “glacial lake outburst floods” (GLOF), which involves the accumulation of rock and sediment around a glacier. When the ice melts, it carries these materials downstream, forming a moraine, a natural dam that retains water from the melting glacier. When this natural dam collapses, the water flows downstream, causing flash floods and landslides. A key link to this event is the melting of the glacier, a major factor in changes in the amounts of water and sediment in the area.
#อว
#ดาวเทียม


#จีน #เนปาล
#ดินโคลนถล่ม #น้ำป่าไหลหลาก #ภัยพิบัติ

28/08/2026

GISTDA จัดทำหลักสูตร “การสำรวจและกาาทำแผนที่ด้วยอากาศยานไร้คนขับ (โดรน)“
📌 ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและสมัครเรียนได้ที่ [email protected] โทร.033-048-091 ต่อ 107-109
#ประเทศไทย🇹🇭 #อว #คอร์สเรียน

ที่อยู่

Government Complex Building B
Bangkok
10210

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 16:30
อังคาร 08:30 - 16:30
พุธ 08:30 - 16:30
พฤหัสบดี 08:30 - 16:30
ศุกร์ 08:30 - 16:30

เบอร์โทรศัพท์

+6621414444

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ GISTDA สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน)ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ องค์กรนั้น

ส่งข้อความของคุณถึง GISTDA สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน):

ทางลัด

แชร์