13/11/2025
การประชุมคณะกรรมาธิการการที่ดิน ในวันพุธที่ 12 พฤศจิกายน 2568
เรื่อง ผลกระทบจากการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างประเทศไทยและสหรัฐอเมริกา
ซึ่งได้มีการเชิญหลายหน่วยงานเข้ามาให้ข้อมูลเพิ่มเติม โดยคณะกรรมาธิการได้ตั้งข้อสังเกตไว้ดังนี้
1. กรมควบคุมมลพิษ ซึ่งเป็นหน่วยงานสำคัญที่มีหน้าที่ในการติดตาม ตรวจสอบ ป้องกัน และแก้ไขการปลดปล่อยมลพิษ ยังไม่มีอุปกรณ์ในการตรวจวัดระดับกัมมันตรังสี
2. กรมโรงงานอุตสาหกรรม ยังไม่ได้มีการประเมินศักยภาพหลุมฝังกลบขยะอันตรายที่มีอยู่ในปัจจุบัน การทำเหมืองแร่ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีของเสียที่ไม่สามารถกำจัดได้หมด หลุมฝังกลบขยะอันตรายที่มีทั้งประเทศเพียง2หลุมนั้น อาจไม่เพียงพอในการจัดการอย่างถูกต้อง
3. สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ เป็นทั้งผู้ตรวจสอบและผู้ได้รับอนุญาตในการกักเก็บกากกัมมันตรังสีในเวลาเดียวกัน เราสามารถเชื่อมั่นผลการตรวจวัดที่ผ่านมาได้เพียงใด และสถานที่กักเก็บกัมมันตรังสีในปัจจุบันมีศักยภาพในการรองรับของเสียปนเปื้อนกัมมันตรังสีจากการทำเหมืองหรือแต่งแร่หายากหรือไม่
4. กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่
หางแร่จากเหมืองเก่าที่พังงาที่ปิดไปนาน แต่ยังคงมีหางแร่ที่นำมาใช้แต่งแร่ต่อเนื่องมากว่า 20ปีจนถึงปัจจุบัน เป็นคำถามถึงหน่วยงานว่า มีหางแร่ที่สามารถใช้งานเป็นวัตถุดิบได้เหลืออีกเท่าใดจัดเก็บอย่างไร อีกทั้ง การตรวจสอบเหมืองแร่ที่ปิดไปแล้ว ที่ต้องรวมถึง มาตรการตรวจสอบการปนเปื้อน และการฟื้นฟูพื้นที่นั้น ได้จัดการไปในระดับใด
คณะกรรมาธิการการที่ดินฯ จะทำหนังสือสอบถามกลับไปยังหน่วยงาน เพื่อให้ชี้แจงถึงข้อสังเกตเพื่อให้ข้อสงสัยเหล่านี้ คลี่คลายโดยเร็ว