07/08/2025
DSI ส่งสำนวนสั่งฟ้องผู้ต้องหา กรณี ชักชวนให้ประชาชนเข้าร่วมเป็นเครือข่าย กับบริษัท อุบลอินเตอร์ จำกัด
เมื่อวันที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๖๘ พันตำรวจโท อานนท์ อุนทริจันทร์ ผู้อำนวยการกองคดีธุรกิจการเงินนอกระบบ ได้มอบหมายให้ ร้อยตำรวจเอกหญิง อัศนีย์ รอดน้อย ผู้อำนวยการส่วนคดีธุรกิจการเงินนอกระบบ ๓ และคณะพนักงานสอบสวนฯ นำสำนวนการสอบสวน คดีพิเศษที่ ๕๑/๒๕๖๔ กรณี บริษัท อุบลอินเตอร์ จำกัด
ได้มีโฆษณาชักชวนให้ประชาชนเข้าร่วมเป็นเครือข่ายในรูปแบบการประกอบธุรกิจขายตรง และเสนอผลตอบแทนจากการหาผู้เข้าร่วมเครือข่าย ผ่านทางแอปพลิเคชั่นไลน์ ผ่านทางแอปพลิเคชันเฟซบุ๊ก (Facebook) และ
การเผยแพร่ผ่านทางเว็ปไซต์ เพื่อโน้มน้าวชักชวนให้ลงทุนกับ บริษัท อุบลอินเตอร์ จำกัด โดยกล่าวอ้างว่าบริษัท อุบลอินเตอร์ จำกัดประกอบธุรกิจกลุ่มธุรกิจโรงแรม ที่พัก สัมมนาและจัดเลี้ยง กลุ่มธุรกิจบันเทิง
โรงภาพยนตร์ สวนน้ำ และผับ กลุ่มธุรกิจเครือข่ายขายตรง กลุ่มธุรกิจการท่องเที่ยว กลุ่มธุรกิจเฟรนไซน์ กลุ่มธุรกิจด้านการเงิน กลุ่มธุรกิจพลังงาน กลุ่มธุรกิจการบินพลเรือน บริษัทฯ อยู่ระหว่างขยายกิจการ โดยเสนอผลประโยชน์ตอบแทนจากการหาสมาชิกหรือเครือข่ายในอัตราสูงแบ่งจ่ายผลตอบแทนทุกสัปดาห์ ต่อมาได้หยุดจ่ายเงินผลตอบแทน เป็นเหตุให้ผู้ลงทุนได้รับความเสียหาย โดยในคดีนี้ทำให้ประชาชนหรือผู้ลงทุนที่หลงเชื่อร่วมลงทุนและได้รับความเสียหายที่มาให้การต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษจำนวน 75 ราย มูลค่าจํานวนเงินที่กู้ยืมจำนวน 32,445,660.00 บาท มูลค่าความเสียหายจำนวน 22,906,652.00 บาท (ยี่สิบสองล้านเก้าแสนหกพันหกร้อยห้าสิบสองบาทถ้วน)
คดีนี้ พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ได้ทำการสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานเสร็จสิ้นแล้ว
พบผู้ต้องหาที่ร่วมกระทำความผิด จำนวน ๓ ราย เป็นการกระทำความผิดฐาน "ร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน" "ร่วมกัน ฉ้อโกงประชาชน" และ "ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์
ที่บิดเบือน หรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมผิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะ
เกิดความเสียหายแก่ประชาชน" อันเป็นความผิดตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 และ ที่แก้ไขเพิ่มเติม ประมวลกฎหมายอาญา และพระราชบัญญัติว่า ด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ได้มีความเห็น
สั่งฟ้องผู้ต้องหาที่เป็นนิติบุคคลและบุคคลธรรมดา รวมจำนวน ๒ ราย และสั่งไม่ฟ้อง ๑ รายเนื่องจากถึง
แก่ความตายและได้นำส่งสำนวนการสอบสวนให้พนักงานอัยการ เรียบร้อยแล้ว