มูลนิธิอิสรชน

มูลนิธิอิสรชน มูลนิธิอิสรชน เพื่อนของคนไร้ที่พึ่ง พัฒนาระบบสวัสดิการไทย เพื่อให้ทุกคนเท่าเทียมกัน

องค์กรพัฒนาสังคม รูปแบบอาสาสมัคร ทำงานกับผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะ (คนเร่ร่อน คนไร้บ้าน ผู้ป่วยข้างถนน) เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและผลักดันด้านนโยบายต่อภาครัฐ
ผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะ เขาต้องการเพียงการมองเห็นจากคนในสังคม ว่าเขามีตัวตน ไม่ใช่เพียงเศษขยะที่มองอย่างน่ารังเกียจ มาร่วมเรียนรู้แลกเปลี่ยนกับเราอิสรชน โทร 0928656651 แล้วคุณจะรู้ว่าเขาไม่ได้ขี้เกียจ แต่ยังมีอีกมากมายที่ทำให้คนออกจากบ้านมาอยู่ในที่สาธารณะ

วันที่  01 กันยายน  2569เจ้าภาพในการแบ่งปันอาหารกล่องคุณณัฐพล หนูทองเจ้าภาพในการแบ่งปันอาหารครอบครัวกุญชรานุสสรณ์เจ้าภาพ...
01/09/2026

วันที่ 01 กันยายน 2569
เจ้าภาพในการแบ่งปันอาหารกล่อง
คุณณัฐพล หนูทอง
เจ้าภาพในการแบ่งปันอาหาร
ครอบครัวกุญชรานุสสรณ์
เจ้าภาพร่วมสมทบในการแบ่งปันอาหาร คุณ กวิน ชุติมา คุณณัฐธิดา คุณต๊ะ พิภู พุ่มแก้วกล้า
คุณภาสุร หิตานุกุลกิจ คุณพัสนันท์ บุญชูกุศล คุณณัฐรินทร์ กิตติทวีพันธ์
ดญ.ณิชารัศมิ์ กิตติทวีพันธ์
ดช.ภวัต ผุดผ่อง ร่วมเป็นเจ้าภาพอาหารได้ทุกวันอังคาร ชุดละ 50 บาท (ข้าว ขนมปัง น้ำดื่ม)ไม่ใช่แค่ได้แบ่งปันอย่างเดียวแต่ได้สร้างโอกาสการจ้างงานให้คนไร้บ้านด้วย 📍ขั้นตอนการบริจาคเพื่อลดหย่อนภาษีผ่านเทใจดอทคอม หัก 10% ของเงินบริจาค เข้า https://taejai.com/th/project/bdl-punsookbyissarachon

📍บริจาคผ่านบัญชีมูลนิธิโดยตรงได้ที่ (ออกใบเสร็จได้แต่ลดหย่อนภาษีไม่ได้ )
ธ.กสิกรไทย สาขาวังบูรพา เลขที่ 094-3-86999-5

ขอรายละเอียดเพิ่มเติม
ติดต่อได้ที่ line : www.issarachonfound.com #มูลนิธิอิสรชน #คนไร้บ้าน #แจกข้าวคนยากไร้ #แจกข้าวกล่องคนไร้บ้าน

01/09/2026

วันที่ 01 กันยายน 2569
เจ้าภาพในการแบ่งปันอาหารกล่อง
คุณณัฐพล หนูทอง
เจ้าภาพในการแบ่งปันอาหาร
ครอบครัวกุญชรานุสสรณ์
เจ้าภาพร่วมสมทบในการแบ่งปันอาหาร คุณ กวิน ชุติมา คุณณัฐธิดา คุณต๊ะ พิภู พุ่มแก้วกล้า
คุณภาสุร หิตานุกุลกิจ คุณพัสนันท์ บุญชูกุศล คุณณัฐรินทร์ กิตติทวีพันธ์
ดญ.ณิชารัศมิ์ กิตติทวีพันธ์
ดช.ภวัต ผุดผ่อง ร่วมเป็นเจ้าภาพอาหารได้ทุกวันอังคาร ชุดละ 50 บาท (ข้าว ขนมปัง น้ำดื่ม)ไม่ใช่แค่ได้แบ่งปันอย่างเดียวแต่ได้สร้างโอกาสการจ้างงานให้คนไร้บ้านด้วย 📍ขั้นตอนการบริจาคเพื่อลดหย่อนภาษีผ่านเทใจดอทคอม หัก 10% ของเงินบริจาค เข้า https://taejai.com/th/project/bdl-punsookbyissarachon

📍บริจาคผ่านบัญชีมูลนิธิโดยตรงได้ที่ (ออกใบเสร็จได้แต่ลดหย่อนภาษีไม่ได้ )
ธ.กสิกรไทย สาขาวังบูรพา เลขที่ 094-3-86999-5

ขอรายละเอียดเพิ่มเติม
ติดต่อได้ที่ line : www.issarachonfound.com #มูลนิธิอิสรชน #คนไร้บ้าน #แจกข้าวคนยากไร้ #แจกข้าวกล่องคนไร้บ้าน

อาหารเตรีมแจกวันนี้ค่ะวันที่  01 กันยายน  2569เจ้าภาพในการแบ่งปันอาหารกล่องคุณณัฐพล หนูทองเจ้าภาพในการแบ่งปันอาหารครอบคร...
01/09/2026

อาหารเตรีมแจกวันนี้ค่ะ

วันที่ 01 กันยายน 2569
เจ้าภาพในการแบ่งปันอาหารกล่อง
คุณณัฐพล หนูทอง
เจ้าภาพในการแบ่งปันอาหาร
ครอบครัวกุญชรานุสสรณ์
เจ้าภาพร่วมสมทบในการแบ่งปันอาหาร คุณ กวิน ชุติมา คุณณัฐธิดา คุณต๊ะ พิภู พุ่มแก้วกล้า
คุณภาสุร หิตานุกุลกิจ คุณพัสนันท์ บุญชูกุศล คุณณัฐรินทร์ กิตติทวีพันธ์
ดญ.ณิชารัศมิ์ กิตติทวีพันธ์
ดช.ภวัต ผุดผ่อง ร่วมเป็นเจ้าภาพอาหารได้ทุกวันอังคาร ชุดละ 50 บาท (ข้าว ขนมปัง น้ำดื่ม)ไม่ใช่แค่ได้แบ่งปันอย่างเดียวแต่ได้สร้างโอกาสการจ้างงานให้คนไร้บ้านด้วย 📍ขั้นตอนการบริจาคเพื่อลดหย่อนภาษีผ่านเทใจดอทคอม หัก 10% ของเงินบริจาค เข้า https://taejai.com/th/project/bdl-punsookbyissarachon

📍บริจาคผ่านบัญชีมูลนิธิโดยตรงได้ที่ (ออกใบเสร็จได้แต่ลดหย่อนภาษีไม่ได้ )
ธ.กสิกรไทย สาขาวังบูรพา เลขที่ 094-3-86999-5

ขอรายละเอียดเพิ่มเติม
ติดต่อได้ที่ line : www.issarachonfound.com #มูลนิธิอิสรชน #คนไร้บ้าน #แจกข้าวคนยากไร้ #แจกข้าวกล่องคนไร้บ้าน

จาก “จุดดร็อปอิน” สู่ “พื้นที่ว่างเปล่า”แต่คำถามคือ…ปัญหาหายไปแล้วจริงหรือ?ภาพแรก ๆ คือภาพของพื้นที่แห่งนี้ในวันที่ยังมี...
01/09/2026

จาก “จุดดร็อปอิน” สู่ “พื้นที่ว่างเปล่า”
แต่คำถามคือ…ปัญหาหายไปแล้วจริงหรือ?

ภาพแรก ๆ คือภาพของพื้นที่แห่งนี้ในวันที่ยังมีชีวิต

มีคนเจ็บป่วยเข้ามารับการรักษา
มีการทำแผล ตรวจสุขภาพ คัดกรองโรค
มีการช่วยให้คนไร้บ้านเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการ
มีการประชุม พูดคุย ฟื้นฟู และสร้างอาชีพ

ส่วนภาพสุดท้าย คือภาพหลังจากพื้นที่ถูกจัดระเบียบและรื้อถอน พื้นที่อาจดูโล่งขึ้น สะอาดขึ้น
เป็นระเบียบขึ้น

แต่สำหรับเรา คำถามไม่เคยอยู่ที่ว่า “พื้นที่ดูสวยขึ้นหรือไม่” คำถามคือ… “แล้วคุณภาพชีวิตของคนที่เคยเข้ามาพึ่งพาพื้นที่นี้ ดีขึ้นหรือไม่?”

จุดดร็อปอินอิสรชน ทำงานมาตั้งแต่ปี 2554–2555 พื้นที่แห่งนี้ไม่ใช่เพียงจุดแจกอาหาร
แต่เป็นจุดที่คนไร้บ้านสามารถเข้ามาหาความช่วยเหลือได้อย่างต่อเนื่อง ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เราฟื้นฟูคนให้กลับบ้านได้ไม่น้อยกว่า 30 % (แบบถาวร) หลายคนไม่กลับมาใช้ชีวิตบนท้องถนนอีก

มีงานทำ
มีอาชีพ
มีครอบครัว

โดยเฉพาะการสร้างอาชีพด้านอาหาร ที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นมาแล้วกว่า 3–4 รุ่น ในช่วงโควิด พื้นที่แห่งนี้ยังเป็นจุดทำงานเชิงรุกด้านสุขภาพ
ทั้งการฉีดวัคซีน
ตรวจคัดกรอง
ดูแลบาดแผล
ประสานรถพยาบาล
และช่วยให้คนไร้บ้านเข้าถึงสิทธิรักษาพยาบาลและสวัสดิการ

เราทำงานร่วมกับภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จนมีคนกว่า 300–400 ราย ได้เข้าถึงสิทธิและสวัสดิการ เราพยายามเปลี่ยนการทำงานจากการ “รอให้คนเดินมาหา” เป็นการ เดินเข้าไปหาคนที่เข้าไม่ถึงระบบ

เมื่อกรุงเทพมหานครขอความร่วมมือให้อิสรชนไปทำงานร่วมกับบ้านอิ่มใจ

เราก็ให้ความร่วมมือ
เราย้ายกิจกรรมแจกอาหารไปทำงานร่วมกัน
เพราะเราไม่เคยปฏิเสธการทำงานร่วมกับภาครัฐ
แต่เรายังคงยืนยันว่า พื้นที่เดิมจำเป็นต้องมี จุดดร็อปอิน

เพราะคนไร้บ้านไม่ได้ป่วยเฉพาะวันที่มีกิจกรรม
ไม่ได้เจ็บเฉพาะเวลาราชการ และเหตุฉุกเฉินไม่เคยมีวันนัดหมาย

เราจึงพัฒนาคนไร้บ้านให้เป็นอาสาสมัคร
ให้สามารถแจ้งรถพยาบาล
ช่วยดูแลบาดแผล
และช่วยเหลือเพื่อนที่อยู่ในสถานการณ์เดียวกัน

นี่ไม่ใช่แค่ “เต็นท์”
แต่มันคือ ระบบช่วยเหลือที่ทำงานอยู่ในพื้นที่จริง

วันนี้ ภายใต้การจัดระเบียบตามกฎหมายรักษาความสะอาด เต็นท์ของเราถูกสั่งให้รื้อ
มีการแจ้งว่า หากจะทำกิจกรรม สามารถนำเต็นท์มาตั้งได้ แต่ไม่สามารถตั้งไว้เป็นจุดบริการอย่างต่อเนื่อง
เรารับฟัง
เราให้ความร่วมมือ
และเรายังทำงานต่อ
เพราะแม้พื้นที่เดิมจะถูกถอนออกไป
อิสรชนยังไม่เคยถอนตัวออกจากคนไร้บ้าน

เรายังลงพื้นที่
ยังดูแล
ยังติดตาม
ยังช่วยเหลือ

แต่สิ่งที่เราสูญเสีย คือ จุดที่ทำให้การช่วยเหลือมีความต่อเนื่อง

และวันนี้ เรากลับได้รับแจ้งว่า…
จะมีการนำ “เต็นท์เทศกิจ” มาตั้งในพื้นที่เดิม
เราจึงอยากตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมาและสุภาพว่า…

หากพื้นที่แห่งนี้ไม่สามารถตั้งเต็นท์ไว้ได้ เพราะต้องจัดระเบียบ แล้วเหตุใดเต็นท์ของหน่วยงานจึงสามารถตั้งได้?

เต็นท์เทศกิจที่จะมาตั้ง มีไว้เพื่ออะไร?

จะเข้ามาช่วยเหลือหรือพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไร้บ้านอย่างไร? และที่สำคัญที่สุด…

มาตรฐานในการจัดระเบียบครั้งนี้ ใช้กับทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียมกันหรือไม่? เราไม่ได้บอกว่าเจ้าหน้าที่ไม่มีสิทธิ์ตั้งเต็นท์ เราไม่ได้ปฏิเสธกฎหมายและเราไม่ได้เรียกร้องสิทธิพิเศษให้ตัวเอง

แต่เรากำลังถามถึง ความชัดเจนและความจริงใจในการทำงานร่วมกัน เพราะหากเมื่อวานบอกว่าไม่สามารถตั้งได้

แต่วันนี้กลับมีเต็นท์มาตั้งในพื้นที่เดียวกัน สังคมย่อมมีสิทธิ์ตั้งคำถามว่า… นี่คือการจัดระเบียบตามกติกาเดียวกัน หรือเป็นการเลือกว่าฝ่ายใดควรอยู่ และฝ่ายใดควรถอยออกไป?

เราไม่อยากด่วนสรุปว่าเป็นการใช้อำนาจ
แต่เราคิดว่า ผู้มีอำนาจควรสามารถอธิบายเหตุผลของการใช้อำนาจต่อสาธารณะได้อย่างชัดเจน
เพราะความร่วมมือ ไม่ควรหมายถึงการที่ฝ่ายหนึ่งต้องยอมทุกครั้ง ในขณะที่อีกฝ่ายสามารถเปลี่ยนเงื่อนไขได้ตลอดเวลา

เราเข้าใจว่าพื้นที่ต้องสะอาด
เมืองต้องเป็นระเบียบ
กฎหมายต้องได้รับการเคารพ
แต่เราอยากถามว่า… หากพื้นที่สวยขึ้น
แต่จุดเข้าถึงความช่วยเหลือหายไป
เรากำลังพัฒนาเมือง
หรือกำลังทำให้ปัญหาหายไปจากสายตา?

การห้ามคนนอนตรงนี้ ไม่ได้ทำให้เขามีบ้าน
การรื้อเต็นท์ ไม่ได้ทำให้เขามีงาน
การทำให้พื้นที่ว่าง ไม่ได้ทำให้ปัญหาว่างเปล่าตามไปด้วย

คนยังอยู่
ความเจ็บป่วยยังอยู่
ความหิว ความจน และการเข้าไม่ถึงสิทธิยังอยู่
เพียงแต่วันนี้…
เราอาจมองไม่เห็นพวกเขาในพื้นที่เดิมเท่านั้น

อิสรชนยังคงทำงาน เรายังอยู่กับคนไร้บ้าน
แต่เราอยากบอกว่า… “การจัดระเบียบ” ไม่ควรแลกกับ “คุณภาพของการช่วยเหลือ” และการพัฒนาเมือง ไม่ควรวัดเพียงว่า พื้นที่ดูสะอาดขึ้นแค่ไหนแต่ควรถามด้วยว่า “ชีวิตของคนที่เคยอยู่ตรงนั้น ดีขึ้นจริงหรือไม่?”

วันนี้เราจึงไม่ได้ถามว่า“ทำไมถึงรื้อเต็นท์ของเรา?”
แต่เรากำลังถามว่า… “หลังจากจัดระเบียบแล้ว คุณมีแผนจัดการกับชีวิตของคนที่เคยพึ่งพาพื้นที่นี้อย่างไร?”

และอีกคำถามหนึ่งที่เรารอคำตอบคือ… “ถ้าเต็นท์ตั้งไม่ได้ แล้วเต็นท์เทศกิจจะมาตั้งเพื่ออะไร?”
เพราะท้ายที่สุดแล้ว…เราไม่ได้เสียดายเต็นท์แต่เราเสียดาย “ระบบช่วยเหลือ” ที่ใช้เวลาหลายปีสร้างขึ้นมา

คุณคิดว่า การจัดระเบียบที่ดีควรทำให้พื้นที่สวยขึ้นอย่างเดียว หรือควรทำให้ชีวิตของคนดีขึ้นไปพร้อมกัน?

#อิสรชน #จุดดร็อปอินอิสรชน #คนไร้บ้านคือประชาชน #จัดระเบียบไม่ใช่ย้ายปัญหา
#พื้นที่สวยขึ้นชีวิตต้องดีขึ้นด้วย
#การพัฒนาไม่ใช่แค่สิ่งที่มองเห็น
#ขอความชัดเจนในการทำงานร่วมกัน

วันนี้เราจัดยาลงพื้นที่ เพราะหน้าฝนคนป่วยมากขึ้น พร้อมส่งต่อยาให้อาสาสมัครคนไร้บ้านที่เราพัฒนาขึ้น เพื่อช่วยดูแลเพื่อนคน...
31/08/2026

วันนี้เราจัดยาลงพื้นที่ เพราะหน้าฝนคนป่วยมากขึ้น พร้อมส่งต่อยาให้อาสาสมัครคนไร้บ้านที่เราพัฒนาขึ้น เพื่อช่วยดูแลเพื่อนคนไร้บ้านที่เจ็บป่วยในพื้นที่

เพราะงานของเราไม่ใช่แค่ลงพื้นที่นำของไปให้แล้วจบแต่คือ การสร้างคน สร้างงาน และสร้างโอกาสให้ฟื้นฟูชีวิตและดูแลกันเองได้ แม้ผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะจะไม่มีบ้าน ไม่มีที่นอน เจ็บป่วย พิการ หรือมีปัญหาสุขภาพจิต เขาก็ยังเป็นคน มีลมหายใจ และมีสิทธิที่จะได้รับการดูแลเหมือนพลเมืองคนหนึ่ง

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการทำงาน

📍 บริจาคผ่านบัญชีมูลนิธิโดยตรง
(ออกใบเสร็จได้ แต่ลดหย่อนภาษีไม่ได้)
🧧 ธ.กสิกรไทย สาขาวังบูรพา
เลขที่ 094-3-86999-5
🧧 ธ.ทหารไทยธนชาติ สาขาทองหล่อ
เลขที่ 182-2-16241-6

📍 บริจาคเพื่อลดหย่อนภาษีผ่านเทใจ
"ร่วมบริจาคผ่านเทใจ" (https://reference-url-citation.invalid/0)

มาร่วมเป็น “เพื่อนอิสรชน” ไปด้วยกันนะคะ 🤝
LINE:

#คนไร้บ้าน #คนเร่ร่อน #มูลนิธิอิสรชน

จาก “ไม่มีสิทธิ” สู่การกลับมาเป็น “คนที่มีตัวตน” อีกครั้ง       “สมโภชน์” ลุงขาพิการ เดินเข้ามาขอความช่วยเหลือเรื่อง เบี...
30/08/2026

จาก “ไม่มีสิทธิ” สู่การกลับมาเป็น “คนที่มีตัวตน” อีกครั้ง
“สมโภชน์” ลุงขาพิการ เดินเข้ามาขอความช่วยเหลือเรื่อง เบี้ยความพิการ ทั้งที่มีบัตรคนพิการแล้ว แต่กลับไม่เคยได้รับสิทธิเลย
อิสรชนจึงประสานศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งเพื่อตรวจสอบ จนพบว่า ชื่อของลุงถูกย้ายไปอยู่ในทะเบียนบ้านกลาง ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงสิทธิสวัสดิการที่ควรได้รับ
จากนั้นจึงช่วยประสานและติดตามการย้ายทะเบียนบ้าน รวมถึงการทำบัตรประชาชนใบใหม่ กระบวนการทั้งหมดใช้เวลากว่า 3 เดือน
วันนี้ลุงสมโภชน์มีชื่อในทะเบียนใหม่ มีบัตรประชาชน และกำลังกลับเข้าสู่ระบบสิทธิของตัวเองอีกครั้ง
แต่ยังมีอีกหนึ่งขั้นตอน คือการดำเนินการกับ บัญชีธนาคารเดิม เพื่อให้สามารถรับเบี้ยความพิการได้ ซึ่งยังต้องประสานช่วยเหลือต่อ เนื่องจากลุงไม่มีโทรศัพท์มือถือสำหรับยืนยันตัวตน
เพราะการช่วยเหลือไม่ใช่แค่การให้สิ่งของ
แต่คือการช่วยให้คนคนหนึ่งกลับมามี “ตัวตน” ในระบบ มีชื่อในทะเบียน มีบัตรประชาชน มีสิทธิในสวัสดิการ และมีโอกาสอีกครั้ง
“ลุงยังมีสิทธิ และลุงมีตัวตน
เราจะช่วยกันพาลุงกลับไปเอาสิทธินั้น”

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการไม่ทิ้งใครไว้บนถนน
📍 บริจาคผ่านบัญชีมูลนิธิโดยตรง (ออกใบเสร็จได้ แต่ลดหย่อนภาษีไม่ได้):
🧧ธ.กสิกรไทย สาขาวังบูรพา เลขที่ 094-3-86999-5
🧧ธ.ทหารไทยธนชาติ สาขาทองหล่อ
เลขที่ 182-2-16241-6
📍 บริจาคเพื่อลดหย่อนภาษีผ่านเทใจ (หัก 10%):
https://taejai.com/th/project/bdl-punsookbyissarachon

มาร่วมเป็น "เพื่อนอิสรชน" ไปด้วยกันนะคะ
LINE:

#มูลนิธิอิสรชน #คนไร้บ้าน #สิทธิที่ทุกคนควรได้รับ

โพสต์นี้เขียนขึ้นท่ามกลางการดำเนินงานจัดระเบียบพื้นที่และช่วยเหลือคนไร้บ้านบริเวณราชดำเนินที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ รวมถึ...
30/08/2026

โพสต์นี้เขียนขึ้นท่ามกลางการดำเนินงานจัดระเบียบพื้นที่และช่วยเหลือคนไร้บ้านบริเวณราชดำเนินที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ รวมถึงบทสนทนาและข้อเสนอจากหลายฝ่ายต่อการจัดระเบียบพื้นที่และแนวทางการช่วยเหลือคนไร้บ้าน

เพื่อให้เห็นบริบทของเหตุการณ์และข้อเสนอที่กำลังมีการพูดถึง เราแนบข้อมูลต้นทางไว้ในคอมเมนต์นี้

• การดำเนินงานของกรุงเทพมหานคร
https://www.facebook.com/share/p/1DjkcVsGKw/

• ข้อสังเกตและข้อเสนอของมูลนิธิกระจกเงา
https://www.facebook.com/share/p/14mt4K2PKyJ/

• ข้อชวนคิดเรื่องสิทธิ ความสมัครใจ และวิธีปฏิบัติในการจัดระเบียบจากมูลนิธิอิสรชน
https://www.facebook.com/share/p/1KiecaRRj4/

เราอยากชวนคนทำงานและทุกคนที่เกี่ยวข้องมาช่วยกันคิดต่อว่า จะทำอย่างไรให้การส่งต่อกลายเป็นการดูแลที่ต่อเนื่องจริง ๆ หากมีข้อเสนอหรือประสบการณ์ที่ช่วยให้เห็นทางไปต่อ ชวนมาแลกเปลี่ยนกันในคอมเมนต์ และหากเห็นว่าคำถามนี้สำคัญ ช่วยกันส่งต่อให้บทสนทนานี้ไปได้ไกลขึ้น

ไม่มีบ้าน ไม่ควรหมายถึงไม่มีที่ให้ดูแล

จากการจัดระเบียบพื้นที่และช่วยเหลือคนไร้บ้านบริเวณราชดำเนินที่กำลังดำเนินอยู่ เราเห็นทั้งความพยายามของภาครัฐในการพาคนเข้าสู่ระบบ และข้อเสนอจากคนทำงานที่ชวนให้มองไปไกลกว่าการนำคนออกจากพื้นที่

Happy Endings ยืนเคียงข้างข้อเสนอที่ว่า การจัดการเรื่องคนไร้บ้านต้องไปถึงเงื่อนไขที่ทำให้แต่ละคนสามารถมีชีวิตต่อได้จริง ไม่ว่าจะเป็นงาน รายได้ ที่อยู่อาศัย สุขภาพ และการช่วยเหลือที่เหมาะกับสถานการณ์ของแต่ละคน

เราไม่ได้เขียนโพสต์นี้เพื่อตัดสินว่าปฏิบัติการที่กำลังเกิดขึ้น “ดี” หรือ “ไม่ดี” แต่อยากยืนยันอีกหนึ่งประเด็น จากมุมของคนทำงานด้านการดูแลช่วงท้ายของชีวิตว่า "ในการจัดระบบครั้งนี้ เราจำเป็นต้องคิดอย่างจริงจังถึงคนบางส่วนที่เมื่อเจ็บป่วยแล้ว อาจไม่สามารถกลับไปใช้ชีวิตด้วยตัวเองได้เหมือนเดิม และต้องการการดูแลมากขึ้นด้วย"

เพราะทางไปต่อของแต่ละคนไม่เหมือนกัน..บางคนอาจกลับไปทำงานและตั้งหลักได้..บางคนอาจต้องพักฟื้นหรือฟื้นฟู..บางคนอาจต้องการความช่วยเหลือในการใช้ชีวิตประจำวันมากขึ้น
และสำหรับบางคน ชีวิตอาจกำลังเข้าสู่ช่วงที่ต้องการการดูแลแบบประคับประคองหรือการดูแลช่วงท้าย

สำหรับคนเหล่านี้ คำถามจึงไม่ใช่เพียง
“มีที่ไหนรับได้บ้าง”
แต่คือ...
“เขาต้องการการดูแลแบบไหน ที่ไหนดูแลเขาได้ และถ้าความต้องการเปลี่ยน ใครจะช่วยให้เขาไปต่อ”

นี่ไม่ควรเป็นคำถามที่ค่อยหาคำตอบเมื่อเกิดเคสขึ้นแล้ว แต่ควรเป็นส่วนหนึ่งของระบบที่กำลังจัดขึ้นตั้งแต่ต้น

สิ่งที่ Happy Endings อยากเสนอ...

เราไม่ได้คิดว่าคำตอบคือการสร้างสถานที่หนึ่งแห่งขึ้นมาเพื่อรับคนไร้บ้านที่เจ็บป่วยทั้งหมด

ในความเป็นจริง เรามีบริการและหน่วยงานอยู่หลายส่วนแล้ว ทั้งที่พักชั่วคราว ศูนย์คุ้มครอง บริการฟื้นฟู โรงพยาบาล ระบบสังคม การดูแลระยะยาว รวมถึงการดูแลแบบประคับประคองและการดูแลช่วงท้าย

แต่แต่ละแห่งมีหน้าที่ มีข้อจำกัด และรองรับความต้องการการดูแลได้ต่างกัน

โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่ทำให้ที่ใดที่หนึ่งดูแลได้ทุกอย่าง แต่ทำอย่างไรให้คนหนึ่งคนมี “ทางไปต่อ” ที่เหมาะกับความต้องการของเขา และไม่หลุดอยู่ตรงรอยต่อระหว่างระบบ

อย่างน้อย เราคิดว่ามี 5 เรื่องที่ควรถูกนำมาคิดอย่างจริงจัง
1️⃣ — ประเมินว่า “ต้องการการดูแลแค่ไหน” ไม่ใช่เพียง “ป่วยหรือไม่ป่วย”

นอกจากโรคหรืออาการ ควรดูด้วยว่าคนคนนั้นใช้ชีวิตประจำวันได้ด้วยตัวเองแค่ไหน ต้องการความช่วยเหลืออะไร และที่สำคัญ ตัวเขาเองต้องการอะไร เพราะการดูแลที่เหมาะสมไม่ควรเกิดจากการประเมินของระบบเพียงฝ่ายเดียว แต่ควรมีเสียงและความต้องการของเจ้าตัวอยู่ในนั้นด้วย

2️⃣ — ส่งต่อไปยังที่ที่ “ดูแลได้จริง” ไม่ใช่เพียงที่ที่มีที่ว่าง

คนที่ต้องพักฟื้น คนที่ต้องการการฟื้นฟู คนที่ต้องการความช่วยเหลือในชีวิตประจำวัน และคนที่ต้องการการดูแลแบบประคับประคองหรือช่วงท้าย มีความต้องการต่างกัน เราไม่จำเป็นต้องทำให้สถานที่แห่งเดียวรับทุกอย่าง แต่คนหนึ่งคนควรมีทางไปต่อ ตามระดับการดูแลที่เขาต้องการ

3️⃣ — การส่งต่อควรมี “ผู้รับช่วง” ไม่ใช่เพียง “ปลายทาง”

การมีสถานที่รับต่อ ยังไม่เท่ากับการดูแลต่อเนื่อง เมื่อคนหนึ่งคนถูกส่งต่อไปยังที่พัก ศูนย์คุ้มครอง สถานฟื้นฟู โรงพยาบาล หรือบริการอื่น ควรชัดว่า ใครรับผิดชอบการดูแลต่อจากจุดนั้น และหากสถานที่นั้นไม่เหมาะ อยู่ต่อไม่ได้ หรือความต้องการการดูแลเปลี่ยนไป ใครจะช่วยประสานทางถัดไป ความสำเร็จของการส่งต่อจึงไม่ควรวัดเพียงว่า “ส่งไปที่ไหนแล้ว” แต่ควรรู้ต่อว่า
"ไปถึงไหม"
"อยู่ได้ไหม"
"ได้รับการดูแลที่เหมาะกับความต้องการไหม"..และถ้าต้องไปต่อ ใครรับช่วง

การส่งต่อที่สำเร็จ ไม่ใช่เพียงการที่คนออกจากความรับผิดชอบของหน่วยงานหนึ่ง แต่คือ การที่เขาเข้าสู่การดูแลถัดไปได้จริง

4️⃣ — ต้องมีเจ้าภาพของการเชื่อมระบบ และข้อมูลที่จำเป็นต้องเดินต่อไปกับคน

ถ้าแต่ละหน่วยงานประเมินใหม่ เก็บข้อมูลแยกกัน และรับผิดชอบเฉพาะช่วงที่คนอยู่ในการดูแลของตัวเอง ต่อให้เรามีบริการหลายอย่าง คนก็ยังหลุดตรงรอยต่อได้ จึงควรชี้ให้ชัดว่า ใครเป็นเจ้าภาพในการทำให้บริการเหล่านี้เชื่อมกัน และใครรับผิดชอบให้ข้อมูลที่จำเป็นต่อการดูแลเดินต่อไปพร้อมกับคน โดยเคารพความยินยอม สิทธิ และความเป็นส่วนตัวของเจ้าตัว ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากระบบข้อมูลขนาดใหญ่ แต่อย่างน้อย ผู้รับช่วงต่อควรรู้ข้อมูลที่จำเป็นต่อการดูแล ไม่ต้องเริ่มต้นใหม่ทุกครั้ง และคนที่กำลังได้รับการดูแลไม่ควรต้องเป็นผู้แบกเรื่องราวของตัวเองเดินเชื่อมระบบเพียงลำพัง

เราอาจเชื่อมหน่วยงานได้ แต่ถ้าข้อมูลและความรับผิดชอบไม่ต่อกัน เราก็ยังไม่ได้เชื่อมการดูแล

5️⃣ — ส่งแล้วต้องตามต่อ

หลังการส่งต่อ ควรยังมีคำตอบสำหรับคำถามง่าย ๆ ว่า..
ไปถึงไหม
อยู่ได้ไหม
ได้รับการดูแลที่ต้องการจริงไหม
และถ้าสถานการณ์เปลี่ยน ใครจะรับช่วงต่อ

เพราะหากเป้าหมายคือการพาคน “เข้าสู่ระบบ” การรู้เพียงว่าคนถูกส่งไปที่ไหนอาจยังไม่พอ การพาคนเข้าสู่ระบบจะมีความหมาย ก็ต่อเมื่อระบบสามารถดูแลเขาต่อได้
เราเข้าใจว่าการทำให้ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นไม่ง่าย และเราไม่ได้มีคำตอบว่าเจ้าภาพควรเป็นใคร ระบบข้อมูลควรอยู่ตรงไหน หรือบริการแต่ละส่วนควรแบ่งบทบาทกันอย่างไร

คำตอบเหล่านี้ต้องออกแบบร่วมกัน ทั้งกับคนที่มีประสบการณ์ไร้บ้าน คนทำงานหน้างาน ระบบสุขภาพ ระบบสังคม หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และคนที่มีอำนาจทำให้ข้อต่อเหล่านี้เกิดขึ้นจริง

แต่มีเรื่องหนึ่งที่เราอยากยืนยันให้ชัด...

#️⃣ คนที่ไม่สามารถกลับไปพึ่งตัวเองได้ ต้องไม่กลายเป็น “ข้อยกเว้น” ที่ระบบค่อยหาทางแก้เป็นรายกรณี #️⃣

การฟื้นฟู การดูแลระยะยาว และการดูแลช่วงท้าย ควรเป็นทางที่ถูกคิดเผื่อไว้ตั้งแต่ต้น เช่นเดียวกับทางไปสู่การมีงาน ที่อยู่อาศัย และการกลับไปใช้ชีวิตด้วยตัวเอง

เพราะสุดท้ายแล้ว การพาคนเข้าสู่ระบบไม่ควรมีความหมายเพียงว่าเขาไม่อยู่บนถนนอีกต่อไป แต่ควรหมายถึงว่า เมื่อชีวิตและความต้องการของเขาเปลี่ยนไป เขายังมีการดูแลที่ไปต่อได้

การดูแลไม่ควรขาดช่วง
เพียงเพราะคนหนึ่งคนไม่มี “บ้าน” ให้กลับไป

ไม่มีบ้าน
ไม่ควรหมายถึงไม่มีที่ให้ดูแล

— Happy Endings
End-of-Life Design Practice
Cultivating Life, Dying Happily.

ชวนสังคมสังเกตความสัมพันธ์ระหว่างวาทกรรมกับวิธีปฏิบัติ  สองวันที่ผ่านมา กับคำถามที่มากกว่าการ “จัดระเบียบคนไร้บ้าน” ตลอด...
29/08/2026

ชวนสังคมสังเกตความสัมพันธ์ระหว่างวาทกรรมกับวิธีปฏิบัติ สองวันที่ผ่านมา กับคำถามที่มากกว่าการ “จัดระเบียบคนไร้บ้าน” ตลอด 2 วันที่ผ่านมา เราได้เห็นการลงพื้นที่จัดระเบียบคนไร้บ้านบริเวณถนนราชดำเนินของกรุงเทพมหานครและหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง สิ่งที่น่าสังเกตไม่ใช่เพียงว่า “กรุงเทพมหานครกำลังจัดระเบียบคนไร้บ้าน” แต่คือ วิธีที่กรุงเทพมหานครใช้ในการอธิบายการปฏิบัติการครั้งนี้
คำที่เราได้ยินคือ “เชิญชวน” “ขอความร่วมมือ” “สมัครใจ” “เคารพสิทธิ” “ไม่ได้ใช้ความรุนแรง” ทั้งหมดเป็นถ้อยคำที่ฟังแล้วดี และแน่นอนว่าเราเองก็อยากเห็นการทำงานกับคนไร้บ้านบนหลักการเหล่านี้ เราไม่ได้คัดค้านการจัดระเบียบพื้นที่สาธารณะ เมืองควรสะอาด เป็นระเบียบ และปลอดภัย คนที่ใช้พื้นที่สาธารณะก็ต้องเคารพกติกา หากมีการทะเลาะวิวาท ทิ้งขยะ ขับถ่าย หรือสร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น ก็ต้องมีวิธีจัดการอย่างเหมาะสม เราไม่ได้กำลังบอกว่า “คนไร้บ้านทำอะไรก็ได้” แต่ในฐานะคนทำงานกับคนไร้บ้าน สิ่งที่เราอยากชวนสังคมมองให้ลึกไปกว่านั้นคือ ระหว่าง “คำที่รัฐใช้” กับ “สิ่งที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่” นั้น เหมือนกันแค่ไหน?

เมื่อคำว่า “ขอความร่วมมือ” เกิดขึ้นต่อหน้ากำลังเจ้าหน้าที่จำนวนมาก เราไม่ได้บอกว่าการมีตำรวจ ทหาร หรือเทศกิจลงพื้นที่เป็นความรุนแรง และไม่ได้กล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่ทุกคนใช้กำลังบังคับคนไร้บ้าน แต่เราควรถามอย่างตรงไปตรงมาว่า ภาพของเจ้าหน้าที่รัฐจำนวนมากที่เดินเข้าพื้นที่เป็นขบวน มีความหมายอย่างไรต่อคนที่กำลังนอนอยู่บนทางเท้า? ในมุมของเจ้าหน้าที่ นี่อาจเป็นเพียงการจัดกำลังเพื่อดูแลความเรียบร้อย แต่ในมุมของคนไร้บ้าน ซึ่งอยู่ในสถานะที่มีอำนาจต่อรองน้อยกว่า ภาพเดียวกันอาจหมายถึง “รัฐกำลังเข้ามาหาฉัน” และเมื่อเจ้าหน้าที่พูดว่า “ขอความร่วมมือให้ออกจากพื้นที่” คำถามคือ คนที่ไม่มีบ้าน ไม่มีรายได้ และไม่มีทางเลือกอื่น เขารู้สึกว่าเขา “เลือกได้” มากแค่ไหน? นี่ไม่ได้หมายความว่าการขอความร่วมมือคือการบังคับ แต่เรากำลังชวนตั้งคำถามถึง บริบทของอำนาจที่อยู่เบื้องหลังคำว่า “สมัครใจ” เพราะความสมัครใจที่แท้จริง ไม่ควรวัดจากเพียงว่า “เขาไม่ได้ถูกอุ้มขึ้นรถ” แต่ควรถามต่อว่า “เขามีทางเลือกอื่นที่เหมาะสมและเป็นจริงหรือไม่?”

เราไม่ได้กำลังบอกว่า “อย่าจัดระเบียบ” ตรงกันข้าม เราอยากเห็นการจัดระเบียบที่มีประสิทธิภาพมากกว่านี้ เพราะการจัดระเบียบที่ดี ไม่ควรหมายถึงเพียงการทำให้คนกลุ่มหนึ่งหายออกไปจากพื้นที่ แต่ต้องตอบให้ได้ว่า แล้วชีวิตของเขาหลังจากออกจากพื้นที่จะเป็นอย่างไร? หากคนหนึ่งคนถูกเชิญไปบ้านพัก เราต้องถามว่า
เขาพักได้จริงหรือไม่? เหมาะกับอายุหรือไม่? เหมาะกับความพิการหรือไม่? รองรับอาการเจ็บป่วยหรือไม่? เขาสามารถทำงานจากที่นั่นได้หรือไม่? ถ้าไม่มีงาน แล้วเขาจะมีรายได้จากอะไร? และถ้าอีกไม่กี่สัปดาห์หรือไม่กี่เดือนเขากลับออกมาอยู่ข้างถนนอีกครั้ง เราจะถือว่าการจัดระเบียบครั้งนี้ประสบความสำเร็จหรือไม่?

เพราะคนไร้บ้านไม่ได้เป็นปัญหาเดียวกันทั้งหมด คนที่เราเห็นอยู่บนราชดำเนินไม่ได้มีชีวิตเหมือนกันทุกคน บางคนยังทำงานได้ บางคนตกงาน บางคนสูงอายุ บางคนเจ็บป่วย บางคนพิการ บางคนมีปัญหาสุขภาพจิต บางคนไม่มีครอบครัว บางคนไม่มีเงินแม้แต่จะเช่าห้องราคาถูก
ดังนั้น การใช้คำว่า “จัดระเบียบคนไร้บ้าน” เหมือนกับว่าคนทั้งหมดเป็นปัญหาแบบเดียวกัน จึงอาจทำให้เราออกแบบวิธีแก้ปัญหาผิดตั้งแต่ต้น เพราะสิ่งที่คนไร้บ้านจำนวนมากต้องการไม่ใช่เพียง “ที่นอนหนึ่งคืน” แต่คือ งาน รายได้ ที่อยู่อาศัย การรักษาพยาบาล และโอกาสที่จะกลับไปจัดการชีวิตของตัวเอง

เราควรระวังการใช้ “วาทกรรมที่สวยงาม” แต่ไม่จริงใจ จนกลบคำถามเรื่องการปฏิบัติ คำว่า “เคารพสิทธิ” เป็นคำที่ดี แต่การบอกว่า “เราเคารพสิทธิ” ไม่ควรเป็นจุดสิ้นสุดของการตรวจสอบ มันควรเป็นจุดเริ่มต้นของคำถามว่า แล้วในทางปฏิบัติ สิทธินั้นปรากฏอยู่ตรงไหน? สิทธิในการปฏิเสธมีจริงหรือไม่? มีการอธิบายทางเลือกให้เขาครบถ้วนหรือไม่? มีการประเมินสภาพร่างกาย อายุ ความพิการ และความเจ็บป่วยก่อนส่งต่อหรือไม่? มีที่พักที่เหมาะสมจริงหรือไม่? มีทางเลือกอื่นนอกจากการออกจากพื้นที่หรือไม่? และที่สำคัญที่สุด เสียงของคนไร้บ้านถูกนำมาอยู่ในกระบวนการตัดสินใจมากแค่ไหน? เพราะสิทธิไม่ควรมีเพียงอยู่ในคำแถลงข่าว สิทธิต้องปรากฏอยู่ในกระบวนการทำงานจริง

เราเคยเห็นเรื่องนี้มาแล้ว นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่กรุงเทพมหานครจัดระเบียบคนไร้บ้าน เราเห็นแนวทางลักษณะนี้มาแล้วหลายยุคหลายสมัย และสิ่งที่คนทำงานกับคนไร้บ้านเห็นซ้ำ ๆ คือ คนบางส่วนถูกนำเข้าสู่ระบบ บางส่วนอยู่ได้ระยะหนึ่ง บางส่วนออกจากระบบ แล้วกลับมาใช้ชีวิตในพื้นที่สาธารณะอีกครั้ง ถ้าสิ่งนี้เกิดขึ้นซ้ำ ๆ บางทีเราต้องหยุดถามว่า “ทำไมคนไร้บ้านถึงไม่ยอมเข้าระบบ?” แล้วเปลี่ยนคำถามเป็น “ระบบที่เราสร้างขึ้น ตอบโจทย์ชีวิตของเขาจริงหรือยัง?” นี่คือคำถามที่สำคัญกว่า

และนี่คือเหตุผลที่เราอยากพูดเรื่อง “คนที่รับผิดชอบ” เราไม่ได้มีปัญหากับตำรวจ ไม่ได้มีปัญหากับทหาร ไม่ได้มีปัญหากับเทศกิจ ทุกหน่วยงานมีบทบาทของตัวเองในการดูแลเมือง แต่การแก้ปัญหาคนไร้บ้าน ไม่ใช่เพียงภารกิจด้านความสงบเรียบร้อย มันเป็นปัญหาสังคม ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาแรงงาน ปัญหาสุขภาพ ปัญหาที่อยู่อาศัย และปัญหาสิทธิมนุษยชน ดังนั้น ผู้รับผิดชอบหลักของการทำงานเรื่องนี้จึงควรมี “ฐานคิดด้านสิทธิและสังคม” เป็นหัวใจ ตำรวจและทหารอาจมีบทบาทในเรื่องความปลอดภัย แต่เราไม่ควรปล่อยให้ วิธีคิดแบบการควบคุมพื้นที่ กลายเป็นวิธีคิดหลักในการแก้ปัญหาคนไร้บ้าน เพราะคนไร้บ้านไม่ใช่ “พื้นที่ที่ต้องควบคุม” เขาคือคนที่กำลังมีปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไข

สิ่งที่เราอยากเห็น ไม่ใช่การยกเลิกการจัดระเบียบ แต่คือการจัดระเบียบที่มีคำถามเหล่านี้อยู่ในทุกขั้นตอน มีงานให้เขาหรือยัง? มีที่พักที่เหมาะกับเขาหรือยัง? คนพิการไปอยู่ที่ไหน? คนสูงอายุไปอยู่ที่ไหน? คนป่วยได้รับการดูแลอย่างไร? คนที่ยังทำงานได้จะกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานอย่างไร? คนที่ไม่สามารถทำงานได้จะมีชีวิตอย่างไร? และที่สำคัญที่สุด หลังจากจัดระเบียบแล้ว เขาจะมีชีวิตที่ดีขึ้นจริงหรือไม่? ไม่ใช่แค่ตัวเลขที่ออกมาพูดเฉย ๆ เพราะเอาเข้าจริงในการประชุมเรารู้ว่าอยู่ในระบบได้แค่ไหน แต่แน่นอน ทุกหน่วยงานช่วยกัน 10 คน พัฒนาได้ 1 คนก็ยังดีกว่าไม่มี แต่ไม่ใช่การตีตรา เหมารวม
ถ้าตอบคำถามเหล่านี้ไม่ได้ การจัดระเบียบก็อาจทำให้ “พื้นที่เปลี่ยน” แต่ไม่ได้ทำให้ “ชีวิตเปลี่ยน” เราไม่ได้อยู่ข้างคนไร้บ้านเพราะเห็นด้วยกับทุกสิ่งที่เขาทำ เราอยู่ข้างหลักการที่ว่า คนที่ทำผิดกติกาต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตัวเอง แต่ในขณะเดียวกัน รัฐก็ต้องรับผิดชอบต่อวิธีที่รัฐใช้อำนาจกับคนคนนั้นเช่นกัน สองเรื่องนี้อยู่ด้วยกันได้ เมืองสะอาดได้ เมืองปลอดภัยได้ พื้นที่สาธารณะเป็นระเบียบได้ โดยไม่จำเป็นต้องแลกกับศักดิ์ศรีของคนคนหนึ่ง

สุดท้ายนี้ เราไม่ได้ขอให้กรุงเทพมหานคร “หยุดจัดระเบียบ” เราเพียงอยากขอให้ท่าน ทบทวนวิธีคิดในการจัดระเบียบ อย่าให้คำว่า “สมัครใจ” “ขอความร่วมมือ” “เคารพสิทธิ” เป็นเพียงถ้อยคำที่สวยงามในการสื่อสารกับสังคม แต่ขอให้คำเหล่านั้นปรากฏอยู่จริงในทุกขั้นตอนของการปฏิบัติงาน เพราะสำหรับคนที่ไม่มีบ้าน การที่เจ้าหน้าที่จำนวนมากเดินเข้ามาหา อาจเป็นเพียง “การปฏิบัติหน้าที่” ในมุมของรัฐ แต่สำหรับคนที่นั่งอยู่ตรงนั้น มันอาจเป็นช่วงเวลาที่เขารู้สึกว่า ตัวเองไม่มีทางเลือก และนี่คือสิ่งที่เราควรรับฟัง ไม่ใช่เพื่อเข้าข้างใคร แต่เพื่อทำให้การจัดระเบียบ เป็นธรรมกับทุกฝ่ายมากขึ้น เราไม่ได้ต่อต้านการจัดระเบียบเมือง เราเพียงอยากเห็นเมืองที่เป็นระเบียบ โดยไม่ต้องทำให้ใครรู้สึกว่าเขาสูญเสียความเป็นคน
#มูลนิธิอิสรชน #จัดระเบียบ #คนไร้บ้าน

📍 บันทึกการลงพื้นที่ | ลานคนเมืองและพื้นที่โดยรอบวันนี้ทีมอาสาลงพื้นที่บริเวณลานคนเมือง เพื่อติดตามสถานการณ์และพูดคุยกับ...
28/08/2026

📍 บันทึกการลงพื้นที่ | ลานคนเมืองและพื้นที่โดยรอบ

วันนี้ทีมอาสาลงพื้นที่บริเวณลานคนเมือง เพื่อติดตามสถานการณ์และพูดคุยกับคนไร้บ้าน ทีมจึงยังคงติดตามสถานการณ์และพูดคุยเพื่อรับรู้ความเป็นอยู่ในช่วงนี้

หนึ่งในภารกิจสำคัญ คือการกลับมาติดตามพี่คนหนึ่งที่มีปัญหาสุขภาพและต้องการตัดไหม จากการลงพื้นที่ครั้งก่อน ทีมได้แนะนำให้ไปใช้บริการคลินิกใกล้เคียง แต่ยังไม่พบว่าได้รับการรักษาเรียบร้อย

นอกจากการติดตามเรื่องสุขภาพ ทีมยังได้พูดคุยกับ ลุงประดิษฐ์และลุงสน เพื่อสอบถามความเป็นอยู่และสถานการณ์ในช่วงนี้ ระหว่างการพูดคุย ยังมีพี่ ๆ ขอเสื้อผ้า ทั้งเสื้อและกางเกง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งความต้องการพื้นฐานที่ทีมจะนำไปประสานและติดตามต่อ

การลงพื้นที่ไม่ใช่แค่การ “ไปให้ของ”
แต่คือการกลับไปหา เพื่อให้รู้ว่าเขายังอยู่ตรงไหน
วันนี้เป็นอย่างไร และพรุ่งนี้ต้องการอะไรเพราะสำหรับคนไร้บ้าน “การไม่ถูกลืม” ก็เป็นการดูแลรูปแบบหนึ่งเช่นกัน

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการไม่ทิ้งใครไว้บนถนน

📍 บริจาคผ่านบัญชีมูลนิธิโดยตรง (ออกใบเสร็จได้ แต่ลดหย่อนภาษีไม่ได้):
🧧ธ.กสิกรไทย สาขาวังบูรพา เลขที่ 094-3-86999-5
🧧ธ.ทหารไทยธนชาติ สาขาทองหล่อ
เลขที่ 182-2-16241-6
📍 บริจาคเพื่อลดหย่อนภาษีผ่านเทใจ (หัก 10%):
https://taejai.com/th/project/bdl-punsookbyissarachon

มาร่วมเป็น "เพื่อนอิสรชน" ไปด้วยกันนะคะ
LINE:
#มูลนิธิอิสรชน #คนไร้บ้าน #ลงพื้นที่

ที่อยู่

707-709 ซ. พีระพงษ์ ถ. จักรเพชร แขวงวังบูรพาภิรมย์ เขตพระนคร กรุงเทพ
Bangkok
10200

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 17:00
อังคาร 09:00 - 17:00
พุธ 09:00 - 17:00
พฤหัสบดี 09:00 - 17:00
ศุกร์ 09:00 - 17:00
เสาร์ 09:00 - 17:00
อาทิตย์ 09:00 - 17:00

เบอร์โทรศัพท์

+66928656651

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ มูลนิธิอิสรชนผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ องค์กรนั้น

ส่งข้อความของคุณถึง มูลนิธิอิสรชน:

แชร์