17/07/2026
“Blue House” พรรคประชาธิปัตย์ รับเรื่องชาวบ้านบึงปลาทู ร้องตรวจสอบกองทุนฌาปนกิจ 38 ปี หลังไม่ได้รับเงินตามสิทธิ–ประชาชนถูกกดดันเมื่อทวงถามความโปร่งใส
ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ BlueHouse พรรคประชาธิปัตย์ รับเรื่องร้องเรียนจากตัวแทนชาวบ้านตำบลบึงปลาทู อำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์ กรณีขอให้ตรวจสอบการบริหารกองทุนฌาปนกิจสงเคราะห์ของชุมชน ซึ่งดำเนินงานมายาวนานกว่า 38 ปี หลังสมาชิกบางครอบครัวไม่ได้รับเงินช่วยเหลือตามที่เคยคาดหวัง ขณะที่เงินที่มีการเรียกเก็บล่วงหน้าจากสมาชิกยังไม่มีคำชี้แจงที่ชัดเจน
ชาวบ้านได้นำข้อมูล เอกสาร และหลักฐาน เข้าร้องเรียนต่อศูนย์ Blue House เพื่อขอให้ช่วยตรวจสอบข้อเท็จจริง เรียกร้องความเป็นธรรม และช่วยประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หลังจากที่ผ่านมาเคยร้องเรียนต่อหน่วยงานในพื้นที่แล้ว แต่ยังไม่ได้รับคำตอบที่สามารถคลี่คลายข้อสงสัยของประชาชนได้อย่างชัดเจน
การรับเรื่องครั้งนี้มี นาย ระพีพัฒน์ สุเมธโชติเมธา รองผู้อำนวยการศูนย์ Blue House พร้อมด้วย นางสาว กานต์ วนาดรวรวิศาล - Karn Wanadornworawisan และ โจ เจตน์สฤษฎิ์ เลิศธนสาร คณะกรรมการศูนย์ รวมถึง นาย นายมารุต โมราสุข อดีตผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 3 จังหวัดนครสวรรค์ พรรคประชาธิปัตย์ และหัวหน้าสาขาพรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดนครสวรรค์ ตลอดจนสื่อมวลชนและนักวิชาการอิสระ ร่วมรับฟังปัญหาและข้อเรียกร้องจากประชาชนในพื้นที่
- กองทุนที่เกิดจากความไว้ใจของคนในชุมชน
ตัวแทนชาวบ้านให้ข้อมูลว่า กองทุนฌาปนกิจสงเคราะห์ดังกล่าวเริ่มดำเนินงานมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2531 จากความร่วมมือของอดีตผู้นำชุมชนและประชาชน ครอบคลุมพื้นที่ 9 หมู่บ้าน
แนวคิดของกองทุนในระยะแรก คือเมื่อมีสมาชิกเสียชีวิต ทุกคนจะช่วยกันจ่ายเงินคนละ 10 บาท เพื่อนำไปรวบรวมเป็นเงินช่วยเหลือครอบครัวผู้เสียชีวิตประมาณ 28,000–30,000 บาท ช่วยให้ครอบครัวสามารถนำเงินไปใช้จัดงานศพให้แก่บุคคลอันเป็นที่รักได้อย่างสมเกียรติ และบรรเทาภาระในช่วงเวลาที่ครอบครัวกำลังเผชิญกับความสูญเสีย
สำหรับชาวบ้าน กองทุนนี้จึงไม่ใช่เพียงระบบรับเงินและจ่ายเงิน แต่เป็นเหมือนหลักประกันเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นจากน้ำใจและความเชื่อใจของคนในชุมชน ทุกครอบครัวยอมจ่ายเงินช่วยเหลือผู้อื่น เพราะเชื่อว่าเมื่อวันที่ความสูญเสียมาถึงครอบครัวของตน จะได้รับความช่วยเหลือกลับคืนเช่นเดียวกัน
ความเชื่อมั่นนี้ดำเนินต่อเนื่องมาเป็นเวลาหลายสิบปี จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตและความสัมพันธ์ของคนในชุมชน
- เปลี่ยนระบบเป็นเก็บเงินล่วงหน้า แต่ชาวบ้านไม่เห็นบัญชี
ชาวบ้านระบุว่า ปัญหาเริ่มเกิดขึ้นภายหลังมีการเปลี่ยนแปลงชุดผู้นำชุมชนและผู้บริหารกองทุนในช่วงปี พ.ศ. 2560 โดยมีการเปลี่ยนวิธีเรียกเก็บเงิน จากเดิมที่เก็บเงินเมื่อมีสมาชิกเสียชีวิต เป็นการเรียกเก็บเงินล่วงหน้าครั้งละ 10 ศพ หรือสมาชิกคนละ 100 บาท
สำหรับครอบครัวที่มีสมาชิกกองทุนหลายคน การเรียกเก็บเงินล่วงหน้าอาจหมายถึงการต้องจ่ายเงินพร้อมกันครั้งละหลายร้อยบาท ซึ่งถือเป็นภาระไม่น้อยสำหรับครอบครัวในชนบท
อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านจำนวนมากยังคงยอมจ่าย เพราะเชื่อว่าเงินดังกล่าวจะถูกเก็บรักษาและบริหารจัดการอย่างถูกต้อง เพื่อใช้ช่วยเหลือครอบครัวสมาชิกตามวัตถุประสงค์ของกองทุน
แต่ผู้ร้องเรียนระบุว่า ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2564 เป็นต้นมา ไม่ปรากฏว่ามีการประชุมใหญ่เพื่อชี้แจงข้อมูลสำคัญให้สมาชิกทราบอย่างทั่วถึง ทั้งจำนวนสมาชิก ยอดเงินที่เรียกเก็บ รายรับ–รายจ่าย ยอดเงินคงเหลือ รวมถึงสถานะทางการเงินที่แท้จริงของกองทุน
เมื่อชาวบ้านบางครอบครัวสูญเสียบุคคลในครอบครัว กลับไม่ได้รับเงินช่วยเหลือตามแนวทางที่กองทุนเคยดำเนินการมา โดยได้รับคำชี้แจงเพียงว่าไม่สามารถเรียกเก็บเงินจากสมาชิกได้อีก และกองทุนได้ยุติการดำเนินงานแล้ว
คำถามของชาวบ้านจึงไม่ได้มีเพียงว่าเหตุใดกองทุนจึงถูกยกเลิก แต่ยังรวมถึงเงินที่สมาชิกเคยจ่ายล่วงหน้าไว้มีจำนวนเท่าใด ถูกเก็บรักษาไว้ที่ใด ถูกนำไปใช้อย่างไร เหลืออยู่เท่าใด และเหตุใดครอบครัวที่สูญเสียสมาชิกจึงไม่ได้รับความช่วยเหลือตามที่เคยคาดหวัง
- จากการทวงถามความโปร่งใส สู่ความหวาดกลัวในชุมชน
สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าปัญหาเรื่องเงิน คือข้อร้องเรียนจากชาวบ้านว่า ผู้ที่ออกมาทวงถามความโปร่งใสกลับถูกกดดัน ถูกข่มขู่ว่าจะดำเนินคดี ไม่ได้รับความร่วมมือ และถูกขู่ว่าจะไม่ลงนามรับรองเอกสารที่จำเป็นต่อการเข้าถึงสิทธิหรือความช่วยเหลือจากหน่วยงานภาครัฐ
ชาวบ้านบางรายให้ข้อมูลว่า การไม่ลงนามรับรองเอกสารอาจส่งผลต่อการขึ้นทะเบียนเกษตรกร การขอรับความช่วยเหลือ และการติดต่อราชการในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพ
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ชาวบ้านบางส่วนไม่กล้าแสดงตัว ไม่กล้าออกมาให้ข้อมูล และไม่กล้าร่วมเรียกร้องความเป็นธรรม เพราะกังวลว่าจะได้รับผลกระทบต่อครอบครัว การทำมาหากิน และการเข้าถึงสิทธิที่ควรได้รับ
เรื่องนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงปัญหาของกองทุนฌาปนกิจ แต่ยังสะท้อนถึงความสัมพันธ์เชิงอำนาจในระดับชุมชน ซึ่งประชาชนที่ออกมาตั้งคำถามกลับต้องใช้ชีวิตท่ามกลางความหวาดระแวง
ทั้งนี้ ข้อมูลเรื่องการข่มขู่ การกีดกัน และการใช้อำนาจหน้าที่ดังกล่าว เป็นข้อร้องเรียนจากประชาชน ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบจากหน่วยงานที่มีอำนาจอย่างรอบด้าน และต้องเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวถึงชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างเป็นธรรม
“ประชาชนคาดหวังการปกป้อง ไม่ใช่การตอบโต้เมื่อกล้าตั้งคำถาม”
นายระพีร์พัฒน์ สุเมธโชติเมธา รองผู้อำนวยการศูนย์ Blue House กล่าวว่า สิ่งที่ประชาชนคาดหวังจากกองทุนและผู้นำชุมชน ไม่ใช่ความคาดหวังที่เกินสมควร แต่เป็นความคาดหวังขั้นพื้นฐานว่า เงินที่ทุกคนร่วมกันจ่ายจะได้รับการดูแลอย่างโปร่งใส และเมื่อเกิดปัญหา จะมีผู้รับผิดชอบออกมาชี้แจงด้วยข้อมูลและหลักฐาน
“เงินฌาปนกิจอาจไม่ใช่เงินจำนวนมากสำหรับบางคน แต่สำหรับครอบครัวชาวบ้าน เงินก้อนนี้คือความหวังสุดท้ายที่จะนำไปจัดงานศพให้คนที่รักอย่างสมเกียรติ ทุกคนยอมจ่ายเงินช่วยเหลือผู้อื่น เพราะเชื่อว่าเมื่อวันหนึ่งความสูญเสียเกิดขึ้นกับครอบครัวของตน จะได้รับความช่วยเหลือกลับคืนเช่นเดียวกัน”
“เมื่อมีการเก็บเงินล่วงหน้า ประชาชนย่อมมีสิทธิทราบว่าเงินอยู่ที่ไหน มีเงินเหลือเท่าใด และถูกนำไปใช้อย่างไร การประกาศยุติกองทุนโดยไม่มีบัญชีหรือคำชี้แจงที่ชัดเจน ย่อมไม่สามารถทำให้ข้อสงสัยของประชาชนสิ้นสุดลงได้”
ด้าน จิรวัฒน์ จังหวัด - Jirawat Jungwat ผู้อำนวยการศูนย์ Blue House และรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า สิ่งที่ยอมรับไม่ได้คือ หากตรวจสอบพบว่ามีการใช้อำนาจหน้าที่กดดัน ข่มขู่ หรือกีดกันประชาชน เพียงเพราะประชาชนออกมาใช้สิทธิทวงถามความโปร่งใส
“ประชาชนคาดหวังให้ผู้นำชุมชนเป็นที่พึ่ง เป็นผู้ประสานความช่วยเหลือ และปฏิบัติต่อประชาชนอย่างเท่าเทียม ไม่ใช่ทำให้คนที่กล้าตั้งคำถามต้องอยู่อย่างหวาดกลัว หรือกังวลว่าจะถูกตัดสิทธิจากความช่วยเหลือของภาครัฐ”
“ตำแหน่งผู้นำชุมชนไม่ควรถูกใช้เป็นเครื่องมือตอบโต้ผู้เห็นต่าง การร้องเรียนและการขอตรวจสอบเป็นสิทธิของประชาชน ไม่ใช่ความผิด และไม่ควรมีใครถูกทอดทิ้งหรือถูกกลั่นแกล้ง เพียงเพราะลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิของตนเอง”
- Blue House เตรียมรวบรวมหลักฐาน ประสานตรวจสอบทุกด้าน
ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ Blue House พรรคประชาธิปัตย์ จะรวบรวมข้อมูล เอกสาร หลักฐาน และคำให้ข้อมูลจากผู้ได้รับผลกระทบ เพื่อประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ตรวจสอบอย่างเป็นระบบ
ทั้งในประเด็นการจัดตั้งและสถานะทางกฎหมายของกองทุน อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ จำนวนสมาชิก ยอดเงินที่มีการเรียกเก็บล่วงหน้า บัญชีรายรับ–รายจ่าย ยอดเงินคงเหลือ การจ่ายเงินให้แก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต ตลอดจนข้อร้องเรียนเรื่องการข่มขู่ กดดัน และการใช้อำนาจหน้าที่กีดกันประชาชน
หากผลการตรวจสอบพบว่ามีการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศูนย์ Blue House จะสนับสนุนให้มีการดำเนินการตามกระบวนการกฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้อง พร้อมประสานให้ประชาชนได้รับการคุ้มครองจากการถูกตอบโต้หรือกลั่นแกล้ง
การตรวจสอบเรื่องนี้ต้องดำเนินไปอย่างตรงไปตรงมา เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายชี้แจง และยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ เพื่อคืนความเป็นธรรมให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบ และฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชนในชุมชน
เพราะประชาชนไม่ได้คาดหวังอะไรเกินไป
เขาเพียงคาดหวังว่าเงินของเขาจะตรวจสอบได้
สิทธิของเขาจะได้รับการคุ้มครอง
และผู้นำชุมชนจะดูแลประชาชน ไม่ใช่ทำให้ประชาชนต้องหวาดกลัว
#พรรคประชาธิปัตย์
#ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์
#บึงปลาทู
#นครสวรรค์
#เงินประชาชนต้องตรวจสอบได้
#ประชาชนต้องได้รับความเป็นธรรม
#ประชาชนต้องไม่ถูกกลั่นแกล้ง