02/06/2026
หากเกิด พายุ ฝนตกหนัก ลมแรง หรือฟ้าคะนอง ระหว่างการใช้วิทยุสื่อสาร
ควรยึดหลักสำคัญคือ “ความปลอดภัยของชีวิตมาก่อน การสื่อสารต้องสั้น ชัด และไม่เสี่ยงต่อฟ้าผ่า” เพราะกรมอุตุนิยมวิทยาเตือนว่าฝนตกหนัก และฝนสะสมอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่ม และพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่าน และ ปภ. แนะนำให้หลีกเลี่ยงที่โล่ง ใต้ต้นไม้ เสาไฟฟ้า สิ่งปลูกสร้างไม่แข็งแรง รวมถึงงดใช้เครื่องมือสื่อสารหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เมื่อเสี่ยงฟ้าผ่า
ลำดับขั้นตอนปฏิบัติระหว่างใช้วิทยุสื่อสารเมื่อเกิดพายุ/ฝนตกหนัก
1. หยุดประเมินความเสี่ยงทันที
ให้ผู้ควบคุมข่าย หรือหัวหน้างาน สังเกตสภาพแวดล้อมทันที เช่น ฝนแรงขึ้น ลมกระโชก ฟ้าร้อง ฟ้าแลบ น้ำเริ่มไหลแรง เสาอากาศสั่น หรือมีสิ่งปลูกสร้างเสี่ยงพังเสียหาย หากพบความเสี่ยงสูง ให้เปลี่ยนจาก “ปฏิบัติภารกิจต่อ” เป็น “รักษาชีวิตและย้ายเข้าที่ปลอดภัย” ทันที
2. ย้ายผู้ปฏิบัติงานไปยังที่ปลอดภัย
หลีกเลี่ยงการยืนกลางแจ้ง ใต้ต้นไม้ ใกล้เสาไฟฟ้า เสาอากาศสูง ป้ายโฆษณา รั้วโลหะ หลังคาสังกะสี หรือพื้นที่น้ำท่วมขัง ควรเข้าอาคารที่มั่นคงหรือจุดหลบภัยที่กำหนดไว้ เพราะขณะเกิดวาตภัยควรพักในอาคารที่แข็งแรงและไม่ออกไปอยู่ในที่โล่งแจ้ง
3. ลดการใช้วิทยุให้น้อยที่สุด
หากมีฟ้าคะนองหรือฟ้าผ่าใกล้พื้นที่ ให้งดถือวิทยุในที่โล่ง และไม่ยกเสาอากาศขึ้นสูง ให้ใช้วิทยุเฉพาะกรณีจำเป็นจริง ๆ เช่น แจ้งเหตุฉุกเฉิน แจ้งการอพยพ แจ้งผู้บาดเจ็บ หรือแจ้งจุดปลอดภัยเท่านั้น
4. ส่งข้อความสั้น กระชับ และจำเป็น
ใช้หลัก “สั้น–ชัด–จบเร็ว” เพื่อลดเวลาการส่งสัญญาณและลดความสับสน
ควรแจ้ง 5 เรื่องหลัก ได้แก่ ใครแจ้ง / อยู่ที่ไหน / เกิดอะไร / มีผู้ได้รับผลกระทบหรือไม่ / ต้องการความช่วยเหลืออะไร
5. ใช้ความถี่หลักก่อน แล้วสลับความถี่สำรองเมื่อจำเป็น
ให้เรียกข่ายตามแผนเดิมก่อน (ว.31) หากสัญญาณไม่ชัด มีสัญญาณรบกวน หรือความถี่หนาแน่น ให้แจ้งเปลี่ยนไปช่องสำรองตามที่กำหนดไว้ เช่น
“เวลานี่ความถี่ ว.31 หนาแน่น ให้ลูกข่าย ว.6 ว.32 ตามแผน เปลี่ยน”
สำหรับเครือข่ายสถานศึกษา ควรกำหนดไว้ล่วงหน้าว่าใครเป็น สถานีแม่ข่าย / สถานีลูกข่าย / สถานีสำรอง / ผู้บันทึกเหตุการณ์
6. ถอดหรือหยุดใช้เสาอากาศภายนอกเมื่อเสี่ยงฟ้าผ่า
หากเป็นสถานีแม่ข่าย หรือมีเสาอากาศภายนอกอาคาร เมื่อมีฟ้าคะนองรุนแรงควรหยุดใช้งานชั่วคราวตามมาตรการความปลอดภัย และอย่าสัมผัสสายอากาศ
สายกราวด์ หรืออุปกรณ์โลหะที่เชื่อมต่อภายนอกอาคาร
7. รักษาแบตเตอรี่ และอุปกรณ์ให้พร้อมใช้งาน
ลดการกดส่งยาว ๆ ใช้ข้อความสั้น ปิดฟังค์ชั่นการใช้งานที่ไม่จำเป็น เช่นการสแกนความถี่ และเตรียมแบตเตอรี่สำรอง/เพาเวอร์แบงก์ในถุงกันน้ำ วิทยุควรใส่ซองกันน้ำหรือถุงซิปล็อก และหลีกเลี่ยงการวางบนพื้นเปียก
8. รายงานตามลำดับชั้น
เมื่อติดต่อได้ ให้รายงานจากระดับพื้นที่ขึ้นไป เช่น
จุดเกิดเหตุ/โรงเรียน → กลุ่มโรงเรียน/ศูนย์เครือข่าย → สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา → ศูนย์ส่วนกลาง/หน่วยงานความปลอดภัย
การรายงานควรแยกเป็น 3 ช่วง คือ
รายงานครั้งแรก แจ้งว่าเกิดเหตุอะไร
รายงานระหว่างเหตุ แจ้งสถานการณ์เปลี่ยนแปลง
รายงานปิดเหตุ แจ้งว่าปลอดภัยหรือยัง ต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติมหรือไม่
9. บันทึก Logbook ทุกครั้ง
ควรบันทึกเวลา สถานีที่ติดต่อ เนื้อหาสำคัญ ผู้รับ–ผู้ส่ง และคำสั่งที่ได้รับ เช่น “เวลา 14.25 น. โรงเรียนแจ้งน้ำท่วมหน้าอาคารเรียน / ศูนย์ข่ายสั่งอพยพไปอาคาร 2” เพื่อใช้ตรวจสอบภายหลังและประกอบรายงานสถานการณ์
10. หลังพายุสงบ ให้ตรวจสอบคน อุปกรณ์ และสรุปสถานการณ์
ตรวจสอบจำนวนนักเรียน ครู บุคลากร ผู้บาดเจ็บ จุดเสี่ยง อาคาร ระบบไฟฟ้า และสภาพวิทยุสื่อสาร จากนั้นรายงานปิดเหตุอย่างเป็นทางการ พร้อมสรุปว่า “ปลอดภัย / ยังเฝ้าระวัง / ต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติม”
สรุปแบบจำง่าย
หลบภัยก่อน → ใช้วิทยุเท่าที่จำเป็น → พูดสั้นชัด → รายงานตามลำดับ → บันทึกเหตุการณ์ → ตรวจสอบหลังพายุสงบ
ผู้เขียน นายธนภัทร์ ขันธหัตถ์ (อาชีวะ011)