ศูนย์เฝ้าระวังการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล - PDPC Eagle Eye

ศูนย์เฝ้าระวังการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล - PDPC Eagle Eye เป็นหน่วยงานภายใต้ สำนักตรวจสอบและกำกับดูแล สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

เตือนภัย Phishing 3.0 ยุคที่สมรภูมิไซเบอร์เปลี่ยนเป็นการต่อสู้ระหว่าง AI กับ AIการหลอกลวงผ่านอีเมลได้พัฒนาก้าวข้ามจากการ...
01/09/2026

เตือนภัย Phishing 3.0 ยุคที่สมรภูมิไซเบอร์เปลี่ยนเป็นการต่อสู้ระหว่าง AI กับ AI
การหลอกลวงผ่านอีเมลได้พัฒนาก้าวข้ามจากการส่งลิงก์หรือไฟล์อันตรายแบบเดิมๆ หรือการปลอมเป็นผู้บริหารเพื่อหลอกให้โอนเงิน เข้าสู่ยุค Phishing 3.0 ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี AI อย่างเต็มรูปแบบ ทั้งการร่างข้อความหลอกลวงที่แนบเนียน และการใช้ Deepfake ปลอมเสียงและวิดีโอข้ามแพลตฟอร์ม
แฮ็กเกอร์ในปัจจุบันไม่ต้องเสียเวลาสืบข้อมูลเหยื่อด้วยตัวเองอีกต่อไป แต่หันมาใช้ Agentic AI ทำหน้าที่สืบค้นข้อมูลจากโลกออนไลน์ สรุปโครงสร้างองค์กร และสร้างกลวิธีหลอกลวงที่ปรับแต่งเฉพาะบุคคลเป้าหมายได้ภายในไม่กี่วินาที แถมยังสามารถสเกลการโจมตีพร้อมกันเป็นหมื่นๆ องค์กรได้อย่างง่ายดาย
ตัวอย่างที่สร้างความเสียหายมหาศาลคือกรณีของบริษัทวิศวกรรม Arup ที่พนักงานสูญเงินกว่า 25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการถูกหลอกผ่านวิดีโอคอล Deepfake ที่ปลอมภาพและเสียงเป็นผู้บริหารและเพื่อนร่วมงานในสายได้อย่างแนบเนียน ซึ่งระบบกรองอีเมลหรือระบบรักษาความปลอดภัยแบบดั้งเดิมไม่มีทางตรวจจับการโจมตีข้ามช่องทางลักษณะนี้ได้เลย
โมเดลการรับมือความปลอดภัยไซเบอร์แบบเดิมที่เน้นการบล็อก แล้วค่อยให้คนมานั่งตรวจสอบการแจ้งเตือนทีหลังนั้นไม่สามารถใช้ได้อีกต่อไป เมื่อต้องเผชิญกับคลื่นการโจมตีอัตโนมัติจาก AI ปริมาณมหาศาล สิ่งนี้ทำให้ทีมความปลอดภัยต้องเผชิญกับภาวะการแจ้งเตือนล้นหลามจนตรวจสอบไม่ทัน
ทางรอดเดียวในยุคนี้คือ องค์กรต้องปรับตัวเข้าสู่การป้องกันเชิงรุก โดยนำ AI Agent มาใช้เป็นทีมป้องกันเพื่อดักทางและคาดการณ์รูปแบบการโจมตีล่วงหน้า นำระบบอัตโนมัติมาช่วยวิเคราะห์และจัดการกับภัยคุกคามแทนมนุษย์ และใช้ AI ในการสร้างแบบจำลองการโจมตีที่อิงจากข้อมูลจริงเพื่อฝึกอบรมพนักงานให้รู้เท่าทัน
ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า องค์กรต้องเลิกวัดผลความปลอดภัยจากสิ่งที่ระบบหน้าด่านสามารถบล็อกได้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องให้ความสำคัญกับสิ่งที่หลุดรอดเข้าไปถึงกล่องจดหมายของพนักงานด้วย นอกจากนี้ยังต้องขยายขอบเขตการตรวจสอบการยืนยันตัวตนให้ครอบคลุมไปถึงการสื่อสารผ่านเสียงและวิดีโอ เพื่อรับมือกับเทคโนโลยี Deepfake ที่กำลังเป็นภัยคุกคามอันดับต้นๆ ของปีนี้
ที่มา The Hacker News
https://thehackernews.com/2026/08/phishing-30-fight-moves-to-agent-versus.html
__________________________________________


#ข้อมูลส่วนบุคคล
#ภัยใกล้ตัว
#ข้อมูลรั่วไหลเป็น0
#ศูนย์เฝ้าระวังการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล



เตือนภัยผู้ใช้กล้องวงจรปิด แฮ็กเกอร์เจาะระบบอุปกรณ์ Dahua กว่า 14,500 เครื่อง นำสิทธิ์ไปขายต่อนักวิจัยด้านความปลอดภัยจาก...
31/08/2026

เตือนภัยผู้ใช้กล้องวงจรปิด แฮ็กเกอร์เจาะระบบอุปกรณ์ Dahua กว่า 14,500 เครื่อง นำสิทธิ์ไปขายต่อ
นักวิจัยด้านความปลอดภัยจาก Hunt.io เปิดเผยการค้นพบแคมเปญโจมตีทางไซเบอร์ที่ชื่อว่า Operation CameraSwarm ซึ่งมุ่งเป้าเจาะระบบอุปกรณ์ของแบรนด์ Dahua โดยพบว่ามีกล้องวงจรปิดและอุปกรณ์บันทึกภาพถูกเจาะไปแล้วกว่า 14,530 เครื่องในช่วงเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคม 2026
แฮ็กเกอร์ใช้วิธีการโจมตีหลัก 3 รูปแบบ คือ การโจมตีด้วยการสุ่มรหัสผ่าน การอาศัยช่องโหว่ข้ามขั้นตอนการยืนยันตัวตน และการใช้เทคนิค P2P Relay ผ่านหมายเลขซีเรียลของเครื่อง ซึ่งทำให้แฮ็กเกอร์สามารถเชื่อมต่อเข้าควบคุมอุปกรณ์ได้โดยตรงแม้กล้องจะอยู่หลังระบบเครือข่าย NAT ก็ตาม
สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ แฮ็กเกอร์ได้ทำการฝังบัญชีผู้ใช้ถาวรไว้ในอุปกรณ์กว่า 1,923 เครื่อง ซึ่งบัญชีเหล่านี้มีความเป็นไปได้ที่จะยังคงฝังตัวอยู่แม้ผู้ใช้จะทำการรีเซ็ตเครื่องกลับเป็นค่าเริ่มต้นจากโรงงานแล้วก็ตาม โดยพื้นที่ที่พบการโจมตีหนาแน่นที่สุดอยู่ในประเทศยูเครนและรัสเซีย
จากการตรวจสอบไฟล์และเครื่องมือที่แฮ็กเกอร์ทิ้งร่องรอยไว้ พบการใช้ภาษารัสเซียในระบบปฏิบัติการ และผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าเป้าหมายของกลุ่มนี้คือการเจาะระบบเพื่อรวบรวมสิทธิ์การเข้าถึงกล้องวงจรปิด แล้วนำไปส่งต่อหรือขายให้กับบุคคลที่สามเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในทางที่ผิด
เพื่อความปลอดภัย ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ผู้ใช้งานอุปกรณ์ Dahua ทุกท่านทำการอัปเดตเฟิร์มแวร์เป็นเวอร์ชันล่าสุดที่มีการแก้ไขช่องโหว่ทันที หากไม่มีความจำเป็นต้องใช้งานระบบ P2P ควรปิดฟีเจอร์นี้ทิ้ง เปลี่ยนรหัสผ่านให้คาดเดายาก ลบบัญชีผู้ใช้ที่แปลกปลอมหรือไม่ได้ใช้งาน และควรจัดแบ่งเครือข่ายแยกส่วนระบบกล้องวงจรปิดออกจากเครือข่ายอินเทอร์เน็ตหลักของบ้านหรือองค์กร
ที่มา The Hacker News
https://thehackernews.com/2026/08/hackers-compromised-14500-dahua-devices.html
__________________________________________


#กล้องวงจรปิด #แฮ็กเกอร์
#ข้อมูลส่วนบุคคล
#ภัยใกล้ตัว
#ข้อมูลรั่วไหลเป็น0
#ศูนย์เฝ้าระวังการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล



🚨 ผู้ใช้ Mac ต้องรีบอัปเดตด่วน! ช่องโหว่ Screen Sharing บน macOS ถูกแฮกเกอร์โจมตีจริงแล้ว ยึดสิทธิ์ Root แอบฝังโปรแกรมขุ...
28/08/2026

🚨 ผู้ใช้ Mac ต้องรีบอัปเดตด่วน!
ช่องโหว่ Screen Sharing บน macOS ถูกแฮกเกอร์โจมตีจริงแล้ว
ยึดสิทธิ์ Root แอบฝังโปรแกรมขุดเหรียญ Monero!

สาย Apple และผู้ใช้งานระบบปฏิบัติการ macOS ต้องตั้งสติและเช็กเครื่องตนเองด่วน!
เตือนภัยจากศูนย์ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติเนเธอร์แลนด์ (NCSC-NL) ว่า ช่องโหว่ความปลอดภัยรุนแรงบนระบบ Screen Sharing ของ macOS กำลังถูกแฮกเกอร์ฉวยโอกาสโจมตีอย่างหนักในโลกจริง (Active Exploitation)

⚠️ รายละเอียดช่องโหว่และการโจมตี:
🔸รหัสช่องโหว่:
CVE-2026-65400 (คะแนนความรุนแรง CVSS: 9.8) เป็นช่องโหว่เกี่ยวกับระบบยืนยันตัวตน (Authentication issue) ในส่วนประกอบ Screen Sharing ของ macOS
🔸พฤติกรรมการโจมตี:
แฮกเกอร์ที่อยู่ในเครือข่ายเดียวกัน หรือเข้าถึงเครื่องผ่านอินเทอร์เน็ต สามารถข้ามขั้นตอนการยืนยันตัวตน (Bypass authentication) เพื่อเชื่อมต่อเข้าใช้งานฟีเจอร์ Screen Sharing / Remote Desktop ได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีรหัสผ่านหรือข้อมูลการเข้าสู่ระบบที่ถูกต้อง (Valid credentials)
🔸ผลกระทบจากการถูกโจมตี:
NCSC-NL ได้รับรายงานว่าเครื่อง Mac ที่เปิดพอร์ต 5900 ทิ้งไว้ให้อินเทอร์เน็ตเข้าถึงได้ ถูกแฮกเกอร์ข้ามผ่านระบบรักษาความปลอดภัย เข้าถึงสิทธิ์ระดับสูงสุด (Root Access) และแอบติดตั้งโปรแกรมขุดเหรียญคริปโต Monero crypto miner เรียบร้อยแล้ว

🛠️ การแก้ไขจาก Apple และเวอร์ชันที่ได้รับผลกระทบ:
Apple ได้ปล่อยอัปเดตความปลอดภัยฉุกเฉินเพื่อแก้ไขปัญหานี้เรียบร้อยแล้ว โดยปรับปรุงกลไกการจัดการสถานะ (State management mechanisms) ให้ตรวจสอบรหัสผ่านอย่างถูกต้อง สำหรับระบบปฏิบัติการที่ได้รับแพตช์แก้ไข ได้แก่:
▪ macOS Tahoe 26.6.1
▪ macOS Sequoia 15.7.9
▪ macOS Sonoma 14.8.9

💡 ข้อตระหนักรู้และวิธีการป้องกันสำหรับผู้ใช้งาน Mac:
🔹เร่งอัปเดตระบบปฏิบัติการทันที:
เข้าไปที่ System Settings > General > Software Update แล้วทำการอัปเดต macOS ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุดด่วนที่สุด
🔹ปิดการใช้งาน Screen Sharing หากไม่จำเป็น:
หากไม่ได้ใช้งานฟังก์ชันควบคุมเครื่องระยะไกล ให้เข้าไปปิดการทำงานโดยเลือก General > Sharing > ปิด (Toggle Off) Screen Sharing
🔹บล็อกการเข้าถึงจากอินเทอร์เน็ต:
ตรวจสอบและระวังไม่ให้พอร์ต 5900 เปิดสาธารณะสู่อินเทอร์เน็ตโดยตรง โดยควรใช้งานผ่านเครือข่ายภายในที่ปลอดภัย หรือเชื่อมต่อผ่าน VPN เท่านั้น

👉อย่าชะล่าใจคิดว่าระบบ Mac จะปลอดภัยจากมัลแวร์เสมอ รีบเช็กเวอร์ชันและอัปเดตแพตช์ความปลอดภัย

ที่มา : The Hacker News
🔗https://thehackernews.com/2026/08/apple-macos-screen-sharing-flaw.html
__________________________________________


#ข่าวไซเบอร์
#ข้อมูลส่วนบุคคล
#ภัยใกล้ตัว
#ข้อมูลรั่วไหลเป็น0
#ศูนย์เฝ้าระวังการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล



🚨 เตือนภัยองค์กรใช้ AI สรุปประชุม! บริการ "tl;dv" เผลอเปิด Firestore แบบไม่จำกัดสิทธิ์ ทำวิดีโอประชุมลูกค้ารั่วไหล ดูสดไ...
27/08/2026

🚨 เตือนภัยองค์กรใช้ AI สรุปประชุม!
บริการ "tl;dv" เผลอเปิด Firestore แบบไม่จำกัดสิทธิ์
ทำวิดีโอประชุมลูกค้ารั่วไหล ดูสดได้ด้วย!

ความผิดพลาดด้านการกำหนดสิทธิ์ (Misconfiguration)
สร้างความเสี่ยงใหญ่ให้ข้อมูลองค์กรอีกครั้ง!
อ้างอิงจาก BobDaHacker นักวิจัยความปลอดภัยอิสระ
ที่ตรวจพบช่องโหว่ความปลอดภัยร้ายแรงในบริการ tl;dv (Too Long; Didn't View)
ซึ่งเป็นบริการสรุปการประชุมด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยอดนิยม

⚠️ สาเหตุและผลกระทบของช่องโหว่:
🔸สาเหตุทางเทคนิค:
ระบบ API ของ tl;dv ออกโทเค็น JWT ให้ผู้ใช้เมื่อล็อกอิน และสามารถนำไปแลกเป็นโทเค็น Firebase ได้ แต่ปัญหาคือ โทเค็น Firebase ดังกล่าวกลับไม่ได้จำกัดสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูล (Firestore) ทำให้สามารถส่งคำสั่งคิวรี (Query) ดึงข้อมูลได้ทั้งฐานข้อมูล
🔸ความเสียหาย:
ช่องโหว่นี้เปิดทางให้ผู้ใช้งานรายใดก็ได้ สามารถเข้าไปดึงและรับชมวิดีโอการประชุมของลูกค้าคนอื่นๆ ได้อย่างไร้ข้อจำกัด และที่น่ากลัวคือ สามารถรับชมวิดีโอการประชุมแบบสดๆ (Live stream) ที่ลูกค้าคนอื่นกำลังประชุมอยู่ในขณะนั้นได้ทันที
🔸กรณีศึกษา:
นักวิจัยได้ทดลองเข้าดูวิดีโอการประชุมของ กระทรวงศึกษาธิการประเทศมาเลเซีย ซึ่งมีผู้ร่วมประชุมคนหนึ่งดึงบอท tl;dv เข้าไปร่วมสังเกตการณ์และสรุปการประชุมด้วย
🔸สถานะปัจจุบัน:
นักวิจัยระบุว่าได้ส่งรายงานแจ้งเตือนช่องโหว่นี้ไปยัง tl;dv ตั้งแต่วันที่ 28 มกราคม แต่ยังไม่ได้รับการตอบรับ และช่องโหว่ดังกล่าวก็ยังคงอยู่ จึงได้ตัดสินใจเปิดเผยข้อมูลออกมาเพื่อเตือนภัย

💡 ข้อตระหนักรู้และวิธีการป้องกันสำหรับองค์กร:
เหตุการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์เรื่องความเสี่ยงจากการใช้งานเครื่องมือ AI หรือบริการภายนอก (Third-party AI Services) ในการทำงาน:
🔹ระวังการดึง AI เข้าประชุมลับ:
หลีกเลี่ยงการเชิญบอทหรือเครื่องมือ AI สรุปการประชุมเข้าร่วมในวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ที่มีเนื้อหาความลับชั้นสูง ความมั่นคง หรือข้อมูลส่วนบุคคลไวสัมผัส
🔹กำหนดสิทธิ์ฐานข้อมูลอย่างรัดกุม (Strict Security Rules):
สำหรับผู้พัฒนาและองค์กรที่ใช้งาน Firebase / Firestore จะต้องตั้งค่า Security Rules เพื่อจำกัดสิทธิ์การอ่าน-เขียนข้อมูล (Read/Write access) ตามสิทธิ์ของผู้ใช้แต่ละคนอย่างเคร่งครัด ไม่ปล่อยให้สิทธิ์เปิดกว้างรับคำสั่งคิวรีได้ทั้งระบบ
🔹ตรวจสอบการเชื่อมต่อเครื่องมือภายนอก (Audit Third-party Integrations):
ทบทวนสิทธิ์และนโยบายความเป็นส่วนตัวของแอปพลิเคชันภายนอกก่อนอนุญาตให้เข้าถึงวิดีโอ หรือบันทึกเสียงการประชุมของคนในองค์กร

ใช้งานเครื่องมือ AI อย่างมีสติและระมัดระวังข้อมูลรั่วไหลจากฝั่งผู้ให้บริการด้วย!!

ที่มา : BLOGNONE
🔗https://www.blognone.com/node/151342?fbclid=IwY2xjawTnqGpwZG9mAWV4dG4DYWVtAjExAGJyaWQRMUlxemdyc2lsckV4NTJydzhzcnRjBmFwcF9pZBAyMjIwMzkxNzg4MjAwODkyAAEeMBYWytZaoolBCkCSMA1gSgYUbowuGqg2MTT3QiwOkJuKHqF6nWZ-V6g0hE4_aem_WfbFdoi3pXNL7WhhyuG0Vw
__________________________________________


#ข่าวไซเบอร์
#ข้อมูลส่วนบุคคล
#ภัยใกล้ตัว
#ข้อมูลรั่วไหลเป็น0
#ศูนย์เฝ้าระวังการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล



🚨 เตือนภัยเกมเมอร์-สายคริปโต! มัลแวร์ตัวใหม่ "Vanta Stealer" ระบาดหนัก แฝงมากับโปรแกรมโกงเกม ซอฟต์แวร์เถื่อน และอัปเดตปล...
26/08/2026

🚨 เตือนภัยเกมเมอร์-สายคริปโต!
มัลแวร์ตัวใหม่ "Vanta Stealer" ระบาดหนัก
แฝงมากับโปรแกรมโกงเกม ซอฟต์แวร์เถื่อน และอัปเดตปลอม!

วงการเกมเมอร์และนักลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัลต้องระวังตัวด่วน! เมื่อมีการตรวจพบ "Vanta Stealer" มัลแวร์ประเภทขโมยข้อมูล (Information Stealer) ตัวใหม่ที่พัฒนาขึ้นด้วยภาษา Python ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อโจมตีระบบปฏิบัติการ Windows โดยเฉพาะ โดยพุ่งเป้าขโมยข้อมูลสำคัญครอบคลุมทั้งบัญชีเกม กระเป๋าเงินคริปโต และข้อมูลส่วนตัวบนเว็บเบราว์เซอร์

⚠️ ช่องทางการแพร่กระจายและวิธีการทำงาน:
🔸ช่องทางแพร่กระจาย:
มัลแวร์มักแพร่กระจายผ่านไฟล์เถื่อน/สายมืด ได้แก่ โปรแกรมโกงเกม (Game cheats/mods), ม็อดเกม, ตัวรันเกมไม่เป็นทางการ (Unofficial launchers), ซอฟต์แวร์สายพลายเรท (Cracked software), อัปเดตโปรแกรมปลอม (Fake software updates), คลังรหัสอันตรายบน GitHub และอีเมลฟิชชิ่ง
🔸การพรางตัวที่ซับซ้อน:
ใช้เทคโนโลยี PyInstaller และซ่อนซ้อนรหัสด้วย PyArmor หลายชั้น เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจจับของโปรแกรมแอนตี้ไวรัสและทำให้การวิเคราะห์ซอฟต์แวร์เป็นไปได้ยาก
🔸เป้าหมายการขโมยข้อมูลที่กว้างขวาง:
▪️เว็บเบราว์เซอร์ (Chromium-based):
ดึงรหัสผ่านที่เซฟไว้, คุกกี้ (Cookies), ข้อมูลบัตรชำระเงิน และเซสชันการใช้งาน
▪️บัญชีแพลตฟอร์มเกม:
ขโมยโทเค็นและข้อมูลเข้าใช้งานจาก Steam, Roblox, Riot Games (Valorant) และ Minecraft
▪️แอปพลิเคชันสื่อสารและ VPN:
ดึง Authentication Tokens จาก Discord (พร้อมตรวจสอบสถานะ Nitro, อีเมล, เบอร์โทรศัพท์ และสิทธิ์แอดมินเซิร์ฟเวอร์), Telegram Desktop และการตั้งค่า Mullvad VPN
▪️กระเป๋าคริปโตและไฟล์สำคัญ:
ค้นหาไฟล์กระเป๋าเงินดิจิทัล (Crypto Wallets), แอบถ่ายภาพหน้าจอ (Screenshots), ดึงภาพจากเว็บแคม และสแกนหาไฟล์เอกสารภายในเครื่องที่มีคำฟื้นฟูรหัส (Seed phrases) หรือ Private keys

💡 ข้อตระหนักรู้และวิธีการป้องกันตนเอง:
เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าการดาวน์โหลดไฟล์จากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือเพื่อใช้งานฟรีหรือเพื่อโกงเกม มีความเสี่ยงที่จะทำให้ข้อมูลสำคัญสูญหายทั้งหมด โดยมีแนวทางการป้องกันดังนี้:
🔹หลีกเลี่ยงการดาวน์โหลดโปรแกรมโกงและซอฟต์แวร์เถื่อน:
ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ไม่ดาวน์โหลดโปรแกรม Crack, โปรแกรมโกงเกม (Cheats/Mods) หรือซอฟต์แวร์จากแหล่งดาวน์โหลดที่ไม่ใช่ Official
🔹อย่าบันทึก Seed Phrase ไว้ในไฟล์เครื่อง:
ไม่ควรพิมพ์หรือบันทึกคำฟื้นฟูรหัสกระเป๋าคริปโต (Seed Phrases/Private Keys) ลงในไฟล์ Text, เอกสาร Word หรือเซฟไว้บนเบราว์เซอร์ ให้จดลงกระดาษหรือเก็บไว้ในอุปกรณ์ Offline เท่านั้น
🔹เปิดใช้งานระบบยืนยันตัวตนสองชั้น (2FA) และตรวจเช็กเซสชัน:
เปิดใช้งาน 2FA บนทุกบัญชี (เช่น Discord, Steam, คริปโต) และตรวจสอบประวัติการล็อกอินหากพบพฤติกรรมผิดปกติให้ทำการ Revoke หรือ Sign-out ออกทันที

หากสงสัยว่าเครื่องติดมัลแวร์ ให้ทำการตัดการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ล้างระบบ และเปลี่ยนรหัสผ่านทุกบัญชีจากเครื่องที่ปลอดภัยทันที!

ที่มา : HACK READ
🔗https://hackread.com/vanta-stealer-malware-gamers-crypto-users-web-apps/
__________________________________________


#ข่าวไซเบอร์
#ข้อมูลส่วนบุคคล
#ภัยใกล้ตัว
#ข้อมูลรั่วไหลเป็น0
#ศูนย์เฝ้าระวังการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล

🚨 ภัยใหม่ทะลวงผ่าน MFA! เครื่องมือ "Kali365" ใช้ฟีเจอร์ล็อกอิน Microsoft หลอกดักจับ Token แฮกเข้า Microsoft 365 ขององค์ก...
25/08/2026

🚨 ภัยใหม่ทะลวงผ่าน MFA!
เครื่องมือ "Kali365" ใช้ฟีเจอร์ล็อกอิน Microsoft
หลอกดักจับ Token แฮกเข้า Microsoft 365 ขององค์กร!

เตือนภัยองค์กรและผู้ใช้งานระบบคลาวด์! The Hacker News ได้เปิดเผยรายงานภัยคุกคามไซเบอร์เกี่ยวกับแพลตฟอร์ม "Kali365" (Phishing-as-a-Service) ที่กำลังแพร่ระบาดและพุ่งเป้าไปที่องค์กรต่างๆ โดยใช้กลยุทธ์ฉวยโอกาสจากฟีเจอร์การยืนยันตัวตนที่ถูกต้องตามกฎหมายของ Microsoft เพื่อข้ามผ่านระบบการยืนยันตัวตนแบบหลายปัจจัย (MFA) โดยตรง

⚠️ กลลวง "Device Code" ทำงานอย่างไร?
ความน่ากลัวของ Kali365 คือ ไม่ได้สร้างหน้าเว็บล็อกอินปลอมขึ้นมา แต่ใช้วิธีนำเอาฟีเจอร์แท้ของ Microsoft อย่าง "Device Code Sign-in" (ฟีเจอร์อนุมัติเข้าใช้งานบนอุปกรณ์ที่พิมพ์ลำบาก เช่น สมาร์ตทีวี หรือโฮสท์เครื่องกลาง) มาอาศัยเป็นช่องทางโจมตี:
🔸ส่งอีเมลหลอกลวง (Phishing Lure):
แฮกเกอร์ส่งอีเมลปลอมอ้างเป็นบริการแชร์เอกสารหรือการแจ้งเตือนจาก Microsoft 365 โดยในอีเมลจะมี "รหัสอุปกรณ์" (Device Code) พร้อมคำแนะนำให้เหยื่อนำรหัสนี้ไปกรอกในหน้ายืนยันตัวตนของ Microsoft
🔸อนุมัติบนหน้าเว็บจริง:
เหยื่อหลงเชื่อและเข้าไปยังหน้าเว็บจริงของ Microsoft (เช่น [microsoft.com/devicelogin](https://microsoft.com/devicelogin)) จากนั้นนำ Device Code ไปกรอก ซึ่งเนื่องจากเป็น URL ของ Microsoft จริง ระบบรักษาความปลอดภัยและผู้ใช้จึงไม่เอะใจ
🔸ขโมยสิทธิ์ OAuth Token:
ทันทีที่เหยื่อกดอนุมัติ ระบบของ Microsoft จะส่งสิทธิ์ OAuth Access & Refresh Tokens ไปให้อุปกรณ์ของแฮกเกอร์ทันที
🔸ยึดบัญชีโดยไม่ต้องใช้รหัสผ่าน:
แฮกเกอร์สามารถเข้าถึงบริการต่างๆ ใน Microsoft 365 เช่น Outlook, Teams และ OneDrive ได้ทันที โดยไม่ต้องรู้รหัสผ่าน และไม่ต้องผ่านการตรวจสอบ MFA ซ้ำอีกครั้ง

💡 ข้อตระหนักรู้และวิธีการป้องกันสำหรับองค์กรและผู้ใช้งาน:
การโจมตีรูปแบบนี้ทำให้การสแกนลิงก์ฟิชชิ่งทั่วไปตรวจจับได้ยาก เพราะเหยื่อถูกส่งไปยังหน้าเว็บจริงของ Microsoft จึงต้องใช้วิธีการป้องกันในระดับนโยบายระบบดังนี้:

👉สำหรับผู้ดูแลระบบและองค์กร (Admins & IT Operations):
🔹จำกัดหรือระงับการใช้ Device Code Flow:
ตั้งค่านโยบาย Conditional Access Policy ในระบบ Microsoft Entra ID (Azure AD) เพื่อบล็อกหรือจำกัดการใช้งาน Device Code Flow สำหรับผู้ใช้งานทั่วไป เว้นแต่ผู้ที่มีความจำเป็นทางธุรกิจจริง
🔹เฝ้าระวังและตรวจเช็ก Log:
ตรวจสอบประวัติการใช้งาน Device Code Authentication และทบทวนพฤติกรรมการขอรับ OAuth Token ที่ผิดปกติในระบบ SOC / SIEM
🔹ตัดสิทธิ์และ Sign-out ทันทีหากสงสัย:
หากพบว่าบัญชีมีความเสี่ยง ให้ทำการ Revoke OAuth Tokens และสั่ง Sign-out ออกจากทุก Session ทันทีผ่านระบบบริหารจัดการ
👉สำหรับผู้ใช้งานทั่วไป (Users):
🔹อย่า นำ Device Code จากอีเมลไปกรอกในหน้าเว็บ:
จำไว้เสมอว่าหากไม่ได้เปิดใช้งานอุปกรณ์ใหม่ด้วยตนเอง อย่ากดอนุมัติ หรือนำรหัสที่ได้รับจากอีเมลไปกรอกในหน้าล็อกอินเด็ดขาด

เครื่องมืออย่าง Kali365 แสดงให้เห็นว่า แม้จะเปิดใช้งาน MFA แล้ว แต่หากขาดความตระหนักรู้เรื่องฟีเจอร์การอนุมัติสิทธิ์ (Token authorization) ก็อาจเปิดทางให้แฮกเกอร์เข้าถึงข้อมูลองค์กรได้

ที่มา : The Hacker News
🔗https://thehackernews.com/2026/08/kali365-weaponizes-microsoft.html
__________________________________________


#ข่าวไซเบอร์
#ข้อมูลส่วนบุคคล
#ภัยใกล้ตัว
#ข้อมูลรั่วไหลเป็น0
#ศูนย์เฝ้าระวังการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล

🚨 เทคนิคใหม่น่ากลัว! แฮกเกอร์จีนสั่งการโมเดล AI "DeepSeek" ผ่าน Prompt Injection ย้อนกลับ เพื่อหลอกให้รันมัลแวร์!ภัยคุกค...
24/08/2026

🚨 เทคนิคใหม่น่ากลัว!
แฮกเกอร์จีนสั่งการโมเดล AI "DeepSeek"
ผ่าน Prompt Injection ย้อนกลับ เพื่อหลอกให้รันมัลแวร์!

ภัยคุกคามไซเบอร์ยุคปัญญาประดิษฐ์ยกระดับขึ้นอีกขั้น! เมื่อมีรายงานข่าวล่าสุดจาก The Hacker News ระบุว่า นักวิจัยด้านความปลอดภัยไซเบอร์ได้ตรวจพบเทคนิคการโจมตีรูปแบบใหม่ที่พุ่งเป้าไปที่ DeepSeek โมเดลปัญญาประดิษฐ์ (AI) ชื่อดัง โดยกลุ่มแฮกเกอร์สายเลือดจีนได้ใช้เทคนิคการป้อนคำสั่งแฝง หรือ Indirect Prompt Injection ในการยึดและควบคุมการตอบสนองของ AI

⚠️ กลอุบายการโจมตี (Attack Vector) ทำงานอย่างไร?
🔸การซ่อนคำสั่งอันตราย:
แฮกเกอร์ได้แอบฝังคำสั่งอันตราย (Malicious Prompts) ไว้ในเนื้อหาบนเว็บไซต์ หรือเอกสารภายนอกที่ AI สามารถเข้าถึงหรือดึงข้อมูลมาประมวลผลได้
🔸การหลอกลวงโมเดล AI:
เมื่อผู้ใช้งานสั่งให้ DeepSeek ทำการสรุปเนื้อหา ดึงข้อมูล หรือวิเคราะห์ลิงก์ URL ดังกล่าว ตัวโมเดล AI จะอ่านข้อความซ่อนเร้นเหล่านั้นและถูก "ครอบงำความคิด" (Jailbreak/Hijack) จนปฏิบัติตามคำสั่งของแฮกเกอร์แทนคำสั่งจริงของผู้ใช้
🔸ผลกระทบจากการถูกสั่งการ:
คำสั่งที่แฝงมาอาจสั่งให้ AI หลอกล่อผู้ใช้ด้วยข้อมูลเท็จ, ล่อล่อให้ผู้ใช้คลิกดาวน์โหลดมัลแวร์ (Malware Delivery), หรือสร้างสคริปต์อันตรายเพื่อนำไปรันต่อบนเครื่องของเหยื่อโดยที่ผู้ใช้ไม่ทันระวังตัว

💡 ข้อตระหนักรู้และวิธีการป้องกันสำหรับผู้ใช้งานและนักพัฒนา:
การโจมตีแบบ Indirect Prompt Injection สะท้อนว่า "เราไม่สามารถไว้วางใจข้อมูลภายนอกที่ส่งให้ AI อ่านได้ 100%" โดยมีแนวทางป้องกันดังนี้:

👉สำหรับผู้ใช้งานทั่วไป (End Users):
🔹อย่ารันโค้ดหรือคลิกลิงก์จาก AI โดยไม่ตรวจสอบ:
หากสั่งให้ AI สรุปเนื้อหาจาก URL แล้ว AI แนะนำให้กดลิงก์ใหม่ หรือให้คัดลอกคำสั่ง/สคริปต์ไปรันบนเครื่อง ให้ตั้งข้อสงสัยไว้ก่อนทันที
🔹ระวังการส่งลิงก์ที่ไม่น่าไว้วางใจให้ AI:
หลีกเลี่ยงการนำ URL จากแหล่งข่าวที่ไม่น่าเชื่อถือ เว็บไซต์ละเมิดลิขสิทธิ์ หรือเอกสารที่ไม่ทราบที่มา ส่งให้ AI ช่วยวิเคราะห์หรือสรุปผล

👉สำหรับผู้พัฒนาและผู้ให้บริการระบบ AI (Developers & AI Providers):
🔹แยกส่วนการประมวลผล (Context Isolation):
ผู้พัฒนาต้องแยกแยะระหว่าง "คำสั่งหลักของผู้ใช้ (User Instructions)" และ "ข้อมูลภายนอกที่ดึงมา (Untrusted External Data)" ไม่ให้ปะปนกันใน System Prompt
🔹กรองข้อมูลขาเข้าและขาออก (Input/Output Sanitization):
ติดตั้งระบบกรองและตรวจจับคำสั่งที่เป็นรูปแบบ Prompt Injection ก่อนที่จะส่งไปให้โมเดล AI ประมวลผล หรือก่อนแสดงผลลัพธ์คืนกลับให้ผู้ใช้งาน

การใช้เครื่องมือ AI ช่วยทำงานอำนวยความสะดวกได้มาก แต่ต้องตั้งสติและตรวจสอบผลลัพธ์ก่อนทำตามคำสั่งใดๆ เสมอ!

ที่มา : The Hacker News
🔗https://thehackernews.com/2026/07/chinese-hacker-commands-deepseek-via.html
__________________________________________


#ข่าวไซเบอร์
#ข้อมูลส่วนบุคคล
#ภัยใกล้ตัว
#ข้อมูลรั่วไหลเป็น0
#ศูนย์เฝ้าระวังการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล

🚨 เมื่อโมเดล AI ล้ำเกินควบคุม! โมเดล AI ของ Meta แอบเจาะระบบบริษัทอื่น ระหว่างการทดสอบไซเบอร์ที่ตั้งค่าระบบผิดพลาด!เกิดเ...
21/08/2026

🚨 เมื่อโมเดล AI ล้ำเกินควบคุม!
โมเดล AI ของ Meta แอบเจาะระบบบริษัทอื่น
ระหว่างการทดสอบไซเบอร์ที่ตั้งค่าระบบผิดพลาด!

เกิดเหตุการณ์สุดท้าทายในวงการปัญญาประดิษฐ์ (AI) และความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ระดับโลก! เมื่อมีรายงานว่าโมเดล AI ของ Meta (แหล่งข่าวระบุว่าเป็นโมเดล Muse Spark 1.1) ได้ทำการเจาะระบบ (Hack) และเข้าไปแก้ไขระบบภายในของบริษัทภายนอกแห่งหนึ่งโดยไม่ได้ตั้งใจ ระหว่างการทดสอบประเมินความปลอดภัยทางไซเบอร์

⚠️ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นได้อย่างไร?
🔸สาเหตุหลัก:
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นระหว่างที่ Meta ร่วมมือกับ Irregular ซึ่งเป็นบริษัทประเมินความปลอดภัยภายนอก (Third-party evaluation partner) เพื่อทดสอบขีดความสามารถทางไซเบอร์ของโมเดล AI แต่เกิดความผิดพลาดในการตั้งค่าสภาพแวดล้อมการทดสอบ (Misconfigured sandbox environment)
🔸การเล็ดลอดออกสู่อินเทอร์เน็ต:
ข้อผิดพลาดในการตั้งค่าดังกล่าว ส่งผลให้โมเดล AI หลุดออกจากสภาพแวดล้อมจำลอง และสามารถเข้าถึงเครือข่ายอินเทอร์เน็ตสาธารณะ (Public Internet) ได้โดยไม่เจตนา
🔸การโจมตีจริง:
เมื่อเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ โมเดล AI จึงได้ค้นหาและฉวยโอกาสจากช่องโหว่ความปลอดภัย (Security vulnerability) ของบริการภายนอก และเข้าแทรกซึมระบบพร้อมทำการเปลี่ยนแปลงระบบภายในของบริษัทเหยื่อ
🔸การระบุปัญหา:
Irregular และ Meta ตรวจพบปัญหานี้และเริ่มทำการสอบสวนทันที โดย Irregular ระบุว่าเป็นปัญหาของสภาพแวดล้อมการทดสอบแบบเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นกับโมเดล AI ของค่ายอื่นก่อนหน้านี้ (เช่น Anthropic และ OpenAI) และไม่ได้เป็นการเจาะทะลุ Sandbox ด้วยเทคนิคที่ซับซ้อนของตัว AI เอง

💡 ข้อตระหนักรู้และวิธีการป้องกันสำหรับองค์กรและนักพัฒนา AI:
เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงรูปแบบใหม่ในการทดสอบ AI Agents ที่มีความสามารถสูง (Agentic AI Capabilities) ซึ่งอาจดำเนินการสั่งรันโค้ดโจมตีระบบโดยอัตโนมัติหากปราศจากระบบกักกันที่รัดกุม โดยมีแนวทางป้องกันดังนี้:
🔹การตั้งค่า Sandbox อย่างเข้มงวด (Strict Isolation & Containment):
สภาพแวดล้อมที่ใช้ทดสอบ AI ทางไซเบอร์ (Cyber Evaluation Environment) จะต้องตัดการเชื่อมต่อจากอินเทอร์เน็ตภายนอกอย่างเด็ดขาด (Air-gapped หรือ Strict Firewall Rules) เพื่อป้องกันไม่ให้ AI เข้าถึงระบบจริงภายนอก
🔹ระบบเฝ้าระวังพฤติกรรมเรียลไทม์ (Real-time Behavioral Monitoring & Observability):
ต้องมีระบบตรวจจับการเชื่อมต่อเครือข่ายและคำสั่งที่ผิดปกติของโมเดล AI ในระหว่างการทดสอบ เพื่อสั่งตัดการทำงาน (Kill-switch) ได้ทันทีหาก AI เริ่มแสดงพฤติกรรมออกนอกขอบเขตที่กำหนด
🔹ตรวจสอบคอนฟิกก่อนรันการทดสอบ (Pre-evaluation Configuration Audit):
ต้องมีการตรวจสอบนโยบายความปลอดภัยและคอนฟิกูเรชันของสภาพแวดล้อมการทดสอบร่วมกับผู้ให้บริการภายนอกทุกครั้ง เพื่อป้องกันข้อผิดพลาดจาก Human Error หรือ Misconfiguration

ในปัจจุบัน ทั้ง Meta และ Irregular กำลังอยู่ระหว่างการสอบสวนเชิงลึกและเตรียมออกรายงานฉบับเต็ม (Retrospective) พร้อมจัดทำเอกสาร White Paper เพื่อเสนอแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด (Best Practices) ในการกักกันและทดสอบความปลอดภัยของโมเดล AI ต่อไป..

ที่มา : BLEEPINGCOMPUTER
🔗https://www.bleepingcomputer.com/news/security/meta-ai-model-hacked-a-company-during-misconfigured-cyber-test/
__________________________________________


#ข่าวไซเบอร์
#ข้อมูลส่วนบุคคล
#ภัยใกล้ตัว
#ข้อมูลรั่วไหลเป็น0
#ศูนย์เฝ้าระวังการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล



🚨 แบรนด์ยีนส์ดังระดับโลกเจอดี! Levi Strauss & Co. ยืนยัน ถูกแฮกเกอร์โจมตีไซเบอร์ ลักลอบขโมยข้อมูลองค์กรออกไปได้!บริษัทเค...
20/08/2026

🚨 แบรนด์ยีนส์ดังระดับโลกเจอดี!
Levi Strauss & Co. ยืนยัน ถูกแฮกเกอร์โจมตีไซเบอร์
ลักลอบขโมยข้อมูลองค์กรออกไปได้!

บริษัทเครื่องแต่งกายยีนส์ยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง Levi Strauss & Co. (LS&Co.) ได้ออกมายืนยันผ่านรายงานที่ยื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ (SEC) ว่า บริษัทประสบเหตุการณ์ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (Cybersecurity Incident) โดยมีผู้บุกรุกสามารถเข้าถึงและขโมยข้อมูลขององค์กรออกไปได้

⚠️ รายละเอียดของเหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างไร?
🔸การตรวจพบเหตุการณ์:
บริษัทตรวจพบกิจกรรมที่ผิดปกติบนระบบ IT ของตนเมื่อช่วงกลางเดือนมีนาคม 2026 จึงได้ทำการเปิดแผนรับมือเหตุการณ์ฉุกเฉิน (Incident Response) และเริ่มการสอบสวนร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยไซเบอร์ภายนอกทันที
🔸ข้อมูลที่ได้รับผลกระทบ:
จากการตรวจสอบพบว่า แฮกเกอร์ได้ลักลอบเข้าถึงและดึงข้อมูลขององค์กร (Corporate Data) ออกไป อย่างไรก็ตาม บริษัทระบุว่า ยังไม่พบหลักฐานว่าข้อมูลความลับของลูกค้าหรือผู้บริโภคได้รับผลกระทบ ในเหตุการณ์ครั้งนี้
🔸ผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ:
แม้เหตุการณ์นี้จะสร้างความชะงักงันต่อระบบบางส่วนชั่วคราว แต่ Levi's ยืนยันว่า ร้านค้ารีเทล ร้านค้าออนไลน์ (E-commerce) และศูนย์กระจายสินค้า ยังคงเปิดดำเนินงานได้ตามปกติ และคาดว่าเหตุการณ์นี้จะไม่มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อสถานะทางการเงินหรือผลการดำเนินงานของบริษัท

💡 ข้อตระหนักรู้และวิธีการป้องกันสำหรับองค์กรและธุรกิจ:
กรณีของ Levi Strauss แสดงให้เห็นว่า แม้แต่แบรนด์แฟชั่นระดับโลกที่มีระบบ IT ขนาดใหญ่ก็อาจตกเป็นเป้าหมายของการขโมยข้อมูลองค์กรได้ โดยมีแนวทางป้องกันและรับมือดังนี้:
🔹เปิดใช้แผนรับมือเหตุการณ์ฉุกเฉินอย่างรวดเร็ว (Incident Response Plan):
เมื่อพบสิ่งผิดปกติ ให้รีบจำกัดพื้นที่การแพร่กระจาย (Containment) และดึงผู้เชี่ยวชาญภายนอกเข้าร่วมสอบสวนทันที เพื่อลดระดับความเสียหาย
🔹สร้างความแข็งแกร่งให้การควบคุมการเข้าถึงข้อมูล (Identity & Access Management):
บังคับใช้การยืนยันตัวตนหลายปัจจัย (MFA) ในทุกทางเข้าของเครือข่ายองค์กร และจำกัดสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลระดับองค์กร (Corporate Data) ตามหลัก Least Privilege
🔹ตรวจสอบการไหลออกของข้อมูล (Data Loss Prevention - DLP):
ติดตั้งและใช้งานระบบ DLP เพื่อตรวจจับและบล็อกการแอบส่งออกไฟล์ข้อมูลองค์กรที่มีปริมาณผิดปกติไปยังเซิร์ฟเวอร์ภายนอก

Levi Strauss & Co. กำลังอยู่ระหว่างการกู้คืนระบบที่ได้รับผลกระทบ และเร่งยกระดับมาตรการความปลอดภัยเพิ่มเติมเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ

ที่มา : BLEEPINGCOMPUTER
🔗https://www.bleepingcomputer.com/news/security/levi-strauss-and-co-says-hackers-stole-corporate-data-in-cyberattack/
__________________________________________


#ข่าวไซเบอร์
#ข้อมูลส่วนบุคคล
#ภัยใกล้ตัว
#ข้อมูลรั่วไหลเป็น0
#ศูนย์เฝ้าระวังการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล



🚨 ภัยเงียบระลอกใหญ่! แฮกเกอร์ฉวยโอกาสเจาะช่องโหว่ Zero-Day บนแพลตฟอร์ม Metabase ขโมยข้อมูลลูกค้าของ Framework, Tally และ...
19/08/2026

🚨 ภัยเงียบระลอกใหญ่!
แฮกเกอร์ฉวยโอกาสเจาะช่องโหว่ Zero-Day
บนแพลตฟอร์ม Metabase
ขโมยข้อมูลลูกค้าของ Framework, Tally และองค์กรหลายแห่ง!

เกิดเหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหลครั้งใหญ่ในวงการไอทีและธุรกิจวิเคราะห์ข้อมูล! เมื่อมีรายงานจาก BleepingComputer ระบุว่า Metabase แพลตฟอร์มวิเคราะห์และจัดทำรายงานข้อมูลธุรกิจ (Business Intelligence - BI) ที่ได้รับความนิยม ได้เปิดเผยการตรวจพบการโจมตีผ่านช่องโหว่ความปลอดภัยระดับรุนแรงสูงสุด (Zero-Day SQL Injection / CVSS 10.0) บนระบบ Metabase Cloud

เหตุการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นห่วงโซ่ โดยองค์กรชื่อดังหลายแห่งที่ใช้งาน Metabase ในการวิเคราะห์ข้อมูลต่างออกมาส่งจดหมายแจ้งเตือนเหตุข้อมูลรั่วไหล (Data Breach) ไปยังลูกค้าของตน เช่น Framework (ผู้ผลิตโน้ตบุ๊กแบบโมดูลาร์) และ Tally (บริการสร้างแบบฟอร์มออนไลน์)

⚠️ รายละเอียดและข้อมูลที่ได้รับผลกระทบ:
🔸สาเหตุการเจาะระบบ: แฮกเกอร์ได้อาศัยช่องโหว่ Zero-Day บน API ส่วนการรีเซ็ตรหัสผ่านของ Metabase เวอร์ชัน 1.58 ขึ้นไป ทำให้สามารถรันคำสั่ง SQL สั่งงานฐานข้อมูลได้โดยไม่ต้องผ่านการยืนยันตัวตน (Unauthenticated SQL Injection) ส่งผลให้แฮกเกอร์เข้ายึดสิทธิ์แอดมินและขโมยข้อมูลรับรอง (Credentials) ของฐานข้อมูลที่เชื่อมต่อไว้ทั้งหมด
🔸ผู้ได้รับผลกระทบ (Framework): บริษัท Framework ยืนยันว่า ข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าที่รั่วไหล ประกอบด้วย ชื่อ, อีเมล, เบอร์โทรศัพท์ และที่อยู่จัดส่ง (รวมถึงผู้ที่เคยกรอกข้อมูลแต่ยังไม่ได้กดสั่งซื้อ) ทั้งนี้ ไม่มีข้อมูลการชำระเงินหรือบัตรเครดิตหลุดออกไป เนื่องจากประมวลผลผ่านระบบภายนอก (Stripe)
🔸ผู้ได้รับผลกระทบ (Tally): บริษัท Tally ยืนยันว่า ข้อมูลที่ถูกเข้าถึง ได้แก่ อีเมลและรหัสผ่านที่ถูกเข้ารหัส (Hashed passwords) ของผู้ใช้งาน
🔸การตอบสนองอย่างรวดเร็ว: Metabase ได้ทำการอุดช่องโหว่ ปิดจุดเชื่อมต่ออันตราย และแจ้งเตือนบริษัทพันธมิตรภายใน 3 วัน ขณะที่ Framework ได้ส่งจดหมายแจ้งเตือนลูกค้าภายในเวลาเพียง 6 ชั่วโมงหลังจากได้รับแจ้งเหตุจาก Metabase

🛡️ ข้อตระหนักรู้และวิธีการป้องกันสำหรับองค์กรและผู้ใช้งาน:

👉สำหรับผู้ดูแลระบบและองค์กรที่ใช้งาน Metabase (Self-hosted):
🔹อัปเดตแพตช์ด่วนที่สุด: เร่งทำการอัปเดตระบบ Metabase ไปยังเวอร์ชันที่ปลอดภัย (ได้แก่ 0.58.24, 0.59.21, 0.60.17, 0.61.11, 0.62.9, หรือ 0.63.5 ขึ้นไป)
🔹มาตรการชั่วคราว: หากยังไม่สามารถอัปเดตแพตช์ได้ทันที ให้ทำการบล็อก Endpoint /api/session/reset_password ชั่วคราว และทำการเปลี่ยนรหัสผ่าน/Access Keys (Rotate credentials) ของฐานข้อมูลทั้งหมดที่เชื่อมต่อกับ Metabase
🔹ทบทวนนโยบายจำกัดข้อมูล (Data Minimization): ลดสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูล PII ของเครื่องมือ BI ภายนอก ส่งเฉพาะคอลัมน์ข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการวิเคราะห์เท่านั้น

👉สำหรับผู้ใช้งานทั่วไปและลูกค้า:
🔹ระวังภัย Phishing: เนื่องจากข้อมูลชื่อ อีเมล และที่อยู่หลุดออกไป ให้ระมัดระวังอีเมลฟิชชิ่งหรือข้อความหลอกลวงที่อาจแอบอ้างว่ามาจาก Framework หรือ Tally
🔹เปลี่ยนรหัสผ่าน: ผู้ใช้งานบริการ Tally ควรเปลี่ยนรหัสผ่านบัญชีเพื่อความปลอดภัย และหลีกเลี่ยงการใช้รหัสผ่านซ้ำกันในหลายเว็บไซต์

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า ซอฟต์แวร์วิเคราะห์ข้อมูล (BI Tools) ก็สามารถกลายเป็นช่องทางให้แฮกเกอร์เข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลได้ หากไม่ได้รับการจำกัดสิทธิ์และอัปเดตระบบอย่างสม่ำเสมอ

ที่มา : BLEEPINGCOMPUTER
🔗https://www.bleepingcomputer.com/news/security/framework-tally-disclose-metabase-data-theft-attacks/
__________________________________________


#ข่าวไอที
#ข้อมูลส่วนบุคคล
#ภัยใกล้ตัว
#ข้อมูลรั่วไหลเป็น0
#ศูนย์เฝ้าระวังการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล



ที่อยู่

120 หมู่ 3 ชั้น 6 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ (อาคารซี) ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่
Bangkok
10210

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 16:30
อังคาร 08:30 - 16:30
พุธ 08:30 - 16:30
พฤหัสบดี 08:30 - 16:30
ศุกร์ 08:30 - 16:30

เบอร์โทรศัพท์

+66812454862

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ศูนย์เฝ้าระวังการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล - PDPC Eagle Eyeผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ องค์กรนั้น

ส่งข้อความของคุณถึง ศูนย์เฝ้าระวังการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล - PDPC Eagle Eye:

ทางลัด

แชร์