กองส่งเสริมการประชาสัมพันธ์กิจการพิเศษ

กองส่งเสริมการประชาสัมพันธ์กิจการพิเศษ ภาพกิจกรรม ข่าวประชาสัมพันธ์

นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตรวจความพร้อมการเตรียมการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค วันนี้ (๓ กันยายน ๒๕๖๙) น...
03/09/2026

นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตรวจความพร้อมการเตรียมการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค

วันนี้ (๓ กันยายน ๒๕๖๙) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตรวจความพร้อมการเตรียมการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ในการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน พุทธศักราช ๒๕๖๙ ณ วัดอรุณราชวราราม ในวันศุกร์ที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๙ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๔ รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ๓ มิถุนายน ๒๕๖๙ พร้อมทั้งตรวจพื้นที่การรับเสด็จฯ ณ โรงเรือพระราชพิธีท่าวาสุกรี และวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร โดยมี พลเรือเอก ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ ในฐานะประธานกรรมการฝ่ายจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค และพลเรือโท รัตนะ เรืองรุ่ง รองเสนาธิการทหารเรือ สายงานกำลังพล ในฐานะประธานคณะกรรมการเตรียมความพร้อมขบวนเรือพระราชพิธี ให้การต้อนรับ

ตามที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม กำหนดการทรงบำเพ็ญพระราชกุศล โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ในวันศุกร์ที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๙ ณ วัดอรุณราชวราราม เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๔ รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ๓ มิถุนายน ๒๕๖๙ ในโอกาสอันเป็นมหามงคลนี้ กองทัพเรือ ได้รับมอบหมายจากรัฐบาล ในการเตรียมขบวนเรือพระราชพิธี พร้อมทั้งฝึกซ้อมฝีพาย ในการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

ทั้งนี้ กองทัพเรือได้เริ่มวางแผนเตรียมความพร้อมการดำเนินการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ร่วมกับสำนักพระราชวัง และกรมศิลปากร ตั้งแต่การซ่อมแซมเรือพระที่นั่ง และเรือในริ้วขบวน พร้อมทั้งให้ฝึกซ้อมฝีพายการเตรียมความพร้อมขบวนเรือพระราชพิธี

ในส่วนของการฝึกฝีพายเรือพระราชพิธี กองทัพเรือได้จัดให้มีการฝึกอบรมและถ่ายทอดความรู้แก่ฝีพายรวมถึงผู้ที่ทำหน้าที่ต่าง ๆ ในขบวนเรือ ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนของการซ้อมย่อยเป็นรูปกระบวนในแม่น้ำ โดยในวันนี้เป็นการซ้อมย่อยครั้งที่ ๔ ซึ่งมีการซ้อมย่อยจำนวน ๑๐ ครั้ง และการซ้อมใหญ่เสมือนจริง ๒ ครั้ง

สำหรับขบวนเรือพระราชพิธีในครั้งนี้ ใช้กำลังพลประจำเรือพระราชพิธีจากหน่วยต่าง ๆ ของกองทัพเรือ จำนวน ๒,๒๐๐ นาย เรือพระราชพิธี จำนวน ๕๒ ลำ แบ่งออกเป็น ๕ ริ้ว ๓ สาย ความยาว ๑,๒๘๐ เมตร กว้าง ๙๐ เมตร โดยมีเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เป็นเรือประทับพระราชอาสน์ เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณรัชกาลที่ ๙ และเรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ เป็นเรือพระที่นั่งรอง เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช เป็นเรือตั้งบุษบกเชิญผ้าพระกฐิน เส้นทางเสด็จพระราชดำเนินจาก ท่าวาสุกรี ถึงวัดอรุณราชวราราม คิดเป็นระยะทางทั้งสิ้น ๓.๙ กิโลเมตร

ในการนี้ นายกรัฐมนตรีได้รับชมวีดิทัศน์ในการเตรียมความพร้อมการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ก่อนตรวจสถานที่บริเวณหน้าลานโถงศาลาท่าวาสุกรี แล้วลงเรือเพื่อตรวจเส้นทางเสด็จพระราชดำเนินจากท่าวาสุกรี ถึง วัดอรุณราวราราม พร้อมทั้งตรวจพื้นที่และความเรียบร้อยบริเวณวัดอรุณราชวราราม เพื่อให้การจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารคเป็นไปด้วยความเรียบร้อยสง่างามและสมพระเกียรติ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : กองทัพเรือ Royal Thai Navy

ครม. เห็นชอบหลักการ “ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ”โดยรัฐบาลจ่ายเบี้ยประกันภัยแทนประชาชนครอบคลุม 30 ล้านครัวเรือน ใน 3 ภัย...
03/09/2026

ครม. เห็นชอบหลักการ “ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ”
โดยรัฐบาลจ่ายเบี้ยประกันภัยแทนประชาชนครอบคลุม 30 ล้านครัวเรือน ใน 3 ภัยพิบัติ (อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว) เพื่อเปลี่ยนเป็นการรับมือและชดเชยความเสี่ยงล่วงหน้า โดยจ่ายสินไหมเบื้องต้นภายใน 15 วัน (น้ำท่วม 10,000 บาท/ครัวเรือน, วาตภัย/แผ่นดินไหว 5,000 บาท/ครัวเรือน) และจ่ายเพิ่มตามจริงรวมสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาทต่อครัวเรือน พร้อมเงินคุ้มครองกรณีเสียชีวิตรายละ 2,000,000 บาท ตั้งเป้าจัดทำระบบเสร็จพร้อมใช้งานจริงภายในเดือนตุลาคม 2569 นี้

📌 ปภ. ขานรับ หลังครม. เห็นชอบ "ประกันภัยพิบัติแห่งชาติ" พร้อมลุยต่อ คปภ. จัดทำระบบให้เสร็จโดยเร็ว ทันใช้ ต.ค. 69

วันนี้ (1 ก.ย. 69) นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เปิดเผยถึงกรณีที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบในหลักการการจัดให้มี “ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” และให้ภาครัฐดำเนินการจัดซื้อประกันภัยให้แก่ประชาชน โดยมีความคุ้มครองที่อยู่อาศัยครอบคลุมระดับครัวเรือน 30 ล้านครัวเรือน ใน 3 ประเภทภัย ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว ซึ่งหลักการนี้ถือเป็นการปรับเปลี่ยนสู่ “การเตรียมระบบรองรับความเสี่ยงล่วงหน้า” ซึ่งประชาชนจะได้รับสิทธิความคุ้มครองและเงินชดเชยอย่างรวดเร็วเมื่อเกิดภัยพิบัติ ขณะที่ภาครัฐสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงและงบประมาณได้อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยหลักเกณฑ์การจ่ายค่าสินไหมทดแทน เบื้องต้นได้กำหนดไว้ว่า ความคุ้มครองที่อยู่อาศัย กรณีเกิดอุทกภัย ระบบประกันภัยพิบัติจะจ่ายส่วนที่หนึ่ง จำนวน 10,000 บาท ต่อครั้งต่อหลังคาเรือน ส่วนกรณีเกิดวาตภัยหรือแผ่นดินไหว จะจ่ายส่วนที่หนึ่ง จำนวน 5,000 บาท ต่อครั้งต่อหลังคาเรือน ทั้งนี้ การจ่ายค่าสินไหม จะดำเนินการภายใน 15 วัน และจ่ายเพิ่มเติมตามมูลค่าความเสียหายจริง โดยมีวงเงินค่าสินไหมทดแทนรวมทั้งสิ้นไม่เกิน 100,000 บาท ต่อครั้งต่อหลังคาเรือน

ความคุ้มครองต่อชีวิต กรณีมีการเสียชีวิตจากภัยที่อยู่ภายใต้การคุ้มครองระบบประกันภัยพิบัติจะจ่ายเงินผลประโยชน์ รายละ 2,000,000 บาท
นายธีรพัฒน์ อธิบดี ปภ. กล่าวต่อว่า ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาตินี้ ภาครัฐจะเป็นผู้ชำระเบี้ยประกัน โดยจะมีค่าเบี้ยประกันต่อปีประมาณ 15,500 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นวงเงินที่น้อยกว่าวงเงินการจ่ายเงินเยียวยาที่ภาครัฐจ่ายให้กับผู้ประสบภัยในแต่ละปีที่ผ่านมา ซึ่งยังไม่รวมถึงค่ารักษาพยาบาล ค่าถุงยังชีพ ค่าจัดตั้งศูนย์พักพิง ค่าอาหาร หากไม่เกิดสถานการณ์ขึ้น วงเงินที่รัฐเสียไปถือเป็นการป้องกันความเสี่ยงล่วงหน้าไม่ให้เกิดความเสียหายมากกว่าเดิม และเป็นการจำกัดความเสี่ยง ภาครัฐจ่ายเงินลดน้อยลง แต่การคุ้มครองจะครอบคลุมและเป็นประโยชน์แก่พี่น้องประชาชนมากขึ้น
“หลังจากนี้ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จะร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เร่งจัดทำระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติให้แล้วเสร็จโดยเร็ว รวมถึงจะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสนับสนุนข้อมูลที่จำเป็น และเร่งศึกษาแนวทางการยกเลิก แก้ไข หรือปรับปรุงระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนกับมาตรการช่วยเหลือและเยียวยาผู้ประสบภัยที่มีอยู่เดิม โดยตั้งเป้าดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2569 เพื่อประชาชนโดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย ทั้งอุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว จะได้รับสิทธิประโยชน์จากภาครัฐในการช่วยเหลือและเยียวยาที่เป็นระบบ รวดเร็ว และทั่วถึง“ นายธีรพัฒน์ อธิบดี ปภ. กล่าว //////

#ปภ #ครม #เงินช่วยเหลือ #เงินเยียวยา #อุทกภัย #วาตภัย #แผ่นดินไหว #คณะรัฐมนตรี
#ประกันภัยพิบัติแห่งชาติ

พิธีเททองหล่อพระนิรันตราย วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม และพระสัมพุทธพรรณี วัดราชาธิวาสวิหาร เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉ...
02/09/2026

พิธีเททองหล่อพระนิรันตราย วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม และพระสัมพุทธพรรณี วัดราชาธิวาสวิหาร เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๔ รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ๓ มิถุนายน ๒๕๖๙ วันพุธที่ ๒ กันยายน ๒๕๖๙ เวลา ๑๗.๔๙ น. ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร

วันพุธที่ ๒ กันยายน ๒๕๖๙ เวลา ๑๗.๐๐ น. สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จลงพระอุโบสถ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร ทรงเป็นประธานในพิธีเจริญพระพุทธมนต์และเททองหล่อพระนิรันตราย วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม และพระสัมพุทธพรรณี วัดราชาธิวาสวิหาร

โอกาสนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานฝ่ายฆราวาส โดยมี นางยุพา ทวีวัฒนกิจบวร ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ผู้บริหารสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานรัฐ ภาคเอกชน และพุทธศาสนิกชน เข้าร่วมพิธี

โดยเมื่อเวลา ๑๖.๓๐ น. นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานฝ่ายฆราวาส ประกอบ พิธีบวงสรวงตามโบราณราชประเพณี ณ โต๊ะพิธีบวงสรวงเทวดา โดยมีพระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ ประธานพระครูพราหมณ์ ประกอบพิธีอ่านโองการบวงสรวง ซึ่งพิธีบวงสรวงดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อความเป็นสิริมงคลในการจัดสร้างพระพุทธรูปทั้งสององค์

พระนิรันตราย เป็นพระพุทธรูปสำคัญซึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสยามเทวมหามกุฏวิทยมหาราช ทรงสร้างและพระราชทานนามว่า “พระนิรันตราย” หมายถึง “ปราศจากอันตราย” และมีพระราชดำริให้จัดสร้างขึ้นอีก ๑๘ องค์ สำหรับพระราชทานแก่พระอารามฝ่ายธรรมยุติกนิกาย รวมถึงวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม โดยดำเนินการแล้วเสร็จในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพุทธลักษณะประทับนั่งขัดสมาธิเพชร ภายใต้ซุ้มเรือนแก้วรูปพระศรีมหาโพธิ์ ยอดซุ้มประดับพระมหาพิชัยมงกุฎ และมีอักษรขอมจารึกพระพุทธคุณทั้ง ๙ ประการ

พระสัมพุทธพรรณี เป็นพระพุทธรูปสำคัญซึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสยามเทวมหามกุฏวิทยมหาราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเมื่อครั้งทรงพระผนวชและประทับจำพรรษา ณ วัดสมอราย ปัจจุบันคือวัดราชาธิวาสวิหาร ภายหลังเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ โปรดให้อัญเชิญไปประดิษฐาน ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดให้จัดสร้างพระสัมพุทธพรรณีขึ้นอีกองค์หนึ่งเป็นพระประธานประจำพระอุโบสถวัดราชาธิวาสวิหาร และอัญเชิญไปประดิษฐานในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาธีรราชเจ้า มีพุทธลักษณะประทับนั่งขัดสมาธิราบ ปางสมาธิ และครองจีวรตามแบบพระภิกษุฝ่ายธรรมยุติกนิกาย โดยพระพุทธรูปทั้งสององค์นั้นออกแบบตามพระราชดำริในรัชกาลที่ ๔ ให้มีความสมจริงอย่างมนุษย์มากกว่าพระพุทธรูปในอดีต และปั้นหล่อโดยพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐวรการ
การจัดสร้างพระพุทธรูปทั้งสององค์สืบเนื่องจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามจัดสร้างพระนิรันตราย และพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีและวัดราชาธิวาสวิหาร จัดสร้างพระสัมพุทธพรรณี สำหรับทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายในนามรัฐบาลและพสกนิกรทุกหมู่เหล่า แด่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๔ รอบ ๓ มิถุนายน ๒๕๖๙

ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานผ้าไตร จำนวน ๑๙ ไตร สำหรับถวายแด่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พระสงฆ์ที่เจริญพระพุทธมนต์ และพระคณาจารย์อธิษฐานจิต

เมื่อสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จเข้าพระอุโบสถ ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการบูชาพระรัตนตรัย เจ้าหน้าที่อาราธนาศีล พระสงฆ์ให้ศีล เจ้าหน้าที่อาราธนาพระปริตร พระสงฆ์ ๑๐ รูปเจริญพระพุทธมนต์ จบ รองนายกรัฐมนตรีเชิญผ้าไตรพระราชทานถวายแด่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก สมเด็จพระราชาคณะที่เข้าร่วมพิธี พระสงฆ์ที่เจริญพระพุทธมนต์ และพระคณาจารย์อธิษฐานจิต พระสงฆ์ทั้งนั้นถวายอนุโมทนา ถวายอดิเรก

ภายหลังพิธีเจริญพระพุทธมนต์ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จออกไพทีหน้าพระอุโบสถ ทรงประกอบพิธีเททองหล่อพระนิรันตรายเนื้อทองคำ และพระสัมพุทธพรรณี โดยรองนายกรัฐมนตรี ถวายแผ่นทอง นาก และเงิน จากนั้น ทรงหย่อนแผ่นทอง นาก และเงินลงในช้อนที่เจ้าหน้าที่ชูถวาย ทรงรับช้อนจากเจ้าหน้าที่และทรงเทแผ่นโลหะลงในเบ้าหลอม ทรงถือสายสูตรเททองหล่อพระพุทธรูป เสร็จแล้วทรงประพรมน้ำพระพุทธมนต์และโปรยดอกไม้ที่เบ้าหล่อพระนิรันตรายและพระสัมพุทธพรรณี

อนึ่ง วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้จัดสร้างพระนิรันตราย เนื้อโลหะปิดทองเพิ่มเติมอีก ๔๘๐ องค์ พร้อมทั้งได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้อัญเชิญอักษรพระนามาภิไธย ส.ท. ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ประดิษฐานบนพุทธบัลลังก์ เมื่อดำเนินการจัดสร้างแล้วเสร็จ จะมอบให้แก่พุทธศาสนิกชนผู้บริจาคสมทบทุนโดยเสด็จพระราชกุศลต่อไป
ในส่วนที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีร่วมกับวัดราชาธิวาสวิหาร ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้จัดสร้างพระสัมพุทธพรรณี มีขนาดหน้าตักกว้าง ๙ นิ้ว จำนวน ๑ องค์ พร้อมทั้งได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาต เชิญอักษรพระนามาภิไธย ส.ท. ประดิษฐานบนผ้าทิพย์ของพระสัมพุทธพรรณี ดังกล่าว เพื่อทูลเกล้าฯ ถวาย แด่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในโอกาสต่อไป

#99พรรษาสมเด็จพระสังฆราช #สมเด็จพระสังฆราช
#พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา๔รอบ
#สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี

กรมประชาสัมพันธ์เดินหน้าวางทิศทางการสื่อสารภาครัฐ ปี 2570 เปิดเวที “สื่อสารแผน 2570” ระดมผู้บริหารและบุคลากรทั้งส่วนกลาง...
02/09/2026

กรมประชาสัมพันธ์เดินหน้าวางทิศทางการสื่อสารภาครัฐ ปี 2570 เปิดเวที “สื่อสารแผน 2570” ระดมผู้บริหารและบุคลากรทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ร่วมออกแบบแผนงาน โครงการ และ Media Plan ให้ตอบโจทย์พฤติกรรมการรับสื่อที่เปลี่ยนแปลง พร้อมนำเทคโนโลยีและ AI มาปรับใช้ ยกระดับกรมประชาสัมพันธ์สู่แหล่งข้อมูลข่าวสารของรัฐที่น่าเชื่อถือ ทันสมัย และเข้าถึงประชาชนอย่างแท้จริง

กรมประชาสัมพันธ์ จัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อจัดทำแผนงาน/โครงการ และการจัดสรรงบประมาณ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 (สื่อสารแผน 2570) ซึ่งการประชุมฯ จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2-4 กันยายน 2569 ณ โรงแรม แกรนด์ เมอร์เคียว กรุงเทพ เอเทรียม

วันนี้ (2 กันยายน 2569) นายพรพิทักษ์ แม้นศิริ รองอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ มอบแนวทางการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติราชการประจำปี พ.ศ. 2570 และมีผู้เข้าร่วมประชุม จำนวน 250 คน ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดทำประเด็นโครงการประชาสัมพันธ์ จัดทำแผนการประชาสัมพันธ์ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ นโยบายรัฐบาล และแผนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง และกำหนดแนวทางในการผลิตสื่อและเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารกรมประชาสัมพันธ์ให้สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ ในการประชุมฯ ดังกล่าวมีกิจกรรม ประกอบด้วย
1. การชี้แจงการจัดสรรงบประมาณและแนวทางการผลิตสื่อเพื่อสร้างการรับรู้ เข้าใจ เข้าถึงฯ ภายใต้แผนปฏิบัติราชการกรมประชาสัมพันธ์ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570
2. ชี้แจงการจัดสรรงบลงทุน และการเร่งรัดดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง
3. การชี้แจงการจัดสรรงบประมาณ และแนวทางการผลิตสื่ออย่างสร้างสรรค์
4. การนำเสนอแนวทางการผลิตรายการโทรทัศน์ภูมิภาคเชิงรุก

📌ขอเชิญชวนร่วมเสนอชื่อสตรีทำงานเพื่อเข้ารับการคัดเลือกเป็นสตรีทำงานดีเด่น เนื่องในวันสตรีสากล ประจำปี 2570 🏆🏆🏆      กรมส...
02/09/2026

📌ขอเชิญชวนร่วมเสนอชื่อสตรีทำงานเพื่อเข้ารับการคัดเลือกเป็นสตรีทำงานดีเด่น เนื่องในวันสตรีสากล ประจำปี 2570 🏆🏆🏆
กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ขอเชิญชวนร่วมเสนอชื่อสตรีทำงานเพื่อเข้ารับการคัดเลือกเป็นสตรีทำงานดีเด่น เนื่องในวันสตรีสากล ประจำปี 2570 ภายใต้แนวคิด “The Power of Women Transforming Thailand” ในระดับจังหวัดและระดับประเทศ👇
📌จัดส่งแบบเสนอชื่อพร้อมผลงาน ได้ที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดทุกจังหวัด หรือสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 - 10 ตามพื้นที่ที่เป็นที่ตั้งของสถานที่ทำงานของสตรี
👉ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน - 12 พฤศจิกายน 2569👈
📌ดาวน์โหลดแบบเสนอชื่อและรายละเอียดการสมัคร ได้ที่ https://shorturl.asia/lahsG หรือ QR Code
📌สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มงานแรงงานหญิง เด็ก และเครือข่ายการคุ้มครองแรงงาน กองคุ้มครองแรงงาน โทรศัพท์ 0 2660 2052 / 08 9894 8526 หรือสสค.จังหวัดทุกจังหวัด หรือ สรพ.พื้นที่ 1 – 10 หรือสายด่วน 1506 กด 3 ในวันและเวลาราชการ

🏆 เปิดรับผลงานพิจารณาคัดเลือก “รางวัลอาสายุวกาชาดดีเด่น ประจำปี 2570” ✨สำนักงานยุวกาชาดและอาสาสมัครกาชาด สภากาชาดไทย ขอเ...
02/09/2026

🏆 เปิดรับผลงานพิจารณาคัดเลือก “รางวัลอาสายุวกาชาดดีเด่น ประจำปี 2570” ✨

สำนักงานยุวกาชาดและอาสาสมัครกาชาด สภากาชาดไทย ขอเชิญชวน บุคคลและหน่วยงาน ที่มีผลงานด้านอาสายุวกาชาด ร่วมส่งผลงานเพื่อเข้ารับการพิจารณาคัดเลือก รางวัลอาสายุวกาชาดดีเด่น โล่พระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทย

รางวัลนี้จัดขึ้นเพื่อยกย่อง เชิดชูเกียรติ และสร้างขวัญกำลังใจแก่ผู้ที่อุทิศตนสนับสนุนและขับเคลื่อนงานอาสายุวกาชาดจนเกิดผลสำเร็จอย่างยั่งยืน โดยเปิดรับการพิจารณาประเภทบุคคล และประเภทหน่วยงาน

📌 ผู้ส่งผลงานต้องจัดทำรูปเล่มเสนอผลงานด้านอาสายุวกาชาดของสภากาชาดไทย ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด และจัดส่งผลงานภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2569

📥 ดาวน์โหลดหลักเกณฑ์และศึกษารายละเอียดการส่งผลงานได้ที่ https://trcyvolunteer.redcross.or.th/?page_id=782

🌟 หากคุณหรือหน่วยงานของคุณมีผลงานที่สร้างประโยชน์แก่สังคมผ่านงานอาสายุวกาชาด อย่าพลาดโอกาสสำคัญในการร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการยกย่องเกียรติคุณอันทรงคุณค่านี้

#อาสายุวกาชาดดีเด่น #อาสายุวกาชาด

เมื่อธารน้ำแข็งละลายไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป!บทเรียนจากเหตุการณ์อุทกภัยใหญ่บริเวณชายแดนเนปาล-ทิเบต สะท้อนให้เห็นถึง "ภ...
01/09/2026

เมื่อธารน้ำแข็งละลายไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป!

บทเรียนจากเหตุการณ์อุทกภัยใหญ่บริเวณชายแดนเนปาล-ทิเบต สะท้อนให้เห็นถึง "ภัยพิบัติแบบลูกโซ่" ที่เริ่มต้นจากจุดเล็ก ๆ บนยอดเขาสูง แต่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง และถึงแม้จะอยู่ไกลจากธารน้ำแข็ง แต่ Climate Change นั้นเชื่อมโยงถึงกันทั้งหมด

เมื่ออุณหภูมิโลกสูงขึ้นในทุกขณะ และแม้อยู่ไกลจากธารน้ำแข็ง แต่ Climate Change เชื่อมโยงถึงกันทั่วทุกมุมโลก ไทยต้องเผชิญกับสภาพอากาศแปรปรวน ฝนตกหนักผิดฤดู น้ำท่วมฉับพลัน และสถานการณ์แล้งจัดที่ถี่ขึ้น ส่งผลโดยตรงต่อพื้นที่เกษตรกรรม การมั่นคงทางอาหาร และโครงสร้างพื้นฐาน

การรับมือภัยพิบัติยุคใหม่นั้น ต้องอาศัยการเตรียมพร้อม ปรับตัว และความร่วมมือร่วมใจของเราทุกคน ลดการปล่อยคาร์บอนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ประเทศและโลกอย่างยั่งยืน

#การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ #ภัยพิบัติแบบลูกโซ่ #กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม

🏔️ เมื่อธารน้ำแข็งละลาย...ภัยพิบัติอาจไม่ได้หยุดอยู่แค่บนภูเขา บทเรียนจากชายแดนเนปาล - ทิเบต สู่ความเสี่ยงจาก Climate Change และภัยพิบัติแบบลูกโซ่
เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 พื้นที่ชายแดนเนปาล - ทิเบตเผชิญเหตุอุทกภัยรุนแรง หลังน้ำแข็ง หิน และตะกอนจำนวนมากไหลลงสู่แม่น้ำ กลายเป็นมวลน้ำและเศษซากที่เคลื่อนตัวตามลำน้ำ Trishuli และ Bhote Koshi เป็นระยะทางเกือบ 100 กิโลเมตร สร้างผลกระทบต่อพื้นที่และชุมชนที่อยู่ตลอดแนวลำน้ำ เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า ภัยพิบัติในพื้นที่ภูเขาสูงอาจไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเหตุการณ์เดียว แต่สามารถเชื่อมโยงและส่งต่อผลกระทบเป็น “ภัยพิบัติแบบลูกโซ่” (Cascading Hazards) จากพื้นที่ต้นน้ำไปสู่ชุมชนและโครงสร้างพื้นฐานที่อยู่ห่างออกไป
⚠️ จากภัยหนึ่ง...อาจนำไปสู่อีกหลายภัย
ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้เกิดเพียงอย่างเดียว แต่เป็นตัวอย่างของ ภัยพิบัติแบบลูกโซ่ ที่แสดงให้เห็นว่า ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสามารถเชื่อมโยงจากพื้นที่หนึ่งไปสู่อีกพื้นที่หนึ่งได้
เริ่มจากอุณหภูมิที่สูงขึ้น → ธารน้ำแข็งและพื้นที่เยือกแข็งเริ่มละลาย → น้ำแข็ง หิน ตะกอนพังถล่มและไหลลงสู่แม่น้ำ → ทางน้ำถูกกีดขวางทำให้ปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น → คันกั้นน้ำไม่สามารถรับน้ำได้ ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน กระทบชุมชน ระบบพลังงาน และโครงสร้างพื้นฐานที่อยู่ปลายน้ำ
🌡️ Climate Change เกี่ยวข้องอย่างไร?
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังเปลี่ยนเงื่อนไขความเสี่ยงของพื้นที่ภูเขาสูง โดยเฉพาะภูมิภาค Hindu Kush Himalaya ซึ่งกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของธารน้ำแข็งและพื้นที่เยือกแข็งอย่างชัดเจน
1. ธารน้ำแข็งในภูมิภาค Hindu Kush Himalaya สูญเสียน้ำแข็งเร็วขึ้นหลังปี 2000 เกือบ 2 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า ขณะที่ธารน้ำแข็งบางแห่งสูญเสียความหนาสูงสุดประมาณ 27 เมตร นับตั้งแต่ปี 1975
2. เมื่อน้ำแข็งละลาย น้ำจะสะสมบริเวณด้านหน้าและด้านข้างของธารน้ำแข็ง เกิดเป็น “ทะเลสาบธารน้ำแข็ง” (Glacial Lakes) หากปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นจนเกินความสามารถของแนวกั้นตามธรรมชาติ อาจนำไปสู่ น้ำท่วมฉับพลันจากทะเลสาบธารน้ำแข็ง (Glacial Lake Outburst Flood: GLOF)
3. ชั้นดินเยือกแข็งถาวร (Permafrost) ที่เริ่มละลาย อาจทำให้ดินและหินอ่อนตัวลง เพิ่มความเสี่ยงของ ดินถล่ม หินถล่ม และน้ำแข็งถล่ม และอาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของภัยพิบัติที่ส่งผลต่อเนื่องไปยังพื้นที่อื่น
📌 “สัญญาณเตือน” ของความเสี่ยงรูปแบบใหม่
เหตุการณ์บริเวณชายแดนเนปาล – ทิเบตจึงไม่ได้เป็นเพียงเหตุการณ์เฉพาะพื้นที่ แต่เป็นกรณีศึกษาที่ช่วยให้เราเข้าใจว่า เมื่อสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง รูปแบบและความเชื่อมโยงของความเสี่ยงก็อาจเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย การทำความเข้าใจภัยพิบัติแบบลูกโซ่ การติดตามการเปลี่ยนแปลงของธารน้ำแข็งและพื้นที่ภูเขาสูง ตลอดจนการประเมินความเสี่ยงที่ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ จึงมีความสำคัญต่อการเตรียมพร้อมและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในอนาคต
ที่มา:
U.S. Geological Survey (USGS)
International Centre for Integrated Mountain Development (ICIMOD)
IPCC AR6 WG1
World Meteorological Organization (WMO)
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”
#กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม #การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ #ภัยพิบัติ #เนปาล #ทิเบต

01/09/2026

ภูมิปัญญา Story EP.8 ตอน น้ำปลากู้ป่าชายเลน 🌳🐟

เมื่อทรัพยากรทางทะเลอุดมสมบูรณ์ขึ้น ชุมชนมีรายได้เพิ่มจากการแปรรูปสัตว์น้ำด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่น มีแหล่งเรียนรู้ระบบนิเวศ เพื่อปลูกฝังจิตสำนึกการอนุรักษ์ธรรมชาติอย่างยั่งยืน ทั้งหมดนี้คือความสำเร็จของชุมชนตำบลบางแก้ว จ.สมุทรสงคราม

#กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง #อาสาสมัครพิทักษ์ทะเล #ภูมิปัญญาstory #สมุทรสงคราม

รู้จัก 4 มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม สาขาศิลปะการแสดง #มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม  #การละเล่นพื้นบ้าน  #เพลงพื้นบ้าน  #การแสด...
01/09/2026

รู้จัก 4 มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม สาขาศิลปะการแสดง

#มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม #การละเล่นพื้นบ้าน #เพลงพื้นบ้าน #การแสดง #มิติสังคมและวัฒนธรรม

ที่มา: กรมส่งเสริมวัฒนธรรม

กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ชี้! การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบโดยตรงต่อสภาพอากาศสุดขั้ว เศรษฐกิ...
01/09/2026

กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ชี้! การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบโดยตรงต่อสภาพอากาศสุดขั้ว เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของคนไทย โดยนานาชาติได้ร่วมมือกันผ่านกรอบ UNFCCC และ ความตกลงปารีส เพื่อคุมไม่ให้อุณหภูมิโลกสูงเกิน 1.5–2 องศาเซลเซียส

โดยเป้าหมายของประเทศไทย คือการมุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 47% ภายในปี พ.ศ. 2573 (ผ่านแผน NDC 3.0) และก้าวสู่การเป็นประเทศ Net Zero (ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์) ภายในปี พ.ศ. 2593

ในด้านการปรับตัวเพื่อรับมือภัยพิบัติ หน่วยงานภาครัฐได้ขับเคลื่อนแผนปรับตัวแห่งชาติ (NAP) เพื่อลดความเปราะบางและเตรียมความพร้อมให้ประชาชนรับมือกับภัยธรรมชาติที่จะรุนแรงขึ้น

นอกจากนี้ยังเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ จากการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในระดับสากล และสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืน

กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม จะยังคงมุ่งมั่นทำหน้าที่ประสานความร่วมมือระหว่างรัฐ เอกชน และประชาชน เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศไทย

UNFCCC และความตกลงปารีส: จุดเริ่มต้นของการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นปัญหาระดับโลกที่มีสาเหตุสำคัญจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน หรือกิจกรรมจากภาคอุตสาหกรรม ส่งผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงขึ้นและเพิ่มความถี่และความรุนแรงของเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว ซึ่งส่งผลกระทบในวงกว้างต่อเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของประชาชนทั่วโลก นานาประเทศจึงร่วมจัดตั้งกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change: UNFCCC) ซึ่งได้รับการรับรองเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2535 และมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2537 เพื่อเป็นกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศในการรักษาระดับความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศ ไม่ให้ส่งผลกระทบที่เป็นอันตรายต่อระบบภูมิอากาศโลก หลักการสำคัญประการหนึ่งของ UNFCCC คือ หลักความรับผิดชอบร่วมกันในระดับที่แตกต่างกันตามขีดความสามารถของแต่ละประเทศ (Common but Differentiated Responsibilities and Respective Capabilities: CBDR-RC) ซึ่งยอมรับว่าประเทศพัฒนาแล้วมีส่วนในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสะสมในอดีตมากกว่า และมีขีดความสามารถด้านเศรษฐกิจ และเทคโนโลยีสูงกว่า จึงควรมีบทบาทนำในกาต่อสู้กับปัญหา ขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาดำเนินการ โดยคำนึงถึงขีดความสามารถและสภาพเศรษฐกิจของตนเอง หลักการดังกล่าวจึงเป็นหนึ่งในแนวคิดสำคัญที่นำมาต่อยอดในการกำหนดกรอบความร่วมมือภายใต้ความตกลงปารีส (Paris Agreement)
ความตกลงปารีสได้รับการรับรองในปี พ.ศ. 2558 และมีผลใช้บังคับในปี พ.ศ. 2559 โดยมีเป้าหมายควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกให้ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม และมุ่งพยายามจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส ควบคู่กับการเสริมสร้างความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การพัฒนาที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ และการจัดสรรเงินทุนให้สอดคล้องกับเป้าหมายดังกล่าว ภายใต้ความตกลงปารีสประเทศภาคีมีหน้าที่จัดทำและดำเนินการตามเป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (NDC) และจัดส่ง NDC ฉบับใหม่ทุก 5 ปี โดยแต่ละประเทศต้องกำหนดเป้าหมายที่สะท้อนถึงระดับความมุ่งมั่นที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ประเทศภาคียังมีพันธกรณีในการรายงานความคืบหน้าภายใต้กรอบความโปร่งใส (Transparency Framework) ซึ่งข้อมูลดังกล่าวจะนำไปใช้ประกอบกระบวนการประเมินสถานการณ์ระดับโลก (Global Stocktake: GST) เพื่อประเมินความก้าวหน้าร่วมกันในการบรรลุเป้าหมายของความตกลงปารีส
ประเทศไทยเข้าเป็นภาคี UNFCCC ในปี พ.ศ. 2537 และความตกลงปารีส ในปี พ.ศ. 2559 และได้ดำเนินการตามพันธกรณีระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ผ่านกรอบและเครื่องมือที่สำคัญ ได้แก่ ยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำของประเทศ (LT-LEDS) ซึ่งกำหนดเส้นทางระยะยาวสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี พ.ศ. 2593 และ NDC 3.0 ซึ่งกำหนดเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เหลือ 152 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (MtCO2eq) หรือลดลงร้อยละ 47 จากปีฐาน พ.ศ. 2562 ครอบคลุมทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจ (economy-wide) และสอดคล้องกับเส้นทางการจำกัดอุณหภูมิโลกไว้ที่ 1.5 องศาเซลเซียสา นอกจากนี้ ประเทศไทย ยังจัดทำรายงานแห่งชาติ (National Communication: NC) และรายงานความโปร่งใสรายสองปี (Biennial Transparency Report: BTR) เพื่อรายงานข้อมูลและความก้าวหน้าการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างจัดทำ NC ฉบับที่ 5 และ BTR ฉบับที่ 2 ตลอดจนขับเคลื่อนแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (National Adaptation Plan: NAP) เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการปรับตัวและลดความเปราะบางของประเทศต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
การขับเคลื่อนพันธกรณีเหล่านี้ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) สังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทำหน้าที่เป็นหน่วยประสานงานกลางของประเทศ (National Focal Point) ภายใต้ UNFCCC มีบทบาทในการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อเชื่อมโยงพันธกรณีระหว่างประเทศสู่การกำหนดนโยบายและการดำเนินงานภายในประเทศ ตลอดจนติดตามความก้าวหน้าให้สอดคล้องกับเป้าหมายและสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ดังนั้น การดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยจึงมิได้มุ่งเพียงการบรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกในแต่ละช่วงเวลา แต่เป็นการวางทิศทางการเปลี่ยนผ่านของประเทศในระยะยาวให้สอดคล้องกับเป้าหมายของความตกลงปารีส โดย LT-LEDS เป็นกรอบสำคัญในการเชื่อมโยง การดำเนินการ NDC เข้ากับเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี พ.ศ. 2593 พร้อมขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจและสังคมคาร์บอนต่ำ เสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน และสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศในระยะยาว
แหล่งอ้างอิง
(1) https://unfccc.int/process-and-meetings/united-nations-framework-convention-on-climate-change
(2) https://unfccc.int/process-and-meetings/the-paris-agreement
(3) https://unfccc.int/sites/default/files/resource/Thailand%20LT-LEDS%20%28Revised%20Version%29_08Nov2022.pdf
(4) https://unfccc.int/sites/default/files/2025-11/TH%20NDC%203.0.pdf
(5) https://www.dcce.go.th/26232/
(6) https://unfccc.int/sites/default/files/resource/NAP_THAILAND_2024.pdf
(7) https://www.dcce.go.th/13314/

ที่อยู่

ชั้น๖ อาคารกรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ ๙ ซ. อารีสัมพันธ์ ถ. พระราม ๖ แขวงสามเสนใน เขตพญาไท
Bangkok
๑๔๐๐

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 16:30
อังคาร 08:30 - 16:30
พุธ 08:30 - 16:30
พฤหัสบดี 08:30 - 16:30
ศุกร์ 08:30 - 16:30

เบอร์โทรศัพท์

+6626182323

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ กองส่งเสริมการประชาสัมพันธ์กิจการพิเศษผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ องค์กรนั้น

ส่งข้อความของคุณถึง กองส่งเสริมการประชาสัมพันธ์กิจการพิเศษ:

ทางลัด

แชร์