กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
(296)

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริม สนับสนุน และกำกับการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ การวิจัยและการสร้างสรรค์นวัตกรรม เพื่อให้การพัฒนาประเทศเท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไร

หากท่านพบว่ามีข้อมูลใด ๆ ที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาปรากฏ โปรดแจ้งให้ทราบเพื่อดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวโดยเร็วที่สุดต่อไป

“ยศชนัน”รับฟังเสียงนักเรียนทุน สู่การออกแบบนโยบายและระบบนิเวศวิจัยของประเทศ อุดช่องโหว่เงื่อนไขสัญญา-การย้ายสังกัด-ทุนวิ...
04/09/2026

“ยศชนัน”รับฟังเสียงนักเรียนทุน สู่การออกแบบนโยบายและระบบนิเวศวิจัยของประเทศ อุดช่องโหว่เงื่อนไขสัญญา-การย้ายสังกัด-ทุนวิจัย-ระบบการประเมิน มุ่งต่อยอดงานวิจัยด้าน Deep Tech

เมื่อวันที่ 4 ก.ย. ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิดงานนโยบายนักเรียนทุนกับ Deep Tech ต่อยอดงานวิจัย เพื่อเปิดพื้นที่ให้นักเรียนทุน นักวิจัย และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและนำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายโดยตรงต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ซึ่งจัดโดยกระทรวง อว. ร่วมกับคณะทำงานยกระดับทุนมนุษย์ด้านเทคโนโลยี (Tech Talents) และสมาคมนักวิจัยไทยรุ่นใหม่ (TYSA) โดยมี นายฉัตริน จันทร์หอม เลขานุการ รมว.อว. ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. ศ.นายแพทย์อภิชาติ อัศวมงคลกุล คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ตลอดจนนักเรียนทุน เข้าร่วม ณ โรงพยาบาลศิริราช

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า ในวันที่ 16 กันยายนนี้ จะมีการประชุมหารือเกี่ยวกับแนวทางการบริหารจัดการการใช้ทุนของนักเรียนทุนต่างๆ ซึ่งเป้าหมายที่ชัดเจนคือ เมื่อเรารับเงินทุนซึ่งเป็นเงินภาษีของประชาชนไปเรียน เราจะต้องตอบให้ได้ว่าจะกลับมาทำประโยชน์ให้กับประชาชนและประเทศชาติอย่างไร ทั้งนี้ การดึงดูดกลุ่มคนเก่ง (Talents) เข้ามาทำงาน จะต้องทำให้เขามาด้วยความเต็มใจ ไม่ใช่มาแต่ตัวแต่หัวใจอยู่ต่างประเทศ ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำขนานกันไปคือการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) และผลักดันเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ (New Growth Engine) เพื่อส่งเสริมระบบนิเวศทางนวัตกรรมและผู้ประกอบการ ให้เขารู้สึกว่าน่าลงทุนและอยากกลับมาต่อยอดความสำเร็จที่นี่ ประเทศเราอาจไม่ได้มีงบประมาณจ้างด้วยเงินเดือนสูงเท่าบางประเทศ แต่เราสามารถใช้จุดแข็งจากฐานข้อมูลหรือทรัพยากรในประเทศ เช่น วัตถุดิบจากท้องถิ่น ไปใช้ในการทำสตาร์ตอัปให้เติบโตในระดับสากลได้ นักเรียนทุนจะทำงานอยู่ที่ไหนบนโลกก็ได้ ไม่จำเป็นต้องถูกผูกมัดให้อยู่แค่ในประเทศไทย หรือจะอยู่ภาครัฐ หรือภาคเอกชนก็ได้ แต่ความสำเร็จและประโยชน์ต้องถูกนำกลับมาสร้างมูลค่าให้กับประเทศไทยอย่างเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ เช่น การนำโจทย์ปัญหาของเมืองไทยไปวิจัยจนได้รับการตีพิมพ์ในวารสารระดับโลก ซึ่งจะสามารถดึงดูดนักลงทุนระดับโลกให้หันมาสนใจประเทศไทยได้

รองนายกฯ และ รมว.อว. กล่าวต่อว่า พื้นที่ตรงนี้เป็นการเปิดพื้นที่เพื่อรับฟังเสียงสะท้อนจากทุกๆ คน ทั้งในเรื่องเงื่อนไขสัญญาที่เป็นธรรมกับผู้รับทุน การย้ายสังกัด ทุนวิจัย ระบบการประเมินที่เหมาะสม ไปจนถึงการต่อยอดงานวิจัยด้าน Deep Tech Innovation เพื่อนำข้อมูลที่ได้ทั้งหมดไปปรับปรุงกฎระเบียบให้มีความยืดหยุ่น สร้างระบบนิเวศที่ตอบโจทย์ และดึงดูดให้คนเก่งอยากกลับมาใช้ทุนและทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติด้วยความสมัครใจอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ คณะทำงานที่ปรึกษา รมว.อว. ด้าน Tech Talents ได้สำรวจความคิดเห็นนักเรียนทุนล่วงหน้า เพื่อรวบรวมปัญหาและความต้องการด้านการวิจัยและการพัฒนาสายอาชีพ ก่อนนำมาวิเคราะห์เป็น “ช่องว่างของระบบ” (System Gaps) และใช้เป็นฐานในการหารือภายในงาน โดยแบ่งกลุ่ม Focus Group ใน 3 ประเด็น ได้แก่ เงื่อนไขสัญญารับทุนและการย้ายสังกัด ทุนวิจัยและระบบการประเมิน และการต่อยอดงานวิจัยสู่ Deep Tech

ข้อเสนอจากเวทีจะนำไปสังเคราะห์เป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อพัฒนากลไกและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำงานของนักวิจัยและนักเรียนทุน ตั้งแต่การบริหารจัดการกำลังคน ระบบสนับสนุนการวิจัย ไปจนถึงการผลักดันผลงานวิจัยสู่ภาคเอกชนและการใช้ประโยชน์ในระดับประเทศ สอดคล้องกับแนวทางของ อว. ที่เปิดให้ผู้ปฏิบัติงานและผู้มีประสบการณ์จริงมีส่วนร่วมในการออกแบบนโยบาย เพื่อเปลี่ยนศักยภาพของบุคลากรและงานวิจัยให้เป็นพลังขับเคลื่อนประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

#อว #กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม

“ยศชนัน” ชู “คน–วิทย์–เทคโนโลยี” ตัวคูณสร้างความยั่งยืน ดันมหาวิทยาลัยเป็น Sandbox สร้าง พื้นที่สนามทดลองให้ผู้ประกอบการ...
04/09/2026

“ยศชนัน” ชู “คน–วิทย์–เทคโนโลยี” ตัวคูณสร้างความยั่งยืน ดันมหาวิทยาลัยเป็น Sandbox สร้าง พื้นที่สนามทดลองให้ผู้ประกอบการ ปลดล็อกนวัตกรรมสู่ Next Economy

เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นวิทยากรในงาน GCNT EXPO 2026 “From Shock To Shift” Thailand’s Sustainable Transition in a Fractured World จากวิกฤตโลก สู่ธุรกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืน ในหัวข้อ “Thailand²: Building Human Capital for the Next Economy” ยกกำลังประเทศไทย ด้วยทุนมนุษย์แห่งอนาคต โดยมี ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. พร้อมด้วยผู้นำจากภาครัฐและภาคธุรกิจเข้าร่วมงาน ณ ทรู ดิจิทัล พาร์ค พระโขนง

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า การขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนให้ประสบความสำเร็จ จำเป็นต้องใช้ “คน” และ “วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” เป็นตัวทวีคูณ (Multiplier) เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง พร้อมทลายการทำงานแบบไซโล (Silo) เนื่องจากโจทย์ด้านความยั่งยืนไม่สามารถแก้ไขได้โดยหน่วยงานหรือภาคส่วนใดเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาคการเงิน การเกษตร อุตสาหกรรม ผู้ประกอบการ SME และธุรกิจรายย่อย ภาคการเกษตรต้องเปลี่ยนจากการทำเกษตรแบบดั้งเดิมไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มในอุตสาหกรรม Wellness โดยเชื่อมโยงผลผลิตทางการเกษตรเข้ากับการแปรรูป วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีชีวภาพ เพื่อสร้าง Value Creation และยกระดับรายได้ของเกษตรกรอย่างยั่งยืน ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมต้องเร่งเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

รองนายกฯ และ รมว.อว. กล่าวต่อว่า ภาคธุรกิจจำเป็นต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับกฎกติกาใหม่ของโลก โดยเฉพาะมาตรฐานด้าน ESG เพราะหากไม่สามารถปรับตัวได้ อาจส่งผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจและประเทศ ขณะเดียวกัน เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ที่กำหนดกรอบเป้าหมายไว้ในปี 2030 อาจจำเป็นต้องมีการทบทวนและปรับเป้าหมายให้สอดคล้องกับสถานการณ์และบริบทของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และภูมิรัฐศาสตร์ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น

“หนึ่งในปัญหาสำคัญของการพัฒนานวัตกรรม คือกฎหมายและมาตรฐานที่ตามเทคโนโลยีไม่ทัน เราจึงต้องปรับกระบวนทัศน์จากการรอให้กฎหมายมีความพร้อมก่อนจึงจะลงมือทำ มาเป็นการลงมือปฏิบัติและทดสอบไปพร้อมกัน โดยใช้โมเดล Incubator และพื้นที่ของมหาวิทยาลัยทั่วประเทศเป็น Sandbox หรือศูนย์ทดสอบ (Testing Center) เปิดโอกาสให้ผู้สร้างสรรค์นวัตกรรม (Creator) และสตาร์ทอัพได้ทดลอง พัฒนา และทดสอบผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ ๆ โดยไม่จำเป็นต้องรอให้มีโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ก่อน” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว

#อุดมศึกษา #วิจัยและนวัตกรรม #อว #กระทรวงอว #กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม

“ยศชนัน” ชูวิสัยทัศน์ “Water Smart Communities” บนเวที “Water Resilience Forum”เดินหน้าบูรณาการข้อมูล เน้นสื่อสารเตรียมค...
04/09/2026

“ยศชนัน” ชูวิสัยทัศน์ “Water Smart Communities” บนเวที “Water Resilience Forum”เดินหน้าบูรณาการข้อมูล เน้นสื่อสารเตรียมความพร้อมรับมือน้ำท่วม-น้ำแล้ง ผสานวิทยาศาสตร์และภูมิปัญญาท้องถิ่นจัดการน้ำอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 4 ก.ย. ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ปาฐกถาในหัวข้อ “วิทยาศาสตร์ นวัตกรรม และอนาคตของ Water Smart Communities” ภายในงาน Water Resilience Forum ครั้งที่ 3 ปี 2026 ภายใต้แนวคิด “WATER SMART COMMUNITIES – คนเปลี่ยนน้ำ น้ำเปลี่ยนอนาคต” ซึ่งจัดโดย ศูนย์กันก่อนท่วม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเครือข่ายพันธมิตร โดยมี ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รศ.ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและประธานศูนย์กันก่อนท่วม คณาจารย์ นิสิต และนักเรียน ตลอดจนผู้นำชุมชนขากจังหวัดต่าง ๆ เข้าร่วม ณ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า รัฐบาลได้เตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์อุทกภัยล่วงหน้า โดยตนได้รับมอบหมายจากท่านนายกรัฐมนตรีให้กำกับดูแลพื้นที่ภาคเหนือทั้งหมด ภายใต้รูปแบบการทำงานแบบ Single Command ที่ลงพื้นที่จริงเพื่อสนับสนุนผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งเป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์หลัก โดยบทบาทของส่วนกลางคือการคอยเชื่อมโยงและระดมความช่วยเหลือ ทั้งกำลังทหาร เครื่องจักรกล และบุคลากรข้ามกระทรวงหรือข้ามจังหวัดในกรณีที่พื้นที่ไม่สามารถระดมกำลังได้ทัน พร้อมทั้งบูรณาการข้อมูลร่วมกับ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) (สสน.) กรมอุตุนิยมวิทยา และกรมชลประทาน เพื่อให้การปฏิบัติงานและการแจ้งเตือนประชาชนมีประสิทธิภาพสูงสุด

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวต่อว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์น้ำท่วม สิ่งสำคัญที่สุดในวันแรกคือเรื่องอาหารและการเข้าถึงพื้นที่ ทั้งนี้ การกระจายความช่วยเหลือจึงต้องอาศัยเครือข่ายจิตอาสา มูลนิธิ และผู้นำชุมชนในการตั้งโรงครัวและนำเรือออกไปช่วยเหลือผู้ประสบภัย ในส่วนของการเยียวยาฟื้นฟู รัฐบาลได้เร่งอนุมัติงบกลางและกำหนดมาตรฐานการช่วยเหลือที่ชัดเจน เช่น การสนับสนุนงบประมาณซ่อมแซมบ้าน รวมถึงงบฉุกเฉินสำหรับผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อจัดซื้อเครื่องครัวและเครื่องนุ่งห่ม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการสื่อสารและแถลงข่าวสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง ทั้งช่วงเช้าและช่วงเย็น โดยต้องลงพื้นที่จริงเพื่อประเมินระดับน้ำและลดความตื่นตระหนกของประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยหลักการพื้นฐานของการบริหารจัดการน้ำ ต้องอาศัยแผนที่ภูมิสังคม (Geo-Social Map) รวมถึงการผสานภูมิปัญญาท้องถิ่น เข้ากับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (Science and Technology) เพื่อสร้าง Water Smart Community ทั้งนี้ การแจ้งเตือนภัยต้องเลือกใช้เทคโนโลยีให้เหมาะสมกับระยะเวลาและพื้นที่ เช่น การใช้ดาวเทียมประเมินล่วงหน้า 24 ชั่วโมง และการใช้จุดโทรมาตรบนเขาเพื่อแจ้งเตือนระยะสั้น ซึ่งการจัดการน้ำอย่างยั่งยืนต้องบูรณาการความรู้จากหลากหลายศาสตร์ ทั้งสังคมศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ข้อมูล และเทคโนโลยีอวกาศประกอบกันด้วย

“การแก้ปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งต้องดำเนินการควบคู่กันไป ทั้งการจัดการตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ การสร้างความยั่งยืน และการทำงานร่วมกับชุมชนและเครือข่ายต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนสามารถปรับตัวและรับมือกับภัยพิบัติได้อย่างยั่งยืน” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว

ภายในงานยังมีการจัดเวทีเสวนาเรื่อง “ประเทศไทยจะทำอย่างไรให้ทุกจังหวัดก้าวสู่การเป็น Water Smart Community” โดย รศ.ดร.วิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ดร.รอยบุญ รัศมีเทศ ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) และ ผศ.ดร.พงษ์ศักดิ์ สุทธินนท์ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยสรุปบทเรียนจากทั้ง 7 พื้นที่ว่า การจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพต้องเริ่มจากการเข้าใจพื้นที่ และเปลี่ยนจากการ “รอให้เกิดปัญหาแล้วจึงแก้” เป็น “รู้ก่อน–เตรียมก่อน–ป้องกันก่อน” หัวใจสำคัญคือการเชื่อมข้อมูลวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน และพลังของชุมชน เข้าด้วยกัน เพื่อให้แต่ละพื้นที่รู้จักน้ำของตัวเอง เข้าใจความเสี่ยง และสามารถเตรียมรับมือได้ก่อนเกิดภัย

#อว #กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม

อว. ผนึกพลังสถาบันอุดมศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เดินหน้าพลิกโฉมมาตรฐานการศึกษาไทย ยกระดับระบบประกันคุณภาพ สร้างกำลังคนค...
04/09/2026

อว. ผนึกพลังสถาบันอุดมศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เดินหน้าพลิกโฉมมาตรฐานการศึกษาไทย ยกระดับระบบประกันคุณภาพ สร้างกำลังคนคุณภาพ ตอบโจทย์ประเทศ–แข่งขันเวทีโลก

เมื่อวันที่ 4 กันยายน ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มอบหมายให้ ศ.เกียรติคุณ ดร.ปานสิริ พันธุ์สุวรรณ ประธานกรรมการมาตรฐานการอุดมศึกษา (กมอ.) เป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนา “การขับเคลื่อนมาตรฐานการอุดมศึกษาและการประกันคุณภาพการศึกษาระดับอุดมศึกษาของคณะกรรมการมาตรฐานการอุดมศึกษาสำหรับสถาบันอุดมศึกษา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” โดยมี นายสมบัติ รุ่งรัศมี ผู้อำนวยการกองยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษา (กคอ.) สำนักงานปลัดกระทรวง อว. นายกสภาสถาบันอุดมศึกษา ประธานกรรมการมาตรฐานการอุดมศึกษาผู้ทรงคุณวุฒิ กรรมการมาตรฐานการอุดมศึกษา วิทยากร และผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษาทั้งในและนอกสังกัดในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือจาก 28 แห่ง ร่วมระดมความคิดเห็น ณ โรงแรมไอโฮเท็ล ขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น
ศ.เกียรติคุณ ดร.ปานสิริ กล่าวว่า มาตรฐานการอุดมศึกษาและการประกันคุณภาพการศึกษาไม่ได้เป็นเพียงการดำเนินงานตามหลักเกณฑ์หรือการจัดทำเอกสารเพื่อรองรับการตรวจสอบ แต่เป็นกลไกสำคัญในการยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษา สร้างความน่าเชื่อถือให้แก่สถาบันอุดมศึกษา และมุ่งสู่ผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียนอย่างแท้จริง โดย กมอ. ได้พัฒนากฎหมาย หลักเกณฑ์ และแนวทางที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สถาบันอุดมศึกษาสามารถนำมาตรฐานไปใช้ให้เกิดผลในทางปฏิบัติและเหมาะสมกับบริบทที่หลากหลายของแต่ละสถาบันและสามารถยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษาได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมกันนี้ การประชุมยังเป็นเวทีสื่อสารนโยบายและทิศทางการดำเนินงาน รวมถึงเปิดโอกาสให้สถาบันอุดมศึกษาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะจากการปฏิบัติจริง เพื่อนำไปพัฒนาหลักเกณฑ์และแนวทางให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง และสนับสนุนการผลิตกำลังคนที่มีคุณภาพ ตรงตามความต้องการของประเทศและสามารถแข่งขันในระดับสากลได้

“การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ระหว่างภาครัฐกับสถาบันอุดมศึกษาจะช่วยสร้างความเข้าใจร่วมกัน และนำไปสู่การพัฒนาระบบมาตรฐานและการประกันคุณภาพการศึกษาที่มีประสิทธิภาพ โดยข้อเสนอจากสถาบันอุดมศึกษาจะเป็นข้อมูลสำคัญในการกำหนดหลักเกณฑ์และแนวทางที่มีความยืดหยุ่น เหมาะสมกับบริบทและความหลากหลายของสถาบัน และเอื้อต่อการยกระดับคุณภาพการอุดมศึกษาไทยอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน” ศ.เกียรติคุณ ดร.ปานสิริ กล่าว

ด้าน นายสมบัติ กล่าวว่า กระทรวง อว. และ กมอ. ได้พัฒนากฎหมายและหลักเกณฑ์ด้านมาตรฐานการอุดมศึกษาและการประกันคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการปรับปรุงเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรให้สอดคล้องกับบริบทการศึกษาและการเปลี่ยนแปลงของโลก การประชุมครั้งนี้จึงเป็นเวทีสร้างความเข้าใจร่วมกัน พร้อมรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากสถาบันอุดมศึกษา เพื่อนำไปพัฒนากฎหมาย หลักเกณฑ์ และแนวทางการดำเนินงานให้เหมาะสมกับบริบทและความหลากหลายของสถาบันอุดมศึกษา

ทั้งนี้ การประชุมสัมมนาดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับนโยบายและทิศทางการขับเคลื่อนมาตรฐานการอุดมศึกษา การรับรองมาตรฐานการอุดมศึกษา และการประกันคุณภาพการศึกษา ตลอดจนเปิดพื้นที่ให้สถาบันอุดมศึกษาแลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวปฏิบัติที่ดี เพื่อนำไปสู่การพัฒนาระบบมาตรฐานและการประกันคุณภาพการศึกษาที่มีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับบริบทของสถาบัน และยกระดับคุณภาพอุดมศึกษาไทยอย่างเป็นรูปธรรม

#กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม #กระทรวงอว #อว #วิจัยและนวัตกรรม #อุดมศึกษา

04/09/2026
“ยศชนัน” เดินหน้าปั้นอุตสาหกรรมอวกาศไทย เชื่อมศักยภาพชิ้นส่วนดาวเทียมสู่ตลาดโลก ดัน Local Content–พัฒนากำลังคน–สร้างผู้ป...
04/09/2026

“ยศชนัน” เดินหน้าปั้นอุตสาหกรรมอวกาศไทย เชื่อมศักยภาพชิ้นส่วนดาวเทียมสู่ตลาดโลก ดัน Local Content–พัฒนากำลังคน–สร้างผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ Global Supply Chain

เมื่อวันที่ 4 กันยายน ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “โครงการศึกษาวิจัยและแนวทางการส่งเสริมการตลาดสำหรับชิ้นส่วนดาวเทียม ครั้งที่ 2” โดยมี ทพ.ญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษา รมว.อว. ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) รศ.ดร.ณัฐสิทธิ์ เกิดศรี หัวหน้าโครงการฯ มหาวิทยาลัยมหิดล พร้อมด้วยผู้บริหารภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา ผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิจัย และผู้ประกอบการ เข้าร่วม ณ ห้องนิวยอร์ก โรงแรมคอนราด กรุงเทพมหานคร

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมอวกาศของไทยต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะการจัดทำแผนพัฒนาที่เปิดให้หน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา ศูนย์วิจัย และภาคเอกชนเข้ามาร่วมกำหนดทิศทางตั้งแต่ต้น เพื่อประเมินศักยภาพและเติมเต็มช่องว่างของระบบให้ครบถ้วน ประเทศไทยมีพื้นฐานด้านอวกาศที่สำคัญอยู่แล้ว จึงควรนำจุดแข็งของแต่ละหน่วยงานมาเชื่อมต่อกันอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เกิดแผนที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริงและตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรม

รองนายกฯ และ รมว.อว. กล่าวต่อว่า การพัฒนา THEOS-2A ถือเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถของไทย โดยเฉพาะการเพิ่มสัดส่วน Local Content และนำองค์ความรู้ด้านอวกาศมาต่อยอดกับอุตสาหกรรมที่ประเทศมีศักยภาพ อาทิ อิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ แมคคานิค และโครงสร้าง ควบคู่กับการส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยี ทรัพย์สินทางปัญญา การทดสอบและรับรองมาตรฐาน ตลอดจนการพัฒนาผู้ประกอบการรายใหม่และสตาร์ตอัป นอกจากนี้ ควรเชื่อมโยงผู้เชี่ยวชาญและคนไทยด้านอวกาศที่ทำงานอยู่ในต่างประเทศกลับมาร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของเครือข่ายและกำลังคนด้านอวกาศของไทย

“การผลักดันอุตสาหกรรมอวกาศให้เติบโตอย่างเป็นรูปธรรม ต้องมีระบบสนับสนุนที่ครอบคลุมทั้งกำลังคน โครงสร้างพื้นฐาน การวิจัยและพัฒนา การลงทุน และกลไกส่งเสริมผู้ประกอบการ โดยภาครัฐต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนและการพัฒนาธุรกิจ ขณะที่ภาคเอกชนต้องร่วมสร้างผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์ตลาด ซึ่งควรมองตลาดในระดับภูมิภาคและระดับโลก ไม่จำกัดเฉพาะความต้องการภายในประเทศ เพื่อให้เกิดการผลิตที่มีขนาดและความคุ้มค่าเพียงพอ ทั้งนี้ เทคโนโลยีอวกาศสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับภาคส่วนต่าง ๆ ได้อย่างกว้างขวาง ตั้งแต่การเกษตร การบริหารจัดการภัยพิบัติ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ไปจนถึงภาคเศรษฐกิจอื่น ๆ จึงเป็นโอกาสในการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว

ด้าน ดร.ปกรณ์ กล่าวว่า GISTDA พร้อมร่วมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอวกาศไทย โดยโครงการนี้มุ่งศึกษาสถานการณ์และโอกาสของอุตสาหกรรมอวกาศโลก ควบคู่กับการประเมินศักยภาพของประเทศไทย โดยเฉพาะการต่อยอดจากฐานอุตสาหกรรมที่มีความเข้มแข็ง เช่น ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มมูลค่าและขยายโอกาสสู่ตลาดสากล การสัมมนาครั้งนี้จึงเป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิชาการ เพื่อกำหนดแนวทางพัฒนาอุตสาหกรรมให้สามารถนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ พร้อมพัฒนากำลังคนรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

สำหรับการสัมมนาเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ มีการวิเคราะห์แนวโน้มเชิงนโยบายที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอวกาศ การเสวนาศักยภาพชิ้นส่วนดาวเทียมของผู้ประกอบการไทย การประเมินความพร้อมด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการตลาดในระดับโลก รวมถึงการระดมความคิดเห็นเพื่อกำหนดแนวทางสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้สามารถยกระดับผลิตภัณฑ์และเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมอวกาศและชิ้นส่วนดาวเทียมระดับโลก (Global Supply Chain) ได้อย่างเป็นรูปธรรม

#กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม #กระทรวงอว #อว #วิจัยและนวัตกรรม #อุดมศึกษา

“ยศชนัน” ปลุกเด็กจบใหม่เปลี่ยนกรอบคิด ชี้! “ปริญญา” ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย ย้ำประสบการณ์-ทักษะคือแต้มต่อชีวิต ดันมหาวิทยาลัย...
04/09/2026

“ยศชนัน” ปลุกเด็กจบใหม่เปลี่ยนกรอบคิด ชี้! “ปริญญา” ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย ย้ำประสบการณ์-ทักษะคือแต้มต่อชีวิต ดันมหาวิทยาลัยเป็น “ศูนย์บ่มเพาะ” ปั้นสตาร์ทอัพ-คนรุ่นใหม่รับโลกอนาคต

เมื่อวันที่ 3 ก.ย. ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมเสวนาแลกเปลี่ยนมุมมองชีวิตและการทำงาน บนเวที Hope Club X Sigve & Dr.Yodchanan Roundtable #2 จบใหม่... ไป(กัน)ต่อ จัดโดย True และ Spring และยังได้รับเกียรติจาก คุณซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) มาเสวนากับน้องๆ นิสิตนักศึกษาจบใหม่และร่วมแชร์ประสบการณ์ แนวคิดการทำงาน ทักษะแห่งอนาคต ร่วมกัน ณ ชั้น 7 True Digital Park

ศ.ดร.ยศชนัน ได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองกับกลุ่มนักศึกษาจบใหม่ ถึงทิศทางการปรับตัวในโลกการทำงานปัจจุบัน โดยเน้นย้ำว่า ใบปริญญาหรือแม้แต่การศึกษาในระดับปริญญาโท อาจไม่เพียงพออีกต่อไปสำหรับการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) พร้อมชี้ว่าในโลกการทำงานจริง สายงานกับชื่อปริญญาที่จบมาอาจไม่ได้ตรงกันแบบ 100 เปอร์เซ็นต์เสมอไป เป็นเรื่องปกติที่ผู้ซึ่งจบวิศวกรรมศาสตร์จะสามารถเติบโตไปเป็นเจ้าของธุรกิจได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม การข้ามสายอาชีพที่ต้องการทักษะเฉพาะทางเชิงลึกมากๆ เช่น จบสถาปัตยกรรมศาสตร์แล้วจะเปลี่ยนไปเป็นวิศวกรคอมพิวเตอร์ ก็อาจจะเป็นเรื่องที่ท้าทายและต้องใช้ความพยายามมากกว่าปกติ

รองนายกฯ และ รมว.อว. กล่าวต่อว่า การพลิกโฉมบทบาทของมหาวิทยาลัยในยุคนี้ให้กลายเป็น "ศูนย์บ่มเพาะ" (Incubator) อย่างแท้จริง มหาวิทยาลัยควรเปิดพื้นที่ (Open Space) และสนับสนุนอุปกรณ์ตลอดจนห้องปฏิบัติการขั้นสูงที่มีราคาสูง ให้นักศึกษาสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ในการสร้างสรรค์โปรเจกต์ ทำวิทยานิพนธ์ หรือแม้แต่ทดลองทำธุรกิจได้ตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษาโดยไม่ต้องแบกรับต้นทุนในการซื้ออุปกรณ์เอง เป้าหมายสำคัญของแนวทางนี้คือการผลักดันและเพิ่มจำนวนบริษัทสตาร์ทอัพหน้าใหม่ โดยเฉพาะในกลุ่มเทคโนโลยีเชิงลึก (Deep Tech) และเทคโนโลยีชีวภาพ (Biotech) จากฝีมือคนรุ่นใหม่ให้มีมากขึ้นในประเทศ

นอกจากความรู้ทางวิชาการแล้ว ดร.ยศชนัน ยังได้สะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างด้านกรอบความคิดระหว่างนักศึกษาไทยและต่างชาติ โดยระบุว่า นักศึกษาไทยส่วนใหญ่มักคิดถึงแค่การหางานทำในประเทศทันทีที่เรียนจบ ในขณะที่นักศึกษาจากสิงคโปร์หรือฮ่องกงมักมองหาโอกาสการทำงานจากทั่วทุกมุมโลก สิ่งที่คนรุ่นใหม่จำเป็นต้องเร่งพัฒนาคือทักษะการเอาตัวรอดนอกห้องเรียน เช่น ทักษะการสื่อสาร (Communication Skill) ทักษะความเป็นผู้ประกอบการ (Entrepreneurship) และทักษะการนำเสนอ (Pitching) ซึ่งประสบการณ์เหล่านี้สามารถเริ่มต้นสั่งสมได้จากการลงมือทำโปรเจกต์จริงร่วมกับเพื่อนๆ และคณาจารย์ภายในมหาวิทยาลัย

“อนาคตไม่แน่นอนเสมอไป เพราะความมั่นคงที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ตำแหน่งหน้าที่ แต่อยู่ที่ "ประสบการณ์และรากฐานที่แข็งแกร่ง" (Good foundation) หากเรามีทักษะติดตัวและมีรากฐานความคิดที่ดี ไม่ว่าจะต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงหรือต้องเปลี่ยนเส้นทางไปทางไหน เราก็จะพร้อมเริ่มต้นใหม่และสามารถนำทักษะเหล่านั้นไปต่อยอดเพื่อเอาตัวรอดได้ในทุกสถานการณ์” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว

อว. หารือ Kansai University of International Studies แลกเปลี่ยนแนวทางพลิกโฉมอุดมศึกษาไทย ยกระดับคุณภาพ–เสริมศักยภาพมหาวิ...
04/09/2026

อว. หารือ Kansai University of International Studies แลกเปลี่ยนแนวทางพลิกโฉมอุดมศึกษาไทย ยกระดับคุณภาพ–เสริมศักยภาพมหาวิทยาลัยสู่สากล

เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย นางสาวกีรติ แก้วสัมฤทธิ์ ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนและพัฒนาการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กขค.) สป.อว. ศ.ดร.ภาวนี นรัตถรักษา อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเคมี คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ รศ.ดร.รัฐชาติ มงคลนาวิน อาจารย์ประจำภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รศ.ดร.วิทวัส แจ้งเอี่ยม คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยบูรพา และผู้แทนสถาบันอุดมศึกษาไทย ให้การต้อนรับ ศ.อัตสึชิ ฮามานะ อธิการบดีมหาวิทยาลัยนานาชาติคันไซ และ ศ.ทาคาฮิโระ ไซโตะ ศาสตราจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัยมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น ในโอกาสหารือแลกเปลี่ยนมุมมองด้านการพัฒนาอุดมศึกษา ณ สป.อว. (ศรีอยุธยา)

ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าวว่า กระทรวง อว. มุ่งพัฒนาระบบอุดมศึกษาที่เปิดโอกาสให้มหาวิทยาลัยดำเนินภารกิจตามจุดแข็งและศักยภาพของตนเอง โดยโครงการพลิกโฉมมหาวิทยาลัย (Reinventing University) ให้ความสำคัญกับการสร้างความหลากหลายของสถาบัน ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพและมาตรฐาน เพื่อให้มหาวิทยาลัยสามารถตอบโจทย์การพัฒนาประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งเห็นว่าการแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับต่างประเทศจะช่วยนำแนวคิดและแนวปฏิบัติที่เหมาะสมมาประยุกต์ใช้กับบริบทของไทย

ด้าน ศ.อัตสึชิ กล่าวว่า ญี่ปุ่นกำลังเผชิญความท้าทายด้านอุดมศึกษาจากจำนวนผู้เรียนที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยในต่างจังหวัด ส่งผลให้ต้องปรับตัวทั้งการควบรวมมหาวิทยาลัย การปรับลดหรือปิดบางคณะ การพัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม และการเพิ่มจำนวนนักศึกษาต่างชาติ ขณะเดียวกัน ยังมีข้อจำกัดด้านหลักสูตรภาษาอังกฤษในระดับปริญญาตรีและงบประมาณอุดหนุนที่ลดลง ทำให้มหาวิทยาลัยต้องพึ่งพางบประมาณแบบแข่งขันและแสวงหาแหล่งทุนใหม่ ๆ จึงสนใจแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับประเทศไทยเกี่ยวกับการปฏิรูปอุดมศึกษา โดยเฉพาะแนวทาง Reinventing University และการพัฒนาหลักสูตรรูปแบบ Sandbox ซึ่งจะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของมหาวิทยาลัยและตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานและภาคอุตสาหกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การหารือครั้งนี้เน้นแลกเปลี่ยนแนวทางการจัดกลุ่มสถาบันอุดมศึกษาเชิงยุทธศาสตร์ภายใต้โครงการ Reinventing University รวมถึงความเชื่อมโยงกับการจัดสรรงบประมาณและมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ ตลอดจนการกำหนดบทบาทมหาวิทยาลัยตามภารกิจ อาทิ ด้านการวิจัย การพัฒนาพื้นที่ และการผลิตกำลังคนวิชาชีพ พร้อมหารือการพัฒนาระบบประกันคุณภาพการศึกษาให้สอดคล้องกับภารกิจของแต่ละสถาบันและความต้องการของภาคอุตสาหกรรม โดยการแลกเปลี่ยนในครั้งนี้สะท้อนความร่วมมือด้านการพัฒนาอุดมศึกษาระหว่างไทยและญี่ปุ่น เพื่อส่งเสริมให้มหาวิทยาลัยพัฒนาความเป็นเลิศตามศักยภาพ เชื่อมโยงกับภาคส่วนต่าง ๆ และยกระดับขีดความสามารถของระบบอุดมศึกษาไทยสู่ระดับสากล

#กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม #กระทรวงอว #อว #วิจัยและนวัตกรรม #อุดมศึกษา

“ยศชนัน” เปิด Super AI Engineer รุ่น 6 ยกระดับ “AI Literacy สู่ AI Entrepreneur” สร้างกำลังคน–อธิปไตยทางข้อมูล ดันประเทศ...
03/09/2026

“ยศชนัน” เปิด Super AI Engineer รุ่น 6 ยกระดับ “AI Literacy สู่ AI Entrepreneur” สร้างกำลังคน–อธิปไตยทางข้อมูล ดันประเทศไทยสู่เทคโนโลยีโลก

เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิดงาน Super AI Engineer: The 6th National Workforce Transformation โดยมี ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. พร้อมด้วยผู้บริหาร นักศึกษา และผู้เข้าร่วมโครงการ เข้าร่วม ณ SCBX NEXT TECH ชั้น 4 สยามพารากอน

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า เบื้องหลังความสำเร็จของโครงการ Super AI Engineer ในแต่ละซีซัน เกิดจากความทุ่มเทของทีมงาน โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ “การสร้างคน” โครงการไม่ได้มุ่งเพียงการถ่ายทอดความรู้ แต่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้ฝึกฝนจากการปฏิบัติจริง ผ่านการแข่งขัน การทำงานร่วมกัน และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในสภาพแวดล้อมที่เข้มข้น ส่งผลให้ผู้เข้าร่วมได้รับทั้งทักษะ ประสบการณ์ และเครือข่ายที่สามารถนำไปต่อยอดได้จริง จึงนับเป็นโครงการสำคัญในการพัฒนากำลังคนด้าน AI ของประเทศ

รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.อว. กล่าวว่า ประเทศไทยต้องยกระดับจาก “AI Literacy สู่ AI Entrepreneur” จากการใช้ AI ในระดับทั่วไป เช่น การสร้างคอนเทนต์หรือความบันเทิง ไปสู่การใช้ AI เพื่อสร้างธุรกิจ ผลิตภัณฑ์ และนวัตกรรมใหม่ ๆ พร้อมเร่งพัฒนาบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเชิงลึก ทั้ง AI Researcher และ AI Engineer เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการวิจัย พัฒนา และสร้างเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ประเทศ พร้อมสร้าง “อธิปไตยทางข้อมูล” (Data Sovereignty) โดยนำอัตลักษณ์และจุดแข็งของไทย หรือ Thainess มาเป็นฐานในการพัฒนาเทคโนโลยี โดยเฉพาะการพัฒนา โมเดลภาษาขนาดใหญ่ของไทย (Thai LLM) และฐานข้อมูลอัตลักษณ์ไทยที่ครอบคลุมภาษา วัฒนธรรม Soft Power ตลอดจนข้อมูลแบบ Multi-modal เช่น สิ่งแวดล้อม ทางทะเล และอวกาศ เพื่อให้ไทยสามารถเป็นเจ้าของและใช้ประโยชน์จากข้อมูลของตนเอง ลดการพึ่งพาแพลตฟอร์มจากต่างประเทศ

ศ.ดร.ยศชนัน เน้นย้ำว่า การพัฒนากำลังคนต้องเดินควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยต่อยอดความสำเร็จของโครงการ Super AI Engineer ซึ่งดำเนินมาถึงรุ่นที่ 6 พร้อมบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานระดับชาติ อาทิ สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) และศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน กำหนดกฎเกณฑ์ และสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตของบริษัทไทยและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน นอกจากนี้ Cybersecurity เป็นอีกหนึ่งโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ต้องเร่งพัฒนา โดยมุ่งสร้างระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ภายในประเทศ ลดการพึ่งพาซอฟต์แวร์จากต่างชาติ และเสริมความมั่นคงให้กับระบบดิจิทัลของประเทศ ผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา ธนาคาร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

“ที่สำคัญการผลักดัน Siam Silica และการพัฒนาเทคโนโลยีฮาร์ดแวร์ (Computing) จะช่วยขยายขีดความสามารถของไทยจากการพัฒนาซอฟต์แวร์ไปสู่เทคโนโลยีขั้นสูง อาทิ Optics, Photonics และ IC Chips พร้อมผลักดันให้ประเทศไทยเข้าไปมีบทบาทใน Value Chain ของ Data Center ระดับโลก เปลี่ยนจากการเป็นเพียงผู้ใช้เทคโนโลยี สู่การเป็นผู้พัฒนาและสร้างมูลค่าในห่วงโซ่เทคโนโลยีระดับโลก อันจะนำไปสู่การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างความมั่นคงทางเทคโนโลยีของประเทศในระยะยาว” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว

#อุดมศึกษา #วิจัยและนวัตกรรม #อว #สํานักงานการวิจัยแห่งชาติ #กระทรวงอว #กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม

"ยศชนัน" ชี้ไทยต้องปูรากฐานวิทย์-เทคโนโลยีอย่างเป็นระบบ ชูอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงดึงดูดการลงทุน หนุนวิจัยเชิงลึกตอบโจ...
03/09/2026

"ยศชนัน" ชี้ไทยต้องปูรากฐานวิทย์-เทคโนโลยีอย่างเป็นระบบ ชูอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงดึงดูดการลงทุน หนุนวิจัยเชิงลึกตอบโจทย์ท้องถิ่น พร้อมสร้างกำลังคนรับมือยุค AI

เมื่อวันที่ 3 ก.ย. ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมเสวนาในช่วง “เปิดพรมแดนใหม่ แพลตฟอร์มการลงทุนยุคหน้า - ความหลากหลายอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ภายใต้หนึ่งข้อเสนอ (Track 2: New Horizons The Next Investment Platform: Diverse Industries of the Future, One Proposition)” ภายในงาน “Bangkok Business Summit 2026” เวทีเสวนาความร่วมมือภาครัฐและเอกชนครั้งสำคัญ ผนึกกำลังผู้นำของไทย พันธมิตรด้านการพัฒนาระดับโลก และนักลงทุนต่างชาติ เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สถานะประเทศรายได้สูง ก่อนการประชุมประจำปีของ IMF-ธนาคารโลก ปี 2569 โดยมี ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษา รมว.อว. นายฉัตริน จันทร์หอม เลขานุการ รมว.อว. ตลอดจนนักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศ เข้าร่วม ณ ห้อง 209A ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า ทิศทางการขับเคลื่อนประเทศสู่การเป็นประเทศที่มีรายได้สูง จำเป็นต้องอาศัยเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวใหม่ (New Growth Engine) ซึ่งการพึ่งพาแค่การผลิตแบบเดิมนั้นไม่เพียงพออีกต่อไป ประเทศไทยต้องหันมาสร้างรากฐานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และพัฒนาคนอย่างเป็นระบบ โดยกระทรวง อว. มุ่งมั่นที่จะยกระดับโครงสร้างพื้นฐานโดยเฉพาะกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ไฟเบอร์ออปติก และโฟโตนิกส์ โดยล่าสุด อว. ได้ประกาศโครงการ “Siam Silica” เพื่อเปิดรับนักลงทุนและดึงดูดผู้เชี่ยวชาญระดับโลกเข้ามาสร้างฐานการผลิตและพัฒนากำลังคนในประเทศ เพื่อตอกย้ำศักยภาพการเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยง และโลจิสติกส์ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นอกจากนี้ ยังสนับสนุนการวิจัยเชิงลึก (Deep Research) เพื่อสร้างยูนิคอร์นของประเทศไทย โดยผลักดันการทำวิจัยที่ตอบโจทย์ปัญหาจริงของท้องถิ่น โดยนำจุดแข็งด้านความหลากหลายทางธรรมชาติและอุตสาหกรรมการเกษตร มาต่อยอดเป็นข้อได้เปรียบทางการแข่งขันระดับโลก เพื่อสร้างระบบนิเวศจากวิสาหกิจชุมชน สู่ SME และสตาร์ตอัป พร้อมเปิดรับความร่วมมือกับพันธมิตรระดับภูมิภาคอย่างสิงคโปร์เพื่อเป็นแหล่งบ่มเพาะ ก่อนกลับมาขยายขนาดธุรกิจ (Scale up) ในประเทศไทย

รองนายกฯ และ รมว.อว. กล่าวต่อว่า การเตรียมความพร้อมด้านทุนมนุษย์เพื่อรองรับยุค AI เป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก ซึ่งควรวางรากฐานองค์ความรู้เชิงลึกทั้งด้านวิทยาศาสตร์ ฟิสิกส์ ชีววิทยา และศิลปะ ควบคู่ไปกับการปลูกฝังกรอบความคิดแบบผู้ประกอบการ (Entrepreneur Mindset) โดยมีเป้าหมายในการปรับเปลี่ยนมหาวิทยาลัยให้เป็นศูนย์บ่มเพาะ ส่งเสริมการเรียนรู้บูรณาการกับการทำงาน รวมทั้งสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญาด้วย

#กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม #อว

ที่อยู่

75/47 ซอยโยธี ถนนพระรามที่ 6 แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี
Bangkok
10400

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 16:30
อังคาร 08:30 - 16:30
พุธ 08:30 - 16:30
พฤหัสบดี 08:30 - 16:30
ศุกร์ 08:30 - 16:30

เบอร์โทรศัพท์

+6623333700

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์