24/12/2020
สมุทรสาครกับความหลากหลายของกลุ่มชาติพันธุ์
ชวนอ่าน
“ผู้คน การเคลื่อนย้าย และสายสัมพันธ์หลากหลายชาติพันธุ์ ในสมุทรสาคร”
โดย สมรักษ์ ชัยสิงห์กานานนท์ และ จักรี โพธิมณี
ในหนังสือ “สาครบุรี” จากวิถีชาวบ้าน : การเปลี่ยนผ่านวิถีชีวิตท้องถิ่นในลุ่มน้ำท่าจีน จังหวัดสมุทรสาคร ของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
สมุทรสาครเป็นเมืองท่าเล็ก ๆ ตั้งอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำท่าจีนทอดยาวไปจนถึงชายฝั่งทะเล ลำน้ำหลายสายเชื่อมต่อกับเมืองหลวง สมุทรสาครจึงเป็นเมืองท่าค้าขายที่สำคัญ ผู้คนหลากหลายชาติพันธุ์อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐาน มีการติดต่อแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมประเพณี ความเชื่อ กับชุมชนต่างวัฒนธรรมระหว่างกันอย่างชัดเจนมาตั้งแต่สมัยอยุธยาและรัตนโกสินทร์ โดยเฉพาะบริวเณตำบลมหาชัย เป็นพื้นที่สำคัญที่รวมความหลากหลายทางวัฒนธรรมเข้าไว้ด้วยกัน อาทิ ชุมชนชาวจีน ชุมชนชาวมอญ ชุมชนชาวไทดำ และกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ เป็นต้น
กว่าครึ่งศตวรรษที่ผ่านมานับตั้งแต่การมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พื้นที่สมุทรสาครและพื้นที่ใกล้เคียง เริ่มมีการตั้งโรงงานอุตสาหกรรมมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2512 เป็นต้นมา มีการปรับปรุงระบบคมนาคม ระบบสาธารณูปโภค เพื่อรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ทั้งยังมีทะเลที่เชื่อมร้อยเมืองท่าและทอดยาวกว่าสี่สิบกิโล สมุทรสาครจึงกลายเป็นศูนย์กลางของธุรกิจการประมงและเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ มีท่าเทียบเรือ แพปลา และนาเกลือ ทำให้ธุรกิจอาหารทะเลขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว แน่นอนว่าผลที่ตามมาคือความต้องการแรงงานในการผลิตที่สูงขึ้น
ทศวรรษที่ 2530 จึงเกิดจุดเปลี่ยนสำคัญที่แรงงานข้ามชาติจากเมียนมาเริ่มหลั่งไหลเข้ามาทำงานมากขึ้น เนื่องจากสถานการณ์ทางการเมือง ทำให้ผู้คนต้องอพยพมาหางานทำ สมุทรสาครจึงเป็นที่หมายแรก โดยเฉพาะแรงงานข้ามชาติชาวมอญ แรงงานกลุ่มแรก ๆ ที่เลื่อนไหลเข้ามาทำงานเพราะสามารถสื่อสารกับชาวไทยเชื้อสายมอญที่อาศัยอยู่ในสมุทรสาครดั้งเดิม แน่นอนว่าในระยะแรกแรงงานที่เข้ามาทำงานยังเป็นแรงงานข้ามชาติที่ไม่ถูกกฎหมาย กระทั่งปี 2539 รัฐบาลไทยมีนโยบายผ่อนผัน ทำให้มีแรงงานจากเมียนมากลุ่มอื่น ๆ เช่น พม่า, ทวาย, ยะไข่, กะยัน, ไทใหญ่ เป็นต้น และกลุ่มอพยพจากประเทศเพื่อนบ้านตามเข้ามาภายหลัง สมุทรสาครจึงกลายเป็นศูนย์รวมของตลาดแรงงานข้ามชาติ ที่ทำผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) ในปัจจุบันมากถึง 400,000 ล้านบาท
“ปลาสด ๆ กุ้งตัวโต ๆ หมึกตัวใหญ่ ๆ จิ้มซีฟู้ดรสเด็ด”
ของอร่อยและสดเหล่านี้ล้วนมาจากหยาดเหงื่อและแรงงานของผู้คนที่ถูกเรียกว่า “แรงงานข้ามชาติ” คนกลุ่มนี้เผชิญการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและรัฐไทยมาโดยตลอด บ้างจึงต้องหลบซ่อน ทำงานหนัก รายได้น้อย ความช่วยเหลือตกหล่นไม่ทั่วถึง นับเป็นชีวิตที่ยากลำบากแต่จำเป็นต้องทำเพื่อครอบครัว การกลับมาระลอกใหม่ของการแพร่ระบาดไวรัสโควิด – 19 ไม่ต่างอะไรกับการเผชิญหน้ามรสุมลูกใหญ่อีกครั้ง การออกทะเลแต่ละครั้งเท่ากับรายได้หล่อเลี้ยงครอบครัว เป็นสิ่งที่ไม่มีใครพึงปรารถนา เมื่อภาระงานต้องหยุดชะงัก แต่ชีวิตยังต้องเลื่อนไหล สิ่งเหล่านี้ไม่เคยเลือกว่าจะเกิดขึ้นกับใคร กลุ่มชาติพันธุ์ใด มีวัฒนธรรมหรือมีความเชื่อแบบไหน ทุกคนล้วนต้องเผชิญหน้าร่วมกัน
อย่างไรก็ตามในสถานการณ์ที่ยากลำบากเหล่านี้ เรามองเห็นความร่วมมือจากหลายฝ่ายที่พยายามตั้งมั่นและมีสติ ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน มองเห็นความเป็นมนุษย์ที่ข้ามเส้นพรมแดนรัฐชาติ และให้ความสำคัญกับชีวิตของมนุษย์มากกว่าตัวเลขสถิติ
ในที่สุดเราจะก้าวพ้นสถานการณ์อันยากลำบากนี้ไปด้วยกัน ศมส.ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนสามารถรับมือกับมรสุมระลอกใหม่นี้ได้ สิ่งสำคัญคือพึงตระหนักแต่ไม่ตื่นตระหนก หมั่นสวมหน้ากาก ล้างมือ และป้องกันตนเอง เพื่อที่จะก้าวผ่านห้วงเวลาทึมเทานี้ไปพร้อมกัน
อ่านเรื่องราวของสมุทรสาครเพิ่มเติมได้ที่ :
https://www.sac.or.th/main/th/publication/example/103 /
#สมุทรสาคร #สาครบุรี #แรงงาน #ข้ามชาติ #ชาติพันธุ์ #เมียนมา #โควิด19