พรรคสังคมประชาธิปไตยไทย

พรรคสังคมประชาธิปไตยไทย คุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์มีความเสมอภาคสิทธิและเสรีภาพเป็นธรรมยึดมั่นแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ติดต่อพรรคสังคมประชาธิปไตยไทย โทร .....

13/09/2026

14 กันยายน 2569 วันชี้ชะตาการเมืองไทย กรณีโกงเลือกตั้งตั้ง...สว.

สภาที่ 3 จัดโต๊ะกมมเสวนา "ทุจริตเชิงนโยบาย" อดีตรมว.คลัง ชี้ ต้นตอปัญหาโกงมาจากระบบการเมืองเอื้อซื้อเสียงตั้งแต่ก่อนเลือ...
10/09/2026

สภาที่ 3 จัดโต๊ะกมมเสวนา "ทุจริตเชิงนโยบาย" อดีตรมว.คลัง ชี้ ต้นตอปัญหาโกงมาจากระบบการเมืองเอื้อซื้อเสียงตั้งแต่ก่อนเลือกตั้ง ซัดคนคิดสูตรฮั้วสว. ล้มล้างการปกครอง ด้าน "หมอระวี" อัด พรรคการเมืองคุมสส. สว. องค์กรอิสระ ได้โอกาสคอร์รัปชั่นสูง ขณะที่ อดีตผู้ว่าฯสตง. เดือดชี้ คนกำหนดนโยบายสร้างวงจรอุบาทว์ โง่ จน เจ็บ ตั้งใจทำชาวบ้านจน จะได้แจก-แถม เปิดทางเสวยสุขอำนาจ ด้านนักธุรกิจมอง น้ำเงินหนักกว่าแดง หยิบก้อนในกล่องใหญ่กว่าแดง

เมื่อวันที่ 10 ก.ย. ที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ (รอยัล) ถนนราชดำเนิน สภาที่ 3 จัดเสวนาโต๊ะกลม เรื่อง "ขจัดทุจริตคอรัปชั่นเชิงนโยบาย" รัฐบาลล้มเหลว เดินหน้าแก้ไขประเทศไทย โดยวิทยากรประกอบด้วย นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นพ.ระวี มาศฉมาดล หัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่ นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ศ์ อดีตผู้ว่า สตง. นาย สาวิทย์ แก้วหวาน อดีตประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการรถไฟแห่งประเทศไทย นายปรีดา เตียสุวรรณ์ นักธุรกิจระหว่างประเทศ กล่าวเปิดโดย อดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานญาติวีรชนพฤษภา ๓๕ ดำเนินรายการโดย น.ส.ณีรนุช จิตต์สม รองเลขาธิการ ครป.

โดยนายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรมว.คลัง กล่าวถึงการทุจริตเชิงนโยบายว่า ต้นเหตุมาจากระบบการเมืองไทยที่เอื้อให้เกิดกระบวนการซื้อเสียงก่อนเลือกตั้ง ทำนโนบายประชานิยม ใช้วิธีเพิ่มหนี้สาธารณะ ไม่ใช้วิธีให้ประชาชนยืนด้วยลำแข้งตัวเอง เข้ามาแล้วแจกเงิน ทำให้การเช้าสู่อำนาจทางการเมืองวนเวียนอยู่กับการซื้อ ต้องพึ่งพาอาศัยการหาเงิน ที่ผ่านมาการเมืองอาศัยอิทธิพลท้องถิ่นบ้านใหญ่ รายได้มาจากการทำกิจกรรมเทาๆเฉพาะจุด แต่ปัจจุบันหลังขับเคลื่อนกิจกรรมสีเทาผ่านระบบอินเตอร์เน็ตเพิ่มเติม เกิดพนันออนไลน์ สแกมเมอร์ เกิดผลประโยชน์ระดับชาติ

นายธีระชัย กล่าวอีกว่า การทุจริตเชิงนโยบายที่น่ากลัว มี 4 เรื่อง คือ 1.การฮั้วเลือกสว. ประเทศไทยมีระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่คนที่คิดออกไอเดียให้ฮั้วเลือกสว. คือพวกที่มีแนวคิดล้มล้างการปกครอง มองเห็นว่าตัวเองมีอำนาจเหนือกว่าใครในระบบ ทำลายความน่าเชื่อถือโดยตรง ทำให้เกิดความไม่เชื่อมั่นทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ

"กระบวนการลงโทษมีปัญหา และเกิดความน่าสงสัยตลอด อนุกรรมการบอกว่าควรมีการส่งศาลพิจารณาลงโทษ แต่พอไม่ถูกใจก็ตั้งคณะอนุกรรมการชุดใหม่ขึ้นมา มีคนนำข้อมูลราชการเกี่ยวกับกระบวนการพิจารณามาปิดเผย กลับกลายเป็นผู้มีความผิด ถูกแจ้งความลงโทษ หากกระบวนการลงโทษตรวจสอบไม่สามารถดำเนินการได้อย่างถูกต้อง ทำให้สังคมหายข้อครหา กระบวนการความน่าเชื่อถือในรัฐธรรมนูญกับระบบการเมืองมีปัญหา" นายธีระชัย กล่าว

อดีตรมว.คลัง กล่าวต่อว่า 2.การสอบในระบบการปกครอง มีการแก้ไขคะแนนสอบ มีคนเคยพูดว่าการยึดประเทศต้องต่อสู้ด้วยการใช้กองทัพและทหาร หรือด้วยวิธีทำให้ประเทศเกิดการลังเลในกระบวนการถ่วงดุลอำนาจ การปกครองก็ดี ความยุติธรรมกีดี ไม่ต้องใช้กองทัพ ไม่นานประเทศจะเละเทะ ล่มสลายด้วยตัวเอง 3.ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์โลก เอื้ออำนวยให้ผู้ประกอบการผูกขาด ค้ากำไรกับประชาชน

4.โครงการไทยช่วยไทย พลัส รัฐบาลกู้หนี้สาธารณะ ออกพ.ร.ก. แทนที่จะเอาไปช่วยเหลือกลุ่มที่มีความจำเป็น หรือกลุ่มเปราะบาง แต่กลับกลายเป็นเปิดช่องให้ทุกคนที่อยากได้ลงทะเบียน ซึ่งได้ผลต่อจีดีพีระยะสั้น แต่เงินงบประมาณก้อนนี้ไม่เพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศและประชาชได้ และเวลานี้กำลังจะขยายไปที่โครงการเที่ยวด้วยกัน พลัส ตนอยากบอกว่าเราอย่าลืมเรื่องแหล่งเงินที่ใช้ไปกับโครงการเหล่านี้ ไม่ได้มาจากเงินที่มีอยู่แล้ว แต่มาจากการเพิ่มหนี้สาธารณะ บางเรื่องอาจมีจุดมุ่งหมายที่ดี แต่สุดท้ายกลายเป็นทุจริตเชิงนโยบายโดยไม่รู้ตัว

นายธีระชัย เสนอแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาตั้งแต่ต้น ว่า รัฐบาลหาประโยชน์จากความยากไร้ของประชาชน เข้ามาในคราบนักบุญ แต่สุดท้ายไม่ได้แก้ปัญหาอย่างจริงจัง ไม่ได้กระจายรายได้ลงไประดับล่างเท่าที่ควร จีดีพีค้างอยู่ข้างบน ท้ายที่สุดครัวเรือนมีภาระหนี้และโตขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น ต้องเน้นนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจผันเงินลงไปตามขนาดของหมู่บ้าน ลงมาแล้วต้องทำให้ชุมชนเปลี่ยนพฤติกรรม โดยไม่ต้องรอแจก ชุมชนต้องช่วยกันคิดว่าจะนำเงินไปใช้เพิ่มความสามารถในการแข่งขันของชุมชน หรือลดค่าใช้จ่ายของชุมชนอย่างไร ทำให้ประชาชนเรียนรู้ว่าตัวเองเป็นเจ้าของเวลา แรงงาน ทรัพยากรและต้องดูแลตัวเอง

ด้านนพ.ระวี มาศฉมาดล หัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่ กล่าวว่า นับตั้งแต่มีการครองเสียงข้างมากในรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร เริ่มเกิดการทุจริตเชิงนโยบาย มีการออกมติครม. เป็นคำสั่งกระทำเรื่องต่างๆ มีการออกนโยบายประชานิยม นำเงินรัฐมาหาเสียงกับประชาชน มีการแก้กฎหมายเอื้อประโยชน์ต่อตนและพวกพ้อง เป็นต้น จากนั้นคำว่าทุจริตเชิงนโยบายก็กลายเป็นของธรรมดาของรัฐบาล ยิ่งพรรคใดคุมสส. สว. และองค์กรอิสระได้ โอกาสทุจริตเชิงนโยบายเกิดขึ้นได้ง่ายดาย

ในยุคนี้การทุจริตมีความรุนแรงมาก การทุจริตตั้งแต่กระทรวงผ่านการใช้งบประมาณแผ่นดิน งบเงินเดือน งบการลงทุน ถามว่างบลงทุนก้อนใดไม่มีการทุจริตหรือเงินทอน มีอบต.ใดไม่มีทุจริตเงินทอน การทุจริตกระจายทุกหย่อมหญ้า จากข้อมูลประเทศไทยมีการทุจริตในแต่ละปีประมาณ 5 แสนล้านบาท และเคยมีคนเปรียบเทียบว่าถ้าไม่มีโกง ถนนในประเทศไทยจะปูด้วยทองคำ ถ้าไทยยังมีสภาพเช่นนี้ เวียดนามจะแซงหน้าประเทศไทยอย่างแน่นอน

นพ.ระวี กล่าวอีกว่า ตนเชื่อว่ามีสองแนวทางแก้ไขปัญหาการทุจริต คือ1.ระบบดีทำให้ผีกลายเป็นคน หากระบบไม่ดีจะทำให้คนดีๆกลายเป็นผี ถ้ามีกฎหมายพรรคการเมืองที่ดี จะทำให้นักการเมืองที่โกง โกงไม่ได้ แต่ถ้าระบบพรรคการเมืองไม่ดี จะทำให้คนดีมีอุดมการณ์ที่เข้าไปเป็นนักการเมือง กลายเป็นคนโกง และ 2.กฎหมายที่เกี่ยวกับการทุจริตต้องเข้มข้น เด็ดขาด เหมาะสม ต้องมีการแก้กฎหมายการเลือกตั้ง อะไรที่เป็นการหาเสียงแล้วต้องใช้เงินต้องห้ามทั้งหมด พรรคขนาดใหญ่และเล็กต้องเท่าเทียม ไม่เช่นนั้พรรคที่ใช้คนดี ใช้ความซื่อสัตย์ ไม่มีทางเกิดได้ กฎหมายว่าด้วยการซื้อสิทธิ์ขายเสียง ต้องเข้มข้น อีกทั้งต้องตั้งศาลอาญาและแพ่งคดีทุจริตของนักการเมือง ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และเอกชน คดีทุจริตต้องไม่มีลดหย่อนโทษ การทุจริตให้ยึดทรัพย์ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ใครที่ถูกฟ้องแล้วรับสารภาพในชั้นสืบสวนลดโทษครึ่งหนึ่ง

นอกจากนี้ นพ.ระวี ยังเสนอด้วยว่า จะต้องปฏิวัติหน่วยงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น เช่น การเลือกกรรมการป.ป.ช. ต้องเพิ่มภาคส่วนต่างๆให้มีส่วนร่วมในการเลือก ศาลเดียวตัดสินแล้วจบ โดยมีข้อยกเว้นว่าหากมีหลักฐานใหม่สามารถอุทธรณ์ได้ และต้องรักษาความลับของผู้แจ้งเบาะแส ยึดทรัพย์ได้แบ่ง 30 เปอร์เซ็นต์ให้ผู้แจ้งเบาะแส อีก 30 เปอร์เซ็นต์ ตั้งกองทุนปราบปรามการทุจริต รณรงค์คนไทยเปลี่ยนความคิดสร้างจิตสำนึก ประเทศต้องการคนไม่สนับสนุนคนทุจริต และสนับสนุนให้มีองค์กรภาคประชาชนที่ต่อต้านการทุจริตกระจายทั่วประเทศ ทุกจังหวัด ทุกอำเภอ

นายสาวิทย์ แก้วหวาน อดีตประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการรถไฟแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ประเทศอยู่ในภาวะก้าวตื้นติดกึก ก้าวลึกติดกัก ไม่รุ้จะไปทางใด ยิ่งปัจจุบันประเทศไทยอาการหนักและรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องรถไฟความเร็วสูงที่เป็นมหากาพย์ ต้องติดตามว่าจะมีกระบวนการจัดการอย่างไรต่อไป อย่างไรก็ตาม แผนพัฒนาเศรษฐกิจประเทศล้มเหลวสิ้นเชิง คำถามคือแผนต่อไปประเทศจะเป็นอย่างไร รัฐธรรรมนุญพูดถึงการอยู่รอดของชาติ ในยุทธศาสตร์ชาติเน้นย้ำเศรษฐกิจพอเพียง แต่สังเกตหรือไม่ว่าภายหลังในหลวงรัชกาลที่9 สวรรคต มีรัฐบาลหรือรัฐมนตรีคนใดพูดถึงเรื่องนี้บ้าง ตอบเลยว่าไม่มี

นายสาวิทย์ ระบุว่า วันนี้ต้องปฏิวัติกระบวนทรรศประชาชนที่ต้องไม่ยอมรับการทุจริต จากข้อมูลพบว่าเงินงบประมาณหายไปกับการทุจริต 40 เปอร์เซ็นต์ แต่ปัจจุบันมากกว่านั้น รัฐวิสาหกิจมีทรัพย์สิน 20 ล้านๆบาท ขณะที่ทรัพย์สินประเทศ มี 37 ล้านๆบาท เท่ากับว่าครึ่งหนึ่งอยู่ในรัฐวิสาหกิจ ถามว่าจะปล่อยให้เกิดการทุจริตหรือไม่ ทุกวันนี้สภาพสังคมเกิดวัฒนธรรมด้านดำมืด คนไม่โกงคือคนแปลกประหลาด แต่คนโกงมีหน้ามีตาในวงสังคม ตราบใดที่ค่านิยม อุดมคติไม่เปลี่ยนก็แก้ปัญหาการทุจริตยาก เพราะเกิดการซึมรากลึก แม้กระทั่งคำสอนทางศาสนาก็ไม่สามารถเอาอยู่

ขณะที่ นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ศ์ อดีตผู้ว่าฯสตง. กล่าวว่า ทุจริตเป็นเรื่องวาระแห่งชาติ ตนไม่ทราบว่าเป็นชาตินี้หรือชาติหน้า คำที่น่ากลัวและชั่วร้ายที่สุดคือการทุจริตเชิงนโยบาย เพราะก่อให้เกิดความเสียหาย เสียโอกาส ทำให้สภาพแวดล้อมสังคมเศรษฐกิจ เงินในกระเป๋า ได้รับผลกระทบทั้งหมด ทุจริตเชิงนโยบาย มาจากคนมีอำนาจที่กำหนดนโนบาย มีส่วนได้เสีย หวังผลตอบแทน

"ผมมีครูบาอาจารย์ที่เคารพนับถือท่านหนึ่ง เขาเรียกสิ่งเหล่านี้ว่าวงจรอุบาทว์ โง่ จน เจ็บ คนกำหนดนโนบายต้องการให้เราจนจะได้แจก จะได้แถม ให้เราเคลิ้ม เลือกเขามาเป็นผู้บริหาร เขาจะได้เสวยอำนาจ ในการหาผลประโยชน์เชิงนโยบาย ต้องคิดแล้วว่าทำไมเราปล่อยให้มีแต่ผู้บริหารที่มาแล้วคิดแต่จะถอนทุน สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องน่าอัปยศ ปฏิวัติกี่ครั้ง อยู่มา 7-8ปี ดีขึ้นหรือไม่ บางทีเราไม่ได้คิดอะไร คิดแค่ว่าเอาเงินมาแจกก็ดีแล้วทั้งที่เป็นเงินของพวกเรา รัฐธรรมนูญแก้ไปแก้มา เกากันเองถามว่าหายคันหรือไม่ พอจะฟ้องแล้วเป็นอย่างไร ดีนะที่วันนี้พวกเราไม่ได้ขี่จักรยาน ไม่งั้นคงโดนทีบตกจักรยาน" อดีตผู้ว่าฯสตง. กล่าว

ส่วนเรื่องตึกสตง.ถล่มนั้น นายพิศิษฐ์ กล่าวต่อว่า เหนือสตง. ก็มีป.ป.ช. ขณะนี้ดีเอสไอส่งเรื่องให้ป.ป.ช. จึงต้องไปสอบถามกับป.ป.ช. ทราบว่าผู้รับเหมา คนออกแบบ บริษัทรับจ้างคุมงานโดนลงโทษและถูกดำเนินคดี เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องเวรกรรมไม่มีใครหนีไปได้ เงินแผ่นดินเสียหายต้องมีคนรับผิอชอบและชดใช้ ไม่มีอะไรสูญหายเปล่าๆ ฝากถึงผู้ที่กำหนดนโยบายต้องทุ่มเท มีสำนึกรับผิดชอบต่อประชาชน อย่าเอาความยากจนของประชาชนมาเป็นเหยื่อ

นายพิศิษฐ์ กล่าวด้วยว่า นโยบายสงเคราะห์ทำให้นางกวัก จากที่เคยกวักมือกลทยเป็นแบมือรับจนเคยชิน แล้วประเทศจะพัฒนาได้อย่างไร เราไม่สามารถทำให้ทุจริตเชิงนโยบายหมดไปได้ แต่สามารถทำให้นโยบายต่างๆมีโอกาสประสบความสำเร็จสูงขึ้น ดีกว่าใช้จ่ายเงินแล้วทุจริต เอาคนติดคุก ท้วงติงแต่แรก คดีจะได้ไม่รกศาล ทำให้การใช้จ่ายเงินมีประสิทธิภาพ มีประสิทธิผลกับประชาชนดีกว่า

ขณะที นายปรีดา เตียสุวรรณ์ นักธุรกิจระหว่างประเทศ กล่าวว่า โลกไม่ปลอดภัยจากภูมิอากาศเป็นอย่างยิ่ง ตัวอย่างล่าสุด คือเหตุการณ์ที่ประเทศเนปาล โลกอยู่ระหว่างน้ำแข็งหลอมละลาย และสุดท้ายจะท่วมประชากน ตนเห็นข่าวมีนักวิชาการออกมาเปิดเผยว่าภายในปี 2030 กทม.มีส่วนที่อยู่ใต้น้ำแน่นอน เช่นเดียวกับที่ธนาคารโลก หรือเวิล์ดแบงค์บอกไว้ แต่ดูเหมือนว่าผู้ว่าฯกทม. และรัฐบาลไม่มีออกมาพูดเลย แสดงว่าศักยภาพ ในการพูดถึงเรื่องมหันตภัยยังไม่มีเวลาที่จะพูดถึง ถามว่ารัฐบาลจะบริหารประเทศอะไร

"ได้ข่าวมาว่า ไม่ว่าจะแดง หรือน้ำเงินก็เหมือนกัน ไปๆมาๆน้ำเงินก้อนที่หยิบมา ก้อนในกล่องใหญ่กว่าแดง ถ้าอยู่ในสภาพแบบนี้ คุณยังกินได้อยู่หรอ ชีวิตพวกเราอยู่ที่ไหนในจิตสำนึกของคุณ การแก่ชราก็อีกเรื่องหนึ่ง ประชากรไทยเฉลี่ย 64 ล้านคน แต่อีก 20 ปี เหลือ 50 กว่าล้านคน แตกต่างจากเวียดนามที่จำนวนประชากรเพิ่มขึ้น หากเป็นอยู่เช่นนี้ไทยกลายเป็นประเทศเล็กแน่นอน ผมว่าสำหรับไทยระยะใกล้ไม่ดี ไม่มีความหวัง ระยะไกลยิ่งน่าห่วง" นายปรีดา กล่าว

10/09/2026

เสียงของประชาชนต่อการบริหารจัดการประเทศ ของรัฐบาลแต่ละยุคสมัย...การคอรัปชั่น ยังเป็นประเด็นที่ทำให้ประเทศไทยล้าหลัง เศรษฐกิจถดถอยตกต่ำ การเมืองที่ใช้เงินเป็นใบเบิกทางเข้าสู่อำนาจ และเมื่อมีอำนาจก็ถอนทุนคืนด้วยการ"โกง"...ในทุกมิติ ทุกรูปแบบ ทุกอาชีพ ในขณะที่ประชาชนก็ต้องประสบกับปัญหาความเดือดร้อน ความเหลื่อมล้ำในทุกมิติ...ปัญหาความเรื่องมลพิษ สิ่งแวดล้อม ส่งผลต่อระบบนิเวศน์ ประเทศไทยที่เคยเป็นครัวของโลก...กำลังอยู่วังวนแห่งหายนะ ความท้าทายกับการก้าวเดินไปข้างหน้า....

40 กว่าปีบนเส้นทาง “นักต่อสู้แรงงาน” — สาวิทย์ แก้วหวานจุดเริ่มต้น — คนรถไฟกับการก่อร่างอุดมการณ์นายสาวิทย์ แก้วหวาน เกิ...
07/09/2026

40 กว่าปีบนเส้นทาง “นักต่อสู้แรงงาน” — สาวิทย์ แก้วหวาน

จุดเริ่มต้น — คนรถไฟกับการก่อร่างอุดมการณ์

นายสาวิทย์ แก้วหวาน เกิดวันที่ 3 พฤษภาคม 2504 ที่จังหวัดพัทลุง และเข้าสู่การทำงานกับ การรถไฟแห่งประเทศไทย ในสายงานพนักงานรถจักร ก่อนจะก้าวเข้ามามีบทบาทในขบวนการสหภาพแรงงานรถไฟอย่างต่อเนื่อง

ข้อมูลจากสหภาพแรงงานรถไฟระบุว่า เขาทำงานกับการรถไฟจนเกษียณในวันที่ 1 ตุลาคม 2564 หลังทำงานมาประมาณ 40 ปี และในช่วงปลายเส้นทางการทำงานดำรงบทบาททั้งประธานสหภาพและที่ปรึกษาสหภาพฯ

พูดได้ว่า ชีวิตการทำงานของเขาแทบจะเดินคู่ขนานมากับประวัติศาสตร์การต่อสู้ของคนรถไฟยุคใหม่

---

จากสหภาพรถไฟ → สู่ผู้นำแรงงานรัฐวิสาหกิจ

สาวิทย์ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำของ สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย (สร.รฟท.) และต่อมาเข้าสู่ระดับประเทศใน สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.)

เอกสารประวัติขบวนการแรงงานระบุว่า เขาได้รับเลือกเป็น เลขาธิการ สรส. ในช่วงปี 2551–2553 และต่อมาได้รับบทบาทในองค์กรแรงงานระดับชาติอย่างต่อเนื่อง

ช่วงนี้เองชื่อของสาวิทย์เริ่มปรากฏอย่างเด่นชัดในประเด็นใหญ่ของประเทศ เช่น

การคัดค้านการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ

การปกป้องกิจการสาธารณะ

สิทธิและสวัสดิการของคนทำงาน

การคุ้มครองทรัพย์สินของรัฐไม่ให้ถูกเปลี่ยนเป็นผลประโยชน์ของเอกชน

การปฏิรูปกฎหมายแรงงาน

---

ปี 2551 — จากผู้นำแรงงานสู่เวทีการเมืองระดับชาติ

หนึ่งในช่วงเวลาที่ทำให้ชื่อ สาวิทย์ แก้วหวาน เป็นที่รู้จักในวงกว้าง คือวิกฤตการเมืองปี 2551

ขณะนั้นเขาดำรงตำแหน่งเลขาธิการ สรส. และมีบทบาทร่วมกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

ในเดือนกันยายน 2551 สรส.ภายใต้การนำของเขาประกาศมาตรการหยุดงานและกระบวนการผลิตของระบบสาธารณูปโภค เพื่อกดดันรัฐบาลสมัคร สุนทรเวชให้ลาออก

ต่อมาเขาถูกประกาศเป็นหนึ่งใน แกนนำชุดที่สอง ของการเคลื่อนไหวในช่วงที่มีความเสี่ยงว่าแกนนำชุดแรกจะถูกจับกุม

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้เป็นส่วนที่ควรเล่าอย่างตรงไปตรงมา เพราะเส้นทางของสาวิทย์ไม่ได้มีแต่ด้านที่ได้รับการยกย่อง แต่มี ความขัดแย้งทางการเมืองและคดีความ ตามมาด้วย

---

ปี 2552 — การต่อสู้เรื่อง “ความปลอดภัยของรถไฟ”

นี่อาจเป็นบทหนึ่งที่สะท้อนตัวตนของสาวิทย์ได้ชัดที่สุด

วันที่ 5 ตุลาคม 2552 เกิดเหตุรถไฟขบวนที่ 84 ตกรางบริเวณสถานีเขาเต่า จ.ประจวบคีรีขันธ์

ในขณะนั้นสาวิทย์เป็นประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟฯ และสหภาพตั้งข้อกังวลเกี่ยวกับระบบความปลอดภัยของรถจักร ขณะที่ฝ่ายบริหารการรถไฟฯ มีคำอธิบายอีกด้านหนึ่ง

สหภาพจึงเคลื่อนไหวเรียกร้องให้ตรวจสอบอุปกรณ์ความปลอดภัย และไม่ให้นำรถจักรที่มีปัญหาออกวิ่ง

การต่อสู้ครั้งนี้นำไปสู่ การหยุดเดินรถไฟหลายเส้นทางในเดือนตุลาคม 2552 และกลายเป็นคดีความยืดเยื้อยาวนานกว่าสิบปี

ท้ายที่สุดสาวิทย์และแกนนำบางส่วนถูกดำเนินคดี โดยศาลมีคำพิพากษาจำคุก 3 ปี ในคดีเกี่ยวกับการหยุดงาน และเรื่องดังกล่าวกลายเป็นหนึ่งในบาดแผลสำคัญของประวัติศาสตร์สหภาพแรงงานรถไฟไทย

ฝ่ายสาวิทย์ยืนยันมาตลอดว่า เจตนาของการเคลื่อนไหวคือ ต้องการให้รถไฟมีความปลอดภัยสำหรับพนักงานและประชาชน

---

จากนักสหภาพ → นักเคลื่อนไหวภาคประชาชน

หลังจากนั้นบทบาทของสาวิทย์ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะคนรถไฟ

เขาเข้าไปมีบทบาทใน คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) และเป็นประธานในช่วงสำคัญ

ในปี 2560–2561 เขาเดินหน้าเรียกร้องเรื่อง

ค่าจ้างที่เป็นธรรม
สิทธิแรงงาน
สิทธิในการรวมตัว
สิทธิในการเจรจาต่อรอง
และการให้ไทยรับรองอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ 98

กระทรวงแรงงานมีบันทึกการเข้าพบของสาวิทย์ในฐานะประธาน คสรท. เพื่อเสนอเรื่องค่าจ้างขั้นต่ำ โครงสร้างค่าจ้าง และสิทธิแรงงานโดยตรงต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

---

เรื่องรัฐวิสาหกิจ — “ทรัพย์สินของประชาชนต้องไม่กลายเป็นของนายทุน”

แนวคิดสำคัญอีกด้านหนึ่งของสาวิทย์ คือการต่อต้านการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ

เขามองว่ารัฐวิสาหกิจจำนวนมากเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประชาชน เช่น

รถไฟ
ไฟฟ้า
ประปา
โทรคมนาคม
พลังงาน
การขนส่ง

จึงควรอยู่ภายใต้ประโยชน์สาธารณะมากกว่าการมุ่งสร้างกำไรให้กลุ่มทุน

แม้หลังเกษียณจากการรถไฟในปี 2564 เขาก็ยังทำงานด้านนี้ต่อ โดยในปี 2565 เขายังคัดค้านร่างกฎหมายขนส่งทางราง และเตือนถึงความเสี่ยงที่ระบบรางอาจเปิดช่องให้กลุ่มทุนเข้ามาหาผลประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ

---

เรื่องประกันสังคม — จากคนรถไฟสู่ปัญหาของคนทำงานทั้งประเทศ

อีกเวทีหนึ่งที่สาวิทย์มีบทบาทต่อเนื่องคือ การปฏิรูประบบประกันสังคม

กระทรวงแรงงานเคยแต่งตั้งเขาเข้าไปมีส่วนร่วมในคณะทำงานเกี่ยวกับการศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้ง ธนาคารประกันสังคม

ต่อมาเขาและเครือข่ายแรงงานผลักดันแนวคิด เช่น

เงินสมทบของรัฐที่เป็นธรรม

สิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตน

ธนาคารแรงงาน

โรงพยาบาลประกันสังคม

การบริหารกองทุนโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของผู้ประกันตน

ในปี 2568 เขายังคงนำ สสรท.ติดตามข้อเรียกร้องเรื่องประกันสังคมกับกระทรวงแรงงานอย่างต่อเนื่อง

---

จากขบวนการแรงงาน → สู่ “การเมืองของคนทำงาน”

อีกก้าวสำคัญคือการเข้าสู่การเมืองระบบรัฐสภา

พรรคสังคมประชาธิปไตยไทย (สปท.) ก่อตั้งเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2552 และนายสาวิทย์ แก้วหวานดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค

แนวคิดของพรรคเชื่อมโยงกับขบวนการแรงงาน ชาวนา ชาวไร่ และภาคประชาชน โดยพยายามนำข้อเรียกร้องจากถนนและจากองค์กรแรงงานเข้าสู่ระบบรัฐสภา

หลักการที่ปรากฏในเอกสารของขบวนการคือ

> “กล้าหาญ เสียสละ ซื่อสัตย์ สุจริต จิตสาธารณะ”

และในการเลือกตั้งปี 2569 เขายังคงมีชื่อเป็นผู้สมัครบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 1 ของพรรคสังคมประชาธิปไตยไทย

---

วันนี้ — เกษียณจาก “งานประจำ” แต่ไม่ได้เกษียณจาก “การต่อสู้”

จุดนี้ผมคิดว่าน่าสนใจที่สุดครับ

1 ตุลาคม 2564 สาวิทย์เกษียณจากการรถไฟแห่งประเทศไทย แต่ไม่ได้หยุดทำงานด้านแรงงาน

หลังเกษียณ เขายังทำงานในฐานะผู้นำแรงงานระดับประเทศ

ปัจจุบันข้อมูลจากกระทรวงแรงงานและสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติระบุว่าเขาดำรงบทบาท ประธานสมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย (สสรท.)

และในปี 2569 ก็ยังปรากฏบทบาทในการนำเครือข่ายแรงงานเคลื่อนไหวเรื่องรัฐวิสาหกิจ พลังงาน ราคาสินค้า และผลประโยชน์ของประชาชน

---

ถ้าจะสรุปชีวิตการต่อสู้ของ “สาวิทย์” ในประโยคเดียว

จากพนักงานรถไฟ → นักสหภาพแรงงาน → ผู้นำแรงงานรัฐวิสาหกิจ → นักเคลื่อนไหวภาคประชาชน → ผู้ผลักดันสิทธิแรงงานและประกันสังคม → นักการเมืองที่พยายามนำเสียงของคนงานเข้าสู่รัฐสภา

กว่า 40 ปีจึงไม่ใช่เพียงประวัติการทำงาน แต่เป็น เส้นทางของคนคนหนึ่งที่เชื่อว่า “ถ้าคนทำงานไม่รวมตัวกัน ก็ยากที่จะมีอำนาจต่อรองกับโครงสร้างที่ใหญ่กว่า”

และสิ่งที่โดดเด่นคือ แม้เกษียณจากการรถไฟแล้ว แต่ยังไม่เกษียณจากการต่อสู้ — ปี 2568–2569 ยังปรากฏชื่อของเขาในการเคลื่อนไหวด้านแรงงานและรัฐวิสาหกิจอย่างต่อเนื่อง

พรรคสังคมประชาธิปไตยไทย ร่วมแสดงความยินดีในโอกาสครบรอบ 78 ปี วันสถาปนาสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชน (DPRK)    หรือ เกาหลีเ...
05/09/2026

พรรคสังคมประชาธิปไตยไทย ร่วมแสดงความยินดีในโอกาสครบรอบ 78 ปี วันสถาปนาสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชน (DPRK) หรือ เกาหลีเหนือ

วันศุกร์ที่ 4 กันยายน 2569
นายสาวิทย์ แก้วหวาน หัวหน้าพรรคสังคมประชาธิปไตยไทย มอบหมายให้บุคลากรพรรค เข้าร่วมแสดงความยินดีเนื่องในโอกาสครบรอบ 78 ปี วันเฉลิมฉลองวันสถาปนาสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี (DPRK) ซึ่งสถาปนาประเทศ เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2491 รวมถึงแสดงความยินดีเนื่องในโอกาสเปิดที่ทำการสถานฑูตแห่งใหม่ โดยมีนาย ฮัน แจ ซง เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ประจำประเทศไทยให้การต้อนรับ และกล่าวเนื่องในวันชาติ

ขอขอบคุณสถานทูตสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ประจำประเทศไทย ที่ให้เกียรติเชิญพรรคสังคมประชาธิปไตยไทย เข้าร่วมเฉลิมฉลอง

ขอขอบคุณคุณเมธา มาสขาว ประธานสมาคมมิตรภาพไทย-เกาหลี ที่ดูแลและอำนวยความสะดวกเป็นอย่างดี

GDP ต่ำ แต่คอรัปชั่นสูง(ไม่มีคำอธิบาย)
18/08/2026

GDP ต่ำ แต่คอรัปชั่นสูง
(ไม่มีคำอธิบาย)

หยุดโกง...!!!
18/08/2026

หยุดโกง...!!!

พรรคสังคมประชาธิปไตยไทย : คำประกาศอุดมการณ์ของพรรค ยึดกุมปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเข้มข้น16 กย.69 ร่วมเรียนรู้ศูนย์เรียนรู้ป...
16/08/2026

พรรคสังคมประชาธิปไตยไทย : คำประกาศอุดมการณ์ของพรรค ยึดกุมปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเข้มข้น

16 กย.69 ร่วมเรียนรู้ศูนย์เรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ต.หนองสาหร่าย อ.พนมทวน จ.กาญจนบุรี

เมื่อโครงสร้างประเทศอ่อนแอ แต่ความดีของคนยังเข้มแข็งในวันที่โครงสร้างของประเทศดูอ่อนแอ ระบบหลายอย่างสั่นคลอน และความเชื่...
15/08/2026

เมื่อโครงสร้างประเทศอ่อนแอ แต่ความดีของคนยังเข้มแข็ง

ในวันที่โครงสร้างของประเทศดูอ่อนแอ ระบบหลายอย่างสั่นคลอน และความเชื่อมั่นของประชาชนถูกท้าทาย สิ่งที่น่ากังวลที่สุดไม่ใช่เพียงปัญหาทางเศรษฐกิจหรือการเมือง แต่คือการที่คนในสังคมอาจเริ่มหมดศรัทธาต่อความถูกต้อง และคิดว่าความซื่อสัตย์สุจริตไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้

แต่ท่ามกลางความอ่อนแอนั้น ยังมีกลุ่มคนอีกจำนวนหนึ่งที่ไม่ยอมจำนนต่อความสิ้นหวัง

พวกเขาอาจไม่ได้มีอำนาจ ไม่ได้มีทุนมหาศาล และไม่ได้มีตำแหน่งใหญ่โต แต่มีสิ่งสำคัญที่เปรียบเสมือน “เบ้าหลอมของชีวิต” ที่หล่อหลอมให้ยึดมั่นในความซื่อสัตย์ สุจริต เสียสละ และมีจิตสาธารณะ

คนเหล่านี้เชื่อว่า ประเทศจะเข้มแข็งไม่ได้ หากคนดีถอยออกจากพื้นที่สาธารณะ

พวกเขาจึงเลือกยืนหยัด แม้รู้ว่าหนทางข้างหน้าเต็มไปด้วยอุปสรรค เลือกพูดความจริง แม้บางครั้งความจริงจะไม่เป็นที่ชื่นชอบ และเลือกปกป้องประโยชน์ส่วนรวม แม้บางครั้งต้องเสียประโยชน์ส่วนตัว

การรักษาโครงสร้างประเทศไม่ใช่หน้าที่ของคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นหน้าที่ของประชาชนทุกคน โดยเฉพาะคนรุ่นเราที่ได้รับมรดกทางสังคมจากคนรุ่นก่อน เรามีหน้าที่ส่งต่อประเทศที่ดีกว่าเดิมให้กับลูกหลาน

เพราะอนาคตของลูกหลานไม่ได้สร้างขึ้นด้วยคำพูดเพียงอย่างเดียว แต่สร้างขึ้นจากการกระทำของคนในวันนี้

หากวันนี้เรายอมให้ความไม่ถูกต้องกลายเป็นเรื่องปกติ หากเรายอมให้ผลประโยชน์ส่วนตัวอยู่เหนือประโยชน์ส่วนรวม และหากคนดีเลือกที่จะนิ่งเฉย โครงสร้างของประเทศก็จะยิ่งอ่อนแอลง

แต่ถ้าคนที่มีอุดมการณ์ยังจับมือกัน
ถ้าคนที่ยึดมั่นในความซื่อสัตย์ยังยืนหยัด
ถ้าคนที่มีจิตสาธารณะยังไม่ทอดทิ้งสังคม

เรายังมีความหวัง

ประเทศอาจมีโครงสร้างที่อ่อนแอ แต่หัวใจของประชาชนต้องไม่อ่อนแอตาม

เราต้องช่วยกันสร้าง “เบ้าหลอมใหม่” ให้สังคมไทย เป็นเบ้าหลอมที่หล่อหลอมคนรุ่นใหม่ให้รู้จักความรับผิดชอบ รู้จักเสียสละ รู้จักเคารพสิทธิของผู้อื่น และกล้ายืนหยัดเพื่อความถูกต้อง

เพราะการต่อสู้เพื่ออนาคต ไม่ใช่การต่อสู้เพื่อคนรุ่นเราเพียงอย่างเดียว

แต่คือการรักษาบ้านหลังนี้ไว้ให้ลูกหลานได้อยู่อาศัยอย่างมีศักดิ์ศรี

วันนี้เราอาจยังเปลี่ยนประเทศทั้งประเทศไม่ได้ในทันที
แต่เราสามารถเริ่มเปลี่ยนจากตัวเรา จากกลุ่มของเรา และจากสังคมรอบตัวเราได้

กล้าหาญ เสียสละ ซื่อสัตย์ สุจริตจิตสาธารณะ
รวมพลังคนดี เพื่อรักษาโครงสร้างประเทศ
และสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้ลูกหลานของเรา

ที่อยู่

วิภาวดี
Bangkok
10900

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ พรรคสังคมประชาธิปไตยไทยผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์