สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ Office of the National Human Rights Commission of Thailand

สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

องค์กรตามรัฐธรรมนูญเพื่อการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน

"สิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องของทุกคน"

สายด่วนร้องเรียน 1377

สำนักงาน กสม. ประกาศผลการตัดสินการประกวดสื่อพื้นบ้าน (เพลงซอ/เพลงคำเมือง) สิทธิมนุษยชนสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่ง...
01/09/2026

สำนักงาน กสม. ประกาศผลการตัดสินการประกวดสื่อพื้นบ้าน (เพลงซอ/เพลงคำเมือง) สิทธิมนุษยชน
สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (สำนักงาน กสม.) ได้ประกาศผลการตัดสินการประกวดสื่อพื้นบ้าน (เพลงซอ/เพลงคำเมือง) สิทธิมนุษยชน เพื่อส่งเสริมการนำศิลปวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ล้านนามาใช้เป็นสื่อในการถ่ายทอดเรื่องราวและแนวคิดด้านสิทธิมนุษยชน เปิดโอกาสให้เยาวชน ศิลปินพื้นบ้าน และประชาชนทั่วไปในพื้นที่ภาคเหนือได้มีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์ผลงาน รวมทั้งส่งเสริมความตระหนักรู้เรื่องสิทธิ ความเท่าเทียม ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ผ่านบทเพลงซอและเพลงคำเมือง รวมทั้งสิ้น 20 รางวัล เพื่อยกย่องและสร้างขวัญกำลังใจแก่ผู้สร้างสรรค์ผลงาน ตลอดจนเผยแพร่ผลงานที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนให้เป็นที่รับรู้ในสังคม และเป็นส่วนหนึ่งในการสืบสานศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านล้านนา รายละเอียดตามประกาศดังแนบ

สำนักงาน กสม. เป็นวิทยากรให้ความรู้ในหลักสูตรความเสมอภาคทางเพศและความครอบคลุมทางสังคมในการจัดการประมงเมื่อวันที่ 25 สิงห...
31/08/2026

สำนักงาน กสม. เป็นวิทยากรให้ความรู้ในหลักสูตรความเสมอภาคทางเพศและความครอบคลุมทางสังคมในการจัดการประมง

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569 นางสาวพีรดา ภูมิสวัสดิ์ ผู้อำนวยการสำนักเฝ้าระวังและประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชน ในฐานะได้รับมอบหมายจากเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เข้าร่วมเป็นวิทยากรในหัวข้อเพศภาวะกับการประมง ในการฝึกอบรมหลักสูตรความเสมอภาคทางเพศและความครอบคลุมทางสังคมในการจัดการประมง (Training on Gender Equality and Social Inclusion (GESI) in Fisheries Management) จัดโดย ศูนย์พัฒนาการประมงแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Southeast Asian Fisheries Development Center: SEAFDEC) โดยมีเจ้าหน้าที่กรมประมงเข้าร่วมการอบรม จำนวน 30 คน
โดยนางสาวพีรดา ได้ถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับหลักการเพศภาวะและความครอบคลุมทางสังคม กรอบนโยบายระหว่างประเทศที่เกี่ยวกับการจัดการประมงและมิติเพศภาวะ และการบูรณาการมิติเพศภาวะ รวมทั้งได้นำเสนอตัวอย่างการส่งเสริมความเสมอภาคทางเพศในการประมง ซึ่งเป้าหมายสำคัญ คือ เพื่อให้การประมงสามารถส่งเสริมการเข้าถึง สิทธิ และโอกาสของคนทุกกลุ่ม อย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม ตามหลักสิทธิมนุษยชน ผ่านการกำหนดนโยบาย การจัดสรรงบประมาณ การออกแบบโครงการ/กิจกรรม และการติดตามและประเมินผล
การเสริมสร้างความตระหนักรู้ในเรื่องสิทธิมนุษยชนแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นภารกิจหนึ่งของสำนักงาน กสม. เพื่อส่งเสริมสังคมที่ไม่เลือกปฏิบัติ เสมอภาค เป็นธรรม และเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

กสม. ร่วมมูลนิธิผสานวัฒนธรรม - แอมเนสตี้ฯ จัดเทศกาลภาพยนตร์ “Keep Truth Alive” เนื่องในวันผู้สูญหายสากล 2569 ร่วมรักษาคว...
31/08/2026

กสม. ร่วมมูลนิธิผสานวัฒนธรรม - แอมเนสตี้ฯ จัดเทศกาลภาพยนตร์ “Keep Truth Alive” เนื่องในวันผู้สูญหายสากล 2569 ร่วมรักษาความทรงจำ ทวงคืนความยุติธรรม และยุติวัฒนธรรมการลอยนวลพ้นผิด
เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2569 นางสาวปิติกาญจน์ สิทธิเดช กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เข้าร่วมกิจกรรมเทศกาลภาพยนตร์ “Keep Truth Alive: เรื่องเล่าของผู้สูญหายและความจริงที่ไม่ควรตายจากความทรงจำ” เนื่องในวันผู้สูญหายสากล ประจำปี 2569 (International Day of the Victims of Enforced Disappearances) จัดโดย สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ร่วมกับมูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CrCF) แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย และสำนักงานข้าหลวงใหญ่แห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย (OHCHR) เพื่อเปิดพื้นที่สาธารณะในการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับการกระทำให้บุคคลสูญหายผ่านสื่อภาพยนตร์สารคดีและเวทีอภิปรายสิทธิมนุษยชน ณ โรงภาพยนตร์ ลิโด้ คอนเน็คท์ ห้อง Lido 1 สยามสแควร์ กรุงเทพมหานคร
กิจกรรมเริ่มต้นขึ้นด้วยการกล่าวเปิดงานโดย นายก่อการ บุปผาวัฎฎ์ บุตรชายของนายชัชชาญ บุปผาวัลย์ (สหายภูชนะ) หนึ่งในเหยื่อผู้สูญหายที่ถูกพบเป็นศพในแม่น้ำโขงเมื่อปลายปี 2561 นายก่อการได้สะท้อนว่า แม้ปัจจุบันประเทศไทยจะมีการประกาศใช้ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 แล้วก็ตาม แต่ในทางปฏิบัติจริง ครอบครัวยังคงเผชิญอุปสรรคอย่างยิ่งในการเข้าถึงความจริง เนื่องจากเมื่อไปทวงถามความคืบหน้าจากหน่วยงานรัฐ มักได้รับคำตอบปฏิเสธว่า “ไม่ปรากฏหลักฐานว่าเจ้าหน้าที่รัฐเป็นผู้กระทำ” ซึ่งกลายเป็นการตอกย้ำความทุกข์ทรมานและทิ้งภาระการพิสูจน์ไว้บนบ่าของญาติผู้เสียหายเพียงลำพัง
ต่อมาคณะผู้จัดงานได้เผยแพร่วิดีโอปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “Memorialization” (การรำลึกคือการต่อต้านการถูกลืม) โดยนางกาเบรียลา ซิตโรนี (Gabriella Citroni) ประธานคณะทำงานสหประชาชาติว่าด้วยการหายสาบสูญโดยถูกบังคับหรือไม่สมัครใจ (WGEID) ซึ่งได้ส่งสารสำคัญและแสดงความยืนหยัดเคียงข้างครอบครัวเหยื่อสูญหายทั่วประเทศไทย เอเชีย และทั่วโลก โดยระบุว่า การบังคับสูญหายถือเป็นอาชญากรรมที่ต่อเนื่องที่ยังคงดำเนินอยู่ตลอดเวลาและไม่มีวันสิ้นสุดตราบใดที่ชะตากรรมและแห่งหนของเหยื่อยังคงถูกปิดบัง ซึ่งสร้างบาดแผลและความทรมานอย่างแสนสาหัสให้แก่ครอบครัวที่ต้องเผชิญความคลุมเครือระหว่างความหวังและความสิ้นหวัง แม้คณะทำงาน UN จะชื่นชมความก้าวหน้าเชิงโครงสร้างของประเทศไทยในการประกาศใช้ พ.ร.บ. ป้องกันอุ้มหายฯ และให้สัตยาบันอนุสัญญาสากล (ICPPED) แต่รัฐบาลไทยต้องแปรพันธสัญญาทางกฎหมายเหล่านี้ไปสู่ภาคปฏิบัติจริงผ่านกระบวนการสืบสวนที่รวดเร็ว ละเอียดถี่ถ้วน และเป็นกลาง โดยได้ยกคดีประวัติศาสตร์ของทนายสมชาย นีละไพจิตร เป็นสัญลักษณ์เร่งด่วนในการต่อสู้กับวัฒนธรรมการลอยนวลพ้นผิด พร้อมทั้งยืนยันว่า สิทธิในการได้รับรู้สัจจะความจริง ความยุติธรรม และการได้รับการเยียวยาชดเชยของครอบครัวเหยื่อถือเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่ไม่มีวันลดทอนหรือเสื่อมถอยลงไปตามกาลเวลา และปิดท้ายด้วยการย้ำเตือนสังคมว่าการรำลึกคือการแสดงออกถึงศักดิ์ศรี เป็นการต่อต้านการถูกลืม และเป็นสิ่งจำเป็นยิ่งยวดในการทวงคืนความยุติธรรมและการเยียวยา
เทศกาลฉายภาพยนตร์สารคดีทวงคืนความจริง

ภายในงานมีการฉายภาพยนตร์สารคดีที่ถ่ายทอดชะตากรรมและการต่อสู้ของครอบครัวผู้สูญหาย 3 เรื่อง ได้แก่
(1) เรื่อง เลือน...แต่ไม่ลืม (Lost, and Life Goes On) กำกับโดย อาจารย์สุเมธ สุวรรณเนตร ถ่ายทอดความทรงจำและการรอคอยความยุติธรรมอันยาวนานของครอบครัวผู้สูญหายจากเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ปี พ.ศ. 2535

(2) เรื่อง Silence in the Hills กำกับโดย คุณยศธร ไตรยศ บันทึกเรื่องราวการกระทำให้บุคคลสูญหายที่เกิดขึ้นกับกลุ่มชาติพันธุ์ชาวลาหู่ในภาคเหนือ จากผลกระทบของการใช้ความรุนแรงโดยรัฐ ความพยายามตามหาความยุติธรรมและการรอคอยคำตอบของชุมชน

(3) เรื่องหรรษาอาลัย (A Laughing Lament) กำกับโดย คุณบุรภัทร จันทร์ประทัด สำนักข่าวประชาไท ภาพยนตร์รำลึกครบรอบ 6 ปีการเสียชีวิตของ "สหายภูชนะ" จากการลี้ภัยการเมืองหลังรัฐประหารปี พ.ศ. 2557 ผู้จบชีวิต ณ แม่น้ำโขง สะท้อนถึงการรำลึกถึงผู้ที่จากไป การต่อสู้ ความเจ็บปวด และการเยียวยาจิตใจของของผู้สูญเสีย
เวทีเสวนาความทรงจำของสังคมสู่ความยุติธรรมแก่ครอบครัวผู้สูญหาย”

ช่วงท้ายของงานมีการเสวนาหัวข้อ “Keep Truth Alive: จากความทรงจำของสังคมสู่ความยุติธรรมแก่ครอบครัวผู้สูญหาย” โดยผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย (1) นางสาวพิณนภา พฤกษาพรรณ (มีนอ) ภรรยาของบิลลี่ พอละจี รักจงเจริญ (ผู้สูญหาย) ร่วมถ่ายทอดผลกระทบทางจิตใจ อคติจากสังคม และอุปสรรคในการพิสูจน์สิทธิ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ (2) นางสาวมูอาวียะห์ เซะ บุตรสาวของนายอิบรอฮีม เซะ (ผู้สูญหาย) จากจังหวัดนราธิวาส ซึ่งยืนหยัดจะสู้ต่อเพื่อทวงถามชะตากรรมบิดาที่ถูกบังคับสูญหายในชายแดนใต้กว่า 20 ปี (3) นายสีละ จะแฮ นายกสมาคมลาหู่เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต ชี้ถึงความเจ็บปวดเชิงประเพณีของชาวลาหู่ที่ไม่สามารถจัดพิธีส่งลาดวงวิญญาณได้หากไร้ร่าง (4) นายยศธร ไตรยศ ผู้กำกับภาพยนตร์สารคดี Silence in the Hills

(5) นางสาวณัฐธยาน์ ลิขิตเดชาโรจน์ ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ได้เสนอแนวทางการใช้ศิลปะภาพยนตร์สารคดีและการพูดสะท้อนสัจจะผ่านโซเชียลมีเดียเพื่อสร้างพื้นที่จดจำและต้านกระบวนการทำให้ลืมโดยรัฐ (6) นางสาวปิติกาญจน์ สิทธิเดช กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้เปิดเผยบทบาทเชิงรุกในการสืบสวน 4 คดีหลัก โดยเฉพาะกรณีของนางอโนชา ปันจ้อย หญิงไทยที่คาดว่าถูกลักพาตัวไปเกาหลีเหนือนานกว่า 48 ปี พร้อมนำโมเดลการทำงานอย่างจริงจังของรัฐบาลญี่ปุ่นในการป้องกันการทรมาน และ (7) นายนฤนาท คุ้มไพบูลย์ ผู้อำนวยการสำนักคุ้มครองสิทธิมนุษยชน 2 สำนักงาน กสม. ได้เน้นย้ำความเร่งด่วนในการยกระดับโครงสร้างกฎหมาย พร้อมเสนอให้ทุกภาคส่วนแปรเปลี่ยนมุมมองว่าการอุ้มหายไม่ใช่เรื่องส่วนบุคคล แต่คือประเด็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานใกล้ตัวที่สังคมต้องร่วมมือกันเพื่อยุติบาดแผลไม่ให้ตกทอดเป็นภาระแก่คนรุ่นหลังอย่างถาวร
ในงานดังกล่าวยังมีการจัดนิทรรศการเผยแพร่ความรู้เรื่องสิทธิมนุษยชน และกิจกรรมการมีส่วนร่วม “เรายังรอผู้สูญหายกลับบ้าน” โดยให้ผู้เข้าร่วมงานเขียนชื่อผู้สูญหายในกระดาษเพื่อเป็นการรำลึกถึงบุคคลที่ถูกบังคับให้สูญหาย และสร้างความตระหนักถึงปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนจากการถูกบังคับให้สูญหายที่เกิดขึ้นในสังคมด้วย

การประชุมคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ด้านบริหาร ครั้งที่ 31/2569วันที่ 31 สิงหาคม 2569 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแ...
31/08/2026

การประชุมคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ด้านบริหาร ครั้งที่ 31/2569

วันที่ 31 สิงหาคม 2569 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้มีการประชุม กสม. ด้านบริหาร ครั้งที่ 31/2569 ณ ห้องประชุม 704 สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (สำนักงาน กสม.) และผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ในรูปแบบออนไลน์ (Zoom meeting) โดยมีวาระการประชุมที่สำคัญ ดังนี้

1. พิจารณาการขอปรับแผนการดำเนินงานและการใช้จ่ายงบประมาณกิจกรรมการจัดทำข้อเสนอแนะตามสถานการณ์เร่งด่วน ภายใต้โครงการจัดทำข้อเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน รวมตลอดทั้งการแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย กฎ ระเบียบ หรือคำสั่งใด ๆ เพื่อให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนเชิงระบบ

2. พิจารณาร่างบันทึกข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนการตรวจสอบข้อเท็จจริง และการสนับสนุนข้อมูลเชิงพื้นที่และเทคโนโลยีสารสนเทศ ระหว่างสำนักงาน กสม. กับกรมสอบสวนคดีพิเศษ

3. พิจารณาคู่มือการปฏิบัติงานตามหลักสิทธิมนุษยชนของเจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

4. พิจารณาการเป็นองค์กรร่วมจัดกิจกรรม Identity of indigenous People in the Age of AI: Climate Disinformation and Human Rights ร่วมกับ โคแฟค ประเทศไทย ในวันที่ 13 กันยายน 2569 ณ ชั้น 4 SCBX NEXT TECH สยามพารากอน กรุงเทพมหานคร

5. รับทราบการทบทวนสมาชิกภาพของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเมียนมา (MNHRC) ในกรอบ SEANF

กสม. รับเรื่องร้องเรียนกรณีขอให้มีมาตรการคุ้มครองสื่อมวลชน นักสิทธิมนุษยชน และประชาชน จากการถูกฟ้องคดีปิดปาก (SLAPP) ด้ว...
31/08/2026

กสม. รับเรื่องร้องเรียนกรณีขอให้มีมาตรการคุ้มครองสื่อมวลชน นักสิทธิมนุษยชน และประชาชน จากการถูกฟ้องคดีปิดปาก (SLAPP) ด้วยกฎหมายหมิ่นประมาท

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2569 เวลา 14.00 น. ที่ห้องประชุม 706 สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (สำนักงาน กสม.) นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ และผู้ช่วยศาสตราจารย์สุชาติ เศรษฐมาลินี กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ หารือร่วมกับผู้แทนจากสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย สมาคมด้วยใจเพื่อการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม มูลนิธิเพื่อการศึกษาและสื่อภาคประชาชนอีสาน และประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ เกี่ยวกับประเด็นที่สื่อมวลชน นักสิทธิมนุษยชน และประชาชน ถูกฟ้องคดี ปิดปาก (SLAPP) พร้อมกันนี้ได้รับเรื่องร้องเรียน กรณีขอให้มีมาตรการคุ้มครองสื่อมวลชน นักสิทธิมนุษยชน และประชาชน จากการถูกฟ้องคดีปิดปาก (SLAPP) ด้วยกฎหมายหมิ่นประมาท
สืบเนื่องจาก นางสาวหทัยรัตน์ พหลทัพ บรรณาธิการบริหาร สำนักข่าว The Isaan Record ถูกนายสุชาติ ชมกลิ่น อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ฟ้องร้องด้วยข้อหาหมิ่นประมาท และเรียกค่าเสียหายเป็นเงิน 50 ล้านบาท และฟ้องนายโกวิท โพธิสาร บรรณาธิการภาษาไทยของสำนักข่าวเดียวกันในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา จากการปฏิบัติหน้าที่สื่อมวลชนในการรายงานข่าวและนำเสนอข้อเท็จจริงเพื่อประโยชน์สาธารณะ สร้างภาระทางคดีความและบั่นทอนกำลังใจของผู้ปฏิบัติงานและยังเป็นการคุกคามเสรีภาพของสื่อในการตรวจสอบผู้มีอำนาจรัฐอย่างร้ายแรง ทั้งนี้ ยังมีนักสิทธิมนุษยชนและประชาชนทั่วไปอีกจำนวนมากที่ถูกข่มขู่และถูกฟ้องร้องด้วยกฎหมายฉบับเดียวกัน จึงขอให้ตรวจสอบและมีข้อเสนอแนะแนวทางแก้ไขกฎหมาย รวมถึงสร้างบรรทัดฐานในการปกป้องสิทธิ
ทั้งนี้ สำนักงาน กสม. ได้รับเรื่องร้องเรียนดังกล่าวเพื่อพิจารณาดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจต่อไป

กสม. สุภัทรา รับเรื่องร้องเรียน กรณีขอให้ตรวจสอบการปฏิบัติและแนวนโยบายของผู้ให้บริการรถไฟฟ้า MRT ที่อาจเป็นการเลือกปฏิบั...
31/08/2026

กสม. สุภัทรา รับเรื่องร้องเรียน กรณีขอให้ตรวจสอบการปฏิบัติและแนวนโยบายของผู้ให้บริการรถไฟฟ้า MRT ที่อาจเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อผู้พิการ

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2569 เวลา 09.00 น. ที่โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชัน เซ็นเตอร์ นางสาวสุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ รับเรื่องร้องเรียน กรณีพบเห็นผู้ใช้บริการรถไฟฟ้า MRT ซึ่งเป็นผู้พิการ ณ สถานีรถไฟฟ้า MRT ภาษีเจริญ ไม่ได้รับความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ประจำสถานีในการอำนวยความสะดวกต่อการใช้ประตูพิเศษ โดยมีการอ้างว่าเป็นการปฏิบัติถูกต้องตามหลักเกณฑ์และระเบียบวิธีปฏิบัติต่อผู้ใช้บริการรถไฟฟ้า เหตุดังกล่าวเป็นการสร้างภาระที่ไม่จำเป็นและมีความไม่เป็นมาตรฐาน อันมีลักษณะเข้าข่ายเป็นการไม่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียม
ทั้งนี้ สำนักงาน กสม. ได้รับเรื่องร้องเรียนดังกล่าวไว้พิจารณาดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจต่อไป

สำนักงาน กสม. พื้นที่ภาคเหนือ จัดกิจกรรมการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนกลุ่มชาติพันธุ์ภาคเหนือ ...
28/08/2026

สำนักงาน กสม. พื้นที่ภาคเหนือ จัดกิจกรรมการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนกลุ่มชาติพันธุ์ภาคเหนือ และรวบรวมข้อเสนอแนะในการขับเคลื่อนสิทธิมนุษยชนภายใต้ พ.ร.บ. คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2569 ที่โรงแรมเซ็นทารา ริเวอร์ไซด์ จังหวัดเชียงใหม่ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติพื้นที่ภาคเหนือ (สำนักงาน กสม. พื้นที่ภาคเหนือ) ได้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนสำหรับการจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายด้านสิทธิสิ่งแวดล้อมและวิถีวัฒนธรรม สิทธิที่ดิน และสิทธิสถานะบุคคลของกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ภาคเหนือ โดยมีผู้แทนจากภาคประชาสังคม นักวิชาการ เครือข่ายและผู้แทนกลุ่มชาติพันธุ์ จำนวน 13 เครือข่าย เครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม เครือข่ายดาราอาง เครือข่ายคะฉิ่น เครือข่ายลาหู่ เครือข่ายลเวือะเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม เครือข่ายอิ้วเมี่ยน เครือข่ายกะแย เครือข่ายปะโอ เครือข่ายม้งเพื่อสิ่งแวดล้อม เครือข่ายอาข่าเพื่อสันติภาพลุ่มแม่น้ำโขง เครือข่ายไทใหญ่ เครือข่ายลีซูแห่งประเทศไทย และเครือข่ายป่าชุมชนอำเภอแม่แจ่ม เข้าร่วมแลกเปลี่ยนสถานการณ์ ปัญหาและอุปสรรค ตลอดจนร่วมกันจัดทำข้อเสนอเพื่อขับเคลื่อนการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของกลุ่มชาติพันธุ์ภายใต้ พ.ร.บ. คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 ในการนี้ นางปรีดา คงแป้น กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ร่วมกล่าวต้อนรับและเปิดการประชุมฯ ผ่านระบบบ Zoom Meeting พร้อมนี้ นายภาณุพันธ์ สมสกุล ที่ปรึกษาสำนักงาน กสม. ด้านสิทธิมนุษยชน ได้ร่วมบรรยายเกี่ยวกับบทบาทและหน้าที่ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) และการประสานการทำงานขับเคลื่อนสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ภาคเหนือ
สำหรับการประชุมเชิงปฏิบัติการดังกล่าว ประกอบด้วยกิจกรรมการเสวนาหัวข้อ “ทิศทางสิทธิมนุษยชนของกลุ่มชาติพันธุ์ภายใต้ พ.ร.บ. คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ฯ” โดยผู้แทนจากศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) มูลนิธิพันธกิจลอว์ ศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น สมาคม IMPECT และสมาคมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ภาคเหนือ มาร่วมแลกเปลี่ยนในประเด็นสำคัญ เกี่ยวกับความก้าวหน้าในการขับเคลื่อนกฎหมายและกลไกภายใต้ พ.ร.บ. ส่งเสริมและคุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ฯ โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับปัญหาสถานะบุคคลและสัญชาติ สิทธิชุมชนและการมีส่วนร่วม สิทธิสิ่งแวดล้อมและวิถีวัฒนธรรม ตลอดจนปัญหาที่ดิน ที่อยู่อาศัย พื้นที่ทำกิน และความทับซ้อนกับพื้นที่ป่าหรือพื้นที่อนุรักษ์ รวมไปถึงความท้าทายในการบังคับใช้ พ.ร.บ. คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ฯ กับกฎหมายและนโยบายที่มีอยู่เดิม โดยเฉพาะกฎหมายด้านป่าไม้ ที่ดิน และพื้นที่อนุรักษ์ รวมถึงการนำกลไกใหม่ตามกฎหมายฯ เช่น ฐานข้อมูลกลุ่มชาติพันธุ์ สภากลุ่มชาติพันธุ์ และพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ มาใช้เพื่อให้การรับรองสิทธิตามกฎหมายสามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในทางปฏิบัติ โดยคำนึงถึงการมีส่วนร่วมและเสียงของชุมชนเป็นสำคัญ
นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมการประชุมกลุ่มย่อยเพื่อร่วมกันสะท้อนปัญหาสิทธิมนุษยชนและแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงานใน 3 ประเด็น ได้แก่ (1) สิทธิสิ่งแวดล้อมและวิถีวัฒนธรรม (2) สิทธิชุมชน โดยเฉพาะการเข้าถึงและความมั่นคงในที่ดิน ที่อยู่อาศัย และพื้นที่ทำกิน และ (3) สิทธิสถานะบุคคล ในการนี้ ผศ. สุชาติ เศรษฐมาลินี กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ร่วมรับฟังและแลกเปลี่ยนแนวทางการสร้างกลไกการมีส่วนร่วม ตลอดจนการบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานและ กสม. ร่วมกับผู้แทนจากเครือข่ายชาติพันธุ์ในพื้นที่ภาคเหนือ ทั้ง 13 เครือข่าย ในการสร้างความมั่นคงด้านวิถีวัฒนธรรม ที่ดิน พื้นที่ทำกิน และการแก้ไขปัญหาสถานะบุคคล
สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจะนำข้อมูลสถานการณ์ กรณีศึกษา ประสบการณ์จากพื้นที่ และข้อเสนอแนะที่ได้รับจากการประชุมครั้งนี้ไปประกอบการ เฝ้าระวังและประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของกลุ่มชาติพันธุ์ รวมทั้งพัฒนาเป็นข้อเสนอแนะต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันให้การดำเนินงานตาม พ.ร.บ. คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ฯ สามารถนำไปสู่การคุ้มครองสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ให้เป็นรูปธรรม บนพื้นฐานของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความเสมอภาค การไม่เลือกปฏิบัติ และการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อไป

กสม.วสันต์ ประชุมตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนและจัดทำข้อเสนอแนะเพื่อแก้ไขปัญหาเชิงระบบ เรื่อง สิทธิเด็กและสิทธิทางการศึก...
28/08/2026

กสม.วสันต์ ประชุมตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนและจัดทำข้อเสนอแนะเพื่อแก้ไขปัญหาเชิงระบบ เรื่อง สิทธิเด็กและสิทธิทางการศึกษา กรณีร้องเรียนว่าโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งไม่ให้นักเรียนเข้าสอบปลายภาคและจำหน่ายชื่อออกจากระบบการศึกษา

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2569 เวลา 09.30 น. ที่ห้อง The Lounge ชั้น 10 โรงแรม เดอะ เบอร์เคลีย์ ประตูน้ำ เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยนายบุญเกื้อ สมนึก นางสรวงมณฑ์ สิทธิสมาน ที่ปรึกษาประจำ กสม. นางสาวพิมพ์ดาว จันทรขันตี ผู้อำนวยการสำนักคุ้มครองสิทธิมนุษยชน 1 และเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสม. ร่วมประชุมตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนและจัดทำข้อเสนอแนะเพื่อแก้ไขปัญหาเชิงระบบ เรื่อง สิทธิเด็กและสิทธิทางการศึกษา กรณีร้องเรียนว่าโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งไม่ให้นักเรียนเข้าสอบปลายภาคและจำหน่ายชื่อออกจากระบบการศึกษา โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานระหว่างประเทศ ประกอบด้วย นางอรทัย เกิดภิบาล รองเลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ผู้แทนสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้แทนสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ผู้แทนสำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร ผู้แทนกรมกิจการเด็กและเยาวชน ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สมาคมผู้แทนคณะกรรมการประสานและส่งเสริมการศึกษาเอกชน ผู้แทนกองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (UNICEF) ประเทศไทย ผู้แทนกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ผู้แทนสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดกรุงเทพมหานคร และจังหวัดในเขตปริมณฑล ผู้แทนสมาคมโรงเรียนนานาชาติแห่งประเทศไทย รวมถึงผู้แทนโรงเรียนในสังกัดของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานและสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน
ในการประชุมดังกล่าว ผู้เข้าร่วมประชุมได้แลกเปลี่ยนข้อมูล ความเห็น และข้อเสนอแนะในประเด็นเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนในการคุ้มครองสิทธิเด็กตามกฎหมาย รวมถึงแนวปฏิบัติ นโยบาย มาตรการ หรือแนวทางป้องกันในการกำกับดูแลโรงเรียนเอกชน ตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 และกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อคุ้มครองสิทธิเด็กให้เข้าถึงสิทธิในการศึกษาและพัฒนาเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพต่อไป โดยผู้เข้าร่วมประชุมได้สะท้อนปัญหา อาทิ การลงโทษที่ไม่เป็นไปตามระเบียบที่กระทรวงศึกษากำหนด ปัญหาการใช้และการตีความกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชนและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงมาตรการทางวินัย จริยธรรมและจรรยาบรรณของวิชาชีพครูหรือบุคลากรทางการศึกษา ทั้งนี้ สำนักงาน กสม. จะรวบรวมข้อมูล ข้อคิดเห็น และข้อท้าทาย ตลอดจนปัญหาและอุปสรรคข้างต้น เพื่อจัดทำข้อเสนอแนะไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้สามารถส่งเสริม สนับสนุน กำกับ ติดตาม และช่วยเหลือคุ้มครองนักเรียนได้อย่างเหมาะสมต่อไป

กสม. ร่วมภาคีเครือข่ายประกาศเจตนารมณ์หยุดการเลือกปฏิบัติ และต้านการทุจริต เพื่อสิทธิมนุษยชนที่เท่าเทียม ในงานสมัชชาสิทธิ...
28/08/2026

กสม. ร่วมภาคีเครือข่ายประกาศเจตนารมณ์หยุดการเลือกปฏิบัติ และต้านการทุจริต เพื่อสิทธิมนุษยชนที่เท่าเทียม ในงานสมัชชาสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2569

วันที่ 28 สิงหาคม 2569 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) จัดงาน “สมัชชาสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2569” ภายใต้แนวคิด “Human Rights in Action : Equality for all หยุดเลือกปฏิบัติ หยุดทุจริต เพื่อสิทธิที่เท่าเทียม” ณ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชัน เซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ
นางสาวพรประไพ กาญจนรินทร์ ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวเปิดงานว่า กสม. ได้ร่วมกับภาคีเครือข่ายจัดสมัชชาสิทธิมนุษยชน ต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 5 โดยสมัชชาฯ ได้ทำหน้าที่เป็นพื้นที่กลางในการรับฟังปัญหา แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ประมวลสถานการณ์ และพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อนำเสนอต่อรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งติดตามให้เกิดผลในทางปฏิบัติ โดยข้อมติของสมัชชาฯ ในปีที่ผ่านมา มีความก้าวหน้าในหลายประเด็น ทั้งประเด็นสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี สิทธิผู้สูงอายุ สิทธิในกระบวนการยุติธรรม สิทธิมนุษยชนกับปัญญาประดิษฐ์ และสิทธิแรงงาน
สำหรับปี 2569 สมัชชาสิทธิมนุษยชนได้ร่วมกันขับเคลื่อน 2 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ การขจัดการเลือกปฏิบัติ และทุจริตกับสิทธิมนุษยชน เพราะการเลือกปฏิบัติทำให้คนบางกลุ่มเข้าไม่ถึงสิทธิและโอกาส ขณะที่การทุจริตทำให้ทรัพยากรและบริการที่ควรเป็นของประชาชนถูกจัดสรรอย่างไม่เป็นธรรม พรากสิทธิของประชาชน และเมื่อสองปัญหานี้เกิดขึ้นพร้อมกันก็ยิ่งซ้ำเติมความไม่เป็นธรรมในสังคม ซึ่งเป็นเรื่องที่เราต้องไม่เพียงถามว่าใครทำผิด แต่ต้องถามต่อว่าระบบใดทำให้ปัญหานี้เกิดขึ้นและจะแก้ไขได้อย่างไร
จากนั้น นางสาวสฤณี อาชวานันทกุล กรรมการผู้จัดการด้านการพัฒนาความรู้ บริษัท ป่าสาละ จำกัด กล่าวปาฐกถาพิเศษโดยชี้ให้เห็นถึงผลกระทบของ “การยึดรัฐ” ที่มิใช่เพียงเป็นการทุจริตคอรัปชันในรูปแบบเดิม ๆ อย่างการติดสินบนหรือโกงกินงบประมาณ แต่หมายถึงกระบวนการที่กลุ่มผลประโยชน์สามารถเข้าไปมีอิทธิพลชี้นำการออกกฎหมายหรือนโยบายให้เบี่ยงเบนออกจากประโยชน์สาธารณะและนำผลประโยชน์เข้ากระเป๋ากลุ่มตน ดังนั้นแม้จะการยึดรัฐจะเป็นกระบวนการที่ถูกต้องตามกฎหมายแต่ไม่ได้เป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะและการคุ้มครองสิทธิของประชาชนอย่างเป็นธรรม เช่น ค่าไฟฟ้า ที่ผู้มีรายได้น้อยต้องจ่ายภาษีค่าไฟในสัดส่วนที่สูงกว่าผู้มีรายได้มาก ทั้งประชาชนยังต้องจ่ายค่าไฟให้แก่โรงไฟฟ้าที่ไม่ได้เดินเครื่องผลิต การควบรวมกิจการโทรคมนาคมของสองบริษัทใหญ่ที่ทำให้ประชาชนไม่มีตัวเลือกในบริการสาธารณะที่มีคุณภาพเหมาะสมกับราคา โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ใช้ระบบเติมเงินซึ่งมีราคาแพงกว่าระบบรายเดือน หรือการแก้ไขร่างกฎหมายบางฉบับที่กลุ่มเอกชนผู้มีส่วนได้เสียเข้าไปมีส่วนร่วมในการแก้ไขกฎหมายเพื่อให้เป็นคุณกับตัวเอง เป็นต้น
นอกจากนี้ ยังมีเรื่องที่น่ากังวลคือองค์กรภาคประชาสังคมหรือผู้ที่พยายามเปิดโปงการยึดรัฐมักถูกฟ้องปิดปาก ขณะที่กระบวนการยุติธรรมซึ่งเป็นที่พึ่งสุดท้ายก็อาจถูกยึดได้โดยกลุ่มผลประโยชน์จากความสัมพันธ์ส่วนตัว สำหรับแนวทางที่ควรร่วมกันดำเนินต่อไปคือ การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่สร้างหลักประกันว่าองค์กรอิสระต่าง ๆ ต้องเป็นอิสระจากกลุ่มผลประโยชน์ กลุ่มการเมือง ขณะที่สื่อมวลชนหรือประชาชนที่ออกมาเปิดโปงการทุจริตต้องได้รับการปกป้องคุ้มครองจากการถูกฟ้องปิดปาก และควรมีการแก้ไขกฎหมายแข่งขันทางการค้าไม่ให้มีการผูกขาดพร้อมทั้งกำหนดเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนไว้ในแผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน ที่สำคัญ การป้องกันการยึดรัฐต้องอาศัยความกล้าหาญทางจริยธรรมของทุกภาคส่วน ความซื่อตรงในการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ และพลังการมีส่วนร่วมในการตรวจสอบจากภาคประชาชนเป็นสำคัญ
ในเวทีมีการนำเสนอข้อมติและข้อเสนอแนะใน 2 ประเด็นขับเคลื่อนที่สำคัญของปีนี้ ได้แก่
1. ประเด็นการขจัดการเลือกปฏิบัติ จากการสำรวจสถานการณ์และทัศนคติของประชาชนต่อการเลือกปฏิบัติในสังคมไทย โดย สำนักงาน กสม. ร่วมกับนิด้าโพล พบว่า ประชาชนร้อยละ 85.82 เห็นว่าสังคมไทยมีการเลือกปฏิบัติอยู่ในระดับค่อนข้างมากและมาก ซึ่งกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศเป็นกลุ่มที่ถูกเลือกปฏิบัติมากที่สุด รองลงมา ได้แก่ ผู้ที่ไม่ได้รับการศึกษา คนพิการ และกลุ่มชาติพันธุ์ และส่วนใหญ่เกินกว่าครึ่งถูกเลือกปฏิบัติจากเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเห็นว่าการเลือกปฏิบัติทั้งด้านสิทธิเข้าถึงการรักษาพยาบาล สวัสดิการสังคม การศึกษา การประกอบอาชีพ และเข้าถึงบริการสาธารณะ ส่งผลกระทบอย่างมากต่อบุคคลที่มีข้อจำกัด เช่น มีทรัพยากรน้อย อยู่ในพื้นที่ห่างไกล ไม่มีสถานะทางทะเบียน มีความพิการ ไม่สามารถใช้ภาษาไทย หรือมีอัตลักษณ์ของบุคคลที่ถูกตีตราในสังคม
ภาคีเครือข่ายจึงมีข้อเสนอแนะสำคัญต่อรัฐใน 5 ประเด็น ได้แก่ (1) ด้านนโยบายและกฎหมาย ให้เร่งรัดจัดทำกฎหมายกลางเพื่อคุ้มครองและขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล และจัดให้มีการทบทวนกฎหมายหรือนโยบายและระบบดิจิทัลของหน่วยงานรัฐที่เลือกปฏิบัติต่อบุคคลอย่างเป็นระบบ (2) พัฒนาระบบรับเรื่องร้องเรียนตามหลักการไม่ปฏิเสธผู้ร้องเพราะมาผิดหน่วยงาน เพื่อให้ทุกหน่วยงานสามารถรับเรื่อง ให้ข้อมูล ส่งต่อหน่วยงานที่มีหน้าที่และอำนาจ ติดตาม และแจ้งความคืบหน้าแก่ผู้ร้องได้ โดยไม่ผลักภาระประสานงานไปยังผู้ได้รับผลกระทบ และจัดให้มีกลไกเยียวยาบุคคลทุกกลุ่มในกรณีสาธารณภัยและสถานการณ์ฉุกเฉิน (3) พัฒนาระบบฐานข้อมูลกลางในการรับเรื่องร้องเรียนของประชากรระดับประเทศและกำหนดมาตรฐานร่วมระหว่างหน่วยงาน (4) สร้างการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายของประชาชน ตั้งแต่การออกแบบกฎหมาย นโยบาย บริการ และระบบข้อมูล ไปจนถึงการติดตามและประเมินผล และ (5) สร้างความตระหนักรู้ให้แก่เจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อลดอคติและปรับเปลี่ยนการให้บริการ รวมทั้งกำหนดกฎหมาย นโยบาย และการจัดบริการสาธารณะโดยเคารพสิทธิมนุษยชน
2. ประเด็นการทุจริตกับสิทธิมนุษยชน เห็นว่าประเทศไทยยังคงเผชิญปัญหาการทุจริตเชิงระบบที่รุนแรงและฝังรากลึก นอกจากนี้ นักปกป้องสิทธิมนุษยชนและภาคประชาสังคมที่ทำหน้าที่ตรวจสอบการทุจริตยังต้องเผชิญกับการคุกคามต่อชีวิตและร่างกายและการฟ้องคดี ภาคีเครือข่ายจึงมีข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลใน 3 ประเด็น ดังนี้ (1) ด้านกฎหมาย รัฐต้องเร่งตรากฎหมายคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสการทุจริตและกฎหมายป้องกันการฟ้องคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วมของสาธารณชน (Anti-SLAPP) โดยกำหนดนิยาม “ผู้แจ้งเบาะแส” และ “นักปกป้องสิทธิมนุษยชน” ให้ครอบคลุมเจ้าหน้าที่ของรัฐ ประชาชน สื่อมวลชน และภาคประชาสังคม รวมทั้งขยายความคำว่า “ประโยชน์สาธารณะ” ให้ครอบคลุมถึงการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน การตรวจสอบการทุจริตและการประพฤติมิชอบทั้งในภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และเอกชน และให้มีการชดใช้ค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดีแก่ผู้ถูกฟ้องโดยไม่สุจริต นอกจากนี้ ควรมีการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมาย เช่น กฎหมายว่าด้วยการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ ซึ่งแม้จะมีวัตถุประสงค์ให้เกิดความรวดเร็วในขั้นตอนการออกใบอนุญาตและอนุมัติต่าง ๆ แต่ก็ทำให้เจ้าหน้าที่อาจใช้ดุลพินิจโดยไม่รอบคอบ นอกจากนี้ รัฐต้องจัดให้มีระบบเปิดเผยข้อมูลผู้รับประโยชน์ที่แท้จริงของนิติบุคคลที่เป็นคู่สัญญากับรัฐเพื่อปิดช่องการใช้ตัวแทนอำพราง (นอมินี) และผลประโยชน์ทับซ้อนในการจัดซื้อจัดจ้างและสัมปทาน
(2) ด้านนโยบาย รัฐต้องกำหนดให้โครงการขนาดใหญ่ โครงการที่ใช้งบประมาณสูง หรือโครงการที่อาจกระทบต่อประชาชน ชุมชน ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ต้องผ่านการประเมินผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชน และความเสี่ยงด้านการทุจริตควบคู่กับการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม พร้อมกำหนดนโยบายเปิดเผยข้อมูลภาครัฐผ่านแพลตฟอร์มกลาง และ (3) ด้านการปฏิบัติ รัฐต้องพัฒนาระบบงบประมาณและการจัดซื้อจัดจ้างที่เน้นผลลัพธ์ จากการตรวจสอบเพียงว่าใช้เงินถูกระเบียบหรือไม่ ไปสู่การตรวจสอบว่า งบประมาณสร้างผลลัพธ์และประโยชน์ต่อประชาชนอย่างไร รวมทั้งต้องปฏิรูประบบบริการภาครัฐจากระบบเอกสารสู่ระบบดิจิทัลอย่างแท้จริง เพื่อลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ และปิดช่องทางการเรียกรับสินบนและผลประโยชน์ทับซ้อน
ในช่วงสุดท้ายของเวทีสมัชชาสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2569 ภาคีเครือข่ายได้ร่วมกันประกาศเจตนารมณ์ที่จะผนึกกำลังปกป้องสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ลดความเหลื่อมล้ำ ขจัดอคติ การตีตรา และการเลือกปฏิบัติ ต่อต้านการทุจริต โดยส่งเสริมความโปร่งใสตรวจสอบได้ เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงสิทธิและความยุติธรรมอย่างเท่าเทียม และสร้างวัฒนธรรมการเคารพสิทธิมนุษยชน ให้เป็นรากฐานของการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขและยั่งยืน
สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
28 สิงหาคม 2569

สามารถดาวน์โหลดภาพเพิ่มเติมได้ตามลิงก์ดังแนบ
https://drive.google.com/drive/folders/1dwUFgt-AJ3qB-S6nla38ypptVNUHex6k?usp=drive_link

28/08/2026

Highlight งานสมัชชาสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2569 “Human Rights in Action : Equality for All หยุดเลือกปฏิบัติ หยุดทุจริต เพื่อสิทธิที่เท่าเทียม” #สิทธิมนุษยชน #กสม. #สมัชชาสิทธิมนุษยชน2569

ที่อยู่

ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ อาคารรัฐประศาสนภักดี ฝั่งทิศใต้ ชั้น 6-7 120 หมู่ 3 ถนนแจ้งวัฒนะ
Bangkok
10210

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 17:30
อังคาร 08:30 - 17:30
พุธ 08:30 - 17:30
พฤหัสบดี 08:30 - 17:30
ศุกร์ 08:30 - 17:30

เบอร์โทรศัพท์

+6621413800

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ องค์กรนั้น

ส่งข้อความของคุณถึง สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ:

ทางลัด

แชร์